Showing posts with label huntress. Show all posts
Showing posts with label huntress. Show all posts

Tuesday, 20 July 2010

Darkness Calls by Marjorie M. Liu

ซื้อเล่มสองมาเพราะชอบเล่มหนึ่ง


ชนิด : Urban Fantasy/ Huntress/ Demon
ชุด : Hunter Kiss, Book /
สำนักพิมพ์ : Ace (Jun 30, 2009)
จำนวนหน้า : 320หน้า

จากความวุ่นวายเล่มที่แล้ว เล่มนี้เปิดฉากมาเหมือนจะปกติ ยกเว้นแต่ว่า มีคนจากโบสถ์มาตามหาตัว Grant คนรักของ Maxine และขอให้เขาเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเหลือคนที่เคยเป็นเพื่อนของ Grant ซึ่งแม้สถานการณ์จะอันตราย แต่ Grant ก็ไม่มีทางเลือก และตัว Maxine เองก็ต้องปล่อยให้ Grant ไป ในระหว่างนั้นเอง ปู่ของ Maxine ก็เตือนเธอถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ Grant และเปิดมิติให้เธอเดินทางไปหา Grant ในอีกทวีป

หากแต่ Mr. King ก็ยังตามล่าตัว Maxine อยู่ และอันตรายที่ตามมาก็มีมากกว่าที่ทั้งคู่คาดคิดไว้มากนัก ทั้งหมดจึงต้องหนีการไล่ล่าไปเรื่อย ๆ

ย่อเรื่องได้แค่นี้ เพราะจำไม่ได้ และเพราะไม่รู้เรื่อง ในบรรดาหนังสือแนวนี้ที่อ่าน เล่มนี้เป็นความผิดหวังที่สุดเล่มหนึ่ง จากเล่มที่แล้ว ปมปัญหาที่เปิดไว้มหาศาลในเล่มที่แล้ว ไม่ได้ถูกตอบแม้แต่ข้อเดียว และที่สำคัญ ยังเพิ่มความสับสนใหม่ในเล่มนี้เข้าไปเสียด้วย ทุกคนในเล่มมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีการพูดถึงว่าเป็นอะไร และเป็นมาอย่างไร ทำให้คนอ่านสงสัยและสับสนต่อไป ดังเช่น เราได้รู้อดีตเกี่ยวกับครอบครัวของ Maxine และความเกี่ยวข้องของเธอกับปู่แล้ว เล่มนี้ หนังสือยังพูดถึงต่อไปอีก ถึงความสำคัญของปู่ของเธอ ในฐานะที่ “เกือบจะ” เป็นเทพเจ้าในอดีต และเปิดประเด็นใหม่ ถึง Mary หญิงชราจรจัดที่ Grant ดูแลในเล่มที่แล้ว ว่าเป็นคนเลี้ยงดู Grant มาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนซ่อนเขาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อจะหลีกหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คนของ Grant เจอ ซึ่งทำให้ เขากลายเป็น คนสุดท้ายในตระกูล หรือ The last of his line อย่างที่หนังสือพูดถึงไปมา แต่ไม่บอกความสำคัญหรือนัยใด ๆ จากสิ่งนี้เลย นอกจากนี้ ยังพูดถึงเด็กจรจัดที่ Maxine และ Grant ดูแลว่าเป็นอะไรสักอย่างที่หลงลืมอดีตและที่มาของตัวเอง และต้องคอยหวาดกลัวอยู่เสมอ ฯลฯ

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้น่าผิดหวังยิ่งขึ้นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ เล่มนี้ไม่มีอะไรนอกจากการหลบหลีการไล่ล่า/ ไล่ฆ่าของ Maxine และพวก ซึ่งเป็นการหนีไปเรื่อย ๆ และหอบหิ้วคณะทั้งหลายที่ได้กล่าวมาด้วย กลายเป็น the endless tiring chase of the vague nothingness เพราะนอกจากจะวิ่งไป หนีไปโดยที่ไม่รู้อะไรแล้ว การที่ต้อง “หอบหิ้ว” คนทั้งหมดไปด้วยก็ทำให้วุ่นวายและน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อฉากวิ่งวุ่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านไปเมื่อปีที่แล้วพอดี และที่รีวิววันนี้ก็เพราะเห็นว่าเล่มใหม่ใกล้จะออกแล้ว แต่คิดว่าคงไม่อ่านต่อ เล่มนี้ให้คะแนนที่ D+ (คิดยากมาก เพราะไม่เคยให้คะแนนหนังสือต่ำขนาดนี้มาก่อน นอกจาก Night's Rose)

