Monday, 20 December 2021
시한부 인생, 병약한 에스퍼가 되다 // End-of-life, Becoming A Sickly Esper
Tuesday, 30 November 2021
살아서 만납시다 // Let's Meet Alive
//กรีดมาก อวยมาก นี่เป็น AZ ที่ดีที่สุดที่อ่านมาแล้ว โหยหวนยาวมากนะคะ //
คนเขียน: 할로윈
แนว: ซอมบี้, วันสิ้นโลก, ตัวเอกเก่ง, พระเอกไทป์หมายักษ์, fluff
ความสัมพันธ์: นายจ้าง X บอดี้การ์ด / หมาจินโด X คนเลี้ยง
จำนวนตอน: 71 ตอน (ยังไม่จบ)
ก่อนเปิดเรื่อง มีการเล่าถึงเฮลิคอปเตอร์ทหารที่ติดต่อกับศูนย์เพื่อให้จัดเตรียมทีมแพทย์ไว้สำหรับคนในทีมที่กำจัดบาดเจ็บและไม่ได้สติ ขณะที่กำลังรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากเฮลิคอปเตอร์ว่าทหารที่บาดเจ็บไม่ได้สติ ลืมตาขึ้นมาแล้ว และก็กระโจน “กัด” นายทหารโดยรอบ ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนกราดยิง และเสียงร้องตะโกนแตกตื่นว่าทหารทำร้ายนักบิน ... ก่อนที่สัญญาณทุกอย่างจะขาดหายไป
เริ่มเรื่อง Lee Shinhoo ทหารจากหน่วยกองกำลังพิเศษที่เพิ่งลาออกมากำลังจะเริ่มงานในฐานะบอดี้การ์ด และระหว่างที่กำลังแต่งตัวและเตรียมออกจากบ้าน Shinhoo ที่เปิดช่องข่าวไว้ ก็ได้ยินการรายงานข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ทหารตกบนเขาจากการที่เครื่องขัดข้อง โดยเจ้าตัวเองก็คิดว่าแปลก เพราะว่าเฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการดูแลและตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอไม่น่าจะเกิดปัญหาถึงขั้นที่เครื่องตก และยิ่งกว่านั้น ภาพของเฮลิคอปเตอร์ในทีวีก็มีรอยกระสุนปืนยิงกราดอยู่ด้วย
งานใหม่ของ Shinhoo ก็คือเป็นบอดี้การ์ดให้ Han Taebaek ลูกชาย chaebol บริษัทขนาดใหญ่ตามคำสั่งของประธานบริษัท ซึ่งก็คือพ่อเลี้ยงของ Taebaek เพื่อให้จับตามองลูกเลี้ยงของตน มากกว่าจะเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยจริงๆ และขณะที่แม่ที่เสียไปของ Taebaek เป็นเจ้าของบริษัท แต่ตำแหน่งในองค์กรของลูกชายเจ้าของกลับเป็นหัวหน้าทีมเล็กๆ แม้ว่าจะมีที่ทำงานใหญ่โตหรูหราก็ตาม
ตอนแรก Shinhoo คิดว่า Taebaek จะเอาแต่ใจ วางท่าตามลักษณะลูกเศรษฐี แต่กลายเป็นผิดจากที่คาด เพราะนอกจากนิสัยชอบแหย่แล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เจ้าตัวมีนิสัยเรียบง่าย และการดูแลและอยู่ร่วมกับ Taebaek ก็ราบรื่นกว่าที่คิด
แต่ละวันของ Shinhoo เริ่มต้นที่ไปหาอีกคนที่บ้านในตอนเช้า และก็นั่งรถหรูที่ Taebaek ขับไปที่บริษัทด้วย และระหว่างที่เจ้าตัวทำงาน ตัว Shinhoo ก็คอยระวังอยู่ด้วยแค่นั้น ก่อนที่ตอนเย็นจะนั่งรถกลับไปกับ Taebaek ที่บ้าน
จนกระทั่งครึ่งอาทิตย์ผ่านไป ในตอนเช้า ระหว่างทางที่นั่งไปที่บริษัท เจ้านายเก่าของ Shinhoo โทรมาหา และบอกว่าถ้าอยากรอดชีวิตก็ให้รีบเดินทางไปหาตัวเอง และ Shinhoo ที่ไม่สนใจอะไร โดยเฉพาะเมื่อทำหน้าที่อารักขา Taebaek อยู่ ก็บอกปัดไป และเมื่อมาถึงบริษัทตามปกติ น่าแปลกที่รถของพ่อเลี้ยง Taebaek ที่มาทำงานก่อนทุกวัน และไม่เคยขาดงานไม่ได้อยู่ในที่จอด ยิ่งเมื่อขึ้นไปที่ห้องทำงาน และระหว่างที่ Taebaek นั่งอ่านเอกสารอยู่ก็ได้ยินเสียงอุบัติเหตุดังขึ้นมาถึงห้องทำงานข้างบน เมื่อสองคนและเลขาเดินมาชะโงกดูที่หน้าต่างก็เห็นว่ารถบัสชนกันบนถนน และที่แปลกเกินกว่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุจราจร ก็เพราะการทำร้ายร่างกายและนองเลือดต่อมา ขณะที่ Taebaek ที่เห็นเหตุการณ์กำลังจะกลับไปที่โต๊ะเหมือนเดิม ตัว Shinhoo ที่อาชีพและนิสัยทำให้การรับรู้อันตรายและโต้ตอบฉับไวก็ตีความไปถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดว่าเกิดการรัฐประหารขึ้นจากฝีมือของคนในรัฐบาล เมื่อทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ด แล้วเคยเป็นทหารมาก่อน พอสถานการณ์เริ่มผิดปกติ ความปลอดภัยของเจ้านายต้องมาเป็นอันดับแรก ก็บอก Taebaek ทันทีว่าให้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน ไม่นับที่บอกให้เลขาของ Taebaek สั่งให้เจ้าหน้าที่ในบริษัทปิดประตูทางเข้าออก เอา shutter ลงมาไม่ให้คนนอกเข้ามาได้อีกต่างหาก
ระหว่างทางเหมือนจะไม่มีอะไรปกติ แต่ทว่าก็มีคนที่ขับรถสวนทางมาจะชนรถของ Taebaek และเมื่อหักหลบ รถก็ชนเสาไฟฟ้าแทน ระหว่างที่คิดว่าจะลงไปช่วยดีหรือไม่ จ้องมองอยู่ก็เจอว่า "บางอย่าง" ที่เหมือนมนุษย์ แต่อ้าปากกว้าง มีฟันแหลมคมกระโดดมาจากท้ายรถ และกัดกินคนขับ โดยที่อ้าปากกว้างที ร่างกายส่วนหนึ่งก็หายไปที ซ้ำร้าย เมื่อเห็นทั้งสองคนก็กระโดดเกาะท้ายรถมาด้วย ขับสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด แถมยังกัดเหล็กรถได้อีก
สุดท้าย "บางอย่าง" นั้นก็ตามสองคนมาถึงที่จอดรถ และด้วยความที่ไม่มีอาวุธเหมาะสมในมือ Shinhoo ก็บอกให้ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงแล้ว Shinhoo ลงมาสู้ จนในที่สุด ก็จบลงที่ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงอีกรอบ และ Shinhoo เอามีดแทงกระโหลกไป
เมื่อส่งเจ้านายถึงห้อง Shinhoo ก็บอกลาจะกลับไปที่บ้านตัวเอง โดยบอกอีกคนว่าการที่ Taebaek เป็นลูกหลาน chaebol ใหญ่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งรัฐบาลและทหารไม่เข้ามาแตะต้องแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขตที่พักอาศัยเป็นเขตคนมีฐานะ ถ้าเก็บตัวอยู่ในบ้าน อย่างไรก็ปลอดภัย และถ้า Shinhoo จะอยู่ด้วย Taebaek ก็ต้องปันส่วนอาหารและน้ำที่มีให้ Shinhoo จะทำให้อาหารส่วนของ Taebaek หมดไวขึ้น .... หากแต่ Taebaek ที่ไม่อยากอยู่คนเดียวกลับรั้ง Shinhoo ไว้ให้อยู่ด้วยกัน
และเมื่อยามเย็นมาถึง แปลกที่ไฟที่ควรจะส่องสว่างตามหน้าต่างบ้านรอบๆ กลับปิดมืดกว่าที่เคย ..... ตอนสามทุ่ม ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากป้าคนทำความสะอาดที่มาในสภาพบาดเจ็บเลือดโชก เพราะไม่กล้าหยุดงาน ถึงแม้จะเกิดเหตุผิดปกติที่คนทำร้ายกันทั่วโซล และระหว่างทางก็ถูกเด็กที่หลบอยู่ในพุ่มไม้กัด เมื่อทำแผลและให้แม่บ้านเข้าไปพักผ่อนในห้องแล้ว Shinhoo ก็เจอว่าหูของแม่บ้านแดงก่ำกว่าที่มนุษย์พึงเป็น และก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนเป็น “บางอย่าง” เหมือนที่ตัวเองกับ Taebaek เพิ่งเจอ และก็คิดถึงอันตรายขึ้นมากรณีที่จะมี “บางอย่าง” ในบ้านขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อห้องนอนล็อคได้แค่จากด้านในเท่านั้น กับเทียบกับตัวก่อนที่สู้ด้วย ตัวนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่ามาก
แล้วในตอนกลางคืน ก็ได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากด้านที่แม่บ้านพักอยู่จริงๆ Shinhoo ให้นายจ้างตัวเองหลบอยู่ในห้อง ขณะที่ตัวเองจะไปดูเอง แต่ Taebaek กลับขอไปด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับ Shinhoo ตัวเองก็ไม่กล้าออกไปจากห้องอยู่ดี อาจจะตายอยู่ในห้องได้ ถ้ามีอะไรก็ตายด้วยกัน ... จนสุดท้ายก็เลยต้องให้ Taebaek ไปด้วย โดยให้อีกฝ่ายหาอาวุธติดมือไป และก็ได้ไม้กอล์ฟติดมือโดยถูก Shinhoo ย้ำใส่ว่าถ้ามีอะไรให้หวดที่หัวให้สุดแรง และเพราะกระโหลกหนา ให้คิดว่าทุบหินอยู่ ตอนแรก Shinhoo ออกไปสู้ก่อน แต่พอพลาดถูก “บางอย่าง” กระโดดคร่อมจะกัด ก็ได้ Taebaek เอาไม้กอล์ฟหวดจนดิ้นหลุดออกมาได้ และเพราะทำอย่างไรก็ไม่ยอมตาย ก็เลยต้องหวด หวด หวดใส่ไม่ยั้ง เลือดกระเซ็นลงทั้งหน้า ทั้งประตู ทั้งกำแพงแล้ว กระโหลกยุบก็แล้ว แต่ก็ยังไม่ตาย อ้าปากกินส่วนไม้กอล์ฟอีก จนสุดท้าย Shinhoo ก็ปิดฉากด้วยการเอามีดทำครัวปักสมอง ... แต่เพราะไม่แน่ใจว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกไหม Shinhoo ที่สังเกตว่าตัวประหลาดนี้ใช้การมองเห็นเป็นหลัก ก็เลยควักเอาลูกตาออกมาเป็นมาตรการกันไว้ก่อน
สองคนนอนห้องเดียวกัน และตอนเช้าก็ตื่นมาโดยที่ Taebaek ขึ้นมานอนหลับอยู่บนตัว Shinhoo เพราะได้ยินเสียงหวีดเตือนภัยจากมือถือ สรุปว่ารัฐบาลประกาศแจ้งสภาวะฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของไวรัส โดยที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังระบุไม่ได้ ให้งดการออกจากบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
และเมื่อเปิดทีวีฟังข่าวเพิ่มเติม ก็ได้ยินรายงานพิเศษแจ้งว่า ให้สังเกตลักษณะผู้ติดเชื้อ ที่เห็นชัดก็คือฟันที่แหลมคมเหมือนปลาฉลาม และหูที่แดงก่ำผิดปกติ ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ไปจะตายทันที แต่ว่าสมองจะยังทำงาน โดยที่จะสั่งการให้มีความอยากอาหาร หรือเจาะจงก็คือเนื้อมนุษย์ จนถูกเรียกชื่อว่า Eaters
แต่ระหว่างฟังรายงาน ตัว Taebaek กลับไม่มีท่าทางเดือดร้อนเลย ตักอาหารเข้าปากดูผ่อนคลายด้วยซ้ำ และเมื่อ Shinhoo ถามก็ได้ความว่า จากประสบการณ์ที่ดูหนังแนวซอมบี้มาเยอะ การที่คนไม่อยู่บ้านแต่ไปเพ่นพ่านข้างนอกทำให้ปริมาณซอมบี้ยิ่งเยอะ อยู่บ้านเฉยๆ รอให้ตำรวจทหารจัดการซอมบี้ก่อนดีที่สุด การอยู่บ้านช่วยลดปริมาณซอมบี้ได้ ไม่งั้นทุกคนก็เป็นซอมบี้กันหมด
แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่าง Taebaek เพราะมีทั้งพวกประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจับกลุ่มบอกให้รัฐบาลหยุดสร้างและเผยแพร่เรื่องไม่จริง พวกคลั่งศาสนาที่เชื่อว่าอีทเตอร์มาช่วยล้างโลก พวกอยากดังที่คิดจะจับและฆ่าอีทเตอร์ออกโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เกิดความวุ่นวายยิ่งขึ้นอีก
แต่เมื่อบ้านของ Taebaek กินพื้นที่ทั้งชั้นของตัวตึกที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดก็เป็นฐานที่มั่นที่ปลอดภัยให้ทั้งสองคนหลบภัยได้
จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป ในวันที่ 30 กันยายน ก็ได้ยินประกาศที่เปลี่ยนไปของรัฐบาล ....เพราะว่าการกำจัดอีทเตอร์ไม่ได้ผล รัฐบาลที่สูญเสียกำลังทหารไปเปลี่ยนท่าทีโดยแจ้งประชากรว่าจะละทิ้งกรุงโซลไปตั้งเมืองใหม่ที่เกาะเชจู และประกาศทิ้งระเบิดถล่มกรุงโซลและคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดในวันที่ 30 ตุลาคม ตามคำแนะนำของ UN และ WHO ที่เห็นว่าไวรัสและอีทเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดคุกคามต่อความปลอดภัยของภูมิภาคอื่นในโลกด้วย โดยให้ประชาชนอพยพไปที่เมืองมกโพแล้วนั่งเรือไปที่เกาะเชจูต่อไป
ดังนั้น การทิ้งที่ปลอดภัย และเดินทางไปที่มกโพของสองคนก็เริ่มขึ้น
.
