I give it C+
Thursday, 19 September 2013
Wolfskin by Juliet Marillier
I give it C+
Friday, 31 July 2009
Child of the Prophecy by Juliet Marillier
(อ่านจบไปนานแล้ว แต่เพิ่งได้เขียน)

ชนิด : folklore/ Celtic/ historical/ fantasy
ชุด : Sevenwaters, book 3
สำนักพิมพ์ : Tor Books; 1st edition (June 16, 2003)
จำนวนหน้า : 596 หน้า
ตัวละครหลักในเล่มนี้คือ Fainne ลูกสาวของ Ciaran กับ Niamh ซึ่งจากเล่มที่แล้ว ทั้งคู่แต่งงานกันไม่ได้ เพราะความจริงที่ว่าทั้งคู่มีสายเลือดเดียวกัน (พ่อของ Ciaran คือ Lord Colum กับ Lady Oonagh และ Niamh ก็เป็นหลานตาของ Ciaran ซึ่งหมายถึงทั้งสองคนเป็นน้าหลานกัน แม้จะด้วยสายเลือดครึ่งเดียวก็ตาม)
[และสิ่งที่ตามมาก็คือทั้งคู่ถูกจับแยกกัน และ Niamh ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง และถูกสามีของตัวเองทารุณกรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังเธอหนีไปได้ และทั้งคู่หนีไปใช้ชีวิตร่วมกัน]
สำหรับเล่มนี้ เริ่มต้นที่ Fainne ที่อาศัยอยู่กับพ่อเพียงสองคน (Niamh ตายไปตอนที่เธอยังเด็ก) และทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและสันโดษ Fainne ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด และต้องศึกษาเวทย์มนต์ตลอดเวลา สองพ่อลูกแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย โดยเพื่อนคนเดียวที่เธอมี และมนุษย์อีกคนที่เธอผูกพันด้วยก็คือ Darragh ลูกชายของกลุ่มเลี้ยงม้าเร่ร่อนที่ในช่วงแต่ละปีจะมาตั้งค่ายอาศัยอยู่ใกล้กับที่เธออยู่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธออายุสิบหกปี พ่อของเธอให้เธอเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับญาติคนอื่น ๆ ที่ Sevenwaters โดยไม่บอกเหตุผล หาก Lady Oonagh แม่มดร้ายผู้เป็นย่าของเธอบอกว่าหน้าที่ของเธอก็คือกลับไปเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อและแม่ที่ต้องหนีมาใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ด้วยกัน และขู่ Fainne ว่าหากไม่ทำตาม ก็จะฆ่าพ่อของเธอ
เมื่อไปถึง Sevenwaters ญาติของเธอให้การต้อนรับเธอ และในระดับหนึ่งเธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น แต่ทุกครั้ง Lady Oonagh ก็จะมาปรากฏตัวให้เห็น และขู่ให้เธอทำตามแผนทำลาย Sevenwaters ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งในที่สุด ก็ทำให้เธอเป็นที่หวาดระแวงจน Liadan น้าสาวของเธอตัดสินใจพาเธอกลับไปอยู่ด้วยเพื่อที่จะคอยควบคุมเธอ
หากเมื่อ Lady Oonagh ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง Ciaran ก็ปรากฏตัวขึ้นด้วย และกลายเป็นว่าแผนการที่เขาวางไว้สำหรับ Fainne ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
เล่าอย่างย่อ ๆ จะได้แบบนี้ ส่วนตัวเองไม่ชอบหนังสือเล่มนี้ (หรือให้พูดตามจริงก็คือหงุดหงิดจนโกรธ) ด้วยจุดใหญ่ ๆ สองจุด นั่นก็คือ ความรู้สึกที่ญาติของเธอมีต่อเธอ ซึ่งแม้ว่าทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Liadan จะดีใจที่ “ลูกสาวของ Niamh” กลับมา แต่ความเป็นจริงแล้วก็มีความหวาดระแวงผสมอยู่ด้วย ทั้งจากการที่เธอเป็นลูกสาวของ Niamh และการที่เธอเป็นหลานสาวของ Lady Oonagh สิ่งแรกทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่าการที่เธอเหมือนแม่จะทำให้เธอสร้างปัญหาเชิงชู้สาวจากความไม่คิดขึ้นมาทุกเมื่อ และสิ่งหลังก็ทำให้ทุกคนคิดว่าแม่มดร้ายอยู่เบื้องหลังเธอเพื่อให้เธอทำเรื่องร้ายกาจ และดังนั้นความรู้สึกที่ญาติผู้ใหญ่มีให้เธอก็ไม่เต็มร้อย และทำให้เธอต้องรับผิดจากการกระทำของ Lady Oonagh อยู่หลายครั้ง
จุดที่สอง มีคำทำนายเสมอมาว่าเด็กในคำทำนายจะทำให้ชาวไอริชได้ดินแดนสำคัญคืนมาได้จากไบรตัน โดยที่ Johnny ลูกชายของ Liadan ถูกตีความว่าเป็นคนตามคำทำนายและมีหน้าที่เป็นผู้นำกอบกู้เกาะสำคัญคืนมา หากสิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือคนในคำทำนายจะต้องอาศัยที่อยู่เกาะนั้นอย่างโดดเดี่ยวตลอดไป ซึ่งตามความเป็นจริง ในฐานะผู้นำทางยุทธศาสตร์และผู้นำเชิงสัญลักษณ์เขาอยู่ที่นั่นไม่ได้ และในตอนจบก็กลายเป็น Fainne นั่นเองที่ยอมใช้ชีวิตโดดเดี่ยวและสันโดษอยู่ที่เกาะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พ่อของเธอวางแผนไว้ให้เธอตั้งแต่ต้น แม้เธอมารู้ภายหลังว่าพวก higher beings ทั้ง Old Ones และ Fair Folk วางแผนให้ Darragh อยู่กับเธอที่เกาะได้ แต่ก็ไม่เป็นการยุติธรรมกับเธอเลย หน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายเช่นนี้ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับเธอแม้แต่น้อย เธอไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่พวก Sevenwaters และไอริชต้องการก็ได้ ยิ่งเมื่อญาติของเธอปฎิบัติต่อเธอไม่ดีก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นที่เธอต้องเสียสละเพื่อพวกเขา เป็นทางออกที่ง่ายและเห็นแก่ตัวเกินไปที่พวก Sevenwaters และ Liadan ยอมรับเช่นนี้
ส่วนตัวเอง อย่างเล่มแรก (Daughter of the Forest) ยอมรับทางเลือกของ Sorcha ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยให้พวกพี่ชายที่กลายเป็นหงส์ให้กลับเป็นคนได้ รู้สึกเข้าใจ และอยากเอาใจช่วยให้ทุกอย่างลงตัวได้ไว ๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว การกระทำเช่นนั้นก็เป็นการทำเพื่อคนที่รัก และครอบครัว เป็นสาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปได้ ในเล่มสอง (Son of the Shadows) แม้จะเหมือนว่าตัว Liadan ทำไปเพื่อชายคนรัก (และพ่อของลูก) แต่ถ้ามองให้ให้ดี ก็คือการทำใจตัวเอง และทำเพื่อให้ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ซึ่งที่สำคัญก็คือการทำเพื่อตัวเองเพียงเท่านั้นด้วย (ปฎิเสธไม่ได้ว่าความผิดหวังอย่างหนึ่งที่ Red มีต่อลูกสาวก็คือ การที่เธอเลือกผู้ชายที่ไม่คู่ควรมาเป็นสามี และต้องจากจากบ้านและครอบครัวไป) แต่ดังนั้น ในกรณีของ Fainne จึงไม่มีเหตุผลที่เธอต้องมารับผิดชอบแทนแต่อย่างใด
ในเรื่องนี้ Fainne เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุด การก้าวออกไปสู่โลกที่ไม่คุ้นเคย ประกอบกับความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของพ่อทำให้เธอสับสน และแปลกแยกกับคนรอบตัว โดดเดี่ยวและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา หากก็ต้องทนอยู่อย่างไร้ทางออก และเราก็รับรู้ถึงความรู้สึกเช่นนี้ของเธอตลอดทั้งเรื่อง และก็ทำให้รู้สึกหดหู่และเศร้าไปกับเธอ การที่พ่อของเธอให้เธอไปใช้ชีวิตที่ Sevenwaters ก็น่าจะเป็นเพื่อให้ได้รู้จักญาติและเข้าใจหน้าที่ที่เธอจะได้รับในภายหลัง แต่เขาก็ลืมคิดไปว่าวิธีที่เขาเลี้ยงดูเธอมาจะทำให้เธอไม่รู้จักโลก ไม่เข้าใจวิธีเข้าสังคม หรือแม้แต่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าได้
สำหรับการปิดฉากด้วยเหตุการณ์เล่มนี้ในชุดอาจจะรับได้ในฐานะวิธีแก้ปัญหาให้กับไอริชที่ได้ดินแดนที่ต่อสู้แก่งแย่งมาอย่างเนิ่นนานกับไบรตันคืน แต่ส่วนตัวไม่ชอบในฐานะวิธีปฎิบัติกับตัวละครอย่าง Fainne ซึ่งแม้ว่าชีวิตของเธอจะคุ้นเคยกับการอยู่อย่างสันโดษและแปลกแยกมาตลอดชีวิตก็ตาม แต่เธอไม่มีความจำเป็นต้องเสียสละตัวเช่นนี้ เมื่อจบเล่มนี้แล้วทำให้การรอคอยเล่มต่อไปกลายเป็นศูนย์ และความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของ Liadan กับ Bran และกลุ่ม Painted Man หายไป ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ Liadan เติบโตและเห็นโลกมากขึ้น หรือว่าเธอต้องเอาตัวรอดไปพร้อมกับกลุ่ม Painted Man ที่ทำให้เธอกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เย็นชา และไม่มีความเห็นใจใด ๆ
อย่างไรก็ดี ตัวละครที่ได้เรียนรู้ และทำความรู้จักมากขึ้นก็คือ Eamonn เล่มที่แล้วทำให้เราเห็นภาพของเขาเป็นผู้ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นและเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความอาฆาตที่มีต่อ Bran แต่เมื่อมาดูเล่มนี้ เขามีสิทธิเต็มที่ที่จะโกรธแค้น เพราะแม้ว่าเขาจะถูกสร้างภาพให้เป็นผู้ร้าย แต่เราก็ต้องนึกถึงว่าในตอนต้นสิ่งที่กลุ่มทหารรับจ้าง Painted Man ทำกับเขาก็เลวร้ายไม่แตกต่างกัน (ฆ่าทหารพรรคพวกของ Eamonn ทีละคนต่อหน้าเจ้าตัว และบังคับให้ Eamonn ทนดู) และการที่เขายอมรับคมหอกแทน Fainne จนต้องตายในตอนจบก็ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่มชมมาก แม้ว่าในเรื่องจะดูเหมือนเขาพยายามหาประโยชน์จากเธอ (ทั้งในด้านชู้สาวและการสืบข่าว) ตลอดเวลาก็ตาม ซึ่งอันที่จริงแม้แต่ญาติของเธออย่าง Johnny ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมทำเช่นนั้นเพื่อเธอหรือไม่ และถ้าไม่มี Darragh ก็เป็นไปได้ว่า เธอสามารถจะมีอนาคตร่วมกับ Eamonn และเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้นได้
เล่มนี้น่าเสียดายว่าตอนจบ Finbar จบชีวิตเพราะยอมตายแทน Ciaran ในฐานะพี่ชาย (แต่ความแค้นสามเล่มที่พี่น้อง Sevenwaters มีต่อ Lady Oonagh ก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เพราะท้ายที่สุด Fainne ก็ฆ่า Lady Oonagh ได้สำเร็จ) ซึ่งกลายเป็นว่า เป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่รู้สึกผูกพันและไม่เคยรู้สึกว่าถูกทรยศ (จากการที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนหลัง – ต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Liadan) เขาไม่ควรจบชีวิตที่นี่เช่นนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่งการที่ถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างการเป็นหงส์ก็หนักหนาและทำลายชีวิตเขามาตลอด
เล่มนี้ Conar แตกต่างจากเล่มที่แล้ว เพราะการที่สูญเสีย Ciaran ไป และได้ Fainne ที่เฉลียวฉลาด และรอบรู้กลับมา ทำให้เขา “เชื่อ” ขณะที่เล่มที่แล้วเขาเป็นคนที่ “ไม่เชื่อ” และมองโลกในแง่ร้าย แต่สำหรับ Liadan เปลี่ยนสภาพจาก “คนที่เชื่อ” เป็น “ไม่เชื่อ” ไปแล้ว – อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ชอบอย่างหนึ่งสำหรับ Conar ก็คือ แม้ภายหลังเขาจะเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดจากการกระทำของตัวเอง แต่ทว่าเขากลับแค่เสียใจมากกว่าจะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง
สรุปหนังสือเล่มนี้ว่า A distressingly encouraging story of a dutiful lonely girl. และตัดสินคะแนนให้ลำบากมาก เพราะไม่แน่ใจว่าคาดหวังมากไปไหม (หรือคาดหวังความสุขมากไปไหน) ให้คะแนนที่ B-/C+
Monday, 4 May 2009
Night's Rose by Annaliese Evans

ชนิด : Historical Paranormal Romance / Retelling/ Magic/ Orge/ Fey/ Vampire/ Dark elf
สำนักพิมพ์ : Tor Paranormal Romance (March 31, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า
ตามเรื่องเจ้าหญิงนิทรา คำสาปของนางฟ้าใจร้ายทำให้เจ้าหญิงนิทราต้องหลับใหลไปถึงหนึ่งร้อยปี จนกระทั่งเจ้าหญิงตื่นมาได้เพราะจุมพิตของเจ้าชาย เมืองทั้งเมืองตื่นขึ้นจากการหลับ และคนทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ... แต่ทว่าสำหรับ Rosemarie เจ้าหญิงนิทราในเรื่อง เธอไม่ได้ตื่นมาเพื่อที่จะเจอกับความสุขตลอดไป และกว่าจะรู้ตัว เธอก็กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักไล่ล่ายักษ์กินคนให้กับเหล่า Fey De La Nuit (Dark Fey) ไปเสียแล้ว
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Rose และ Ambrose ผู้ซึ่งเป็น Fey ที่ปรึกษาของเธอล่วงรู้ถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดหลายอย่างของบรรดายักษ์ ซึ่งทั้งคู่เชื่อว่า เป้าหมายที่แท้จริงของยักษ์กินคนก็คือ ร่ายคาถาเพื่อที่จะกำจัด Rose ผู้ซึ่งเป็นนักล่ายักษ์มือหนึ่งให้ได้
หากแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เพิ่มขึ้นเมื่อ Rose ได้เจอกับ Gareth ผีดูดเลือดชื่อฉาวที่แม้จะหว่านเสน่ห์ใส่เธอ แต่ก็ดูเหมือนจะจริงจัง และใส่ใจกับ Rose มาก จนถึงขั้นมากกว่าที่ Ambrose ดูแลเธอ และก็ทำให้เธอต้องชั่งใจและทบทวนความรู้สึกที่เธอมีกับคนทั้งคู่ไปด้วย
ระหว่างนั้นเอง ที่ Rose ถูกทำร้ายปางตายจากเหล่ายักษ์ และเมื่อเธอฟื้นขึ้นมา การได้ใกล้ชิดและสนทนากับ Gareth ทำให้เธอเริ่มเห็นถึงความลับที่ Ambrose ปิดบังเธออยู่ Rose จึงตัดสินใจกลับไปที่เมืองของเธอ และค้นหาความลับที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งความจริงที่ได้เจอทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
และเมื่อกลับมา เธอก็เจอว่า เหล่ายักษ์อาจจะมีแผนการร้ายมากกว่าที่เธอได้คาดคิดเอาไว้ และตัวคนร้ายก็อาจจะมีมากกว่าแค่เหล่ายักษ์กินคนเสียด้วย!