Monday, 4 May 2009

Night's Rose by Annaliese Evans

เจอเล่มนี้ครั้งแรกน่าจะจากทางเนท (คิดว่าเป็นลิสต์หนังสือของใครสักคนในอเมซอน) แล้วก็ชอบปกมาก รวมไปถึงพล็อต Fairytale retelling ที่กลายมาเป็นแนว Historical Urban Fantasyให้เจ้าหญิงนิทราสู้รบกับยักษ์ และดังนั้น ถึงแม้จะไม่รู้จักนักเขียนมาก่อน และไม่เคยอ่านงานของเธอ อีฉันก็บ้าสั่งล่วงหน้าไป (โดยที่ไม่ได้แม้กระทั่งอ่าน Excerpt ใด ๆ เสียด้วย) ...



ชนิด : Historical Paranormal Romance / Retelling/ Magic/ Orge/ Fey/ Vampire/ Dark elf
สำนักพิมพ์ : Tor Paranormal Romance (March 31, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า


ตามเรื่องเจ้าหญิงนิทรา คำสาปของนางฟ้าใจร้ายทำให้เจ้าหญิงนิทราต้องหลับใหลไปถึงหนึ่งร้อยปี จนกระทั่งเจ้าหญิงตื่นมาได้เพราะจุมพิตของเจ้าชาย เมืองทั้งเมืองตื่นขึ้นจากการหลับ และคนทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ... แต่ทว่าสำหรับ Rosemarie เจ้าหญิงนิทราในเรื่อง เธอไม่ได้ตื่นมาเพื่อที่จะเจอกับความสุขตลอดไป และกว่าจะรู้ตัว เธอก็กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักไล่ล่ายักษ์กินคนให้กับเหล่า Fey De La Nuit (Dark Fey) ไปเสียแล้ว

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Rose และ Ambrose ผู้ซึ่งเป็น Fey ที่ปรึกษาของเธอล่วงรู้ถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดหลายอย่างของบรรดายักษ์ ซึ่งทั้งคู่เชื่อว่า เป้าหมายที่แท้จริงของยักษ์กินคนก็คือ ร่ายคาถาเพื่อที่จะกำจัด Rose ผู้ซึ่งเป็นนักล่ายักษ์มือหนึ่งให้ได้

หากแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เพิ่มขึ้นเมื่อ Rose ได้เจอกับ Gareth ผีดูดเลือดชื่อฉาวที่แม้จะหว่านเสน่ห์ใส่เธอ แต่ก็ดูเหมือนจะจริงจัง และใส่ใจกับ Rose มาก จนถึงขั้นมากกว่าที่ Ambrose ดูแลเธอ และก็ทำให้เธอต้องชั่งใจและทบทวนความรู้สึกที่เธอมีกับคนทั้งคู่ไปด้วย

ระหว่างนั้นเอง ที่ Rose ถูกทำร้ายปางตายจากเหล่ายักษ์ และเมื่อเธอฟื้นขึ้นมา การได้ใกล้ชิดและสนทนากับ Gareth ทำให้เธอเริ่มเห็นถึงความลับที่ Ambrose ปิดบังเธออยู่ Rose จึงตัดสินใจกลับไปที่เมืองของเธอ และค้นหาความลับที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งความจริงที่ได้เจอทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อกลับมา เธอก็เจอว่า เหล่ายักษ์อาจจะมีแผนการร้ายมากกว่าที่เธอได้คาดคิดเอาไว้ และตัวคนร้ายก็อาจจะมีมากกว่าแค่เหล่ายักษ์กินคนเสียด้วย!