.
.
จบการเล่าเรื่องย่อแบบวิชาการจริงจัง (?) ต่อไปจะเป็นการโหยหวนกรีดร้องทุกอย่างแล้ว จากใจก็คือว่าอยากจะกรี๊ด กรี๊ด และกรี๊ดมาก นี่เป็นเรื่องแนว AZ วันสิ้นโลกกับซอมบี้ที่ดีที่สุดที่อ่านมาทั้งชีวิตเลย ฮืออ อยากจะกราบทุกสิ่งอันเริ่มตั้งแต่บุคลิกตัวละครสองคนแล้ว
เริ่มที่ตัว Shinhoo ปกติไม่ค่อยเจอตัวเอกสายทหารหรือการ์ดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่สาย ability คนที่พื้นเพมาจากทางทหารหรือตำรวจจะเป็นพระเอกมากกว่า โดยเฉพาะสายจีน เปิดมาตัว Shinhoo มีความสามารถตามอาชีพตัวเองไม่พอ ยังมีความสุขุมรอบคอบอีก นิสัยนิ่งเย็นหาทางออกทำให้หนทางรอดของทั้งคู่เพิ่มสูงมากขึ้นและเป็นไปได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่วันแรกที่เดินไปสำนักงานของ Taebaek ก็จินตนาการภาพในหัวแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมา จะรับมือและตั้งหลักอย่างไร ตั้งแต่จะเอาโต๊ะทำงานมาเป็นแนวกัน โดยเฉพาะเพื่อกำบังกระสุนแล้ว
ไม่นับความจริงจังรับผิดชอบต่อหน้าที่อีก เพราะตอนที่กลับมาบ้าน ตัว Taebaek บอก Shinhoo เองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยที่นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา ถ้าจะยกเลิกสัญญาและเลิกดูแลตัวเองก็ทำได้ แต่ว่า Shinhoo ก็พูดย้ำบอกมาชัดว่า ยังไงก็จะปกป้องต่อไป จะไม่ทิ้งกันไป และต้องเอาชีวิตให้รอดให้ได้ทั้งคู่
กับส่วน Taebaek เอง ที่เปิดมาเป็นพระเอกสาย chaebol เอาแต่ใจ ชอบขับรถเอง และมีงานอดิเรกชอบรถขับแข่ง แต่ว่าเป็นสายหมายักษ์ไปแล้วชอบกล เพราะว่าพอเกิดเรื่องขึ้นมาก็ดูติดตัวเอกไปเลย แถมยังอยากให้ตัวเอกชมตัวเอกทุกครั้งที่ทำอะไรถูก/ดีอีก เริ่มตั้งแต่ตอนที่บุกไปดูแม่บ้านในบ้านที่กลายเป็นอีทเตอร์ก็รีบเอาโทรศัพท์มาเปิดแอป CCTV ให้ Shinhoo ดู และก็รอคำชมอย่างใจจดใจจ่ออีก แต่สิ่งที่ดีที่สุดในตัว Taebaek ก็คือสภาพอีคิวที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะมองโลกด้วยมุมมองที่ต่างออกไป การคิดบวก ไหวพริบสูงและการเรียนรู้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกับ Shinhoo และคอยสังเกตพฤติกรรมและนิสัยของอีกคน และมาปรับใช้กับตัวเองก็ทำให้เจ้าตัวแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรก
ซึ่งในแง่หนึ่งสองคน นิสัยคนละแบบ แต่ก็มาเสริมกันอยู่ โดยเฉพาะเมื่อ Shinhoo จริงจังขาดความยืดหยุ่น ไร้จินตนาการ มองแค่เป้าหมายกับภาพรวม และ Taebaek ดูเรื่อยเปื่อยไม่จริงจัง แต่จินตนาการสูง และสนใจรายละเอียดปลีกย่อยระหว่างทาง และโดยเฉพาะเมื่อตัว Shinhoo สนใจแค่การทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ไม่ดูแลสนใจตัวเอง จนเมื่ออยู่กับ Taebaek ที่ทำให้อีกฝ่ายผ่อนคลายตัวเองได้ลง
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยบ่อยที่เจอตัวเอกเป็นมหาเศรษฐีจริง ๆ และดังนั้นการห่วงไปก่อนว่าทำไมกลับถึงบ้านแล้ว Taebaek ถึงรีบโอนเงินออกไปนอกเกาหลี เคลียร์บัญชีทรัพย์สินที่มี ไม่ลงไปซุปเปอร์ หรือมินิมาร์ตแล้วตุนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นต่างๆ หรือแม้แต่รองน้ำในอ่างก็เป็นการห่วงของเหล่าคนอ่านทั้งมวลที่กรีดร้องโหยหวนเปล่าประโยชน์ เพราะว่าถึงแม้จะไม่ทำอะไรเลย แต่สภาพบ้านที่พร้อมสรรพของ Taebaek ก็มีทุกอย่างแล้ว นับตั้งแต่อาหาร ของแห้ง ขนมอย่างช็อกโกแลต คุกกี้ และลูกอมในห้องเก็บของ ไม่นับขวดน้ำดื่มที่สูงจรดเพดานอีกด้านอีก ยิ่ง Shinhoo เดินสำรวจบ้านก็ได้สิ่งของที่แม้แต่ Taebaek ก็ไม่คิดว่ามีอย่างแบตเตอรี่สำรองมาอีก ไม่นับว่าตัวบ้านกว้างขวางขนาดที่ตัว Shinhoo ใช้เวลาสำรวจบ้านอย่างคร่าวๆ อย่างเดียวก็กินเวลาไปร่วม 30 นาทีแล้ว
วันแรกที่กลับบ้านมาอาหารที่ Taebaek ทำก็คือสเต็กอย่างดี กับมะเขือเทศเชอร์รี่ตกแต่งสวยงาม ไม่นับไวน์แดงแกล้ม และมาการองปิดท้าย หรือเช้าต่อมาก็เป็นออมเล็ตหรูหรา ถึงจะไม่ได้ออกไปหาอาหารเพิ่มเติมแต่อาหารในบ้าน Taebaek ก็สามารถเลี้ยงผู้ชายสองคนได้ (ถึงจะเป็นการกินวันละสองมื้อเพื่อประหยัดอาหาร) มาร่วมแรมเดือน แม้ตอนหลังๆ จะเริ่มร่อยหรอกลายเป็นพาสต้ากับซอสต่างๆ ที่โชคดีว่าเจ้าตัวซื้อสะสมระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆ ก็ตาม
และก็น่ารักว่าอาหารที่ Taebaek ทำอร่อยและถูกปาก Shinhoo อย่างยิ่ง ถึงขั้นที่แม้จะเป็นพาสต้ากับซอสสำเร็จแต่พอผ่านการปรุงเสริมใส่หอมใหญ่ กระเทียม โน่นนิด นี่หน่อย จากฝีมือ Taebaek ก็อร่อยมากไป จน Shinhoo กินอย่างเอร็ดอร่อยทุกครั้ง ทั้งที่ปกติเวลาอยู่คนเดียว ตัวเองที่มีนิสัยกินเพื่ออยู่ก็ถึงขนาดเอาโปรตีนมาเขย่ากับน้ำแทนอาหารด้วยซ้ำ และพอเอ่ยปากชม เจ้าตัวก็บอกว่าปกติไม่ทำอาหารเพราะขี้เกียจ แต่พอเห็นอีกคนกินอร่อยทุกครั้งก็เลยอยากทำ คิดว่านี่คือสาเหตุที่คนเลี้ยงหมากัน ... ทำเอา Shinhoo อยากจะลุกขึ้นมาชกหน้า
Shinhoo: I feel it every day, but you are really good at cooking.
.........
Taebaek: I don't even cook because I'm too lazy.
Shinhoo: Ah .....
Taebaek: But seeing Manager Lee eats well, I just want to do it.
Shinhoo: Yes?
Taebaek: I Guess that's why people raise dogs.
Shinhoo: ...
Taebaek: Oh, clench your fists again. Are you going to hit me?
กับคืนก่อนออกเดินทาง Shinhoo ก็กลุ้มใจว่าอาวุธที่มีในมือตอนนี้ก็เป็นแค่มีดทำครัวกับไม้กอล์ฟ อย่างน้อยถ้ามีปืนอย่างตอนที่อยู่ในกองกำลังพิเศษก็น่าจะเพิ่มโอกาสในการรอดให้สูงขึ้น และพอกำลังกลุ้มใจ Taebaek ก็โพล่งออกว่าตัวเองมีปืนอยู่ ... โดยที่ก่อนหน้ามีวันที่ Taebaek ตื่นสายให้ Shinhoo แล้วก็ให้เหตุผลว่าเมื่อคืนมัวแต่เล่นกับของเล่นอยู่ ซึ่งก็คือปืนพวกนี้
ซึ่งเพราะปืนอยู่ที่ตึกโรงยิมที่ Taebaek เป็นเจ้าของ พอคิดว่าจะต้องฝ่าฝูงอีทเตอร์มหาศาลเข้าตึกเอาปืนไหม ก็เป็นความกังวลที่สูญเปล่าอีกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลงจากบันไดหนีไฟไปที่รถ ด้วยความที่เจ้าตัวรวยมาก อยู่ในตึกที่การรักษาความปลอดภัยสูง ความเป็นส่วนตัวสูง สภาพตึกก็เรียบร้อยปลอดภัยไม่มีร่องรอยอีทเตอร์เลย แม้ว่าช่วงที่ลงมาข้างล่างจะเจออีทเตอร์บ้าง แต่สภาพประตูก็แข็งแรงพอจะกันได้ ไม่นับชั้นจอดรถของ Taebaek ที่กินพื้นที่ส่วนตัวด้านหนึ่งอีก และการเข้าไปเอาปืนก็คือการขับรถเข้าไปในโกดังด้านหลังตึกที่เจอกับอีทเตอร์จำนวนทั้งหมด 1 ตัว (หนึ่งตัว!!!!) .... การกังวลช่างเป็นเรื่องเสียเวลา!