จริง ๆ แล้วข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือก็คือการที่คนเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็น Urban Fantasy แต่พอได้หนังสือมาจริงเป็น Historical Paranormal Romance ก็ได้ เพราะส่งผลให้การให้น้ำหนักเนื้อเรื่องในด้านแอ็คชั่นผาดโผนน้อยไปกว่าด้านความสัมพันธ์ของตัวละครและชายหนุ่มสองคนที่เจ้ามามีบทบาทในชีวิตของเธออย่างมหาศาล
แต่ทั้งนี้ ก็รู้สึกว่าการเป็น Romance ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าจะเขียนให้ดี แต่นี่กลายเป็นว่าไม่เห็น Rose ทำอะไรจริงจังมากไปกว่าการนั่งครุ่นคิดและเปรียบเทียบตัวละครสองตัว ก่อนที่เธอจะค้นพบความจริง Rose ตั้งคำถามว่าสัมพันธภาพของเธอกับ Ambrose ดูเหมือนจะมีมากกว่าเพื่อน มากกว่าที่ปรึกษากับคนในปกครอง แต่ทำไมถึงไม่เคยเกินเลยไปมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ว่าตัว Fey รู้สึกกับเธอมากกว่านั้น และเธอก็รักเขาตลอดมา และกับ Gareth เธอก็รู้สึกว่า เขาเป็นคนที่กระตุ้นความรู้สึกหลายอย่างของเธอให้กลับมา และที่สำคัญ ทำให้เธอรู้สึกว่าถูกใส่ใจ มีความสุข และเป็นที่รัก
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนผันในเรื่องเมื่อ Rose ค้นพบความจริง อย่างที่โปรยหัวไว้ว่า ‘Beauty was not awaken by a kiss’ (สปอยล์) [นั่นก็ระหว่างที่เธอหลับ เธอถูกข่มขืนจากยักษ์กินคนตัวหนึ่ง และการที่เธอตื่นมาก็เพราะความเจ็บปวดจากการที่คลอดลูกของยักษ์ และเพราะว่ายักษ์ใช้กำลังพาเธอออกจากเมืองก็ทำให้มนต์ที่มีอยู่ในเมืองหายไป และคนในเมืองก็ตายไปทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวของเธอด้วย] ที่ทำให้เธอเชื่อใจ Ambrose ไม่ได้อีกต่อไปเพราะ (สปอยล์) [คนที่เป็นคู่หมั้นของเธอก็คือ Ambrose ซึ่งแม่ของเขาเป็นคนที่สาป Rose เอง (เพราะอิจฉาแม่ของ Rose ซึ่งเป็นลูกครึ่ง Fey) และแม้ว่าเขาหลงรักเธอมาตลอด และก็เฝ้าดูเธอหลับผ่านกระจกทุกวัน แต่ที่ร้ายที่สุดสำหรับเธอก็คือหมายถึงว่าเขาปล่อยให้ยักษ์ทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ]
และดังนั้น เมื่อกลับมา เธอจึงตัดสินแต่งงานกับ Gareth ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไขปริศนาที่ว่า ทำไมเขาและ Ambrose ถึงไม่ถูกชะตากัน (สปอยล์) [ซึ่งก็เป็นเพราะเรื่องร้ายแรงที่แม่ของ Ambrose ทำ ทำให้เธอถูกไล่ออกมา และมาอยู่กับพ่อของ Gareth ซึ่งเป็นผีดูดเลือด และมี Gareth ออกมา ดังนั้น Gareth จึงมีฐานะเป็นน้องชายต่างพ่อของ Ambrose] ซึ่งก็หมายถึงการให้น้ำหนักกับ Gareth ที่มากกว่า Ambrose ในครึ่งหลัง (และก็เพราะหลังจากที่รู้ความจริง เธอก็ตัด Ambrose ออกไปจากชีวิตของเธอเลย) แต่ที่รู้สึกว่าไม่เข้าใจก็คือ ไม่เข้าใจความรักระหว่างคนทั้งคู่ จะว่าเกิดเร็วก็ไม่ใช่ แต่เพราะไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกัน และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรักเธอ ... และรักได้มากขนาดนั้น
หนังสือเล่มนี้เกือบเป็น DNF ถ้าไม่เกิดฮึดอ่านต่อ (ซึ่งการที่ฮึดก็ไม่ใช่เพราะอะไร นอกจากแค่อยากรู้ว่ามันจะห่วยไปมากกว่านี้ไหม) แต่พออ่านก็รู้สึกว่าช่วงที่อ่านช่วงสุดท้าย (หน้าที่ 285 จำได้เลย) ดีกว่าเดิม และอาจเป็นส่วนที่ดีที่สุดส่วนหนึ่งในเล่ม เป็นไปได้ว่าเริ่มเห็นฉากแอ็คชั่นที่อยากจะเห็นมานาน
นั่งวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงไม่ถูกใจ (พูดง่ายว่าผิดหวังน่าจะถูกกว่า) อาจจะเป็นเพราะเป็น PR มากกว่า UF? แต่ก็รู้สึกรับได้ถ้าเขียนให้ดี แต่นี่อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงใด ๆ เลย และรู้สึกว่าคนเขียนเขียนตื้นเกินไป (ไม่แน่ใจว่าอคติไปไหม แต่อย่างน้อยถ้าเทียบกับ Bitten หรือ Spiral Hunt เราเข้าใจพฤติกรรมตัวละคร เห็นการกระทำ แล้วเชื่อได้มากกว่านั้น เป็นแค่พูดผ่าน ๆ แตะ ๆ ไว้ แต่ไม่ลงลึก) และที่สำคัญอีกอย่าง รู้สึกภาษาไม่สวย ไม่สวยเลย ... อย่างน้อยก็ไม่เคยอ่านฉากรักแล้วรำคาญมาก่อน แต่เล่มนี้เป็น และแอบกรี๊ดคนเดียวว่าจบเสียที อยากจะสรุปให้ว่า Sickening Anne Rice-style Sleeping Beauty retelling twist and lousy romance มาก แต่พออ่านจบแล้วก็ทำไม่ลง แล้วก็ชักกลัวตัวเองว่าจะอยากรู้เล่มสอง (The Prince of Frogs – ออกเดือนกันยา!) ขึ้นมา เหมือนว่าไม่ชอบหนังสือขนาดนั้น แต่ก็อดสงสัยกับ Twist ทั้งหลายในเรื่องไม่ได้
และทั้งนี้ถ้าคิดว่า bizarre love triangle จะจบก็ไม่เลย เพราะ Ambrose ยังมีบทบาทอยู่ต่อไป (และถ้าคิดว่าความจริงที่ได้รู้จะทำให้ Rose ตัดเขาออกไปจากชีวิตอย่างสิ้นเชิงก็เป็นไปไม่ได้ เพราะแม้จะถูกทรยศ แต่ความสัมพันธ์ที่มีมากว่าร้อยปีก็มีมากกว่านั้น แต่ก็มากกว่าที่จะถูกตัดออกไปเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น (ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็อธิบายว่า ทำไม Ambrose ถึงไม่เคยก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น เพราะความรู้สึกผิด และเพราะรอให้ Rose รู้ความจริง เป็นทั้งความรู้สึกทั้งอยากและไม่อยากให้เธอรู้ความจริง)) และก็น่ากลัวมากว่าที่มีพูดถึง ménage a trios ไว้ด้วย .... ถ้ามีจริง ๆ ฉันจะกรี๊ดคนแรก! แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกว่า อย่างน้อยที่สุด เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับ Ambrose มากกว่า เธอกับ Gareth นะ – และถ้าใจร้ายพอ ก็อยากบอกว่าสิ่งเดียวที่เหมือน UF ก็คือมีผู้ชายมากว่าหนึ่งนี่แหละ!!
หนังสือจะดีได้กว่านี้ ถ้าเปลี่ยนวิธีเขียน และการให้น้ำหนัก เพราะส่วนตัวพล็อตหลายอย่างก็พลิกผันมหาศาล (แต่ก็ไม่ถึงกับคาดเดาไม่ได้ หรือบางอย่างก็กรี๊ดว่าเขียนมาได้!) ให้คะแนนที่ D ก็แล้วกัน
ปล. ปกหลังบอกว่า
Two magnetic men will unite to aid Rose--her mysterious fey advisor, Ambrose, and the vampire Lord Shenley, an earl of scandalous reputation and even more scandalous appetites. One will save her, one will betray her, ....... แหม โปรยหลังทั้งที twist กว่านี้หน่อยได้ไหมคะ อ่านอย่างนี้เดาได้เห็น ๆ !!!