จริง ๆ แล้วข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือก็คือการที่คนเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็น Urban Fantasy แต่พอได้หนังสือมาจริงเป็น Historical Paranormal Romance ก็ได้ เพราะส่งผลให้การให้น้ำหนักเนื้อเรื่องในด้านแอ็คชั่นผาดโผนน้อยไปกว่าด้านความสัมพันธ์ของตัวละครและชายหนุ่มสองคนที่เจ้ามามีบทบาทในชีวิตของเธออย่างมหาศาล

แต่ทั้งนี้ ก็รู้สึกว่าการเป็น Romance ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าจะเขียนให้ดี แต่นี่กลายเป็นว่าไม่เห็น Rose ทำอะไรจริงจังมากไปกว่าการนั่งครุ่นคิดและเปรียบเทียบตัวละครสองตัว ก่อนที่เธอจะค้นพบความจริง Rose ตั้งคำถามว่าสัมพันธภาพของเธอกับ Ambrose ดูเหมือนจะมีมากกว่าเพื่อน มากกว่าที่ปรึกษากับคนในปกครอง แต่ทำไมถึงไม่เคยเกินเลยไปมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ว่าตัว Fey รู้สึกกับเธอมากกว่านั้น และเธอก็รักเขาตลอดมา และกับ Gareth เธอก็รู้สึกว่า เขาเป็นคนที่กระตุ้นความรู้สึกหลายอย่างของเธอให้กลับมา และที่สำคัญ ทำให้เธอรู้สึกว่าถูกใส่ใจ มีความสุข และเป็นที่รัก

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนผันในเรื่องเมื่อ Rose ค้นพบความจริง อย่างที่โปรยหัวไว้ว่า ‘Beauty was not awaken by a kiss’ (สปอยล์) [นั่นก็ระหว่างที่เธอหลับ เธอถูกข่มขืนจากยักษ์กินคนตัวหนึ่ง และการที่เธอตื่นมาก็เพราะความเจ็บปวดจากการที่คลอดลูกของยักษ์ และเพราะว่ายักษ์ใช้กำลังพาเธอออกจากเมืองก็ทำให้มนต์ที่มีอยู่ในเมืองหายไป และคนในเมืองก็ตายไปทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวของเธอด้วย] ที่ทำให้เธอเชื่อใจ Ambrose ไม่ได้อีกต่อไปเพราะ (สปอยล์) [คนที่เป็นคู่หมั้นของเธอก็คือ Ambrose ซึ่งแม่ของเขาเป็นคนที่สาป Rose เอง (เพราะอิจฉาแม่ของ Rose ซึ่งเป็นลูกครึ่ง Fey) และแม้ว่าเขาหลงรักเธอมาตลอด และก็เฝ้าดูเธอหลับผ่านกระจกทุกวัน แต่ที่ร้ายที่สุดสำหรับเธอก็คือหมายถึงว่าเขาปล่อยให้ยักษ์ทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ]

และดังนั้น เมื่อกลับมา เธอจึงตัดสินแต่งงานกับ Gareth ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไขปริศนาที่ว่า ทำไมเขาและ Ambrose ถึงไม่ถูกชะตากัน (สปอยล์) [ซึ่งก็เป็นเพราะเรื่องร้ายแรงที่แม่ของ Ambrose ทำ ทำให้เธอถูกไล่ออกมา และมาอยู่กับพ่อของ Gareth ซึ่งเป็นผีดูดเลือด และมี Gareth ออกมา ดังนั้น Gareth จึงมีฐานะเป็นน้องชายต่างพ่อของ Ambrose] ซึ่งก็หมายถึงการให้น้ำหนักกับ Gareth ที่มากกว่า Ambrose ในครึ่งหลัง (และก็เพราะหลังจากที่รู้ความจริง เธอก็ตัด Ambrose ออกไปจากชีวิตของเธอเลย) แต่ที่รู้สึกว่าไม่เข้าใจก็คือ ไม่เข้าใจความรักระหว่างคนทั้งคู่ จะว่าเกิดเร็วก็ไม่ใช่ แต่เพราะไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกัน และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรักเธอ ... และรักได้มากขนาดนั้น

หนังสือเล่มนี้เกือบเป็น DNF ถ้าไม่เกิดฮึดอ่านต่อ (ซึ่งการที่ฮึดก็ไม่ใช่เพราะอะไร นอกจากแค่อยากรู้ว่ามันจะห่วยไปมากกว่านี้ไหม) แต่พออ่านก็รู้สึกว่าช่วงที่อ่านช่วงสุดท้าย (หน้าที่ 285 จำได้เลย) ดีกว่าเดิม และอาจเป็นส่วนที่ดีที่สุดส่วนหนึ่งในเล่ม เป็นไปได้ว่าเริ่มเห็นฉากแอ็คชั่นที่อยากจะเห็นมานาน