พอเห็นทั้งปืนที่สะสมอยู่ ตัว Shinhoo ก็ทั้งทึ่งกับราคาปืนธรรมดาแต่กลายเป็นราคามหาศาลที่ Taebaek ต้องจ่ายให้พ่อค้าอาวุธเพื่อนำเข้ามาให้ และความใจกล้าของตัว Taebaek ที่กล้าเก็บอาวุธปืนมากขนาดนี้ไว้ในกลางเมือง
แต่จากความรักปืนและบ้าสะสมปืน ก็เลยทำให้ประกอบปืนเร็วมาก ถึงขั้นที่เร็วกว่า Shinhoo ที่เป็นทหารหน่วยพิเศษมาก่อนอีก ขำที่พนันกัน แล้ว Taebaek เร็วกว่า Shinhoo ที่มั่นใจกับฝีมือตัวเองมากก็ช็อคค้างไปแล้ว แถมแพ้พนันยังต้องเรียกชื่ออีกฝ่ายอีก ตอนที่พยายามกลั้นใจเรียก Taebaek-ah ออกมาน่ารักดี กับต้องให้อีกฝ่ายเรียกพี่ ... จากที่เคยเป็นทางการว่าหัวหน้าทีมฮัน กับผู้จัดการลี
กับพอถามว่าถ้ายิงปืนไม่เป็น ไม่ได้ยิงปืนขนาดนั้น ทำไมมีกระสุนเยอะ Taebaek ก็บอกว่าเป็นบริการจากพ่อค้าอาวุธ
ตอนนี้ก็ได้เวลาขับรถหนีออกจากโซลแล้ว โดยตามแผนการทั้งสองคนเลี่ยงที่จะเดินทางช้ากว่าคนอื่นหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทุกคนจะรีบหนีออกจากเมืองพร้อมกัน และให้อีทเตอร์ตามกลุ่มคนกลุ่มแรกที่อพยพออกไป แต่เพราะกลัวว่าเส้นทางด่วนและทางหลวงที่จะไม่มีทางให้เลี่ยงหนีถ้าเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมา ก็เลยยอมเลี่ยงไปใช้ถนนสายย่อยที่แม้จะต้องใช้เวลามากกว่า แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่า
ชอบเวลา Taebaek ขับรถ แล้ว Shinhoo คอยระวังและหาเส้นทาง เป็นแบ่งงานกันช่วยเหลือกันที่ลงตัว โดยเฉพาะเมื่อตัว Taebaek ก็รู้จักรถจนเอามาใช้ประโยชน์ได้ มีตอนที่รถข้างหน้าพลิกคว่ำอยู่จากฝีมือของอีทเตอร์ แล้ว Shinhoo ก็คิดว่า Taebaek จะขับแล่นผ่านไปเลย แต่ตัว Taebaek กลับรีบหยุดรถ เพราะเห็นประกายไฟจากถังน้ำมันว่าจะระเบิด แต่ว่าหลังจากนั้นก็เป็นว่าที่กั้นถนนถูกแรงระเบิดทำลายและฝูงอีทเตอร์ก็ทะลักออกมาจากตรงที่กั้น โดยที่เมื่อยิ่งออออกมา ที่กั้นยิ่งพัง และจำนวนอีทเตอร์ก็ไหลออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ถึงขั้นขอบคุณที่ Taebaek ขับรถแข่งมาก่อน เพราะกดคันเร่งหนีเร็วเนียนมาก ไม่งั้นสถานการณ์ที่พวกอีทเตอร์ตามเสียงระเบิดมานี่ ... ตายสถานเดียวจริง แถมมารอบด้านอีก จนสองคนหนีเข้าไปในร้านยาง พระเอกฉันเริ่มยิงปืนได้แล้ว แต่ว่าที่กั้นเหล็กกลับหยุดค้างอยู่ตอนลงมา ทำให้พวกอีทเตอร์กรูเข้ามาได้ จนสองคนต้องทิ้งรถ แล้วหนีไปที่ชั้นสอง จนไปจบที่ดาดฟ้า ดีที่ซอมบี้เรื่องนี้อาศัยการมองเห็นมากกว่ากลิ่นนะ หนีง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะพอไม่เห็นตัว การพังประตูดาดฟ้ามาก็หมดไป จะเป็นปัญหาก็แต่พวกที่ล้อมร้านอยู่
และระหว่างที่ Shinhoo กำลังเคร่งเครียดหาทางถึงขั้นที่คิดว่าจะเสียสละตัวเองอย่างไรให้อีกคนรอด Taebaek กลับใจเย็นกว่านั้นมาก ตอนที่บอก Shinhoo ว่า อย่างน้อยตอนนี้อากาศไม่หนาวแล้วก็ไม่ร้อน ทำให้การติดอยู่ที่ดาดฟ้าไม่ทรมานจนเกินไป และชวนให้คนข้างๆ นั่งดูท้องฟ้าก้อนเมฆสบายใจ
และพอนั่งไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรทำ ตัว Taebaek ก็เริ่มอธิษฐานเรื่อยเปื่อย ถึงช่วงแรกขอพระเจ้า พระพุทธเจ้าก็ปกติดี แล้วก็ไปถึงซุส และอโฟรไดท์
ตั้งแต่ให้โลกล่มสลายแล้วทุกคนตายไปด้วยกัน
ให้มีไวรัสสายพันธุ์อื่นที่ออกมาฆ่าพวกอีทเตอร์
..... ไปจนถึง ให้เกิดภูเขาไฟระเบิด
ฟังคนข้างตัวอธิษฐานมาจนถึงตอนนี้ ตัว Shinhoo ก็เริ่มอดสงสัยจนเอ่ยปากถามไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นภูเขาไฟระเบิด แล้วอีกคนก็อธิบายว่าถ้าเกิดภูเขาไฟระเบิดแล้ว พวกอีทเตอร์ที่ชอบแสงไฟและเสียงดังก็จะกรูไปที่ภูเขาไฟระเบิด และสองคนก็จะหนีรอดไปได้
จากความคิดแผลงๆ ไร้สาระกลายเป็นการจุดประกายให้ Shinhoo ด้วยการคิดจะระเบิดร้านข้างๆ เนื่องจากเหล่าอีทเตอร์จะหายกันออกไป ตามสัญชาตญาณที่มักรี่เข้าหาแสงไฟและไม่รู้จักเจ็บปวดก็จะกรูเข้าไปในกองไฟเหมือนแมลงเม่าที่ทำลายตัวเองและทำลายตัวที่อยู่รอบข้างไปพร้อมกัน สองคนก็เลยเอาโครงเหล็กจากชั้นดาดฟ้าวางพาดไปที่ร้านข้างๆ แล้วปีนไปปล่อยก๊าซเพื่อจุดไฟ แต่เมื่อ Shinhoo ที่ปีนไปก่อนควรจะส่งสัญญาณให้ Taebaek หายเงียบ คนที่รอจนร้อนใจก็ตัดสินไปปีนตามไปทันที ... และ Shinhoo ก็แปลกใจและรู้สึกอบอุ่นในใจที่มีคนห่วงตัวเองอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน
แผนสำเร็จตามคาดหมาย และก็โชคดีที่รถไม่เสียหายแม้แต่น้อย เมื่อขับรถออกมา และตระเวนหาอาหารและที่หยุดพัก ตัว Taebaek ที่หิวโซก็เริ่มจินตนาการบรรเจิดคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากกิน แล้วพรรณนาออกมาให้คนที่นั่งข้างฟัง สุดท้ายก็ไปจบที่ซุปกิมจิใส่หมูชิ้นโตๆ และเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองพูดไม่หยุดก็ขอโทษ Shinhoo ที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ พร้อมกับบอกว่า อย่างไรก็ชอบตัว Shinhoo มากกว่าซุปกิมจินะ .... น่ารักและใสซื่อผิดภาพลักษณ์สาย chaebol ตอนแรกจริงๆ เหมือนตอนที่ครั้งแรก Shinhoo เห็นสีผมของ Taebaek ที่เป็นสีทองจากสีดำที่เห็นในรูปประวัติ และเห็นนิสัยที่ผิดกับขนาดตัวก็เผลอคิดไปว่าตัว Taebaek เหมือนหมาจินโดได้
จนเข้ามาถนนเส้นเล็ก ก็เจอเนอสเซอรี่อยู่ และก็โชคดีที่ถึงแม้อาหารสดจะเสียแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังถือว่าเป็นสวรรค์ที่มีของในตู้ครบครัน ตัว Taebaek ก็ได้ทำซุปกิมจิสมใจ ไหนจะไก่นักเก็ตทอด และไส้กรอกย่าง กลายเป็นอาหารเต็มโต๊ะคู่กับข้าวสวยที่เพิ่งหุง น่ารักที่ Shinhoo ที่ปกติไม่มีความอยากอาหาร แต่เพราะอดกันมานาน ยิ่งเป็นอาหารที่ Taebaek ก็แทบจะทนรอให้ข้าวหุงสุกไม่ได้ ชอบอาหารที่ Taebaek ทำมาก ตั้งใจรอและตั้งใจตักเข้าปากจริงจัง จากที่กินให้อยู่ พออยู่ด้วยกัน ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี pleasure of taste มาก่อนเลย แต่ตอนนี้การกินอาหารที่อีกฝ่ายทำกลายเป็นความสุขไปแล้ว
หลังอาหาร ตัว Taebaek ก็ยังมีไอศกรีมวานิลลาโรยหน้าด้วยบลูเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ที่ไปคุ้ยมาจากฟรีซเซอร์ได้อีก สมเป็นคนชอบขนมจริงๆ และก็ขอบคุณเนอสเซอรี่ที่มีอาหารให้นะคะ
เมื่อได้เวลาพักผ่อน ตัว Shinhoo ที่คิดว่าจะไม่นอนเพื่อเฝ้ายามดูแลความปลอดภัยให้ Taebaek ก็รื้อนิทานเด็กที่เล่าเกี่ยวกับเพนกวินสองตัวที่เดินทางหาบ้านมาอ่าน และอีกคนที่คิดว่าจะหลับเงียบๆ ก็ชวนคุย พอถามว่าตัว Shinhoo คิดอะไรอยู่ และคำตอบที่ได้ว่าโล่งใจที่ตอนเข้าเนอสเซอรี่มาไม่เจอเด็กที่กลายเป็นอีทเตอร์ และหวังให้เด็กๆ ในเนอสเซอรี่ทุกคนปลอดภัย และเดินทางไปถึงมกโพได้อย่างราบรื่น ก็ทำให้ Taebaek หลากใจที่คนที่ดูภายนอกเย็นชา ไม่สนใจใครเป็นห่วงเด็กๆ ที่ไม่เคยแม้กระทั่งเห็นหน้ากันมาก่อน และความรู้สึกที่มีต่อ Shinhoo ก็ท่วมท้นขึ้นมาจนเอ่ยปากถามอีกคนว่า “อยากจูบตัวเองไหม” “มาจูบกันเถอะ”
การเปลี่ยนทิศทางกระทันหันทำให้ Shinhoo ตามไม่ทัน จนสมองประมวลผลได้ว่าเป็นเพราะถูกอีกคนล้อเล่น และก็ตอบกลับว่ารู้ไหมว่าสามารถฆ่า Taebaek ด้วยมือเปล่าได้นะ ไม่ต้อง 5 นาทีหรอก 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว ... แต่ Taebaek ที่รู้ทันนิสัย Shinhoo แล้วก็ยุให้ Shinhoo ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยลองทำดู ซึ่ง Shinhoo ก็ตกหลุมจริงๆ การจูบที่เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ของ Shinhoo ก็เริ่มขึ้น
โดยที่หมาจินโดกลายเป็นหมาป่าไปแล้ว เพราะคิดว่าถ้าอย่างไรก็จะถูก Shinhoo ฆ่าอยู่ดี ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอตายตอนที่ทั้งจูบ Shinhoo ให้หนำใจปลเวก่อนเถอะ If this kiss ends in a mess, I'll die at Shinhoo's hands anyway. If possible, I wanted to die after biting and sucking Shinhoo's lips to my heart's content. ส่วนอีกคนเป็นอารมณ์เด็กถูกจับไปฉีดยาที่โรงพยาบาลที่รู้ว่าต้องทำแต่ก็กล้าๆ กลัวๆ แต่น่ารักที่พอจูบอย่างตั้งใจ แล้ว Taebaek เทใส่ความรู้สึกตัวเองลงไปเต็มที่ คนถูกจูบก็รับรู้ได้ ไม่นับว่าการที่ถูกกอดและสัมผัสอุณหภูมิอบอุ่นจากร่างกายคนอื่นเป็นสิ่งที่ตัว Shinhoo ไม่เคยทำ .... ตามจริงแล้วตัว Shinhoo ขาดความรักมาตลอดนะเนี่ย
เหมือนตอนที่อยู่บนดาดฟ้า และ Taebaek ลูบตา Shinhoo .... เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีคนมาสัมผัสตัว Shinhoo อย่างใส่ใจก็คือตอนที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตบบ่า Shinhoo เพื่อบอกลาตอนเจ้าตัวจะไปเป็นทหาร
สรุปว่าหมาจินโดก็ยังกลายพันธุ์ต่อไป และการสัมผัสตัว Shinhoo ก็ทำให้ตัวเองภูมิใจว่าเป็นคนแรกที่ถูกตัว Shinhoo นอกจากหมอที่เคยทำแผลให้ Shinhoo เสียด้วย Except for the doctor who treated these wounds, I'll be the first to touch it. A sense of uniqueness and superiority enveloped Taebaek.
และ Shinhoo ที่มีคนกอดและสัมผัสอย่างอ่อนโยนก็ผ่อนคลาย จนถึงขั้นที่หลับไปไม่รู้ตัว .... ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเฝ้าดูแลอีกคนแท้ๆ แต่พอหลับป๊อกไปแล้วตื่นขึ้นมาพบว่า Taebaek หายไป โดยที่ในห้องน้ำก็ไม่มี ตกใจถึงขั้นคิดความเป็นไปได้ต่างๆ นานาที่รวมถึงการที่ Taebaek ผู้ชอบของหวานเจอช็อกโกแลตแล้วตามกลิ่นช็อกโกแลตไปแล้ว ก็เลยคว้าปืนออกตามหารอยเลือด คิดแง่ร้ายและลบมากจนไปเจอ Taebaek อยู่ในครัว โดยกำลังต้มซุปสาหร่ายในหม้ออยู่
เจ้าตัวที่คิดว่าจะเปิดฝา แล้วหยิบช้อนไปชิมซุปสาหร่ายถูก Taebaek พุ่งเข้ามาจูบออโต้ เหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนจะเปลี่ยนรูปไปนิดหน่อย แต่ Shinhoo ก็ยังตกใจกับการประชิดตัวและถึงตัวกระทันหันอยู่ดี ถึงขั้นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น การจูบควรจะเป็นเรื่องที่ทั้งสองคนตกลงกันไม่ใช่เหรอ ทำไมตัว Taebaek บุกเข้ามาอย่างนั้น แล้วถ้าจะทำอย่างนี้ต่อไปในอนาคตอีกล่ะ What the hell is this, suddenly, why, what, kissing shouldn't be mutually agreed upon? What do you do if you make a sudden attack like this? Are you going to do this in the future?