Monday, 13 April 2009
Son of the Shadows by Juliet Marillier (n)

ชนิด : folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 2
สำนักพิมพ์ : Tor Fantasy (June 17, 2002)
จำนวนหน้า : 608 หน้า
รางวัล : 2001 Aurealis Awards for Fantasy Novel
หลังจากเล่มแรกลงเอยด้วยการที่ Red ละทิ้งที่ดินของตัวเพื่อมาอยู่กับ Sorcha แล้ว เล่มนี้พูดผ่านมุมมองของ Liadan ลูกสาวคนสุดท้องของทั้งคู่
Liadan เป็นเด็กเรียบร้อย ขยันขันแข็ง และว่านอนสอนง่าย เธอเหมือน Sorcha ทั้งรูปร่างหน้าตา และความรู้เรื่องสมุนไพรและการรักษาโรค ความสุขของเธอคือการได้อยู่กับครอบครัวที่รัก และทำสวนสมุนไพร หากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ Niamh พี่สาวคนโตผู้รักสนุก ทำอะไรตามใจตัวเอง ไปรักกับนักบวชฝึกหัดลูกศิษย์ของ Conar น้าชายที่ปัจจุบันกลายเป็นหัวหน้านักบวช และถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อสร้างฐานพันธมิตรเป็นการตัดปัญหา
นั่นก็เพราะระหว่างกลับจากเดินทางไปส่งพี่สาวที่แต่งงานออกไป Liadan ถูกกลุ่มโจร/ทหารรับจ้างนอกกฎหมายลักพาตัวไปเพื่อช่วยรักษาช่างเหล็กของกลุ่ม ความสามารถในการรักษาประกอบกับความกล้าและมุ่งมั่นของเธอทำให้เด็กสาวได้ความเคารพจากกลุ่ม และระหว่างนั้น เธอและ Bran (หรือ Painted Man ตามชื่อที่คนอื่นเรียก) หัวหน้าพวกนอกกฎหมายก็ตกหลุมรักกันและกัน แต่ทว่า Bran ตัดสินใจส่ง Liadan กลับบ้าน เมื่อเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ
อย่างไรก็ตาม Liadan ตั้งท้องกับเขา และด้วยความรักที่มีต่อ Bran ทำให้เธอยิ่งตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอยู่ที่ Sevenwaters โดยที่ไม่ยอมแต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตรใด ๆ จนเมื่อ Bran ถูก เจ้าของที่ดินที่มีความแค้นกับเขาอยู่จับตัวไปทรมานเพราะความแค้นที่เจ้าตัวมีต่อกลุ่มนอกกฎหมาย และต่อตัว Bran ที่ได้หัวใจของ Liadan ไป และ Liadan หาทางช่วยเขาออกมาที่ความรักของทั้งคู่เห็นทางออกในที่สุด
เทียบกับเล่มที่แล้ว การดำเนินเรื่องเล่มนี้ว่องไวกว่ามาก และเน้นหนักที่การเล่า/ บรรยายเรื่องแทนที่จะเป็นพรรณนาแบบเดิม ซึ่งก็หมายถึงว่าเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เยอะมาก และตลอดเวลา อย่างที่การเล่าเรื่องย่อข้างต้นก็ย่นและย่อจนเหลือแต่โครงหลักอย่างที่สุดมา เมื่อแรกอ่านคิดไว้ว่าจะเหมือนกันงานชิ้นอื่นที่ได้อ่านของ JM (Daughter/ Wildwood/ Cybele’s) ซึ่งทั้งสามเล่มมีความคล้ายคลึงและรูปแบบบางอย่างอยู่ และดังนั้น เมื่อมาอ่านเล่มนี้ก็แปลกใจที่การดำเนินเรื่องแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง และส่วนตัวเองก็มองว่าเหมือนเป็นเรื่องรักมากกว่าจะเป็นแฟนตาซี ทั้งที่ก็มีมิติของเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้องเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะเมื่อตัว Liadan มีพลังเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างได้หลายครั้ง รวมไปถึงความสามารถในเยียวยาจิตใจ ซึ่งช่วยพี่สาวและคนรักของตัวเองมาได้
อย่างที่บอกว่าความโดดเด่นอย่างหนึ่งในงานของ JM ก็คือ “ความรักที่ละเมียดละไม” เป็นความรักที่ผ่านการกลั่นกรองและใช้เวลาจนรู้ใจและเข้าใจตัวเอง หากในเรื่องนี้ในแว่บแรก แทบจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย เรียกได้ว่า “โลดโผน” กว่านั้นมาก เพราะตัว Liadan และ Bran เจอกันในช่วงที่ลูกน้องของเขาลักพาตัวเธอมา ในช่วงระยะเวลานั้นจนถึงเมื่อเขาส่งตัวหญิงสาวกลับไปไม่น่าจะเกินสิบวันเป็นอย่างมาก แต่ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างลึกซึ้งและจริงจังเสียแล้ว หลังจากนั้น ทั้งคู่พบกันอีกเพียงสามครั้ง ที่แต่ละครั้งก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นอกเหนือไปจากการพบกันผ่านทางการเห็นของ Liadan อีกไม่กี่ครั้ง แต่ความรักของทั้งสองก็ยังคงอยู่ และก็คงจะเรียกได้ว่าละเมียดละไมในรูปแบบของตัวหนังสือเล่มนี้เอง เพราะแม้จะผ่านมาเป็นเดือนเป็นปีแต่ความคิดคำนึงที่อีกฝ่ายมีต่อกันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย และการที่ไม่ได้เจอกันก็ยังเพิ่มพูนความรู้สึกในใจอีกฝ่ายได้เสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ทั้งสองคนคิดแทนอีกฝ่าย และพยายามช่วยเหลือกันมาตลอด อย่างที่เธอส่งพลังใจไปให้เขาในทุกครั้งที่เป็นคืนเดือนมืดเป็นปี ๆ (สปอยล์) [เพราะในวัยเด็ก Bran ถูกคนที่เกลียดชังพ่อและ Red จับไป และถูกขังไว้ในห้องใต้ดินอยู่เสมอ] และ Bran ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะเข้ามาสู่ดินแดนของศัตรู และเสี่ยงตัวเองเพียงเพราะรู้ว่า Liadan เดือดร้อนและกำลังต้องการเขา
หลังอ่านจบมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องรักในลักษณะ The Lady and the Outlaw ที่อ่านไปก็ลุ้นไปว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะช่วงที่ตามอ่านไม่เห็นทางออกเลย แม้ตัว Liadan อาจจะออกจากครอบครัวไปอยู่กับ Bran ได้ แต่ที่อยู่ของ Bran ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเธอ และฝ่ายชายก็ไม่มีวันยอมให้ Liadan ต้องมาใช้ชีวิตที่ต้องระวังหลังตลอดไปอีกด้วย อย่างที่ในเรื่อง เจ้าตัวสร้างความแค้นไว้กับหลายคน และก็เป็นเรื่องยากที่จะแม้แต่เป็นที่ต้อนรับ และตัว Bran เองก็ไม่สามารถอยู่ที่ Sevenwaters เหมือนอย่าง Red ได้ (อย่างที่มี Finbar บอก Liadan ไว้ว่า “You captured a wild creature when you had no place you could keep him.” (หน้า 241))
ชอบที่แต่ละคนเปลี่ยนชีวิตของอีกฝ่ายได้ และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็พัฒนาตัวเองให้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่แน่ใจว่าใครเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายมากกว่ากัน อย่างตัว Liadan เอง ก่อนมาเจอกับ Bran เธอเป็นเด็กที่เงียบ เรียบร้อย เชื่อฟังคำสั่ง และมีความสุขกับการทำงานบ้าน แต่พอพบ Bran แล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาทำให้เธอเข้มแข็งขึ้น กล้าขึ้น และมุ่งมั่นขึ้น จนอาจถึงขั้นรั้น อย่างที่กล้าเลี้ยงลูกตามลำพังโดยที่ไม่แต่งงาน (โดยไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก) และก็ไม่ยอมปล่อยมือจาก Bran แม้ทั้ง Fair Folk หรือ Conar จะบอกว่า Bran มีประโยชน์แค่เป็นพ่อของลูกที่เกิดตามคำทำนายของ Sevenwaters เช่นนั้นก็ตาม เธอแกร่งพอที่จะเลือก Bran ซึ่งเธอรู้ว่าโลกหรือแม้แต่ครอบครัวเธอจะไม่เห็นด้วย เธอแกร่งพอที่จะไม่ยอมปล่อยมือ และขณะเดียวกันก็แกร่งพอที่จะเปลี่ยนแปลง Bran โดยเฉพาะการช่วยเขาในคืนเดือนมืดและอย่างยิ่งในตอนจบ ทัศนคติและความเข้มแข็งของเธอชัดมาก ดังเช่นตอนนี้ “… I do not seek to make these wounds vanished as if they had never been. I know he will always bear the scar. I can not make his path grow broad and straight. It will always twist and turn and offer new difficulties. But I can take his hand and walk by his side.” (หน้า 550)
สำหรับ Bran เอง มิตินี้อาจจะไม่ชัดมากนัก เพราะเราอ่านเรื่องผ่านมุมมองของ Liadan แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เขากล้าคิดต่างไปจากเดิม อย่างที่ความเกลียดชังบางอย่างที่เขามีต่อคนใน Sevenwaters ลดน้อยลงไปเพราะความรู้สึกที่มีต่อ Liadan จนเขาเลือกที่จะรับข้อตกลงที่ Sean พี่ชายฝาแฝดของเธอเสนอ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Liadan มีให้ฝ่ายชายอาจจะเป็นความหวัง – ความหวังทำให้กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นในสิ่งที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเพื่อให้คู่ควรกับเธอ จากที่เขามีชีวิตอยู่อย่างเกรี้ยวกราด ขมขื่นเพราะเชื่อมาตลอดว่า เขาไม่มีค่าอะไร และความกล้าที่จะมีความหวัง ทั้งนี้ จากพื้นฐานของตัว Bran เองก็ส่งผลให้ความกล้าเช่นนี้เกิดขึ้นและหายไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ในเรื่อง ทำให้เจ้าตัวเป็นคนที่ hypocrite ปากอย่างใจอย่างที่สุดคนหนึ่ง เพราะ Bran เอง เป็นคนบอกให้ Liadan ตัดใจจากเขาทุกครั้งที่เจอกัน (รวมไปถึงที่แยกจากกันในครั้งแรก) แต่ก็ไม่ยอมให้เธอไปมีใครอื่นแต่อย่างใด
Then his hands came around my waist, and he lifted me into the saddle; but one hand still lay against my thigh as if he could not quite let go.
“Liadan,” he said, staring intently at the ground.
“Yes,” I whispered.
“Don’t wed that man Eamonn. Tell him, if he takes you, he’s a dead man.” His tone was intense. It was a vow. (หน้า 201)
“…. You must move on without me, Liadan.”
There was a terrible ache in my heart, but I kept my tone light. “Then you think I should have married Eamonn when he asked me?”
………..
”What?” He sprang to his feet in outrage. “That man would have taken my woman and my child for his own?” (หน้า 439)
ซึ่งจริง ๆ ในแง่หนึ่งคนที่ปล่อยมือจากอีกฝ่ายไม่ได้มากที่สุดอาจจะเป็นตัวชายหนุ่มมากกว่า Liadan ก็ได้ ตอนที่อธิบายความรู้สึกของเขาได้ดีที่สุดมาจากคำพูดของ Snake รองหัวหน้าในกลุ่ม
“… He wants you. You want him. But he’d never agree to keep you here with us; no life for a lady, not for a little lad. He’d never risk you that way. And he’ll never give up. It’s all he knows; the only way he can justify going on….He won’t let you stay. Pack you off home and then go and get himself killed as soon as he can.” (หน้า 525-6)
ซึ่งทั้งนี้ก็ถูกใจมากกับทางออกที่ลงตัวในตอนจบ ที่ Bran บอกว่า “And yet I long to return and make things right again. I long to prove what seemed impossible: that I can be my father’s son.” (หน้า 563)
เมื่อพูดถึงกลุ่มของ Painted Man ก็ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่ชอบที่สุดในเล่ม เริ่มแรกเปิดตัวมามีการบรรยายถึงการฆ่าของคนกลุ่มนี้ทำให้รู้สึกว่าเหี้ยมโหด เลือดเย็น และป่าเถื่อน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย คนกลุ่มนี้ถูก Bran รวมรวบมาจากที่ต่าง ๆ และก็เป็นคนที่สิ้นหวังกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีที่ให้กลับไป (ไม่ว่าจะเป็นถูกจับเป็นทาส และครอบครัวถูกฆ่าต่อหน้าอย่าง Gull/ บ้านถูกเผากลายเป็นเถ้าในกองเพลิงและเหลือรอดมาได้ตัวคนเดียวอย่าง Rat ฯลฯ) จนกระทั่ง Bran พามาอยู่ด้วยกัน และให้ความหวัง และเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นกลุ่มที่ถูกสังคมทำร้าย และพยายามลืมสิ่งที่เกิดโดยละทิ้งอดีตของตัวเองด้วยการเรียกชื่อตัวเองเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ และสัก/ ทำเครื่องหมายตัวเองไว้เหมือนสัตว์ชนิดนั้น พอสัมผัสจริง คนกลุ่มนี้เป็นคนที่น่ารัก จริงใจ และซื่อสัตย์อย่างมาก และเป็นกลุ่มที่ถูกทำให้เชื่องจากความกล้าของ Liadan และไร้เดียงสาอย่างไม่น่าเชื่อที่ถูกใจกับนิทานของ Liadan อย่างมหาศาล (ซึ่งต่างจาก Beauty and the band of beasts อย่างที่คิดว่าจะเป็นในหนังสือรักมาก) จนกลายเป็นตายแทนได้ (ตลกที่ Red บ่นให้ Liadan ฟังว่าฟังพวกนี้พูดถึงลูกสาวแล้วนึกว่าเป็น half queen half goddess creature)