นั่งวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงไม่ถูกใจ (พูดง่ายว่าผิดหวังน่าจะถูกกว่า) อาจจะเป็นเพราะเป็น PR มากกว่า UF? แต่ก็รู้สึกรับได้ถ้าเขียนให้ดี แต่นี่อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงใด ๆ เลย และรู้สึกว่าคนเขียนเขียนตื้นเกินไป (ไม่แน่ใจว่าอคติไปไหม แต่อย่างน้อยถ้าเทียบกับ Bitten หรือ Spiral Hunt เราเข้าใจพฤติกรรมตัวละคร เห็นการกระทำ แล้วเชื่อได้มากกว่านั้น เป็นแค่พูดผ่าน ๆ แตะ ๆ ไว้ แต่ไม่ลงลึก) และที่สำคัญอีกอย่าง รู้สึกภาษาไม่สวย ไม่สวยเลย ... อย่างน้อยก็ไม่เคยอ่านฉากรักแล้วรำคาญมาก่อน แต่เล่มนี้เป็น และแอบกรี๊ดคนเดียวว่าจบเสียที อยากจะสรุปให้ว่า Sickening Anne Rice-style Sleeping Beauty retelling twist and lousy romance มาก แต่พออ่านจบแล้วก็ทำไม่ลง แล้วก็ชักกลัวตัวเองว่าจะอยากรู้เล่มสอง (The Prince of Frogs – ออกเดือนกันยา!) ขึ้นมา เหมือนว่าไม่ชอบหนังสือขนาดนั้น แต่ก็อดสงสัยกับ Twist ทั้งหลายในเรื่องไม่ได้

และทั้งนี้ถ้าคิดว่า bizarre love triangle จะจบก็ไม่เลย เพราะ Ambrose ยังมีบทบาทอยู่ต่อไป (และถ้าคิดว่าความจริงที่ได้รู้จะทำให้ Rose ตัดเขาออกไปจากชีวิตอย่างสิ้นเชิงก็เป็นไปไม่ได้ เพราะแม้จะถูกทรยศ แต่ความสัมพันธ์ที่มีมากว่าร้อยปีก็มีมากกว่านั้น แต่ก็มากกว่าที่จะถูกตัดออกไปเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น (ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็อธิบายว่า ทำไม Ambrose ถึงไม่เคยก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น เพราะความรู้สึกผิด และเพราะรอให้ Rose รู้ความจริง เป็นทั้งความรู้สึกทั้งอยากและไม่อยากให้เธอรู้ความจริง)) และก็น่ากลัวมากว่าที่มีพูดถึง ménage a trios ไว้ด้วย .... ถ้ามีจริง ๆ ฉันจะกรี๊ดคนแรก! แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกว่า อย่างน้อยที่สุด เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับ Ambrose มากกว่า เธอกับ Gareth นะ – และถ้าใจร้ายพอ ก็อยากบอกว่าสิ่งเดียวที่เหมือน UF ก็คือมีผู้ชายมากว่าหนึ่งนี่แหละ!!

หนังสือจะดีได้กว่านี้ ถ้าเปลี่ยนวิธีเขียน และการให้น้ำหนัก เพราะส่วนตัวพล็อตหลายอย่างก็พลิกผันมหาศาล (แต่ก็ไม่ถึงกับคาดเดาไม่ได้ หรือบางอย่างก็กรี๊ดว่าเขียนมาได้!) ให้คะแนนที่ D ก็แล้วกัน

ปล. ปกหลังบอกว่า
Two magnetic men will unite to aid Rose--her mysterious fey advisor, Ambrose, and the vampire Lord Shenley, an earl of scandalous reputation and even more scandalous appetites. One will save her, one will betray her, ....... แหม โปรยหลังทั้งที twist กว่านี้หน่อยได้ไหมคะ อ่านอย่างนี้เดาได้เห็น ๆ !!!

Wednesday, 18 February 2009

The Iron Hunt by Marjorie M. Liu (n)

ไม่แน่ใจว่าแรกเห็นเล่มนี้ที่ไหน ที่ชั้นหรือในเวบ หรืออย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม โทรไปสั่งโดยที่ไม่ได้คิดมากความ และพอรู้ว่ามีหนังสือที่ร้านก็ให้เก็บไว้ให้ โดยที่ไม่ได้พิจารณาดูมาก เหมือนจะซื้อหวย แต่ก็คิดว่าถูกใจ และชอบพอดู ขอบคุณ ขอบคุณ!