และเมื่อ Taebaek งอแงจะจูบต่อไป Shinhoo ก็ตอบกลับไปว่าตัว Taebaek เคยถูกซุปสาหร่ายราดใส่หน้าไหม จนหมาจินโดกลายพันธุ์หงอแล้วรามือไป .... ซึ่งเอาจริง ก็อยากจะตีความให้ว่าโกรธที่ขัดขวางการชิมซุป เพราะติดใจอาหาร Taebaek และคาดหวังถึงรสชาติในหัวไปแล้ว
ถึงเวลาออกเดินทางต่อไป ทุกอย่างราบรื่นจนมาถึงเมือง Yongin ที่พอเข้ามาขับต่อไปไม่ได้ เพราะถนนรอบๆ ถูกปิดตาย ไม่ว่าจะขับเลี่ยงไปสายไหนก็เจอทั้งมีบังเกอร์มากัน มีการเอารถบัสที่เอาเครื่องยนต์ออกไปแล้วมาขวางถนน หรือแม้แต่การระเบิดตึกเพื่อกั้นทาง ..... ซ้ำร้าย ตัว Shinhoo ก็นึกออกว่าบัตรประชาชนที่ตกมาจากอีทเตอร์ตัวแรกที่สู้กันที่ที่จอดรถก็มาจากเมืองนี้ ยิ่งประกอบกับข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกที่เข้ามาในหัวก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีทเตอร์จะเริ่มต้นที่เมือง Yongin ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ข่าวหมีออกมาอาละวาดทำร้ายชาวบ้านก็น่าจะเป็นการปิดข่าวการอาละวาดของอีทเตอร์มากว่า
หาทางออกต่อไปไม่ได้จนสองคนคิดว่าจะหยุดรถ และพักหาหาทางกันต่อ ตอนหยุดพัก พระเอกหันไปกุกกักๆ อยู่ท้ายรถแล้วก็เอากล่องทัปเปอร์แวร์ใส่ข้าวปั้นใส่แฮม ทูน่า สาหร่ายที่ทำจากเนอสเซอรี่มา นี่คือขับรถหนี หรือออกมาปิกนิกกันคะ? เอาทิชชู่เปียกเช็ดโต๊ะแล้วตั้งสำรับเนี่ยย
แล้วพอขับรถมาถึงสะพานก็กลายเป็นเจอศพคนเป็นร้อยที่ถูกฆ่าแล้วแขวนเรียงไว้ที่สะพาน มีการฉีดพ่นสีบอกว่าซอมบี้เป็นตัวแทนพระเจ้าที่มาล้างบาปให้โลก กับเอาคนให้ซอมบี้กิน ไม่ไหวแล้ว เวลาเจอพวกคลั่งศาสนาแบบนี้ หลอนกว่าเจอซอมบี้จ้องเขมือบอีก ดีที่ทางจีนไม่ค่อยเล่นอุดมการณ์แบบนี้นะคะ น่ากลัวมาก
แต่ว่าระหว่างที่ลงจากรถมาสืบหาข่าวตัว Shinhoo ก็ถูกรถพุ่งชน และ Taebaek ก็ถูกกลุ่มคนในรถรุมทำร้ายก่อนที่สองคนจะสลบไปเพราะปืนยาสลบ
แล้วเมื่อตื่นมา Shinhoo อยู่คนเดียวในห้องที่เหมือนจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็กลายเป็นว่าอยู่จับมาทิ้งไว้ในหมู่บ้านเมืองเก่าที่เป็นจุดท่องเที่ยว แม้ว่าจะระบมไปทั้งตัวเพราะถูกรถชน และมีอาการชาขยับไม่ได้จากฤทธิ์ยาสลบ แต่ความร้อนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Taebaek ทำให้เจ้าตัวฝืนลุกออกมาจากห้องเพื่อตามหาอีกคน โดยที่เอาเชิงเทียนที่มีในห้องมาเป็นอาวุธ โดยพันติดมือไว้กับเนคไทเพราะมือยังไม่มีแรง วิ่งไปจนทั่วก็ยังไม่เจออีกคน และความเป็นไปได้ด้านร้ายทั้งหลายก็ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็เจออีกฝ่ายจริงๆ เป็น Taebaek ที่ยังเป็นมนุษย์ และยังครบสามสิบสองดีอยู่ ... และดูจากสภาพอีกคน ก็ร้อนใจไม่ต่างกันและออกวิ่งตามหา Shinhoo มาตลอดเหมือนกัน ความรู้สึกของ Shinhoo ก็เป็นทั้งภูมิใจที่คนขี้กลัวอย่าง Taebaek ไม่ได้หลบอย่างหวาดกลัวอยู่ในห้อง และก็ทั้งเต็มตื้นที่ Taebaek ก็ห่วงตัวเองเช่นเดียวกัน
กลายเป็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนรูปไปจริงๆ เพราะคราวนี้ การแยกจากกันโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรทำให้สองคนเปิดใจให้กันมากขึ้น โดยเฉพาะตัว Shinhoo และก็ส่งผลให้ความกังวลที่จะต้องแยกจากกันเป็นในตัว Shinhoo เช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นแค่กับ Taebaek อย่างที่เป็นมา ..... ซึ่งก็อยากจะสรุปว่าเปลี่ยนความสัมพันธ์มาเป็นหมาจินโดที่อ้อนนายกับคนเลี้ยงที่ตามใจโอ๋หมาตัวเองเต็มรูปแบบแล้ว large dog tag ของพระเอกเปิดทำงาน 100% แล้วด้วย ฮือ จับใจ
คืนนั้นเมื่อสองคนคุยกัน และ Taebaek เล่าว่าตัวเองออกจากห้องอย่างไร และทำอะไรบ้าง Shinhoo ที่ได้ฟังก็ปลื้มใจว่าอีกฝ่ายโตขึ้นมาก และเรียนรู้จากการสังเกตและเรียนรู้แม้ว่าจะไม่ถูกสอน Taebaek grows rapidly. You learn by watching and learning without being taught. ซึ่งอ่านไปก็คิดได้แต่ว่ามันคือการเลี้ยงและพูดชมหมาตัวเองแล้วนะคะ Shinhoo
ส่วนจินโดเอ๋ย อ่านดูก็รู้ว่าอินเลิฟ ถ้าจะบอกว่า Shinhoo หัวเราะยาก แต่พอยิ้มขึ้นมาแล้วโลกสว่างสดใสเนี่ยยย Laughter is expensive, but when you smile sometimes, the whole world becomes brighter.
แต่น่ารักที่เวลา Shinhoo อยู่กับจินโดตัวเองแล้วหลับสนิทชนิดที่หลับแล้วหายไปเลย ทั้งๆ ที่ปกติหลับยากและหลับตื้นมาก
และตอนนี้ก็เป็นการรวบรวมคนที่ถูกพวกคลั่งศาสนาจับมาหนีออกไป และหาทางออกจากเมือง กลายเป็นช่วง Arc Yongin + Fanatics อยู่
อ่านเรื่องแนวซอมบี้ทีละตอนแบบนี้ทรมานมาก แต่ก็ยังดีที่มาจันทร์ถึงศุกร์นะคะ
...................................................
เอาจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เอาเล็งเอาไว้ก่อนเริ่มลงตอนจริงแล้ว แต่ก็ยังแอบกลัวอยู่ เพราะเอาจริงถ้าพูดถึงเรื่องแนววันสิ้นโลกกับซอมบี้ ทางเกาหลีมีน้อยกว่าทางจีนมาก (เท่าที่เจอทางเกาหลีดูเน้นไปทางสาย ability พวกฮันเตอร์ไม่ก็เอสเปอร์ไกด์ กับแนว ABO มากกว่า) และถึงมีก็ไม่เจอสนุกแบบอยากก้มกราบสักเรื่อง อย่าง 레인보우 시티 // Rainbow City ที่หลายคนชมก็ไม่ได้รู้สึกว่าสนุกถึงขนาดนั้น กับอีกอย่างก็คือไม่ชอบตรรกะการดำเนินเรื่อง และลักษณะนิสัยของตัวเอกเรื่องล่าสุดก่อนหน้าของคนแต่ง .... แต่พอมาจริงของจริง ตายไปตั้งแต่เห็นปกแล้ว สวยมาก ดีมาก และชอบรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ ..... ถึงขั้นที่ขำมาก ตอนที่ 60 มีคนมาคอมเมนต์ว่า how do I get here? เพราะว่ามันสนุกมากยังไงล่ะคะ เริ่มอ่านแล้วก็ต้องซื้อต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจบ ถ้าไม่ปาดซื้อรวดเดียวตั้งแต่แรกเถอะ
ถ้าเทียบกันระหว่างงานเกาหลีกับงานจีน งานเกาหลีลงรายละเอียดดีกว่างานจีนที่เน้น action โดยเฉพาะการบุกตะลุยฆ่าซอมบี้แล้วเอานิวเคลียสมาเพิ่มความสามารถตัวเองและพวกพ้องอย่างเดียว ซึ่งพอถ้าบรรยายสภาพอารมณ์และบรรยากาศเหตุการณ์ให้ดีแล้วงานเกาหลีระทึกขวัญและโน้มน้าวได้กว่างานจีนมาก เหมือนอยู่ในสภาพที่กดดันและดิ้นรนไปกับตัวละครตั้งแต่บทแรกแล้ว โดยเฉพาะอ่านเรื่องซอมบี้มาทั้งชีวิต นี่คือซอมบี้ที่น่ากลัวสุดจากใจ สายจีนถ้าไม่ evolve ระดับหนึ่งก็ยังโง่ๆ ทำอะไรไม่ได้อยู่ แต่คือทางอีทเตอร์เรื่องนี้นี่ แค่กลายร่าง ฟันก็กัดเหล็กได้แล้ว เป็นคนธรรมดาไปสู้คงได้แค่ตาย ฮือ ลุ้นระทึกขวัญตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วสองคนจะกลับมาที่บ้านแล้ว อยากจะเรียกว่าซอมบี้นรก ที่ใครจะไปสู้ไหวคะ? ทุกคนพูดหมดเลยว่าทหารยังไม่รอด แล้วพลเรือนจะไปเหลืออะไร ฉันคงตาย หนึ่งวินาทีที่ซอมบี้โผล่นะคะ ตอนอ่านก็คือว่าฉันกลัวซอมบี้เรื่องนี้ มาก อ่านดึกๆ แล้วยิ่งหลอนมาก หน้าบ้านเป็นกระจกใสอีก ซอมบี้คงทะลุหน้าต่างมาง่ายเถอะ
กับอีกอย่างหนึ่งที่เทียบกับงานจีนก็คือ งานจีนถ้าไม่แหวกแนวไปเลย ก็จะเป็นตามกระแสคล้ายๆ กัน ซึ่งช่วงที่กระแส AZ ฮิตก็เหมือนกันหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวเองมีพลังพิเศษ หรือแม้แต่มีมิติพิเศษที่มีน้ำพุรักษาอยู่ การตุนอาหารและของใช้จำเป็น (โดยเฉพาะตั้งแต่โอตาคุวันสิ้นโลก) การกลับมาเกิดใหม่ และการตั้งเบสตามเมืองต่างๆ เพื่อทั้งหลบภัยและรับมือสู้กับซอมบี้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้คาดเดาและรู้ผลง่าย ..... ผิดจากงานเกาหลีที่ทุกเรื่องจะมีแนวของตัวเองโดดเด่นไปเลยมากกว่า (ถึงแม้ว่าบางเรื่องจะโดดเด่นในแง่อินดี้อ่านไม่รู้เรื่องไปเลยก็ตาม )
((ถึงจะพูดอย่างไรก็เถอะ เอาจริงรักงาน AZ จีนมากนะ อ่านมันทุกเรื่องจนไม่มีอ่านแล้วจะว่าไป ฮือ))
แต่ส่วนตัว ก็แอบกลัวชื่อเรื่องที่บอกว่า Let's Meet Alive ในแง่ที่ว่าสองคนจะพลัดพรากจากกันหรือใครมีปัญหาอะไรภายหลังไหม กลัวมาก แต่ก็พยายามคิดว่าชื่อมาจากคำพูดที่รัฐบาลบอกให้ประชาชนออกเดินทางไปที่มกโพ แล้วเจอกันที่นั่นให้ได้มากกว่า เพราะตอนนี้อาการ Separation Anxiety ไม่ได้เป็นแค่กับ Taebaek คนเดียวแล้ว ถ้า Taebaek หายไปนอกสายตา Shinhoo ก็เริ่มตามหาเหมือนกัน
จริงๆ เวลาขึ้นเรื่อง 19+ นี่ หลายเรื่องไม่ใช่เพราะฉากบนเตียงนะ เป็นเพราะความรุนแรงด้วยต่างหาก อย่างเรื่องนี้ก็มีมีเตือนในเรื่องย่อก่อนเลยว่ามีฉากบรรยายความรุนแรง เพราะการฆ่าอีทเตอร์ว่าโหดแล้ว ตอนนี้การสู้กับพวกคลั่งศาสนานี่คือน่ากลัวกว่ามาก เนื่องจากพอกลุ่มคนคลั่งศาสนาไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ตัว Shinhoo ก็ไม่คิดจะปราณีกับอีกฝ่ายเหมือนกัน อย่างตอนที่จับพวกผู้ร้ายได้ ก็บอกให้พวกผู้หญิงที่ถูกจับมา ฆ่ากลุ่มคนที่ทำร้ายตัวเองด้วยเชิงเทียนที่ Shinhoo ถือมาเป็นอาวุธ ไม่นับการบรรยายสภาพหลังจากนั้น และการเหลือผู้ร้ายในกลุ่มไว้คนนึงที่ยังไม่ได้ฆ่า เพราะจะเอามาเค้นความ ไม่ได้ฆ่าจริง แต่ว่าเอาที่ทุบข้าวเหนียวทุบ แล้วบรรยายว่าแขนขาหักหมด แล้วที่บอกว่าถ้าบอกความจริงมาจะปล่อยไป ก็คือไว้ชีวิต แต่ถ้าขยับตัวไปไหนไม่ได้อยู่ดี ก็รุนแรงว่าฆ่าให้ตายทันทีเหมือนกัน หรือยังจากนั้นก็เอาขวานจามแขนคนที่เฝ้ายาม แต่ถึงแม้จะไม่ฆ่า ในสภาพวันสิ้นโลกที่ไม่มีหมอ และเลือดออกมากไปในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดี แม้ตัว Shinhoo จะบอกตอนเค้าความจริงว่าจะปล่อยไปก็เถอะ สรุปได้แค่ว่า blood and violence และ gore กระจาย
ปล.
1. ถึงแม้จะอยู่วันสิ้นโลกและอีทเตอร์รายล้อม สองคนก็ยังทำให้โลกเป็นสีชมพูได้อยู่ดี ตอนที่ช่วยกันค้นพิพิธภัณฑ์แล้ว Shinhoo ดีใจเพราะเจอลูกอมเอาไปให้อีกคนน่ารักมากก น่ารักที่คิดว่าอีกฝ่ายหน้าขรึมนิ่งเพราะไม่ชอบที่ให้กินลูกอมราคาถูกผิดจากที่ Taebaek เคยกินมาทั้งชีวิต แล้วรีบเลิ่กลั่กขอโทษ แต่ที่ไหนได้คือฝ่าย Taebaek ดีใจมากจนค้างไปแล้ว เพราะมากกว่าลูกอมก็คือความใส่ใจที่พออีกฝ่ายเห็นของปุ๊บก็คิดถึงตัวเองทันที
กับที่น่ารักพอกัน คือหลังจากนั้น ตอนที่ Taebaek ก็เอายาแก้ปวดให้ Shinhoo แล้วพอเจ้าตัวบอกว่าไม่ต้องกิน ไม่เป็นไร แล้ว Taebaek ก็เป็นคนบอกว่าตัว Shinhoo แขนเจ็บ จากที่สังเกตเห็นอยู่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
2. น่ารักที่บอกว่าอยากอยู่กันสองคน หมาจินโดอ้อนขึ้นเรื่อยๆ แถมกลายเป็นปีศาจจูบไปแล้วว และถ้าอยู่ด้วยกันสองคนก็หาเรื่องจูบ Shinhoo ได้ตลอด หลังๆ นอกจาก Shinhoo จะไม่ขัดแล้ว ยังอัพเกรดขึ้นด้วยต่างหาก ความสามารถ evolve สูงมาก เพราะหนีจากพวกซอมบี้ช้า แล้วทำพระเอกกังวล จะถูกแน็ก ก็ยิ้มแล้วบอกว่า ขอโทษ คืนนี้จะจูบนะ "I'm sorry. I'll kiss you at night." ก็ปิดคดีไปได้ในสามวินาที เพราะสรุปว่าอ้อนแบบนี้ น่ารักมากในสายตาพระเอกจนบ่นต่อไม่ได้เลย
แต่ที่ตอบปิดจบ หมาจินโดที่กลับมารู้ตัวแล้วก็บอกว่าจะจูบทั้งคืนเหมือนกัน "... all day long, only your lips, I will bite and suck."