จากเล่มเก่าที่เอาใจช่วย Sorcha จนรู้สึกผูกพันกับตัวละครและพี่ชายทั้งหกคนของเธอ พอมาถึงเล่มนี้กลายเป็นว่าเหลือเพียง Finbar พี่ชายที่หายไปในป่าคนเดียวเท่านั้นที่ยังชอบอยู่ ชอบวิธีคิดและความเฉลียวฉลาดของเจ้าตัวมาก ยิ่งเมื่อเขาเข้าใจโลกอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ Liam และ Conar ต่างยึดกับหลักการของตัวเองมากไปจนลืมความเป็นไปได้หลายอย่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว Conar ที่เชื่อในความคิดของตัวเองมากไปจนทำลายชีวิตหลานสาวตัวเอง ในรุ่นนี้เรื่องราวของพี่ชายที่เหลืออยู่มีบทบาทลงไปมาก นอกเหนือจากสองคนที่ตายไปแล้ว ตัว Padriac เองก็มีวิธีชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นนักเดินทางและปรากฏตัวในเล่มนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น (และเท่าที่รู้ก็เป็นครั้งสุดท้ายด้วย - ซึ่งทั้งนี้กลายเป็นว่าในบรรดาทั้งหกคน Padriac เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการกลายเป็นหงส์น้อยที่สุด และดังนั้น มีความสุขกับชีวิตหลังจากนั้นได้มากที่สุด) ซึ่งขณะเดียวกันตัวละครที่รู้สึกว่าน่ารักไม่เปลี่ยน ก็คือ Red ที่รับฟังด้วยใจประกอบพร้อมไปกับเหตุผลเสมอมา (แม้ว่าจะลดน้อยลงไปอย่างมาก เมื่อเกี่ยวกับลูกสาวในตอบจบ ขณะเผชิญหน้ากับ Bran และสมาชิกในกลุ่มก็ตามที)
ทั้งนี้เปรียบเทียบกัน ตัว Liadan ได้เปรียบกว่าแม่มาก เพราะฐานครอบครัวที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่า และการมีคนคอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ข้างหลังทำให้เธอทำอะไรตามใจตัวเองได้เยอะ ซึ่งก็เพราะไม่ต้องมีเงื่อนไขที่คอยเหนี่ยวรั้งความเป็นไปได้และความต้องการของตัวเองด้วย ในแง่นี้ตัว Liadan อาจจะเป็น Sorcha ที่ไม่มีเงื่อนไขและความเลวร้ายของชีวิตใด ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรคของตัวเองก็ได้ ... ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นในทัศนคติที่เธอมีต่อคนรักของเธอ เมื่อเธอมาจากครอบครัวที่อบอุ่นมากพอจนสามารถที่จะเป็นคนให้ และอย่างยิ่งคนไล่ตามความฝันของทั้งคู่ได้ ขณะที่ Bran เลือกที่จะถอยห่างไป และก็กลัวที่ Liadan จะไม่ยอมรับเขาแม้ในตอนจบเรื่อง
อ่านชุดนี้แล้ว คิดว่าชีวิตสมัยก่อนคงเป็นอย่างที่ Hobbes บอกจริง ๆ ว่า ใน "solitary, poor, nasty, brutish and short" (ถึงจะไม่ใช่ในสภาพธรรมชาติที่ก่อให้เกิดสัญญาประชาคมก็ตามที) เพราะคนสมัยก่อนอายุสั้นมาก อย่าง Sorcha เล่มนี้เธอก็ตายเสียแล้ว ด้วยอายุไม่น่าเกิน 36 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก และถ้าไม่ตายด้วยความเจ็บป่วยก็คงเป็นแบบ Diarmid กับ Cormack พี่ชายทั้งสองคนที่ตายในสนามรบ (จะพูดไป การกลายเป็นหงส์อาจทำให้ตายช้าลงกว่าที่จะเป็นจริง ๆ ก็ได้)
สำหรับเล่มนี้ เรื่องความรักระหว่างชาวประมงกับนางเงือกที่ Red เคยเล่าให้ Sorcha ฟังก็กลับมาอีกครั้ง ในฉากที่ Sorcha กำลังจะตาย และเธอขอให้เขาเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง ซึ่งเป็นฉากที่เศร้ามากฉากหนึ่ง ด้วยความสงสารความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Red อย่างไรก็ตาม นิทานที่ถูกเล่าในเรื่องมีนัยซ่อนอยู่ทั้งสิ้น อย่างระหว่างที่ Liadan เล่านิทานให้กลุ่มของ Painted Man ฟัง เรื่องเหล่านี้ก็กลับมามีความหมาย และเป็นตัวบ่งบอกอนาคตของเธอเอง ยิ่งเฉพาะเรื่องของหญิงสาวที่ทำทุกอย่างที่จะได้คนรักของเธอกลับคืนมาจากอีกโลกหนึ่ง
จุดหนึ่งที่ต่างไปจากเล่มอื่นอย่างมากก็คือ ตัวละครในเรื่องอื่นเชื่อฟังคำสั่งของโลกอื่นอย่างเคร่งครัด และไม่กล้าทำตามสิ่งที่ขัดไปจากคำสั่งนั้น แต่ Liadan ไม่ใช่เลย เธอเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก จนกล้าและเชื่อที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้องและสมควร เธอทุ่มเถียงและโต้แย้งกับคนเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้ง จนฉากที่พระราชาและพระราชินีของเหล่า Fair Folk ปรากฏตัวทำให้คิดว่าเป็นตัวร้ายไป ทั้งที่ในเล่มที่แล้ว ตัวละครสองตัวนี้เป็นคนช่วยแม่ของ Liadan ด้วยซ้ำไป และเล่มนี้ ก็มี Old Ones ซึ่งเป็น higher being อื่นเข้ามาอีก และก็กลายเป็นว่า Old Ones ซึ่งเก่าแก่กว่า Fair Folk มาก มีเพียง Liadan ที่ได้ยิน (Old Ones benign กว่า??)
ครั้งแรกที่อ่านจบให้แค่ B เพราะไปยึดติดกับรูปแบบในเล่มแรกมาก มากจนเล่มนี้ผิดจากทิศทางที่คาดหวังไว้ว่าจะเป็นอย่างมหาศาล อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมีเวลามาพลิกดูใหม่ คิดว่าเล่มนี้ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง (และกลายเป็นได้รับคำชมที่เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมได้) และที่สำคัญคืออ่านสบายกว่าเล่มแรกมาก ไม่รู้สึกว่าเครียดหรือกดดันมากเท่าไหร่ แต่จะชอบมากกว่านี้ ถ้าพูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ชัดเจนแน่นอน เพราะมีแผนการวางไว้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะจากบริบทสถานการณ์ในเรื่อง การจบแบบให้ต่อยอดเอาเองเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านช่างลุ้นอดค้างคาใจไม่ได้เป็นที่ยิ่ง และดังนั้นสำหรับแฟนตาซีให้ B และฐานะเรื่องรักให้ B+/A (ถ้าให้สมาชิกในกลุ่มออกมามากกว่านี้ก็คงได้ A ไป) The book got me beaming - feel like smiling, laughing, grinning!
วิจารณ์ที่ชอบจาก Trine D. Paulsen
ปลีกย่อย
1. สารภาพว่าไม่ชอบคำเรียกว่า Dear heart เลย เห็นมาตั้งแต่เล่มแรกก็ยังพอรับได้ว่าเข้ากับบุคลิกตัวละครดี แต่พอเล่มนี้ Liadan เรียก Bran เช่นนั้นในตอนจบรู้สึกไม่ถูกใจอย่างที่สุด รู้สึกว่ามันแสนจะเชย ถ้ายุคนั้นเรียกว่า My love หรืออะไรแบบนี้ไม่ได้หรือไร อีฉันชอบกว่ากันเยอะ
2. ไม่เข้าใจอย่างมาก ว่าทำไม Dog สมาชิกในกลุ่มถึงได้แยกตัวออกไป ระหว่างปฏิบัติภารกิจและถูกทหารของ Eamonn รุมทำร้ายได้ จากบริบทสถานการณ์ในเรื่องไม่น่าที่จะอยู่ตรงนั้นจนเกิดเรื่องได้ เหมือนมีเพื่อจุดประสงค์สองอย่าง คือ ตัดคนที่อาจเป็นปัญหาเรื่องความรักระหว่าง Liadan และ Bran ออกไป (เมื่อ Dog หลงรัก Liadan จนกล้าขอเธอแต่งงาน) และที่สำคัญ ให้เห็นความกล้าของ Liadan ที่ใช้มีดลงมือฆ่า Dog ด้วยตัวเองเพื่อให้เขาหายทรมาน หลังจากที่รู้ว่าไม่มีทางรอด
3. จริง ๆ ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Niamh และ Liadan ที่จะเลือกคนรักของตัวเอง แต่อะไรที่ทำให้สองพี่น้องต่างกันในเรื่อง? เพราะ Liadan ลงมือทำไปแล้ว หาทางออกให้กับการกระทำของตัวเองมากกว่า Niamh ที่ต้องให้คนอื่นหาทางแก้ให้? คิดว่าในจุดนี้เธอแกร่งกว่าพี่สาวมาก เพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก และไม่มีวันเสียใจ .... ซึ่งถึงความรักของเธอจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพี่สาว เธอก็หาทางออกให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน
4. จบเล่มแรก คิดว่า anti-climax อยู่ที่เมื่อกลายเป็นคนอีกครั้ง พี่ชายทั้งหกรีบกลับมาที่ Sevenwaters เพื่อล้างแค้นแม่เลี้ยง แต่ตัวแม่เลี้ยงกลับหนีออกไปจาก Sevenwaters แล้ว – ซึ่ง anti-climax ทั้งในแง่ที่ทำร้ายทำลายคนอื่นเพื่อให้ได้อำนาจมา แต่ไม่อยู่ครอบครอง และในแง่ที่ตัวร้ายลอยนวลหายไป แต่จากเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างกันยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งจากเรื่องย่อใน wiki เล่มสามจะชัดเจนยิ่งขึ้น
5. พล็อต The Lady and the Outlaw ทำให้คิดถึงสองเรื่อง คือ (1) The Pearls and The Crown Duology ตรงที่นางเอกถูกลักพาตัวไป และรักกับพระเอก (แม้เล่มนี้จะเป็นลูกน้องเป็นคนตัดสินใจลงมือก็ตาม) แต่ต่างกันอย่างมากที่เล่มนี้ก่อร่างความพึงใจ และการชอบพอระหว่างทั้งสองคนขึ้นมาได้อย่างที่คนอ่านเชื่อได้ ต่างจากชุดนั้นอย่างสิ้นเชิง แล้วก็รวมไปถึงการสร้างตัว outlaws ที่รวมพระเอกให้ดูมีมิติขึ้นมาได้ด้วย (2) The Dream Thief ชอบที่ความรู้สึกรักและชอบพอใครสักคนเปลี่ยนแปลงให้เราแตกต่างออกไปจากเดิม และกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ... คิดว่าเหมือนผสมสีที่น้ำเงินผสมแดงเป็นม่วง อะไรอย่างนี้ เพราะสิ่งที่เป็นตอนอยู่คนเดียว แตกต่างจากสิ่งที่เป็นได้ขณะอยู่ด้วยกันสองคนมากในทั้งสองเรื่อง
6. จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าตระกูล Sevenwaters สองรุ่นหลังเลี้ยงลูกสาวตามใจมากไปหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างบ้านอื่น ไม่มี own will/ free spirit ชีวิตก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม (ซึ่งอาจไม่สุขเท่าเดิมก็ได้) อย่างที่ Aisling น้องสาวของ Eamonn รักกับ Sean และก็มีชีวิตตามแบบหญิงสาวสูงศักดิ์ที่ควรจะเป็น ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งแปลว่าทำตามความต้องการของตัวเองแต่อย่างใด
7. แปลกที่กลายเป็นว่า เสีย Red ให้ไอริช และเสีย Liadan ให้ไบรตัน เพราะท้ายเรื่องแล้ว หลังจากที่รู้ว่า Bran เป็นใคร Red เสนอให้เขากลับไปที่ Harrowfield เพื่อช่วย Simon ปกครองที่ดิน – และก็เป็นการผลของการกระทำที่ผ่านมาของ Sorcha และ Red ที่ทั้งคู่ต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงด้วย ที่มาของ Son of the Shadows ก็คือตัว Bran เองที่อยู่ในเงามืดจากผลของการกระทำนั้นในแง่หนึ่ง (ซึ่ง Liadan ในฐานะเด็กที่อยู่นอกวงก็ดึงเขากลับมาได้)
8. รอเล่มสามที่สั่งเข้ามา และรอเล่มสี่ที่จะเป็นปกอ่อนเดือน พ.ย. – อย่างไรก็ดี อยากจะกรีดมากว่าปก US ซึ่งเป็นปกที่มี เป็นปกที่ห่วยที่สุด ออกแบบได้ทึมซึมเศร้าเป็นที่สุด ออกแบบปกออกมาแบบนี้จะขายได้ไหม เห็นปกก็สลดแล้วนะคะ เลือกคนออกแบบปกดี ๆ หน่อย!
9. ทำไมหลัง ๆ เขียนรีวิวต้องมีเพลงที่นึกได้ประกอบด้วยคะ? ความรู้สึกของ Liadan ต่อ Bran ชัดมากที่ 3D ของ TLC
I know I've always been down
No matter who else was around
Those crazy things we've been through
Will always make me love you
I'll never let you forget me
You know I'm the best girl you've ever seen
Just when you think you'll never see me
I can bring it to you in 3D
และสำหรับ Bran ต่อ Liadan นึกถึง Love Is A Place I Dream Of ของ Luka Bloom – สำหรับตัวตนของ Bran ความรักและความอ่อนโยนอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงจนระทั่งเจอ Liadan ก็ได้
Love is a place I dream of
A face that never leaves my mind
Sorrow is over my shoulder
But it's over
Someday I will cross the world for you
No matter how far
Just to be there
Someday I will hold you in my arms
So special you are
Wait and see my love, set you free (ยกเว้นท่อนนี้ที่น่าจะเป็น set ME free มากกว่า!)