3. เอาจริง พอหมาจินโดเริ่มโต (ตามคำคนเลี้ยง) ศักยภาพก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันนะ เพราะตอนค้นพิพิธภัณฑ์ก็ดีอกดีใจที่เจอดาบยาว และพอ Shinhoo ที่เห็นจินโดเหมือนเด็กได้ของเล่น กำลังจะบอกว่าดาบใช้ยาก เพราะควบคุมน้ำหนักลำบาก ตัว Taebaek ก็ชักออกมาจากด้ามแล้วแกว่งไปตัดหัวหุ่นที่อยู่ข้างๆ รวดเดียวลงมากลิ้งอยู่ที่พื้นไป ... สรุปว่าเคยเรียนดาบมาก่อน แล้วก็มีดาบเป็นอาวุธเพิ่มมาอีกอย่าง ก็คือ
Awww, Taebaek who swings the long sword skillfully and confidently is so, so cool!
And Shinhoo who thinks of Taebaek the instant he finds the candies is so, so cute!
Saturday, 28 August 2021
성공지향적 가이드 // Success-Oriented Guide
//ตอนนี้กำลังบ้าเรื่องนี้ลงแดงมากสุด อยากจะกรีดร้องงงง //
คนเขียน: 박보율
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, ย้อนอดีต, ตัวเอกเก่ง, ตัวเอกสำนึกผิด, พระเอกคลั่งรัก (ในอนาคต!)
ความสัมพันธ์: เอสเปอร์ X ไกด์
จำนวนตอน: 40 (ยังไม่จบ)
Seon Jaechan ไกด์เอคลาสที่บาดเจ็บสาหัสระหว่างบุกรังผู้ก่อการร้ายสำนึกผิดก่อนตายว่าตัวเองวิ่งไล่ตามตื้อ Go Woojin เอสเปอร์ระดับเอสที่เป็นเพื่อนวัยเด็กและรักเดียวของตัวเองและทำร้ายอีกฝ่ายมากขนาดไหน
และเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าย้อนอดีตกลับมาเมื่อ 6 ปีก่อนแล้ว
ครั้งนี้ เป้าหมายชีวิตก็คือจะตัดใจจาก Woojin และอุทิศตัวเองให้กับคนที่รัก ซึ่งก็คือตัว Woojin และน้าของตัวเอง จากที่เคยวิ่งไล่ตามความสำเร็จและตำแหน่งเหมือนชาติที่แล้ว
....
แต่ด้วยนิสัยร้ายกาจที่เห็นแก่ตัว และเห็นแก่ผลประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้คนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบตัว Woojin สงสัยว่าการเหมือนจะกลับตัว เป็นคนดีแบบนี้ทำเพื่อวางแผนหลอกจับ Woojin ใหม่อย่างแนบเนียนใช่ไหม? หรือว่ามีแผนร้ายอะไรอีกหรือเปล่า? โดยเฉพาะตัว Woojin ที่ระแวงสงสัยจนไปถึงขั้นจับตามองอีกฝ่ายกลับ
และดังนั้นก็กลายเป็นว่า ยิ่งออกห่าง ก็มีเหตุให้ต้องใกล้กันมากขึ้น
.
.
เอาจริง เรื่องนี้เพิ่ง serialise ตอนวันที่ 25 สิงหา และก็เป็นเรื่องที่รออยู่ของเดือนนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลย พูดสารภาพก็คือว่า มีแนวโน้มจะเป็นเรื่องที่ชอบมากที่สุดแบบถูกจริตทุกสิ่งอันของปีนี้แล้วก็ได้ (และเหมือนจะเป็นไปแล้วด้วย คือโลกไกด์ + ตัวเอกรักข้างเดียว และพยายามตัดใจ + เก่ง + พระเอกหน้านิ่งที่ภายหลังจะคลั่งรัก) กับเหมือนจะเป็นแนวไกด์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่เคยอ่านมา แต่คือเพิ่งมาแค่ 40 ตอน หนทางยังอีกไกล ไหนตอนใหม่จะมาอาทิตย์ละแค่ 3 ตอนอีก ฮือออ นี่คือลงแดงอยากอ่านตอนใหม่มากจนต้องมาเขียนกรีดไปพลางๆ
ชอบตัวเอกที่มีความสามารถ รู้จักตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้ และ Jaechan ก็มาแนวนี้มาก สิ่งแรกที่ทำหลังจากรู้แน่ชัดแล้วว่ากลับมาในอดีตก็คือจัดลำดับเรียบเรียงความคิดตัวเอง และวางแผนเป้าหมายแนวทางตัวเองว่าควรทำอย่างไร ถึงขั้นเอามาเขียนเป็น [SUCCESS PROJECT] แบ่งเป็นเรื่องส่วนรวมส่วนตัว แบ่งเป็นลำดับหัวข้อตามลำดับเวลา มีเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวชัดเจนมาก ซึ่งเพราะชาติที่แล้ว จบลงด้วยความตาย และความเสียใจก่อนตาย เนื่องจากเห็นแก่ความสำเร็จและตำแหน่งมากก็ทำให้เป็นหัวหน้าทีมหน่วยข่าวกรองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นมนุษย์ที่ลดลง ชาตินี้ก็เลยจะละเลยความสำเร็จและให้คุณค่าคนที่ตัวเองรักมากขึ้น ซึ่งก็คือ พระเอก Woojin และสิ่งแรกที่จะทำก็คือตัดใจ และเลิกการจับคู่เป็นไกด์ประจำตัวฝ่ายนั้นเสีย
และเมื่อเจอกันครั้งแรก ในระหว่างไกด์อีกฝ่าย จากที่เคยกระโจนเข้ากอดในห้องปิด และการใช้การไกด์เป็นข้ออ้างในการสัมผัสตัวเอสเปอร์ของตัวเองก็หมดไป แทนที่ด้วยการสำรวมตัว เข้าหาอีกฝ่ายอย่างระวัง สัมผัสอีกฝ่ายอย่างน้อยที่สุด และออกปากขอโทษสำหรับสิ่งที่ทำมาทั้งหมด พร้อมกับบอกว่าจะเลิกเป็นไกด์คู่หู แต่กลับไม่ได้ทำ Woojin รู้สึกดีเลย เพราะเจ้าตัวบอกว่าตัว Jaechan ทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ และถ้าอยากขอโทษก็ต้องไม่ให้เลิกเป็นไกด์ตัวเอง
หลังจากนั้น เพราะ Jaechan พยายามแก้เหตุการณ์ในอดีตทีละอย่าง ก็ทำให้ขอออกภาคสนามไปด้วย ต่างจากที่เดิมทีรักความสบายและความปลอดภัยอยู่แต่ในฐานเท่านั้น เพราะว่าจะไปขัดขวางไม่ให้ญาติผู้พี่ของ Woojin ต้องตายระหว่างออกภาคสนาม ระหว่างที่เจอผู้ร้ายลักพาตัว และถูกฆ่าเพียงเพราะเห็น/อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็กลายเป็นว่า Woojin ตามญาติตัวเองมาด้วย ทุกคนก็คิดว่าตัว Jaechan หาโอกาสมาอยู่กับ Woojin แต่แม้สองคนจะระแวง Jaechan ขนาดไหน เจ้าตัวก็ไม่สนใจ กลับทำเพียงตามประกบญาติอย่างจริงจัง และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาก็อาสาปีนเข้าไปท้ายรถคนร้ายแทนตัวญาติ และติดร่างแหไปกับเหยื่อที่ถูกจับตัวไปด้วย
ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญว่า เหยื่อที่ถูกจับก็คือเพื่อนร่วมห้องที่ความสัมพันธ์เป็นน้ำกับน้ำมันของ Jaechan นั่นเอง และการเข้าไปจัดการกับคนร้ายก็ทำให้รู้ว่า จริงๆ Jaechan เป็นไกด์ที่มีพลังของเอสเปอร์ด้วย เจ้าตัวทำให้ร่างกายตัวเองหายไป ตอนคนร้ายตรวจดูท้ายรถ และก็ “ล่องหน” มาช่วยเพื่อนร่วมห้องตัวเอง ...... และเมื่อจบเหตุการณ์ ก็ทำให้ทั้งญาติ และเพื่อนร่วมห้องเป็นมิตรกับ Jaechan เพิ่มขึ้นมา และส่วนตัว Woojin เองก็ลดอคติที่มีลงไปได้บางส่วนเหมือนกัน
และต่อมา Jaechan ก็ขอออกภาคสนามไปที่เกาะด้วยอีกครั้ง เพราะอยากไปสำรวจเหตุการณ์ระเบิดที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับพยายามสืบหาร่องรอยของกลุ่มก่อการร้ายที่อาจจะมีบทบาทคานอำนาจกับรัฐบาลในภายหลัง แต่ว่าก็เกิดเหตุให้ต้องไกด์ Woojin ที่อยู่ในสภาพใช้พลังเกินตัวไปด้วย
ความรู้สึกผิดมาตลอด และความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตัวให้เอสเปอร์ตัวเองทำให้ Jaechan ที่เพิ่งไปถึงเกาะตั้งใจไกด์อย่างเต็มที่ ยิ่งบวกกับประสบการณ์ที่มีในช่วงชีวิตที่แล้วล้วนทำให้วิธีการไกด์เปลี่ยนไป และตัว Woojin ที่รับรู้ถึงความตั้งใจ ก็หลงลืมตัว อดไม่ได้ที่จะสัมผัส Jaechan มากขึ้น คิดในใจว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รู้สึกถึงความสงบและความมั่นคงอย่างนี้ โดยเฉพาะเมื่อ Jaechan ยอมรับความเอาแต่ใจทั้งในแง่พลังเอสเปอร์ระดับเอสที่ยุ่งเหยิงไม่เข้าที่ และการล่วงเกินถึงเนื้อถึงตัวของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ Woojin อยากเข้าใกล้ตัว Jaechan มากขึ้น และค่าความเข้ากันได้ของทั้งสองคนก็อยู่ที่ 82 เปอร์เซ็นต์
หลังการไกด์ Jaechan ไม่ได้เจอ Woojin อีก แต่ว่าใช้เวลาในเกาะสืบหาระเบิด และก็ได้รู้จักกับลุงคนดูแลสวน ซึ่งเป็นพ่อของคนรักในชาติที่แล้วของ Woojin กับได้เจอคนรักในชาติที่แล้วของ Woojin ด้วย ซึ่งตามเหตุการณ์เดิม เพราะ Jaechan ปฎิเสธไม่ออกมาเสี่ยงอันตรายภาคสนามก็ทำให้เจ้าตัวได้เจอกับคนรักที่เป็นไกด์ และกลายเป็นไกด์ประจำตัวแทนที่ Jaechan ในภายหลัง แต่เพราะย้อนกลับมา และ Jaechan ออกมาที่เกาะและไกด์ Woojin เลยตัดโอกาสเจอกันของทั้งสองคนไป
หากสุดท้ายแล้ว การสืบหาระเบิดก็ทำให้รู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นแผนการของ Woojin ที่จะพยายามลดอำนาจแม่เลี้ยงตัวเองที่ไม่อยากให้ตัว Woojin ขึ้นมาโดดเด่นเหนือลูกชายตัวเอง และพยายามสร้างสถานการณ์ลำบากให้ Woojin เสมอ
แต่เพราะการปกป้องคนสวนที่อยู่กับตัวเองตอนเกิดเรื่อง และการอาสาไปช่วยเหยื่อก่อนหน้า ก็ทำให้ Woojin ต้องมอง Jaechan ใหม่ .... ความแปลกประหลาดและการเปลี่ยนไปของ Jaechan ก็เริ่มทำให้ Woojin เริ่มจับตามองดูไกด์ตัวเองอย่างเงียบๆ และก็เหมือนว่าทำให้รู้จัก Jaechan ในมุมมองที่ต่างออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเห็นพี่ชายของ Jaechan ทำเหมือนตัว Jaechan เป็นธาตุอากาศ และ Jaechan มีท่าทีเกร็งระวังตัว แข็งค้างเป็นตุ๊กตาหน้านิ่งไร้ความรู้สึกก็ถึงขั้นคิดว่าเหมือนปูเสฉวนที่เอาเปลือกหอยมาปกป้องเนื้อเปราะบางตัวเอง
.
.
เอาล่ะ ด้วยความที่ Jaechan ตั้งเป้าหมายชีวิตนี้ว่าจะทำให้ Woojin มีความสุข และจะวางมือโดยอวยพรให้เพื่อนวัยเด็กตัวเอง และคนรักสมหวังกัน แต่ว่าตอนนี้ก็เปลี่ยนการเจอกันของทั้งคู่ไปแล้ว ถึงแม้ว่า Jaechan จะติดสินบนอีกคนไม่ให้เอาเรื่องที่ตัวเองเป็น multi-guide ที่มีพลังเอสเปอร์ไปบอกเบื้องบน ด้วยการรับปากจะหาไกด์ที่มีค่าความเข้ากันได้ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ซึ่งก็คือคนรักชาติก่อนมาให้ก็เถอะ คือ ตอนนี้อยากรู้ทิศทางเรื่องมาก เพราะแรงดึงดูดสองคนดูเยอะมาก (และก็คิดว่าถ้าในอดีต ตัว Jaechan ไม่ร้ายก็มีโอกาสครองใจเพื่อนวัยเด็กตัวเองสูงมาก) แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคนเขียนจะใส่บทบาทคนรักเก่ามาเยอะหรือเปล่า และก็อยากให้ค่าความเข้ากันได้ระหว่าง Woojin กับ Jaechan สูงเกิน 92 เหมือนกัน ในแง่ที่ยิ่งพอ Woojin เปิดใจ ค่าตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หรือว่าถึงตัวเลขเพิ่มไม่เท่า แต่ว่าให้การไกด์ของ Jaechan ดีกว่าได้ไหมม ไม่ ไม่ ไม่ เอาแบบแรกดีกว่า ตัวเลขมันจับต้องได้มากกว่าเชิงคุณภาพ อยากได้ทั้งปริมาณ ทั้งคุณภาพ สงสาร Jaechan อุตส่าห์กลับมาแบบนี้แล้ว (เพิ่ม 290821) ยิ่งถ้า engrave / imprint ที่ช่วยเพิ่มค่าความเข้ากันและประสิทธิภาพการไกด์จะดีมาก ชนิดที่ให้ไกด์กันไป แล้ว Woojin ติดผูกพันกับ Jaechan จนไปไหนไม่รอดเลย!!!
แต่คิดว่าจะต้องมีมหาสมุทร หุบเขา เหวลึก และอื่นๆ นับล้านกั้นความรู้สึกคู่นี้อีกเยอะแน่นอน เพราะว่า ตอนนี้ Jaechan ตั้งใจที่จะตัดใจ มีอะไรก็บอกตัวเองว่า “อย่าจับความหมาย” อย่าให้ค่าการกระทำใดๆ ของ Woojin เลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง และจะเป็นการคิดไปเองข้างเดียว แต่ตัดภาพมาก็คือ ตอนนี้ Woojin คอยจับตามองดู Jaechan ตลอดเหมือนกัน อย่างตอนที่ Jaechan ติดรถไปกับคนร้ายลักพาตัว ตัว Woojin ก็เอาวีดีโอไปเปิดดูวนเป็นหลายสิบรอบ (ถึงแม้ว่าจะเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนร้ายไม่เห็นตัว Jaechan ก็ตาม) และตอนที่พี่ชาย Jaechan มาคุย ก็คอยสังเกตอากัปกิริยา Jaechan หลังจากนั้น ที่สำคัญ ตอนล่าสุดที่พ่อของ Jaechan มา และลาก Jaechan ไปคุยในห้อง วิธีการลากข้อมือก็ทำให้พี่แกขมวดคิ้วเหมือนกันว่าลากไปรุนแรงแบบนั้น ไม่รู้หรือไงว่าตัว Jaechan ผิวบอบบางนะ
กับตอนไกด์บนเกาะ Jaechan ที่ถูกกอดจูบก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เอสเปอร์ที่สติหลุดจากการใช้พลังเกินตัวจะอยากได้สัมผัสจากไกด์ข้างตัว และก็คิดว่า Woojin คงทำแบบนี้กับไกด์คนอื่นเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อตัว Woojin ติดการถูกไกด์มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ตัว Woojin ก็คิดในใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สัมผัสคนอื่นระหว่างที่ไกด์ เพราะความรู้สึกที่ดีจาก Jaechan ยิ่งอยากให้สัมผัสเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เท่าไหร่ก็ไม่พอ ทั้งในเรื่องของการไกด์ และในเรื่องของการยอมรับตัวเอง
ก็คือความรู้สึกความเข้าใจช่างสวนทางทุกเรื่องจริงๆ
อีกเรื่องก็คือ เหตุที่ตัว Jaechan ดูร้ายมาตลอดก็เพราะในครอบครัวที่พ่อเป็นเอสเปอร์ระดับเอ ที่มีความสามารถป้องกันมากจนได้ฉายาว่าโล่ ให้ค่าความเป็นเอสเปอร์อย่างมาก จนดูถูกลูกชายคนเล็กที่เป็นไกด์ (ถึงขั้นที่ Jaechan มารู้ภายหลังด้วยว่าพ่อถึงขั้นทดสอบพิสูจน์ว่าตัว Jaechan เป็นลูกชายตัวเองแท้ๆ หรือเปล่า เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีลูกชายที่เป็นไกด์ออกมา) แม่ก็เอาตัวออกห่าง ไม่อยากเห็นหน้าลูกชาย และพี่ชายที่เป็นเอสเปอร์ระดับเอเหมือนพ่อก็เหยียดหยามน้องชาย จน Jaechan ไม่มีตัวตนในครอบครัว และตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอกตั้งแต่อายุ 14 ปี แล้วก็โหยหาและทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ เพราะคิดว่าพ่อจะได้ยอมรับตัวเองขึ้นมาสักวัน หรือเหตุที่ตัว Jaechan ปิดเรื่องที่เป็น multi-guide ไว้ก็เพราะตอนที่พลังเอสเปอร์ตื่นมาคิดว่าพ่อจะดีใจ แต่กลายเป็นว่าพ่อรังเกียจว่าระดับพลังน้อย ให้ไม่บอกใครเพราะเป็นความอับอายของครอบครัว ... ขณะที่ตัว Woojin เจอ Jaechan ตอนที่พ่อของทั้งคู่พาสองคนมาเจอกัน และให้ Jaechan ไกด์ให้ Woojin แต่ก็ทำให้ Woojin มองว่า Jaechan เป็นลูกชายที่โตมาด้วยความรักเอาใจใส่จากพ่อ เป็นไกด์ระดับเอที่คาบช้อนทองมาเกิด เพราะครอบครัวรักเอาใจใส่ ต่างกับตัวที่มาเจอพ่อกับแม่เลี้ยงได้เพราะแสดงความสามารถเอสคลาสออกมา และแม้จะอยู่ในครอบครัวก็ต้องเผชิญกับการใส่หน้ากากเอาใส่ใจเคลือบยาพิษของแม่เลี้ยงอยู่ตลอด หรือแม้แต่เหตุที่ตัว Woojin ต้องใช้พลังมากเกินไป ตอนอยู่ที่เกาะ ก็เพราะตั้งใจจะปราบโจรสลัดให้หมด แต่พอขอกำลังเสริมไป ตัวแม่เลี้ยงที่มีอำนาจจัดการก็แกล้งดึงเรื่อง ไม่ส่งคนมาเพิ่ม เพราะกะให้ Woojin ลำบาก
แต่ชอบเรื่องนี้อย่างนึง เพราะสภาพครอบครัวทำให้เห็นชัดเลยว่า สองคนเป็นอย่างไร และตั้งค่าเป้าหมายอะไรในชีวิต ตัว Jaechan ต้องการความสำเร็จ เพราะอยากให้พ่อยอมรับ และต้องการตัว Woojin เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนพี่ชายที่พึ่งพาได้ (จากที่ตัวเองไม่มีใครให้ยึดถือในชีวิตเลย) จนยอมทำทุกอย่างแม้ว่าจะวิธีการผิดก็ตาม ส่วนตัว Woojin ก็ไม่มีความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมีแม่เลี้ยงที่คอยบงการและกดตัวเองให้ด้อยกว่าลูกแท้ของตัว ก็อยากได้ความมั่นคง เรียบง่าย และสบายใจเหมือนกัน .... จนโกรธและเกลียดตัว Jaechan ที่ใช้การไกด์เป็นเงื่อนไขตามความพอใจของตัว
และพอกลับมาใหม่ ชอบที่เขียนให้เห็นชัดว่าวุฒิภาวะของ Jaechan โตขึ้นด้วย การแก้ปัญหา และรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้ามาจากวิจารณญาณของตัวเองในวัย 27 ปีจริงๆ ทั้งจากที่เรียบเรียงเหตุการณ์รายงานบอกหัวหน้าหน่วยตอนที่ถูกจับไปกับเหยื่อเรียกค่าไถ่ และแจ้งตำรวจไปด้วย และก็การมองคนรอบข้างใหม่ด้วยสายตาที่เป็นกลางขึ้น อย่างพอกลับมาเจอหน้าพ่อก็รู้ว่าความต้องการอย่างเด็กๆ ที่จะทำให้พ่อรักหรือพอใจตัวเองเป็นไปไม่ได้เลย และการคิดจะเอาใจพ่อก็มีแต่ทำให้ตัวเองเหนื่อยและผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อพ่อมาให้ช่วยพี่ชายที่ก่อเรื่อง (และวิธีการของ Jaechan ในตอน 27 ปีชาติที่แล้ว ก็เอามาใช้กับชาตินี้ด้วยการเลือกจะแยกตัวออกมา ไม่ยุ่งเกี่ยว) หรือในอดีตมองว่าตัว Woojin เป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้ แต่ตอนนี้เป็นคนที่เด็กกว่าตัวเอง
Jaechan คิดว่า Woojin ใจดีปกป้องคนอ่อนแอมาตลอด และก็คิดว่าต่างจากกับตัวเองที่ต้องทำตัวให้แกร่งอยู่เสมอ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ Woojin จะเห็นใจตัวเองแน่นอน .... ก็อยากรู้ว่าสถานะการเป็น “ปูเสฉวน” ของ Jaechan ในใจของ Woojin จะเพิ่มสูงขึ้นไหม โดยเฉพาะตอนที่ทะเลาะกับพ่อ ความสามารถในการได้ยินของ Woojin ที่อยู่นอกห้องน่าจะได้ยินเรื่องที่ครอบครัวไม่เคยดูแลตัว Jaechan และ Jaechan ออกมาอยู่นอกบ้านด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ปีแล้ว
เข้าใจไหม Woojin ไกด์คุณพี่มีภาพเป็นไกด์คลาสเอคาบช้อนทองมาเกิด แต่ก็แค่นั้นนะคะ ชีวิตยิ่งลำบากเพราะมีอคติและความกดดันจากคนรอบข้างด้วยซ้ำไป
คือว่า ... ฉันไม่ไหวแล้ววววว คือแล้วจะต้องรอยังไงให้อีพี่เอสเปอร์ฉันเข้าสู่โหมดคลั่งรักได้เสียทีคะ คือพี่แกเป็นแนวหน้านิ่งตลอดเสียด้วย อยากเห็นพี่แกเสียจริตออกอาการมาก เพราะถ้าหน้าเฉย แต่อารมณ์รุนแรง มันต้องอลังการแน่นอน แต่นะ ต้องหนทางอีกยาวไกลอ่านกันไปเป็นเดินข้ามทะเลทรายแน่ ฮืออ เรื่องนี้ดูท่า slow-build อยู่ด้วยยย ตั้งแต่เปิดเรื่องมา 40 ตอน อย่าคิดว่าเยอะ คือเหมือนเพิ่งปูเรื่องไป ยังไม่ดำเนินไปถึงไหนเลยนะคะ
ล่าสุด ตอนที่ 40 พ่อของ Jaechan เรียก Jaechan กลับไปที่ฐาน และก็กำลังมีปากเสียงกัน ถึงขึ้นจะลงมือทำร้าย Jaechan แต่เสียงเคาะประตูห้อง คือ Woojin จะมาช่วยกัน Jaechan จากสถานการณ์นี้ไหมคะ??
กรี๊ดด วันจันทร์ ฉันรอตอนใหม่อยู่!!!
แต่ว่า ปล. ดีใจมากที่เรื่องนี้เป็น 19+ เพราะหลังๆ นิยายมาใหม่ส่วนใหญ่พยายามจำกัดกลุ่มให้เป็น all-age แล้วน้ำหนักเรื่อง การให้เหตุผลก็อ่อนลงไปมาก เหมือนนักเขียนหลายคนที่เขียนเรื่อง 19+ พอมาเป็น all-age ความเข้มข้น ตรรกะ เนื้อหา หรือว่าการกระทำสุดโต่งตัวละครหายไปเลย เขียนระวังกันไปมาก โดยเฉพาะการเน้นอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร (ไม่กล้าลงชื่อ แต่พวกคุณพี่ทำกันผิดหวังมาก คุณภาพงานคนละเรื่องกันเลยนะคะ จากที่สนุกอยากก้มกราบก็กลายเป็นพออ่านฆ่าเวลาได้ไป ความเร้าใจที่ทำให้ต้องอ่านจริงจังว่าคิดมาได้ เขียนมาได้อยู่ตรงไหน?) เหมือนช่วงที่นักเขียนอเมริกันหันมาเขียนเรื่อง Young Adult เพื่อขยายฐานตลาดเลย ก็บ่นไปเรื่อยเนาะ
แต่ว่าก็ทำให้รู้ว่า ชาตินี้ตอนนี้เป็นสายไกด์จริงๆ นะ ไม่ไหวแล้ววว เปลี่ยนเป็นลงตอนอาทิตย์ละ 5 วันได้ไหมคะ
ส่วนอันนี้ ปล. จริงๆ
1. ขำที่ตอนไกด์ Woojin ที่เกาะ พอถูกจูบเสร็จแล้วเริ่มรู้สึกตัว สิ่งแรกที่ Jaechan ทำก็คือนั่งว่าตัวเองในใจ ว่าโง่ งี่เง่า ทำไมชาติที่แล้วไม่ออกไปไกด์ภาคสนามด้วย สิ่งที่ต้องการมาตลอด อยู่ตรงหน้านี้แล้ว เพราะว่าตอนไกด์ Woojin เข้าหาตัว Jaechan เองด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้นเกินกระตือรือร้น ทั้งกอด ทั้งจูบ ต้องพยายามข่มใจตัวเองไว้ว่าอย่าเห็นแก่ตัวอีก .... ส่วนเอสเปอร์ Woojin ก็คือมอง Jaechan แล้วอยากรู้สึกถึงความสงบความอ่อนโยนอีก อยากสัมผัส อยากจับ อยากกอด ไหนจะท่าทีที่อีกฝ่ายหอบหายใจไม่ทันหลังถูกจูบ ยิ่งเห็นก็ต้องพยายามข่มใจไม่เข้าไปกอดกับจูบต่อ อึดอัดทำตัวไม่ถูกทั้งคู่ สุดท้ายต่างฝ่ายต่างนั่งหันไปมองห้องคนละมุมรอให้คลื่นพลัง Woojin สงบกันไปเงียบๆ
2. น่ารักที่ตัวพ่ออับอายว่าพลังเอสเปอร์ของ Jaechan ต่ำ จนสั่งไม่ให้ลูกชายไปขึ้นทะเบียน หรือแม้กระทั่งบอกใคร แต่เพราะพลังทำให้ตัว Jaechan ช่วยทั้งญาติของ Woojin กับเพื่อนร่วมห้องตัวเองได้ และเจ้าตัวที่กลับมาและมีความคิดที่ไม่ถูกพ่อครอบไว้แล้วก็ภูมิใจที่พลังของตัวเองช่วยชีวิตคนไว้ได้ 2 คน
-------
เพิ่ม
300821
ตอน 41
กรี๊ด ว่าสรุปว่าพี่แกก็เข้ามาจริงด้วยค่าา ประโยคแรกที่พูดก็คือ "ต้องการไกด์ดิ้ง" แต่ก็คือว่าจะมาช่วย Jaechan ออกจากพ่อ แถมยังมีการย้ำอีกรอบด้วยนะ ว่านี่เป็นไกด์คู่หูตัวเองงง ฮืออ ตอนนี้ Woojin รู้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อเนี่ยยย แถมสายตาที่มองข้อมือที่ขึ้นรอยแดงก็คอไม่พอใจ อีกต่างหาก ขมวดคิ้วแล้ว แล้วก็ตัดจบสถานการณ์แบบนี้นะคะ???? อยากเห็นมุมมองของ Woojin มาก TT ฉันจะลงแดงตายก่อนเขารักกันไหมมมม??