Love is a place I dream of
I hear you cry so far away
There is a bridge I'm building
Take me to the one I love someday
Tuesday, 10 March 2009
Queen of Dragons by Shana Abe (n)

ชนิด : Fantasy / Historical Romance / weredragons
ชุด : The Drakon, Book 3
สำนักพิมพ์ : Bantam; Reprint edition (November 25, 2008)
จำนวนหน้า : 336 หน้า
การผจญภัยของ Lia และ Zane ที่ไปตามหา Draumr ทำให้รู้ว่าใจกลางเทือกเขาคาร์เพเธียนในทรานซิสวาเนีย ยังมีมนุษย์มังกรอีกกลุ่มอาศัยอยู่ ซึ่งทำลายความเชื่อที่ว่าพวกในอังกฤษเป็นเผ่าพันธุ์สุดท้ายไปอย่างสิ้นเชิง ... แต่ก็เปิดความหวังให้สภามุ่งหวังให้เกิดการรวมตัวกันของทั้งสองเผ่าผ่านการแต่งงานระหว่างกันด้วย
เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Maricara เจ้าหญิงและผู้ปกครองของเผ่าทรานซิสวาเนียนล่วงรู้ถึงการล่ามนุษย์มังกรจากกลุ่มนักล่าที่ถูกเรียกว่า sanf inimicus และดังนั้น เธอจึงเดินทางมาที่อังกฤษเพื่อแจ้งข่าวนี้ด้วยตัวเอง
ซึ่งอาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก เพราะหลังการหนีไปของ Lia ส่งผลให้ Christoff กับ Rue พ่อและแม่ของเธอผู้เป็นหัวหน้าเผ่าได้ตัดสินใจหนีหายไปเพื่อตามเธอกลับมา และปล่อย Kimber ลูกชายคนโตเป็นคนรับภาระการดูแลเผ่าไว้ ขณะที่การหายออกไปของคนทั้งสามหมายถึงการสั่นคลอนความเชื่อและกฎระเบียบของเผ่าที่มีมานาน และทำให้ความตึงเครียดเกาะกุมจิตใจมนุษย์มังกรในเผ่า
เมื่อ Mari (cara) เดินทางมาถึง นอกเหนือความปั่นป่วนที่เธอ –คนนอกเผ่าที่อยู่นอกเหนือกฏเกณฑ์- มีต่อเผ่าและต่อตัว Kimber เองแล้ว มนุษย์มังกรทั้งหมดยังต้องรับมือกับการมาถึงของนักล่าอีกด้วย
ในบรรดาสามเล่ม คิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ไร้ทิศทางที่สุด เพราะเมื่ออ่านหลังปก คิดว่าจะเป็นว่าทั้ง Mari และ Kimber ต้องกลายเป็นพันธมิตรต่อกันในการออกล่า sanf inimicus ก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง แต่ในเล่ม ... บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรจริง ๆ เพราะว่าเป็นกึ่งกลางของทุกอย่าง กลายเป็นว่าหนังสือตามตัวละครสองตัวโดยที่แทบจะไม่มีโครงเรื่องที่ชัดเจนแต่อย่างใดเลย (เทียบกับเล่มแรก Smoke Thief ที่ออกตามหาเพชรที่หายไปและจับโจร กับเล่มสอง Dream Thief ที่เดินทางไปหา Draumr) เพราะแบ่งไปพูดถึงเกี่ยวกับบุคลิกและความขัดแย้งของตัวละคร การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองคน และอันตรายที่มาจากเหล่า sanf inimicus และไม่มีจุดเน้นที่ชัดเจน
ไม่แน่ใจว่าหนังสือที่ตัวละครดี แต่โครงเรื่องไม่ดี กับโครงเรื่องดีกับตัวละครห่วยอะไรจะแย่กว่ากัน เล่มนี้พูดถึงตัว Mari และ Kimber มาก มากจนทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวละครสองตัวมากกว่าที่เป็นในสองเล่มที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้เนื้อเรื่องไม่คืบหน้าด้วย โดยเฉพาะช่วงที่อ่านครึ่งเล่มแรก มีการบรรยายอยู่มาก และก็เหมือนจะมากเกินไป และในช่วงเกือบจบก็เป็นแบบนี้อีกเช่นกัน และทำให้ไม่เข้าใจว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร เป็นครั้งแรกที่อ่านหนังสือแล้วมีทั้ง skim, scan และ skip ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยเวลาอ่านหนังสือเอาอรรถรส โดยเฉพาะหลังจากที่อ่าน Dream Thief จบไป (ซึ่งเล่มนั้นดำเนินเรื่องไวและมีทิศทางมาก) คิดว่า Queen of Dragons น่าจะดำเนินเรื่องได้ดีกว่านี้
สิ่งที่ดีที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ การเติมเต็มกันและกันของ Mari และ Kimber เท่านั้น อย่างที่ปกบอกไว้ว่า "Beautiful, sensual, dangerous – they were the perfect match." แล้วก็อธิบายทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ (อันอาจจะรวมไปถึงสิ่งที่คนเขียนพยายามสื่อสารออกมาเช่นกัน) ตัว Mari เติบโตมาในครอบครัวชาวนา เธอต้องแต่งงานกับ Alpha ของเผ่าทรานซิสวาเนียนตั้งแต่เด็กเพราะความสามารถ และฐานะ Alpha ของเธอ แต่สิ่งที่มีเธอมีก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัวเธอ และหวาดระแวงเธอเสียอีก จนเธอต้องแปลกแยก โดดเดี่ยว ต้องฉลาด มีไหวพริบเอาตัวรอด และสร้างเกราะน้ำแข็งล้อมรอบตัวเองไว้
ขณะที่ฐานะของ Kimber อาจจะดีกว่าเธอที่เขาเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า และเป็น Alpha ที่จะปกครองเหล่ามนุษย์มังกรต่อไป ทำให้เขาได้รับความเคารพและการยอมรับจากคนในเผ่า แต่นั่นก็หมายถึงความคาดหวังที่มีด้วย และหลังการจากไปของ Christoff และ Rue ก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นหัวหน้าคนต่อไป อยู่ในสถานะที่ยิ่งใหญ่แต่โดดเดี่ยว
การที่ Mari ก้าวเข้ามาในชีวิตของ Kimber เปรียบเสมือนการเจอกันของคนสองคนที่เหมือนกัน และแสวงหาคนที่เท่าเทียมกันมาตลอดโดยที่ไม่รู้ตัว ทั้งในเรื่องพลัง ความสามารถ และความรับผิดชอบที่แบกไว้ อย่างที่ Kimber บอกว่า Mari เข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้ปกครอง และเขาต้องการคำปรึกษาจากเธออย่าง “ราชาต่อราชา” แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ Kimber เข้าใจถึงความรักอย่างที่บอกว่า "Uncover the heart; wed the fire." (หน้า 266) ขึ้นมาด้วย และกับ Mari ชายหนุ่มเป็นคนเดียวที่ไม่กลัวเธออย่างที่คนที่ในทรานซิสวาเนียหวาดกลัว และแปลกแยกจากเธอมาตลอด ซึ่งแม้แต่น้องชายของเธอเองก็ยังไม่เข้าใจและเกรงกลัวเธอ การอยู่กับเขาทำให้เธอเจอที่อยู่ของเธอเอง (แม้ว่า Mari ใช้เวลานานในการยอมรับ หลังจากที่ใช้เวลาในการทำลายเกราะของเธอ)
อย่างไรก็ตาม เล่มนี้พูดถึงความรับผิดชอบของคนที่ต้องเป็นผู้นำ และโครงสร้างของเผ่ามากกว่าเล่มอื่น แต่ขณะเดียวกัน“การไล่จับ” และการทำความรู้จักกันมีมากเกินไปจนทำลายเนื้อเรื่อง รวมไปถึงการคั่นเล่าเรื่องที่ไม่ควรมีด้วย กับคิดว่าตอนจบยังอธิบายหลายอย่างได้ไม่ดีพอ ถ้าคิดว่าการอ่าน Dream Thief ทำให้เกิดฉันทาคติแล้ว ก็ยังให้คะแนนมากที่สุด ได้ที่ C - Can’t find my way in, can’t follow without breaking screaming frustrating!
แต่ก็คงอ่านเล่มสี่ต่อ -- ดีที่เล่มสามไม่ดี ทำให้รอปกอ่อนได้ และก็ดีที่เล่มนี้ไม่เป็นเล่มแรก ไม่งั้นคงไม่ได้อ่านต่อ วิธีการดำเนินเรื่องและโครงเรื่องแย่กว่า Secret Swan และก็ทำให้โกรธ ที่มากกว่าผิดหวังอีก -- แต่ก็มีลางสังหรณ์อัปมงคลว่าเล่มสี่อาจจะยิ่งแย่ ไม่กล้าและไม่อยากคิดเลย
ปล. สรุปว่า Runner เล่มแรกไม่ได้ถูกฆ่า และในทางกลับกัน กลายเป็นสมาชิกสภา ... และมีบทบาทของ Zane เล็กน้อย ซึ่งก็ไม่จุใจหรือถูกใจเลย เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อ
ไม่เกี่ยว
ความรู้สึกของ Lea ที่มีต่อ Zane ช่วงแรกทำให้คิดถึงเพลง Kinky love ของ Rita Calypso กับช่วงหลัง Perhaps, perhaps, perhaps ของ Pussycat Dolls
You won't admit you love me
And so how am I ever to know?
You always tell me
Perhaps, perhaps, perhaps
If you can't make your mind up
We'll never get started
And I don't wanna wind up
Being parted, broken-hearted
แต่สำหรับ Kimber เป็น If you ever need a stranger ของ Jens Lekman
You think it's funny
my obsession with the holy matrimony
but I'm just so amazed to witness true love
And true love can be measured
through these simple pleasures
they are waiting there for you to be discovered
I would cut of my right arm to be someone’s lover
Sunday, 8 March 2009
The Dream Thief by Shana Abe (n)
ชนิด : Fantasy / Historical Romance / weredragons
ชุด : The Drakon, Book 2
สำนักพิมพ์ : Bantam (August 28, 2007)
จำนวนหน้า : 288 หน้า
ในเล่มนี้ Zane เด็กข้างถนนที่อยู่ในการดูแลของ Rue เติบโตขึ้นและกลายเป็นจอมโจรที่มีอิทธิพลอยู่ในเงามืดของลอนดอน หากความเป็นจริงที่ว่าเขาล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์มังกรทำให้ชายหนุ่มต้องตกอยู่ใต้อำนาจบังคับของเผ่า และกลายเป็นเครื่องมือในการติดต่อกับโลกภายนอก เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Zane ถูกจ้างกึ่งบังคับจาก Rue และ Christoff ให้ออกเดินทางไปยังโรมาเนีย เพื่อตามหา Draumr เพชรที่สูญหายไปของชาวมนุษย์มังกรกลับคืนมา
หากระหว่างทาง Zane ได้พบกับ Lia ลูกสาวคนเล็กของ Rue และ Christoff ที่แอบวางแผนมาสมทบกับเขา และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้เธอเดินทางไปด้วย แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือหญิงสาวมีพลังที่ทำให้เธอได้ยินเสียงเรียกจาก Draumr มาตั้งแต่เด็ก และเธอมีมองเห็นอนาคตผ่านความฝันซึ่งกลายเป็นจริงเสมอมา
ในบรรดาความฝันทั้งหมดของ Lia สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ชายหนุ่มใช้อำนาจของ Draumr เพื่อตัวเอง เขาควบคุมเหล่ามนุษย์มังกรได้ และเธอซึ่งเป็นคนรักข้างกายเขาก็กลายเป็นเครื่องมือทำลายครอบครัวและเผ่าพันธุ์ของเธอด้วยพลังมองเห็นอนาคตที่มี
ความขัดแย้งภายในของตัวละครเป็นสิ่งที่ช่วยดำเนินเรื่องได้อย่างดี สำหรับ Zane เอง ความพึงใจทางร่างกายที่มีต่อเธอดูจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง (ตามวิสัยหนังสือแนวนี้?) หากแต่ชายหนุ่มรู้ดีว่า บทลงโทษที่มีต่อการไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงจากเผ่ามนุษย์มังกรเป็นเช่นใด ความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เป็นไปไม่ได้ทำให้เขาบังคับตัวเองให้หยุดยั้งทุกอย่างไว้ หากแต่ความรู้สึกที่มากขึ้นก็ทำให้เขาหลีกหนีจากเหตุผลของตัวเองและเลือกที่จะครอบครองเธอในที่สุด ซึ่งพฤติกรรมของ Zane แสดงออกชัดถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตของเขาที่การครอบครองและการเป็นเจ้าของคือทุกอย่าง และเมื่อเขารักเธอ ชายหนุ่มก็มองว่าหมายถึงการครอบครองเธอด้วย โดยเฉพาะหลังจากเขารู้ถึงอำนาจที่ Draumr มี เขามองเห็นความหวังที่จะได้ตัว Lia ไว้ตลอดไป แม้รู้ว่าจะทำให้เธอตกอยู่ใต้อำนาจเขาก็ตามที และยิ่งเมื่อรับรู้ความรู้สึกของเธอที่มี ก็ยิ่งทำให้เขามุ่งมั่นที่จะได้ครอบครองเพชรมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี ภูมิหลังของ Zane เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างหนึ่งด้วย เมื่อเติบโตขึ้นมาจากข้างถนน และต่อสู้จนเป็นได้อย่างปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่เขาต้องการก็คืออำนาจ และความมั่งคั่ง และหวาดกลัวที่จะตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นฝ่ายถูกกระทำ ซึ่งการที่ตกอยู่ในอำนาจของเหล่ามนุษย์มังกร โดยเฉพาะตัว Christoff ที่เป็นคนแย่งชิง Rue ไปจากเขา และการได้ Draumr มาก็ช่วยให้เขาเป็นอิสระ นอกเหนือไปจากการได้ตัว Lia มาอีกประการหนึ่ง
และในแง่นี้ ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็น่าจะอธิบายการตกหลุมรักของ Zane ได้ดีเยี่ยม อย่างที่เล่าว่าเขาเติบโตมาอย่างยากลำบาก ทำให้จอมโจรไม่ไว้ใจใคร พึ่งพาตัวเอง และไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เขาเกินความจำเป็น หากแต่การเดินทางร่วมกันก็สร้างเงื่อนไขให้เขาต้องอยู่ร่วมและผูกพันกับคนข้างตัว ยิ่งในสถานะที่ลำบากและอันตรายก็ยิ่งทวีความเชื่อมโยงของทั้งคู่มากขึ้นไปอีก และแม้ว่าความหลงใหลคลั่งไคล้ในวัยเด็กที่ครั้งหนึ่ง Zane จะมีต่อ Rue แล้ว แต่นอกเหนือจากความเป็นไปไม่ได้ทั้งปวง ผู้หญิงอย่าง Rue ก็ไม่เหมาะสมกับเขาเช่นเดียวกัน เพราะเธอก็มีเกราะป้องกันตัวของเธอจากคนรอบข้างไม่ต่างอะไรจากเขา ขณะที่ความเรียบง่ายและความจริงใจของ Lia กลับละลายความเย็นชากึ่งการมองโลกในแง่ร้ายของ Zane ลง (และก็ทำให้สนุกที่จะดู Zame หลุดจากกรอบที่เขาสร้างไว้และเปลี่ยนแปลง (สปอยล์) [โดยเฉพาะตอนที่ Lia ตกอยู่ใต้มนต์สะกดของ Draumr และถูกออกคำสั่งให้ทำร้ายเขา เฉพาะที่ชายหนุ่มไม่เชื่อว่าเธอจะทำได้ จนกระทั่งขาหักไปข้างนึงแล้ว])
ความรู้สึกที่ Lia มีต่อชายหนุ่มก็อยู่ในวังวนความสิ้นหวังไม่ต่างกัน หญิงสาวเริ่มฝันเกี่ยวกับคนรักในอนาคตของเธอตั้งแต่อายุสิบสี่ปี ในความฝัน เธอรู้ว่าเขาครองครอง Draumr ไว้ ซึ่งทำให้เขาเป็นเจ้าของเธอ และใช้อนาคตที่เธอเห็นเป็นเครื่องมือสู้กับมนุษย์มังกรที่มาแย่งชิงเพชรและตัวเธอกลับไป แต่เธอไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับความฝันเหล่านี้เลย เพราะเธอรู้ว่า ถ้าเธอหลุดปากเรื่องนี้ออกไป เขาจะถูกฆ่าในทันที และดังนั้น แผนการของเธอก็คือออกเดินทางไปพร้อมชายหนุ่มเพื่อชิงเพชรมาจากเขา เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ โดยที่กล้าที่จะยอมเสี่ยงกับบทลงโทษของเผ่า และดังนั้น Lia จึงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ไร้ทางออกมาตลอด และความรู้สึกนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทั้งคู่เข้าใกล้ Draumr ไปทุกขณะ
Shana Abe เล่าเรื่องการเดินทางของทั้งคู่ โดยมีความฝันของ Lia ที่เกี่ยวกับ Zane ให้ผู้อ่านได้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่ในความฝันแต่ละครั้ง เธอก็จะบอกถึงวิธีที่หญิงสาวบอกคนรักของเธอเกี่ยวกับการสู้และเอาชนะมนุษย์มังกรจากเผ่าของเธอ ความฝันเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก นอกจากทำให้คนอ่านคาดหวังถึงสิ่งที่จะเป็นต่อไปในอนาคต ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไปก็จะเห็นว่า บทสนทนาระหว่างทั้งสองนั้นมีแต่การออกคำสั่งของเขาที่มีต่อเธอ และหญิงสาวไม่เคยขัดขืนหรือปฏิเสธใด ๆ เลย ซึ่งกลายเป็นว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่คนเขียนทำได้ดีมาก เพราะในที่สุดแล้ว ความฝันที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่สร้างความคาดหวังและเบี่ยงเบนความเชื่อที่คนอ่านมีต่อเรื่องในตอนจบ ซึ่งแตกต่างกับความเป็นจริงภายหลังอย่างสิ้นเชิง (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเองของ Zane) พาลให้คิดถึงเรื่อง Princess at Sea ของ Dawn Cook ที่บอกว่า “You can’t partake of the future properly with only the memories of today.” เพราะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ และก็กลายเป็นว่า Zane ในการมองเห็นของเธอและในความเป็นจริงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ Zane คนหลังเลือกที่จะรักและถูกรักตอบในสถานะที่เท่าเทียมกัน และกล้าที่จะขอเธอแต่งงาน ขณะที่จอมโจรที่เธอเห็นในฝันพอใจกับการได้ตัวเธอที่เป็นที่มาของความมั่งคั่งและความสำราญของเขาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากมองว่าเธอยึดถือและเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดโดยไม่ยอมที่จะยืนหยัดและเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะเมื่อ Lia มองเห็นสิ่งที่จะเกิด เธอก็เริ่มต้นวางแผน และคิดหาทางออกมาตลอด และเตรียมการถึงขั้นที่เมื่อความฝันบอกเธอว่า จะต้องมีการเดินทางไปถึงโรมาเนีย เธอก็เกลี้ยกล่อมและหลอกล่อให้อาจารย์ในโรงเรียนประจำของเธอหาคนมาสอนภาษาโรมาเนียนให้เธอจนได้ และถึงขั้นเป็นจอมวางแผนที่ปลอมจดหมายจากที่บ้านไปยังโรงเรียน และจากโรงเรียนไปถึงบ้านเพื่อสร้างคำอธิบายในการหายไปสู่โรมาเนียของเธอ หลายอย่างทำให้ Lia เป็นตัวละครที่ดูช่างคิด มุ่งมั่น และจริงจังในแบบของเธอ และทำให้คนอ่านรักเธอและ Zane ไปพร้อมกัน
ในตำนานของชาวมนุษย์มังกรเอง มีเรื่องเล่าในอดีตถึงไพร่ที่ตกหลุมรักเจ้าหญิงของเผ่ามนุษย์มังกร และใช้ Draumr เพื่อจะที่จะพาเธอหนีไป ทำให้เธอเป็นทาสเขา และมีครอบครัวอยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะเธอจะฆ่าเขาในดึกคืนหนึ่ง และฉวยเพชรหนีไป อันที่จริง ฐานะระหว่าง Zane กับ Lia รวมไปถึงสิ่งที่จอมโจรคิดจะทำก็ไม่แตกต่างจากไพร่ในเรื่องเท่าไหร่นัก ดังที่มีบทเล่าเรื่องซึ่งมีคั่นเป็นระยะ ว่า “Little is known of what actually happened between the dragon-princess and the peasant who stole her from the bosom of her kind, all those centuries past. We know he was wily enough to thieve the diamond as well, to ensure he wound have Draumr to bind her by his side. We know he was hungry enough for her to risk his own life to keep her, and ruthless enough to destroy her family when they attempted to rescue her from him.“ (หน้า 186) เห็นได้ว่าแม้จะต่างวาระ ต่างเวลา แต่เรื่องราวก็ยังเป็นเช่นเดิม (... และในแง่หนึ่ง ย่อหน้านี้ก็สรุปเล่าเรื่องเกือบทั้งหมดในเล่มได้เช่นกัน)
ความรักและความต้องการที่ Zane มีต่อ Lia ถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนในความฝันคืนหนึ่ง เมื่อเขากำลังจะออกไปเสี่ยงชีวิตกับคนในครอบครัวของเธอ - ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้ง ความรู้สึกเหล่านี้ก็เป็นตัวผลักดันให้เกิดความรู้สึกด้านมืดอย่างที่เขาเรียกว่า black hopes and a darker heart. (หน้า 277)
“Wait here. Do not follow me. Do not leave this chamber, no matter what do you hear.”
………..
But he didn’t leave. A single, rough finger stroked fire along her cheek.
“Tell me you love me,” he whispered.
หากในตอนท้าย (สปอยลฺ์) [แม้ชายหนุ่มจะเห็นอำนาจของเพชรในการควบคุมมนุษย์มังกรในกรณีของ Lia แล้ว เขาก็ยังเลือกที่เป็นเจ้าของเพชรนั้นไว้ จนกระทั่งเขาเห็นแผลที่ตัวเองได้รับจาก Lia ขณะที่ตกอยู่ในมนต์สะกดทำร้ายเขา และเข้าใจถึงความเจ็บปวดจากการถูกควบคุม/ ครอบงำ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำลายเพชรเพื่อให้ Lia เป็นอิสระ] ซึ่งตอนนี้แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจและเรียนรู้ความหมายของการรักของ Zane ได้ดี และช่วยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเขาด้วย อันต่างจากจุดจบที่นำไปสู่การทำลายและความตายในตำนาน ทั้งนี้ หาก Zane เลือกที่จะใช้เพชรเพื่อผูกมัดหญิงชาวมนุษย์มังกรไว้กับเขาจริง ผลลัพธ์ที่ได้ตอนท้ายอาจจะไม่แตกต่างกันก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ความรักที่เธอมีต่อเขาก็จะหายไป
มีตอนหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างทั้งคู่ได้ดี และเป็นตอนที่ชอบมากที่สุดในเล่มแห่งหนึ่ง ช่วงหน้า 280-281
“ …, and when she spoke again her voice was broken, more hushed than a whisper. “I love you so much.”
She pressed her face to his neck.
He hovered above her, dazed and delirious. Too late – she’d spoken and he’d already stolen her words, lifting her face and holding his lips to hers so she could not amend them or take them back. They belonged to him now.
She loved him.”
กับอีกจุดหนึ่งแสดงความช่างประชดประชันของ Zane ได้ดี
“You are dripping blood upon my floor,” observed the prince.
“My apologies. It is the unfortunate consequence of being shot.” (หน้า 306)
เมื่อสิ่งที่คิดไว้น่าจะเขียนถึงหมดแล้วก็น่าจะจบได้ตรงนี้แล้ว สำหรับการให้คะแนนอยู่ที่ A เพราะหลังจบเล่มแล้วยังไม่อยากให้จบ และอ่านมาได้ใหม่ได้ รวมไปถึง ทิ้งเรื่องให้คิดตามต่ออยู่ในหัวเสียอีก และสำหรับการสรุปที่ไม่ใช่ตัวเลข ก็คือ The expected quite unexpected, yet as expected – a beast with human’s love, and human with beast’s love. ยิ่งเขียนก็ยิ่งเข้าใจคนเดียว โอ
คงจะเริ่มอ่านเล่มสาม - the Queen of Dragons - ต่อในเร็วไว และหวังว่าจะได้รู้เกี่ยวกับ Lia และ Zane หลังจากนั้นมากขึ้น เพราะรู้แต่เพียงว่าทั้งคู่หนีหายไปด้วยกันเพื่อให้พ้นจากเหล่ามนุษย์มังกรเท่านั้น
ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของ Zane กับ Lia จะเป็นอย่างไรต่อจากนั้นใน Dream Thief เพราะสำหรับคู่นี้ ดูเหมือนว่า Happily-ever-after จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่สุด การที่หนีไปด้วยกันหมายถึงว่า ยอมรับและรับรู้ว่าจะต้องกลายเป็น outcasts (แต่อย่างน้อยช่วงเวลาที่อยู่ที่ทรานซิสวาเนียอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ได้?) เลยเกิดสงสัยและเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ การเสี่ยงและเสียสละทุกอย่างเพื่อความรักเป็นเรื่องที่คุ้มไหม ซึ่งสำหรับทั้งสองคน สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และถ้าย้อนเวลากลับไปก็จะเลือกเช่นเดิมก็ได้ แล้วก็นะคะ อยากอ่านช่วงสองคนนี้ตกหลุมรักกันอย่างจริงจังมาก กรี๊ด ทำอย่างไรดี ?!!!!
อย่างไรก็ตาม ถ้าเล่มสี่ให้ Zane ตายหรือเป็นอะไรไป จะโกรธมาก แล้วจะคอยสาปแช่ง Shana Abe จริง ๆ นะ
อ่านงานของ Shana Abe มาสามเล่มเจอรูปแบบดังนี้
1. พระเอกอายุมากกว่า และนางเอกจะแอบหลงรักพระเอกมาตั้งแต่เด็ก และก็เป็นการรักแต่ไกล โดยที่พระเอกไม่รู้ตัวเลย แม้เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง ก็จะยังไม่รู้จนกระทั่งใกล้ ๆ จบ และพระเอกเป็นฝ่ายบอกรักก่อน .. ก่อนที่ผู้หญิงจะเปิดเผยความจริงให้รู้
2. ตอนที่เจอกัน (ถ้าเจอกัน) นางเอกในวัยเด็กจะดูจืดชืดทั้งด้านรูปหน้าหน้าตาและบุคลิก และทั้งคู่ก็จะขาดการติดต่อหายกันไปเป็นนานปี ก่อนที่จะมาเจอกันอีกครั้ง และพระเอกจะต้องตะลึงทั้งกับรูปร่างภายนอก และบุคลิกภายในของนางเอกซึ่งเปลี่ยนไปหน้ามืดเป็นหลังมือ (คิดถึงสี pastel pink กับ shocking pink – that effect!)