แต่คือเพราะ Jaechan อับอายที่อีกฝ่ายรู้เรื่องในครอบครัวก็ยิ่งหลบหน้ากันไปอีก แล้วก็นะคะ คุณคนรักก็เหมือนกำลังจะมีบทบาท ... เปลี่ยนเป็นให้ Jaechan ตกทุกคนแทนได้ไหม? เพราะขนาดเพื่อนร่วมห้องก็ยังญาติดีกับ Jaechan แล้วเลยย TT
แต่ละตอนสั้นมาก 3,200 คำเนี่ยย ปกติเค้าเขียนกันควรจะ 3,600-3,800 ไม่ใช่เหรอ ถ้าดูส่วนต่างให้ตอนละ 500 คำ ถ้า อย่างนั้นได้เพิ่มมาอีก 20,000 คำ ก็คือได้เพิ่มมาอีก 6.25 ตอนเลยนะ
หรือไม่ก็ทำไมไม่ serialise ล็อตแรก 70 ตอนเลยคะ?
(ก็คือเป็นบ้า แต่ก็มีแต่คนบ่นนะว่าทำไมตอนน้อย+สั้น คนที่อ่านที่ Joara มาก่อนยังบ่นเลย)
310821
ตอน 42
แต่ละตอนมันสั้นไปแล้วว โอ๊ยย อยากได้ตอนละ 4,000+ คำ ตอนนี้เลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ไปเจอกันซึ่งหน้าเลยไหม แถมมีญาติผู้พี่เป็นคนกลางอีก ตลกที่สถานการณ์สลับกัน ตอนนั้น Jaechan นั่งอยู่ในผับกับญาติแล้วก็ไม่คิดว่า Woojin จะมา แต่ตอนนี้กลายเป็น Woojin นั่งดื่มอยู่กับญาติ แล้วก็ไม่คิดว่า แล้วก็ไม่คิดว่า Jaechan จะมาเหมือนกัน เพราะรู้ว่าตอนนี้อีกคนหลบหน้าตัวเองอยู่
.
.
แต่คือญาติคะ ช่วยชีวิตกันมาแล้วมีประโยชน์มาก ตอนนี้พยายามให้สองคนญาติดีกันอยู่ ขอให้สำเร็จสาธุ!!
กับคือตัดเป็นมุมมอง Woojin แล้ว แต่คือฉันต้องรอพี่ตัดเข้าประเด็นพรุ่งนี้ใช่ไหม
010921
ตอน 43
กลายเป็นกรีดมันรายตอน คุณพระะะ สรุปแล้วก็คือพอรู้แล้ว อ่ีพี่ก็เริ่มคิดทบทวนเอเวอรี่ติงเกี่ยวกับ Jaechan ตั้งแต่การเจอกันครั้งแรกแล้ว แต่คือนะ ผู้ชายปากหนัก คิดมาก แบบนี้ก็คงจะเก็บข้อมูลประมวลผลไปเรื่อยๆ แต่กระบวนการเก็บข้อมูลนี่ สังเกต รู้เห็นไปทุกอย่างทุกสิ่งเลยนะคะ คุณพี่ขา
.
.
ส่วน Jaechan ที่อ้างว่าตัวเองลึกซึ้งจริงจัง ไหนว่าจะระวังตัวตอนกินเหล้าต่อหน้า Woojin? ไหนว่าจะไม่สุงสิงกับญาติที่หมดประโยชน์แล้ว? ไหนจะเอาไอดีไกด์มาคาดหัวจนเป็นรอยแดงที่หน้าผาก? สรุปว่าก็คือเมาแล้วกอดคอโวยวายกับคุณญาติแล้วค่ะ ที่พีคกว่าคือนิสัยเมาแล้วตะโกนบอกรัก Woojin เนี่ยแหละ ตอนนี้คือเมาหลับไปแล้วด้วย Woojin เอสคลาสกำลังผยุงอยู่ .. ท่าทางจะต้องหิ้วกันกลับบ้านไป (:
แล้วคือตอนนี้มีคนสันนิษฐานว่าในกระเป๋าสตางค์พี่แกมีรูป Jaechan อยู่เยอะมาก ทำไมตอนจ่ายค่าเหล้าก่อน Jaechan ถึงหวงขนาดนั้น แบบเป็นที่กันว่าแตะไม่ได้เลย
ปล. อันนี้ไม่เกี่ยวกับนิยาย แต่ว่าได้ lucky draw จากรีวิว 성공지향적 가이드 มา 500 วอนเมื่อวาน คือว่าดีใจมากกก จำนวนเงินไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวว่ามาจากเรื่องนี้ จุดพลุฉลองกันเลยดีไหมมมมม .... คือว่าไม่ไหวแล้ว ชอบมากกก ฮืออ
It seems like when Jaechan changes, his sincerity is conveyed to Woojin honestly whenever they do guiding, and I think Woojin is falling for Jaechan bit by bit each time? But still, it's so significant that our esper suggests matching rate evaluation first! It simply hints he wants to be with Jaechan still, right (:? But aww, when Jaechan suggests anther guide like this, I feel Woojin may feel Jaechan wants to be with the team leader instead?
but noo, it's Wednesday again TT Can we have Woojin's viewpoint next week too? Miss seeing what Woojin thinks already! And I really want Jaechan and Woojin to have the highest matching rate possible too TT No one can take Jaechan out from guiding Woojin please TT
But oh, is Haesol falling for her caring but strict senior now (:??
Tuesday, 9 June 2020
아더사이드 아더월드
[Other Side Other World]
สปอยล์แน่นอน เพราะจะกรีดร้องงง กับอ่าน mtl เกาหลี ไม่รับประกันความถูกต้องง
ในโลก esper & guide ที่ esper จะมีพลังพิเศษ แต่พลังที่มีจะทำให้สภาพร่างกายไม่เป็นปกติ หากไม่มี guide คอยใช้พลังของตัวเองคอยสร้างสมดุลให้
เปิดมาที่ตัวเอก Eden Prescott มาจากสายตระกูล Han ที่ต้นเรื่องกำลังจะเข้าพิธีก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ แต่ก่อนที่จะเริ่มพิธี หมู่บ้านของตระกูลที่เป็นหมู่บ้านปิดก็ถูกโจมตี และแม่กับผู้อาวุโสในตระกูลก็สละตัวเองเพื่อช่วยให้ Eden หนีไป
Eden มาโผล่ที่ริมทะเลสาบในเมืองชนบท และก็โชคดีว่า Hans เจ้าของร้านขายของชำมาเจอและช่วยไว้ ก่อนที่จะรับ Eden ไปเลี้ยงดูในฐานะหลาน
เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ โดยที่ Eden อ้างว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องบอกที่มาที่ยากจะบอกได้ให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจ และระหว่างนี้เจ้าตัวก็พยายามเข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เพราะอยากตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่าคนในตระกูลส่งตัวเองมาในโลกอีกมิติ หรือว่าในโลกเดียวกันแต่ต่างเวลากันแน่ เพราะว่าเจ้าตัวไม่สามารถหาร่องรอยของเมืองที่ตัวเองเคยอยู่ได้เลย
เพราะพลังที่แตกต่างกับคนอื่น และที่มาที่บอกใครไม่ได้ ทำให้ Eden มักจะไปคลุกตัวอยู่คนเดียวที่คฤหาสน์ไร้เจ้าของเสมอ และวันหนึ่ง ระหว่างที่ Eden กำลังใช้พลังพูดคุยกับวิญญาณที่อยู่กับตัวเองในสวนของคฤหาสน์ ก็เจอกับ esper ที่พลังแปรปรวน และก็ได้ให้เครื่องรางของตัวเองไปให้ชายแปลกหน้าที่เจอก่อนที่ตัวเองจะหนีออกไป
ต่อมาเมื่อ Eden ไปที่ห้องสมุดของเมือง เพื่อจะยืมหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่าน ก็พบว่ามีคนมายืมหนังสือไปหมด และดังนั้น เมื่อเจ้าตัวไปทักท้วงอีกฝ่ายที่กวาดเอาหนังสือไป ก็เจอกับเลขาของ Bliss Moore ชนชั้นสูงและเจ้าของพลัง Esper ที่แกร่งกล้าที่สุดในจักรวรรดิ และก็ได้ปะทะคารมกับ Bliss ที่เดินตามหลังเลขามา
หลังจากนั้น เมื่อ Eden ไปทำงานพิเศษในร้านอาหาร ก็ได้เจอกับ Bliss กับเลขาที่มาเป็นแขกในร้าน และเมื่อ Eden เปลี่ยนงานไปส่งของให้กับคฤหาสน์ก็พบว่า Bliss เป็นเจ้าของใหม่ของคฤหาสน์นั่นเอง
.
.
.
เอาจริง คุณพระคุณเจ้า ย่อมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือรู้ว่ามัน cliché แต่มันมีความ cliché แบบที่ชอบบ ไม่ใช่ว่าชอบธรรมดา แต่ว่าชอบมาก ถูกตกอย่างงงๆ แบบอ่านตอนเปิดไป 3 ตอน อ่านตอน free tickets ได้อีก 3 และพอเจอ daily pass อีก 2 รวมเป็น 8 ตอน ดิฉันก็ตัดสินใจปาดซื้อที่เหลือเหมือนถูกผีสิงงง
คือพล็อตมันบ้านนนน esper กับ guide guide กับ esper หันไปทางไหนก็มีอยู่ทั่วไป แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องเนี่ยแหละที่ทำให้เรื่องนี้น่ารักและก็น่าสนใจ
พอเปิดมาที่ Eden กับพี่ Bliss ปะทะกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มันก็เหมือนเป็น enemies turn lovers ประมาณนึง แต่มันเป็นslow build ความสัมพันธ์ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจนไม่รู้สึกว่ารีบ หรือว่าไม่น่าเชื่อตาม เพราะว่าด้วยความที่คุณพี่ Bliss อยากหาคนมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และพอดูว่า Eden จะพอมีความรู้อยู่ ก็เลยดึงเอา Eden มาช่วยงาน ด้วยความที่แรงงานค่าจ้างดี คุณน้องปฎิเสธไม่ลงก็เลยรีบมาทำงานให้ เพราะต้องเอาเงินไปเลี้ยงวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ด้วย และพอมาทำงานด้วยกัน น้องก็ก่อเรื่องตั้งแต่วันแรก เนื่องจากพอรู้ว่างานเงินดี มันไม่มีอยู่จริง พอจะต้องออกแรงรากเลือกก็เลยเอาวิญญาณที่มีมาช่วย และเหล่าวิญญาณก็ก่อเรื่องทำแชนเดอร์เลียราคา 12 ล้านหล่นลงมา ดังนั้น จากการเป็นเด็กวิเคราะห์ข้อมูลไปกลับ ก็เลยต้องมาอยู่ที่คฤหาสน์ของ Bliss เป็นการถาวรในช่วงนี้ เพื่อทำงานทุกอย่างและช่วยงานทุกคนใช้หนี้
และก็เป็นการบังคับให้ Eden ต้องมีปฎิสัมพันธ์กับ Bliss กลายๆ ตั้งแต่การที่ต้องส่งข้อมูลรายงานให้ Bliss รับรู้ ตีความเอกสารร่วมกัน และด้วยความที่น้องหัวไว หาประเด็นที่ถูกซุกซ่อนไว้เจอ ก็ทำให้ Bliss ลดความระวังตัวและค่อยๆ เปิดใจกับ Eden โดยปริยาย — ชอบที่ Bliss ไม่รู้ตัวว่ากำลังหาข้ออ้างในการเข้าไปคุยกับ Eden ในห้องทำงานอยู่ และพอเดินเข้าไปทำท่าทวงข้อมูลก็เพิ่งนึกออกว่า Eden เพิ่งส่งรายงานมา ส่วนตัว Eden เองก็เริ่มจากลำบากใจที่ถูก Bliss จ้องหน้านิ่งๆ แล้วดุกลับเวลาพูดโต้ตอบกัน ไปเป็นสบายใจที่ได้นั่งอยู่ข้างๆ กัน โดยเฉพาะหลายครั้งที่ Bliss ช่วยตัวเองไว้จาก Enoch เพื่อนของBliss
เอาจริง พี่ Bliss มาพักผ่อนที่เมืองชายเขาก็เพราะว่าเจ้าตัวกำลังมีปัญหาควบคุมพลังอยู่ ด้วยความที่สถานะพลังพี่เขาเป็นขั้น S (อันที่จริง SS แบบไม่บอกใคร และมีพลังสองอย่างที่โลกรู้ว่าแค่อย่างเดียวเหมือนกัน) ก็ทำให้มีอาการเจ็บปวดทางร่างกาย ทั้งปวดหัว นอนไม่เต็มอิ่ม ไปจนถึงชักเป็นระยะๆ โดยที่มีแต่คนสนิท และหมอประจำตัวเท่านั้นที่รู้ แต่เพราะเครื่องรางประหลาดที่ได้มาตอนวันแรกที่มาถึงคฤหาสน์บรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เจ้าตัวก็ยึดติดกับเครื่องรางที่ได้มา ถึงขั้นที่ให้หมอตัวเองเอาไปวิเคราะห์เลยด้วยซ้ำว่าคืออะไร มีพลังอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งพอ Eden รู้ว่าเครื่องรางตัวเองช่วย Bliss ได้ก็แอบเอาเครื่องรางไปให้ Bliss เป็นระยะๆ และก็ต้องเรียกว่าแอบจริง เพราะใช้วิธีเอาไปซ่อนบ้าง ให้คนอื่นหาเจอบ้าง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับตัวเอง และไม่ให้คนรู้ว่าตัวเองมีพลัง
พอสิ้นสุดช่วงพักร้อน และ Bliss จะกลับไปที่เมืองหลวง เหมือนได้เวลาที่สองคนจะแยกจากกัน แต่เพราะ Eden ตัดสินใจไปเรียนต่อในเมือง ก็เหมือนว่าทั้งคู่จะได้เจอกันอีก
ในเมืองหลวง Eden เจอกับ Scott เพื่อนที่เพิ่งจับคู่เป็น guide กับ Enoch หลังจากที่พลังของ Enoch เสียสมดุลตอนที่ไปกับ Bliss ในชนบท และในงานเลี้ยงของตระกูล ถึงแม้ Enoch เปิดตัว Scott ในฐานะ guide ของตัวเองก็จริง แต่ก็พยายามลาก Eden เข้าไปด้วย เพราะ Enoch คิดว่ากรณีที่พลังปะทุขึ้นมา การที่จะให้พลังกลับมาสงบได้ในทันทีเกินความสามารถของ Scott และสงสัยว่า Eden ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยอาจเป็น guide ด้วยอีกคน และต้องมีพลังสูงอย่างแน่นอน