3. (จำไม่ได้กับ Secret Swan) แต่ชุดนี้ พระเอกชอบเอาชื่อนางเอกมาต่อท้ายตามใจชอบเป็น endearment แบบแปลก ๆ เช่น Rue-flower และ Lie-heart (นอกจาก mouse และ snapdragom ตามลำดับ)
4. นี่เป็นเล่มแรกที่พระเอกไม่ได้เป็น aristocrat (ขอบคุณคนเขียนเป็นอย่างสูง) ซึ่งเป็นมาตลอด และ Drakon เล่ม 3-4 ก็กลับมาเป็นอีกแล้ว ไม่เบื่อบ้างเหรอคะ
Tuesday, 3 March 2009
The Smoke Thief by Shana Abe (n)
ชนิด : Fantasy/ Historical Romance/ weredragons
ชุด : The Drakon, Book 1
สำนักพิมพ์ : Bantam (September 26, 2006)
จำนวนหน้า : 352 หน้า
Clarissa เด็กสาวครึ่งมนุษย์ครึ่งมนุษย์มังกร (ที่ในเรื่องเรียกว่า drakon) ปลอมการตายของตัวเอง (fake her death? สำนวนภาษาอังกฤษชอบกล) และหนีออกไปจากถิ่นที่อยู่เดิมไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ Rue หม้ายสาวสูงศักดิ์ที่มีชีวิตแปลกแยก เธอเป็นหญิงสาวคนเดียวในช่วงสี่รุ่นชีวิตมนุษย์มังกรที่กลายร่างเป็นควันและเป็นมังกรได้ และนั่นก็ทำให้เธอใช้ประโยชน์จากความสามารถที่เธอมีเพื่อขโมยเครื่องประดับมีค่าจากบรรดาคนในสังคมได้อย่างง่ายดาย
หากเมื่อเรื่องราวของ Smoke Thief เริ่มเป็นที่โจษจัน ก็ทำให้ชาวมนุษย์มังกรเริ่มร้อนรน พวกเขาจะต้องจับตัว rogue weredragon (หรือ ‘runner’) ที่หนีออกไปจากสังคมของพวกเขากลับมาลงโทษให้ได้ และดังนั้น Christoff หัวหน้าชาวมนุษย์มังกรจึงวางแผนที่จะใช้ Langford Diamond เพชรเม็ดยักษ์ของเหล่าชาวมนุษย์มังกรมาเป็นตัวล่อหัวขโมยออกมา
เรื่องราวผิดแผนไปเมื่อ Christoff ได้เจอกับ Rue และรู้ว่าเธอสามารถแปลงร่างได้ และในฐานะหัวหน้าชาวมนุษย์มังกร ผู้หญิงที่แปลงเป็นมังกรได้ถูกกำหนดให้เป็นคู่ของเขา ซึ่งความต้องการของเขาที่มีต่อเธอก็เป็นเช่นด้วยเสียด้วย หากแต่เพชรถูกขโมยไปโดยฝีมือของรันเนอร์อีกคน และทั้งคู่ก็มีเวลาเพียงสิบสี่วันที่จะตามหาเพชรและหัวขโมยตัวจริง
จริง ๆ เรื่องนี้ไม่มีอะไรมากเลย นอกจากการทำความรู้จักและตกหลุมรักระหว่างตัว Rue และ Christoff ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะตัว Rue เองหลงรักฝ่ายชายมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังเป็นแค่ Clarissa เด็กลูกครึ่งแล้ว ส่วน Christoff ก็หลงรักตัว Rue ตั้งแต่แรกเห็นในลอนดอน เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการปูทางเพื่อให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และตกหลุมรักกันมากขึ้นกว่าเดิม และกล้าพอที่บอกความรู้สึกของตัวเองออกไป
พล็อตที่น่าสนใจส่วนตัวก็คือ ประเด็นทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับ Rue เมื่อเธอหนีออกมาจากเผ่าได้ และหวังจะมีชีวิตที่เป็นอิสระหลังจากนั้น เธอไม่ควรใช้ความสามารถที่เธอมีอย่างเด่นชัด และโดดเด่นจนเปิดโอกาสให้มนุษย์มังกรล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของเธอได้เลย แม้เธอจะถูกจับได้ แต่เธอก็ยังหวังว่าตัว Christoff และสภาเผ่าจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ และใช้ชีวิตตามลำพังของเธอในลอนดอนต่อไปได้ ซึ่งคิดว่าถ้าวางให้ตัวนางเอกฉลาด ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ดูจะเดียงสามากไป การที่เติบโตมากับขนบธรรมเนียมของชุมชนปิดที่อนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่เด็ก น่าจะช่วยให้เธอเห็นบทสรุปเช่นนี้ได้ก่อนที่เธอจะเริ่มต้นชีวิตขโมยแล้ว .... ส่วนตัวแล้ว มองว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจมากกว่า เหมือนเป็นการประกาศกร้าวต่อเผ่าที่ไม่เห็นค่าเด็กลูกครึ่งอย่างเธอ ว่า “ดูฉันสิ เห็นฉันสิ เห็นฉันไหม” อย่างมาก
เมื่ออ่านต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งสรุปเช่นนี้ชัดเจน เพราะเธอหลงรัก Christoff มาตั้งแต่เด็ก และเมื่อเธอพบว่าเธอแปลงเป็นมังกรได้ ก็หมายความว่าเธอเป็น female alpha และต้องแต่งงานกับเขา แต่เธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ และถ้าจะแต่งงานกัน ก็อยากให้เขาแต่งงานกับเธอเพราะความรักมากกว่า และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกมาจากหมู่บ้าน – และส่วนตัวเอง การรอคอยที่นำไปสู่บทสรุปที่เกิดเมื่อ Christoff มาเจอกับเธอ และไม่ยอมปล่อยเธอไป อาจจะเป็นความปรารถนาลึก ๆ ที่แม้แต่ตัวเธอก็ไม่รู้ใจตัวเองก็ได้
และถ้า Christoff จะเป็นพระเอกที่หลงรักเธอเพราะสิ่งที่เธอกลายเป็น ก็คงจะผิดพล็อตไปหน่อย และดังนั้นเขาก็สังเกตเห็นเธอเสมอมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว (โดยที่ Rue เองก็ไม่เคยรู้) และแม้ว่าจะเกิดแรงดึงดูดใจระหว่างกันขึ้น สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าทำให้ชายหนุ่มรักเธอก็คือ เขาเติบโตมาโดยถูกคาดหมายให้เป็นหัวหน้าคนต่อไป และด้วยความสามารถที่มี ก็ยิ่งทำให้ความคาดหวังที่มีต่อตัวเขาสูง และดังนั้น แรงดึงดูดใจส่วนหนึ่งที่เกิดก็คือ หญิงสาวเป็นกบฏและกล้าหลีกหนีออกมาจากชีวิตและสังคมอนุรักษ์นิยมคร่ำครึที่เขาแหนงหน่าย (ซึ่งก็ทำให้ Christoff พยายามทำทุกอย่างที่จะได้ตัว Rue มา อย่างที่ในเรื่องก็โกหก และผิดสัญญาไปหลายรอบ) อย่างที่เจ้าตัวบอกเธอว่า “You do realize that if you don’t end up marrying me, I’ll turn out a sour old man, just like the rest of them. I need you to rescue me.” (หน้า 317) ซึ่งรู้สึกว่าจุดที่น่ารักที่สุดจัดหนึ่งในหนังสือ (หรืออย่างน้อยก็เป็นจุดที่จำได้มากที่สุด)
จุดที่ไม่ชอบที่สุด ก็คือ เมื่อถูกจับ เธอต้องการอิสระ และดังนั้น เธอก็แลกเปลี่ยนกับ Christoff และสภาว่าจะหาทางนำเพชรกลับมา และนำตัวรันเนอร์ที่เป็นคนขโมยเพชรไปกลับมาให้ได้ ซึ่งเมื่อความรักของเธอกับเขาลงตัวแล้ว Rue ก็ไม่น่าทำเช่นนั้นเลย (สปอยล์)[โดยเฉพาะเมื่อความจริงปรากฏออกมาว่าคนที่ขโมยเพขรไปจริง ๆ ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนอื่น] ถ้าเธอจากมาเพราะสภาพสังคมและชีวิตที่มีระเบียบสังคมและชนชั้นจัด เธอก็น่าจะเข้าใจคนที่หนีมาในสภาพเดียวกับเธอ และไม่ควรจะนำตัวรันเนอร์ที่สิ้นหวังและต้องการหลีกหนีจากเผ่าจนถึงขั้นกล้าตัดมือตัวเองออกมา .. เธอกลับไปเผ่าในสถานะคู่ของ Christoff, Queen และ female alpha แต่สิ่งที่รอคอยรันเนอร์อีกคนอยู่ไม่ใช่เช่นนั้นการหลีกหนีมาจากเผ่ามีโทษอยู่สองสถานก็คือ การทำให้ตาบอด (เพื่อที่จะเปลี่ยนร่างไม่ได้ตลอดไป) กับการตายด้วยน้ำมือหัวหน้าเผ่า ซึ่งเป็นทางเลือกที่ถูกเลือกเสมอเท่านั้น
ก็อ่านได้เรื่อย ๆ แบบจบแล้วจำอะไรไม่ได้ ตอนแรกให้ B- แต่พอมารีวิวได้ C+ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะว่าเล่มต่อไปเป็นเรื่องของ Zane เด็กในความดูแลของ Rue ที่กลายเป็นพระเอกเล่มสองไหม พออ่าน excerpt เล่มสองแล้วก็ให้อยากอ่านต่อไปจนคะแนนที่เกิดจากความดึงดูดเล่มต่อไปสูงขึ้นมาก สรุปให้ว่า Another love story. (ย่อมาจาก Another love story … that happens to be weredragons!
ปล. ถ้าไม่เคยหลงไปอ่าน Secret Swan อาจจะอ่านเล่มนี้เร็วกว่านี้ หรือก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ เห็นรูปแบบ arrogant male ชอบกล
อื่น ๆ
รีวิวเรื่องจากบล็อกคุณแม๊กซ์ Mostly Romance
- เขียนได้ครอบคลุมและมองได้ลึกซึ้งมาก ๆ
Wednesday, 25 February 2009
Daughter of the Forest by Juliet Marillier (n)
- ปกนี้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ที่มีเป็นโทนม่วงพาสเทล แต่ก็หม่นพอกัน
ชนิด : Rich Fantasy/ fairytale retelling/ folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 1
สำนักพิมพ์ : Tor Books; 1st edition (February 18, 2002)
จำนวนหน้า : 560 หน้า
(**สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าเรื่องไหนอ่านแล้วอินจะพล่ามมาก.. และเป็นแบบไม่รู้เรื่อง)
จากเรื่องเล่าของพี่น้องกริมม์ “The Six Swans” – Sorcha เติบโตมาด้วยความรักและความเอาใส่ใจของพี่ชาย 6 คน และมีความสุขกับชีวิตรอบตัว แม้ว่าพ่อซึ่งสูญเสียแม่ไปหลังการเกิดของเธอจะไม่สนใจเธอนัก จนกระทั่งพ่อแต่งงานใหม่ และผู้หญิงของพ่อพยายามเข้ามามีอำนาจครอบงำในครอบครัว และพี่ชายทั้งหกถูกคำสาปให้กลายเป็นหงส์ เหลือแต่ Sorcha ซึ่งแม่เลี้ยงมองว่าหากปราศจากพี่ชายเธอก็คงไม่มีชีวิตรอดต่อไป .... หากแต่เด็กสาวได้ความช่วยเหลือจากป่า พร้อมกับคำแนะนำที่บอกว่า หากเธอนำต้นไม้หนามมาเป็นเสื้อให้พี่ชายได้ คำสาปก็จะหมดไป โดยที่ระหว่างนั้น เธอจะต้องไม่พูด ไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย
Sorcha เริ่มต้นชีวิตโดดเดี่ยวในป่า และพยายามทำหน้าที่ของเธอ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนผันให้เธออยู่ในป่าไม่ได้อีกต่อไป ระหว่างนั้น เธอได้พบกับ Red ซึ่งเชื่อว่าเธอมีเบาะแสเกี่ยวกับน้องชายที่หายไป เขาจึงตัดสินใจพาเธอกลับบ้านด้วย ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย ผู้คนของเขามองว่า Sorcha เป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงรักเธอจนนำเด็กสาวจากเผ่าศัตรูกลับมาด้วย ยิ่งประกอบกับการไม่พูด และเสื้อประหลาดที่เธอตั้งใจทอ ความน่าจะเป็นไปได้นี้ก็สูงขึ้น และความกดดันก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้มีแค่ความมุ่งมั่นที่จะช่วยพี่ชายเท่านั้น
ที่ย่อมาเหมือนจะเป็นนิทาน และเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ Daughter of the Forest แสดงให้เห็นว่านิทานเป็นแค่เรื่องเล่าอย่างง่ายและรวบรัดของเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะนิทานไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่ารายละเอียดเบื้องหลังความสำเร็จความลงตัวที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เสียสละ อันตราย หรือแม้แต่สิ้นหวังได้เลย ... เมื่อต้องหนีจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง Sorcha ไม่มีทางเลือก นอกจากหนีเข้าไปในป่า และต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติ หิวโหย โดดเดี่ยว และหวาดกลัว หลังจากสองปีผ่านไป เธอถูกข่มขืน ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายติดตัวเธอมาอีกนาน และทำให้เธอต้องหนีออกมาจากที่ที่เคยอยู่ ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวทำให้เธอเกือบฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่ง Red ช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ และพาเธอกลับไปที่บ้าน
หากความจริงที่ว่าเธอเป็นคนต่างเผ่า เป็นไอริชขณะที่เขาเป็นไบรตันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เผ่าพันธุ์ของทั้งคู่ทำสงครามต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และไม่วางใจกัน ที่นี่ ในถิ่นของศัตรู Sorcha ก็ถูกมองอย่างหวาดกลัว เดียดฉันท์ ตำนานและความเชื่อที่คนไอริชมีก็ทำให้เธอถูกมองเป็นคนหลังเขา และเป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงงมงาย และการที่เธอไม่พูดก็ทำให้เธอไม่สามารถแก้ตัวหรือแก้ความเข้าใจผิดใด ๆ ได้ โดยเฉพาะสถานะของเธอที่มีต่อชายที่เป็นเจ้าที่ดินคลุมเครือ ไม่ชัดเจน แม้สถานภาพของเธอจะดีขึ้นที่มีอาหารกินครบมื้อ และมีที่อาศัย แต่การอยู่รวมกับผู้คนที่ไม่เป็นมิตร ไม่เข้าใจ และทำร้ายเธอด้วยคำพูด ความเกลียดชังและความแปลกแยก
ลับหลังชายหนุ่ม ความต้องการทำร้ายทำลายเธอคงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อชายหนุ่มออกเดินทางไกล Sorcha ก็ถูกลุงของเขาจับขังคุกใต้ดินอยู่ในความมืดเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขื่นขม และสิ้นหวังอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะถูกจับเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มด และสายลับฝ่ายศัตรู และอาจจะทอเสื้อให้พี่ชายไม่เสร็จทันการ ซึ่งจะทำให้พวกเขาหมดโอกาสกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เหมือนเล่าเรื่องย่อสองครั้ง ย่ออย่างสั้นกับย่ออย่างยาวกว่า เหมือนจะง่ายแต่ยากมาก อ่านแล้วพูดไม่อกบอกไม่ถูกนอกจากจะรำพึงกับตัวเองว่าจะรันทดไปถึงเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะทำเสื้อเสร็จแล้วพ้นทุกข์สักที เมื่อไหร่จะพูดได้ อะไรเช่นนี้อยู่เนือง ๆ เข้าใจว่าตัวเอกมีบททดสอบที่ต้องทำ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เหนื่อยยาก ทนทุกข์เช่นนี้ คลื่นชีวิตถาโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ ถึงมองว่า Juliet Marillier เก่งที่เขียนเรื่องออกมาเช่นนี้แล้วทำให้คนอ่านยังอ่านต่อไปได้โดยที่ไม่โยนหนังสือทิ้ง หากแต่จมจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องได้ต่อไปจนจบ
วิธีเล่าเรื่องที่ให้รู้สึกเข้าถึงและรับรู้ตามยังเป็นเอกลักษณ์ในงานของเธอ นอกเหนือจากการพรรณนาให้เห็นภาพตามเสมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเองเอง ยังเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงพี่ชายทั้งหกคนของตัวเอกด้วย เราได้เห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของผู้ชายหกคน ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งจากแรงจูงใจ คำพูด การแสดงออก ตั้งแต่พี่ชายคนโต Liam ที่ถูกวางให้เป็นหัวหน้าครอบครัว เคร่งขรึม เอาจริงเอาจริง Diarmid พี่ชายคนรองที่ขี้เล่น เจ้าเสน่ห์ ฝาแฝด Conar กับ Cormack ที่แตกต่างกันด้วยบทบาทนักปราชญ์และนักรบ Finbar ที่มีโลกส่วนตัวและความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง และ Padriac ที่กระตือรือร้น
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีก็คือ ผลลัพธ์ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างที่ Sorcha รำพึงกับตัวเองในตอนใกล้จบว่า “Real life is not quite as it is in stories. In the old tales, bad things happen, and when the tale has unfolded and come to its triumph conclusion, it is as if bad things had never been. Life is not as simple as that, not quite. (หน้า 532-3) ชีวิตจริงแตกต่างจากนินานไม่ใช่แค่ในด้านการย่อความและละทิ้งความยากลำบากไว้เท่านั้น แต่ยังทิ้งบาดแผลและความสูญเสียไว้ด้วย นอกเหนือจากตัวเอกเองที่สูญเสียความเดียงสาและความไว้ใจในระหว่างทางแล้ว พี่ชายของเธอก็ไม่แตกต่างกัน ความขื่นขมที่ต้องกลายเป็นหงส์ ไม่สามารถปกป้องน้องสาวของตัวเอง หรือกลับไปต่อสู้เพื่อพ่อได้มีอยู่อย่างรุนแรง รวมไปถึงความสูญเสียเฉพาะตัวของแต่ละคน ดังเช่น Liam สูญเสียผู้หญิงที่รักและคู่หมั้นไประหว่างคำสาป และเมื่อกลับมา เธอก็แต่งงานและกลายเป็นแม่ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถรักใครได้อีกเลย Finnar ผู้เห็นโลกอย่างที่ตัวเองเชื่อ สูญเสียตัวเองไปหลังที่กลายเป็นหงส์ และลังเลที่จะกลับมาเป็นคน หรือ Diarmid ชายขี้เล่นที่เปลี่ยนเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นเพราะความเกลียดชังที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของแม่เลี้ยง
ความสูญเสียที่นำมาซึ่งความได้มา และความได้มาซึ่งมาจากความสูญเสียก็เห็นได้ชัดสำหรับ Red และ Simon น้องชายของเขาด้วย ... พี่ชายที่ถูกเลี้ยงมาให้สืบทอดความเป็นเจ้าของที่ดิน พึ่งพาได้ คาดหวังได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้เจอกับ Sorcha ผู้ซึ่งทำให้เขาเห็นว่าชีวิตที่ถูกคาดหวังและวางแนวทางไว้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และเมื่อเขารักหญิงสาวและรู้ว่าเธอไม่สามารถอยู่กับเขาได้ ชายหนุ่มก็กล้าที่จะละทิ้งทุกอย่างมา เพื่อมาอยู่กับเธอ หรืออย่าง Simon ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการมาสืบความลับในดินแดน Sevenwaters เพราะคิดว่าเขาไม่มีทางทัดเทียมพี่ชาย หรือเป็นเจ้าของที่ดินได้ จนทำให้ถูกจับและทรมานในฐานะเชลย และเมื่อถูกพวกพี่ชายและ Sorcha ช่วยออกมา ระหว่างที่ Sorcha รักษาและเยียวยาเขา เธอกลายเป็นโลกของเขา และเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยว Simon ไว้หลังจากนั้น แต่เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เธอแต่งงานกับ Red เสียแล้ว และเมื่อ Red ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง ชายหนุ่มก็กลายเป็นเจ้าของที่ดินอย่างที่ตัวเองต้องการตลอดมา หากแต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องการกลายเป็นอีกอย่างที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
เหมือนเรื่องของเธอในชุด Wildwood Dancing ที่ Juliet Marillier เขียนให้ตัวละครของเธอมีความผูกพันกับป่าและคุ้นเคยกับเวทย์มนต์ที่อยู่ในนั้น และต้องทำบททดสอบซึ่งผลสำเร็จที่ได้เป็นทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว และส่วนรวม ... แต่ในเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะมืดกว่ามาก ซึ่งก็ทำให้เข้าใจและเกือบจะถูกใจอารมณ์หนังสือ Young Adult (อย่างน้อยก็กับงานของ Juliet Marillier) มากกว่า เพราะอ่านสบาย และบีบคั้นน้อยกว่ามาก ... จริง ๆ แล้วชุดนี้มีคนพูดถึงเยอะ และเมื่อเริ่มอ่านแฟนตาซีภาษาอังกฤษก็ก้ำกึ่งจะอ่านเหมือนกัน แต่เพราะความกดดัน และฉากข่มขืนที่ได้ยินมาก็ทำให้ชะลอไว้เสมอ และก็ดีใจที่เพิ่งอ่านตอนนี้ เพราะสมัยนั้นคงจะอ่านแล้วจิตหลุดไปเลย หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีทางได้อ่าน Cebele’s Secret ได้แน่
ความคล้ายคลึงอีกอย่างก็คือความรักระหว่างตัวเอก ซึ่งจะเป็นความละเมียดละไม และใช้เวลาก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ และแอบแฝงอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลย (อย่างน้อยก็ในกรณีฝ่ายหญิง ที่ตอบรับมิตรภาพและสร้างความผูกพัน แต่ไม่รู้ตัวจนเกือบจะสายว่าเป็นความรักเช่นใด ขณะที่ฝ่ายชายจะอดทนและรอคอยอย่างน่าอัศจรรย์) ในเรื่อง Red รักและต้องการที่จะปกป้องเธอ โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะรู้ว่า วันหนึ่งเธอก็ต้องกลับไป และกลัวว่าคำพูดที่มีจะทำให้เธอกลัว และเขาก็บอกรักเธออย่างเงียบ ๆ แฝงผ่านนิทานความรักระหว่างชายชาวประมงและนางเงือก
ทั้งนี้ Red ได้รับคำแนะนำจากสิ่งมีชีวิตในป่า ว่าหากเขาพยายามที่จะเรียนรู้ ชายหนุ่มก็จะสามารถเข้าใจ Sorcha ได้ แม้เธอไม่พูดออกมา แต่ผ่านการสังเกต การตีความ และความพยายามเข้าใจ ซึ่งก็นอกเหนือจากด้านความรู้สึกที่เธอมีให้เขา ซึ่งชายหนุ่มไม่กล้าตีความใด ๆ เรื่องนี้แล้ว กลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจและอ่านเธอได้มากกว่าใคร และก็แปลกที่ว่า ในทางกลับกัน Sorcha ไม่สามารถตีความเข้าใจชายหนุ่มได้เลย แม้ว่าเขาจะพูดผ่านการกระทำและการแสดงออกก็ตาม เธอเข้าใจว่า สิ่งทั้งหมดที่เขาทำให้เธอเป็นเพราะเขาต้องมนต์สะกดของป่ามากกว่าจะที่สนใจเธอที่ตัวเธอจริง ๆ และท้ายสุดแล้ว เธอก็รู้ว่าเธอต่างหากที่ไม่ได้ยินเสียงที่เธอควรจะได้ยิน ซึ่งคิดว่าหนังสืออ่านเรื่องการเข้าใจคำพูดที่ไม่ได้ “พูด” ได้ดียิ่ง [ย่อหน้านี้ เพิ่ม 040309]
จุดแข็งของงานเขียนที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับตัวละคร ทำให้ทำใจรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อรู้สึกว่าโลกของเธอจะครบถ้วนเมื่อมีพี่ชายทั้งหกคนอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เห็นนั้นเสมอไปเมื่อการผจญภัยและเวลาทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป และเธอไม่ใช่เด็กหญิงที่ต้องขอความช่วยเหลือและการตัดสินใจของพี่อีกต่อไป และที่สำคัญ เมื่อต่อมา พี่ชายของเธอจากเธอไปทีละคน ทั้งจากการเติบโต และเดินทางเพื่อหาที่ของตัวเอง และสงคราม เพราะความรู้สึกผูกพันโดยเฉพาะเมื่อรับรู้ความยากลำบากของ Sorcha ทำให้รู้สึกหวงแหนชีวิตของแต่ละคน และเป็นอารมณ์ที่คงอยู่ชัดที่สุดหลังอ่านจบ และก็เลยทำให้ขอสรุปเรื่องนี้ว่า Beautifully heartbreaking หรือว่า Beautifully disturbing ก็ได้ รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อ่านจบแล้วนอนไม่หลับ
ให้คะแนนที่ B+ เพราะชอบความสมจริง แต่ไม่สามารถทนเห็นหนังสือได้อีก อย่างน้อยก็ตอนนี้ A realist's fairy tale .. while I ain't one!
ปล. ตอนแรกจะไปเอาเล่มสองมาอ่านต่อ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทิ้งไว้ก่อนดีกว่า ยิ่งรู้ว่าเล่มสอง Sorcha กำลังจะตายนี่รับไม่ได้จริง ๆ ไม่ชอบอารมณ์ dark age
ย่อปกหลังเว่อร์ชั่นอื่นจาก wiki
“Lord Colum of Sevenwaters is blessed with six sons: Liam, a natural leader; Diarmid, with his passion for adventure; twins Cormack and Conor, each with a different calling; rebellious Finbar, grown old before his time by his gift of Sight; and the young, compassionate Padraic.
But it is Sorcha, the seventh child and only daughter, too young to have known her mother, who alone is destined to defend her family and protect her land from the Britons and the clan known as Northwoods. For her father has been bewitched, and her brothers bound by a spell that only Sorcha can lift.
To reclaim the lives of her brothers, Sorcha leaves the only safe place she has ever known and embarks on a journey filled with pain, loss and terror.
When she is kidnapped by enemy forces and taken to a foreign land, it seems there will be no way for her to break the spell that condemns all she loves. But magic knows no boundaries, and Sorcha will have to choose between the life she has always known and a love that comes only once.”