ซึ่ง Bliss ก็มาที่งานเลี้ยงด้วย และเหตุผลที่มาที่งานเลี้ยงก็เพราะจะมาเจอ Eden ซึ่งเมื่อเจอว่าน้องกำลังถูก Enoch ลากเข้าไปในเกมการเมืองของตระกูลด้วย พอสองคนมองหน้ากัน สิ่งแรกที่ Bliss พูดกับทุกคนก็คือมารับ guide ตัวเอง และ Eden ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับว่าตัวเองเป็น guide ของ Bliss กรี๊ดด คือว่าชอบมากที่ต่างคนมองตากันแล้วพูดขึ้นมาเวลาเดียวกันนนน
ซึ่งหลังจากนั้น Bliss พา Eden ออกจากงาน และพออยู่ในรถด้วยกัน คำแรกที่ Bliss พูดขึ้นมาก็คือ เครื่องรางของ Eden อยู่ไหน เอามาให้หมด เพราะว่ารู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือ Eden แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่า Eden ทำเครื่องรางเหล่านี้ได้อย่างไรก็ตาม ชอบบทสนทนาและการโต้ตอบกันช่วงนี้เพราะดูเป็นธรรมชาติและตรงไปตรงมา ดูเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
และด้วยที่ประกาศออกไปว่า Eden เป็น guide ของตัวเอง Bliss ก็ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนจริงขึ้นมา ตั้งแต่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ที่คนภายนอกเห็น รวมไปถึงการจัดหาคนมาคอยคุ้มครอง Eden ด้วย ซึ่งตั้งแต่ในงานเลี้ยง ชั้นก็กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก นึกว่าน้องจะบอกความจริงแล้ว แล้วก็เปล่า เมื่อไหร่จะมา คนภายนอกคิดว่า Eden เป็น guide ของ Bliss คนภายในรอบข้าง Bliss ช่วยกันปิดความจริง และ Eden ก็ปิดความจริงกับทุกคน กรี๊ดดดด ฉันอ่านไปก็โหยหวนไป
ระหว่างนี้ Eden ก็ถูกมือสังหารลอบฆ่า แต่ด้วยความที่มีคนจาก Bliss มาคอยคุ้มครอง ก็เลยไม่เป็นไร แต่ว่าทำให้ตัวบอดี้การ์ดและ Bliss สงสัยว่าทำไมตัว Eden ถึงดูคุ้นเคยกับการมีการ์ดรอบตัว ทั้งไม่รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องมีคนคอยดูแล และครั้งหลังที่พอเกิดเรื่องก็วิ่งไปหลบหลังการ์ดได้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนธรรมดาไม่ทำ
เอาล่ะ หลังจากนั้น Bliss จะต้องไปเข้าร่วมสงคราม และด้วยความที่พลังไม่เสถียร และไม่มี guide จริง สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือเครื่องรางของ Eden จริงจังไม่จริงจัง คือพี่เขาเอาถุง lucky bag ทั้งหมดที่ได้มาทำเป็นถุงมือเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ตัวเองตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์แล้ว เมื่อรู้ว่า Eden เป็นเจ้าของเครื่องราง คราวนี้ก็พยายามรีดถุงเครื่องรางทั้งหลายไปให้หมด น่ารักที่ Eden ก็พยายามช่วยด้วยการไปให้คนสนิทของ Bliss ไปแอบเอาเสื้อผ้าเก่าของ Bliss มาทำถุงเครื่องราง และที่ Eden ไม่รู้ก็คือว่า Bliss รู้เรื่อง แทบยังเป็นกึ่งๆ คนเลือกเสื้อผ้าโปรดตัวเองให้ด้วยซ้ำ
เอาจริง ฉันก็กรีดลุ้นมากว่า Eden จะบอกความจริงม้ายย จะบอกความจริงม้ายยย ไปด้วยกันในฐานะ guide พี่ Bliss จะได้ปลอดภัยไง จะได้ปลอดภัยไง ซึ่งก็รอแล้วรอเล่า ไม่มีเกิดจริง ยกเว้นแม้ Bliss จะทิ้งน้องไว้ที่เมืองหลวง แต่สุดท้าย Eden ก็หาวิธีตามไปได้
พอไปรบ การใช้พลัง และโอกาสที่ควบคุมพลังไม่ได้ก็เกิดขึ้นมา และในสถานการณ์ฉุกเฉินที่หมอประจำตัว และเหล่าการ์ดของ Bliss ถกเถียงกันเพื่อหาทางเอาเครื่องรางและอะไรก็ได้ที่มีไปให้ Bliss เพื่อลดความรุนแรงและชะลอการระเบิดของพลัง ก็ทำให้ Eden ตัดสินใจเปิดเผยความจริง ซึ่งกรี๊ดว่า Eden ซ่อนพลังตัวเองไว้ได้เพราะวิญญาณที่อยู่ด้วยคอยกั้นไว้ และเมื่อเปิด การ์ดรอบตัวที่เป็น esper ก็พากันช็อคไป เหลือหมอที่เป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่อง และระยะเทเลพอร์ตที่เป็นปัญหาก็หมดไป เพราะ Eden บอกการ์ดที่เป็นพอร์เตอร์ว่าเคยถูก guide เต็มที่เต็มเหี่ยวอย่างใจต้องการตอนใช้พลังไหม — ทั้งนี้ Eden เป็น multi guide จับคู่เข้ากับ esper คนไหนก็ได้ และพลังสูงมากอย่างที่แค่ใช้พลังไม่ต้องมีปฎิสัมพันธ์ทางร่างกายกันก็ทำให้ esper พลังเต็มเปี่ยมและสมดุลได้แล้ว (เทียบกับ Scott ที่มีพลังอยู่ที่ประมาณ 30% และการ guide ที่ได้ผลต้องทำผ่านการมี sex หนักหน่วง)
และเมื่อพอร์ตไปถึงแนวหน้าสนามรบ ขำที่ Eden เมาเทเลพอร์ตอย่างไรก็ยังเมาอยู่อย่างนั้น และเพราะเจ้าตัวเป็นคุณชายถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน และบังคับให้จดจำและท่องทฤษฎีทั้งหมด โดยที่ไม่เคยมีภาคปฎิบัติจริง เจ้าตัวก็รนหาวิธีช่วย และท่องท่อง และท่องออกเสียงเพื่อแก้การระเบิดพลังของ esper ว่าต้องเป็นการแลกเปลี่ยนของเหลวทางร่างกาย ได้ตั้งแต่จูบ oral sex .... วนท่องบอกตัวเองไปเรื่อยๆ จนการ์ดรอบตัวอายไปแทน
ขณะเดียวกัน Bliss กำลังจะระเบิดพลังและระเบิดตัวเอง โดยกำลังพยายามควบคุมพลังไว้สุดความสามารถเพื่อให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชา และชาวบ้านอพยพหนีไปก่อน และตอนที่สติลางเลือน ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงและเห็น Eden เป็นครั้งสุดท้าย ก็คือ Eden พอร์ตมาถึงพี่เขาพอดี และสิ่งที่เจ้าตัวทำก็คือพุ่งตัวไปจูบ Bliss ซึ่งปฎิกิริยาที่พี่ Bliss มีก็คือสลบไป
คือ anti-climax มากกก ลุ้นมากว่าปฎิกิริยาที่มีจะเป็นอย่างไร คิดไปร้อยแปดอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็น ส-ล-บ ฮืออ พี่ Bliss เป็นลมวูบไปแล้วววว ... ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเลย แต่ทั้งนี้เพราะว่าตัว Bliss เกิดปฎิกิริยา guide shock ด้วยความที่ร่างกายกำลังไม่เสถียรรุนแรง และค่าความเข้ากันได้ของทั้งคู่ก็สูงมากเสียด้วย ซึ่งพอลืมตาตื่น และสัมผัสพลังของ Eden พี่ก็เปลี่ยนจากหมาป่าเย็นชามาเป็นหมาบ้านขี้อ้อน คำแรกที่พูดตอนที่กอด Eden ไว้อยู่ก็คือ ขอจูบได้ไหมมม ... เอ่อ พี่คะ!
ซึ่งหลังจากนั้น อาการหมาบ้านชอบอ้อน ชอบนัวเนียก็ออกมา ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า ร่างกายของ Bliss จะมีปฎิกิริยากับพลังของ Eden ขนาดไหน ทีมก็เลยตัดสินใจล่าม Bliss ไว้ก่อน ซึ่งกุญแจมือแข็งแรงขนาดไหนก็ใช้ไม่ได้ ตอนที่ Bliss ทำลายหลุดมาในไม่กี่วินาทีเมื่อรู้ว่า Eden ก็ช่วย guide ลุง Hans ของตัวเองแล้วหึง หรือการสัมผัสร่างกายที่ต้องใช้หมอในทีมช่วยวัดค่าทั้งหลายเพื่อกันไม่ให้พี่ Bliss เกิดอาการ guide shock ไปอีก ขำที่พอล่าม Bliss ไว้อีกคราว แล้วให้ Eden กอด Bliss อีพี่เอามือมากอดตอบไม่ได้ ก็เลยก้มลงมาแทะหู Eden ฮือออ ....หรืออีกตอน พอปู่ตัวเองมา แล้วตัวเองต้องนั่งกับปู่ และ Eden นั่งฝั่งข้างลุง Hans พี่ Bliss ก็ใช้วิธีโน้มตัวมาข้างหน้าโต๊ะ แล้วขอให้ Eden จับมือตัวเองไว้ให้ได้สัมผัสกัน ติดตัวนัวเนียกันขนาดนี้
ชอบที่ Eden ขอโทษที่ปิดบังความจริงไว้ แต่ทุกคนเข้าใจ อย่างที่หมอพูดแทนขึ้นมาว่าถ้าไม่ซ่อนพลังไว้ ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร และถึงแม้ Eden จะเป็น multi guide แต่ก็ไม่ได้ใช้พลังตัวเองเพื่อสร้างอำนาจอย่างที่ guide ทรงพลังหลายๆ คนทำ ถึงขั้นที่คนในทีมแซว Bliss ว่าถ้าดูแล Eden ไม่ดี ต้องระวังถูกคนอื่นแย่งไปนะ เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ guide ที่ลุงตัวเองเคยเจอ ที่ลุงถูก guide ตัวเองสั่งว่า Suck, swallow. หรือว่า multi guide ในเรื่องอีกคนที่ใช้พลังตัวเองเป็นสะพานอำนาจ
กับชอบอารมณ์ที่ Bliss ฟื้นขึ้นมาแล้วคุยเงียบๆ กับ Eden ในตอนกลางคืน พอ Eden เล่าเรื่องวิญญาณทั้งหลายที่คอยคุ้มครองอยู่กับตัวเองให้ฟัง แล้ว Bliss พูดออกมาว่า ตอนนี้วิญญาณทั้งหลายอยู่ด้วยข้างๆ ตัวใช่ไหม แล้วขอบคุณที่คอยดูแลคุ้มครอง Eden มาตลอด ฟังดูน่ารักปนซึ้ง จนกระทั่งมีวิญญาณที่ตื่นเต้นแล้วพูดมาว่าให้ Eden รีบๆ นอนกับ Bliss เลย Bliss จะได้เห็นวิญญาณไปด้วยได้ ไม่ได้นะคะ ...
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก็คือเรียบง่ายไปตามธรรมชาติ จุดหนึ่งที่ชัดว่าความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไปก็คือ เหล่าวิญญาณถาม Eden เป็นระยะๆ ว่ารู้สึกอย่างไรกับ Bliss ตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์ ครั้งแรก Eden ปัดเรื่องไปว่าไม่สนใจ ก่อนจะเป็นบอกว่าไม่แน่ใจ และครั้งที่สามก็คือบอกว่าชอบอย่างมั่นใจ และการตัดสินใจเปิดเผยพลังของตัวเองก็เพราะไตร่ตรองมาแล้วว่าเพื่อเป็นการช่วย Bliss จริงๆ ส่วนสำหรับ Bliss เอง การมี Eden เข้ามาในชีวิตก็เปลี่ยนท่าทีไปเลย จากการที่รู้สึกว่าหงุดหงิดขี้โมโหก็ใจเย็นรับฟัง Eden มากขึ้น จากที่ดูถูกและไม่สนใจในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นคอยดูแลในแบบของตน โดยเฉพาะตอนหลังที่พอรับรู้พลังของ Eden แล้วบอกว่า Eden reset โลกรอบตัวเลย จากการที่ทุกอย่างหงุดหงิดน่ารำคาญทั้งแสงที่เข้าตา เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่รับรู้ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่รับได้ไป — ชอบที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ภาคบังคับที่ว่าต้องชอบเพราะอีกฝ่ายคือ guide อีกฝ่ายคือ esper เพราะกลับกัน สองคนเรียนรู้กันในฐานะคนธรรมดา และก็เปิดใจรับอีกฝ่ายเข้ามา ได้รู้จักและเข้าใจกัน ก่อนจะรับรู้สถานะว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร
ก็นั่นแหละ ตอนนี้อ่านตอนที่ 45+ อยู่ อ่านช้าเพราะว่างกอ่านเรื่องฟรีที่เปิดไปด้วย แถมยังเผลอไปติด Tropical Island อีกเรื่อง ณ ตอนนี้ให้ A+ เพราะชอบพล็อตเรียบง่าย แต่มีการลงรายละเอียดและการปูความสัมพันธ์เล่าเรื่องที่ปราณีต ก็จะพยายามไปอ่านให้ถึง 105+ ให้ได้ในเร็วไว แต่ปัญหาคือเรื่องไหนชอบ จะเขียนรีวิวเครียดจริงจังไม่บ้าบอทุกทีสิน่า!