ชนิด : Urban Fantasy/ Huntress/ Demon
ชุด : Hunter Kiss, Book 1
สำนักพิมพ์ : Ace (June 24, 2008)
จำนวนหน้า : 320หน้า


Maxine อาจดูไม่เหมือนผู้หญิงปกติที่เราพบทั่วไป รอยสักรอบตัวของเธอมาจากสัตว์ร้ายที่นอนนิ่งสงบที่ตัวเธอ หากจะแปรเปลี่ยนเป็นผู้ล่าในตอนกลางคืน และเธอก็เป็นผู้ล่าคนสุดท้ายในตระกูล Kiss ที่ไล่ล่าปีศาจจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นระยะเวลานาน

การออกล่าปีศาจเป็นเรื่องปกติ หากแต่เรื่องราวเริ่มพลิกพันเมื่อมีนักสืบเอกชนถูกฆาตกรรมโดยทิ้งชื่อของเธอไว้ในที่เกิดเหตุ และเมื่อเธอพยายามสืบหาสาเหตุ Maxine กลับพบว่าเรื่องราวนั้นซับซ้อนเกี่ยวพันกับเธอและคนในตระกูลมากกว่าที่เธอคาดคิด

ความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้นเมื่อสัญญาณบางอย่างเริ่มเตือนว่าที่คุมขังปีศาจไว้เริ่มอ่อนแรงลง และปีศาจที่ถูกขังไว้ภายในก็ทรงพลังกว่าทั้งหมดที่เธอเคยเผชิญหน้ามา

พล็อตย่อ ๆ เป็นแบบนี้ และถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คงได้แบบนี้ แต่ถ้าจะเจาะลึกลงไปจริง ๆ มีความซับซ้อนอยู่ในเรื่อง Iron Hunt มากกว่าที่คิดมาก เพราะเมื่อ Maxine เริ่มค้นพบความลับของตระกูล ผ่านตัวละครอื่น ทุกอย่างเป็นปริศนาหมด และก็ขอเน้นว่าทุกอย่างจริง ๆ รวมไปถึงความเป็นมาและสิ่งที่เป็นของตัวละครเหล่านี้ด้วย (ไม่ใช่แค่ว่าพวกนี้เป็น”ใคร” แต่รวมไปถึงพวกนี้เป็น”อะไร” ซึ่งแม้จะอ่านจบ คนอ่านก็ได้แต่แนวคิดหลวม ๆ ในหัว แต่ก็ยังไม่เข้าใจมากอยู่ดี ได้แต่หวังว่าเล่มหน้าจะรู้มากขึ้น - อ่านจบแล้วบอกตัวเองเลยว่ามีต่อเล่มหน้าแน่)

ตามปกติแล้วผู้หญิงในตระกูลนี้จะไม่รักใคร ไม่ผูกพันกับใคร นอกเหนือจากหาพ่อให้ลูกที่จะเกิดมาเพื่อเป็นผู้ล่าต่อไป แต่สำหรับเธอ เธอกลับผูกพันและอยู่ร่วมกับ Grant ผู้ชายที่ดูทั้งมีและไม่มีความลับในตัวเอง เขาเป็นชายหนุ่มขาพิการที่เคยเป็นบาทหลวงและเชื่อในความดีงามของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีพลังประหลาดที่กล่อมเกลาจิตใจของคนผ่านทางเสียงดนตรีได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกพูดถึงใน “Hunter Kiss“, Wild Thing: anthology ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง (ซึ่งก็ทำให้หงุดหงิดกว่า เริ่มแบบนี้อีกแล้ว เป็นคนผิดของคนอ่านไหมเนี่ย ที่ไม่รู้และไม่ได้เอาอ่านก่อน) ทำให้การมาอ่าน Iron Hunt ไม่รู้สึกร่วมถึงความผูกพันของคนทั้งคู่ แต่กลับรู้สึกชอบและผูกพันกับตัวละครรองบางตัวมากกว่า

การใช้ภาษาช่วงแรกค่อนข้างวิบัติ เจอประโยคสั้น ๆ อย่าง Bitterness filed me. I hated this. I hated this all. Monster, me. Scaring little girls, little broken girls. All of us, lost little girls. (หน้า 34 – เปิดสุ่ม ๆ แต่ก็ตรงกับใจ Bitterness filed me. I hated this. I hated this all. จริงๆ ) เยอะมาก ซึ่งถือเป็นจุดด้อยของหนังสือที่เห็นได้ชัดมาก อ่านแล้วรู้สึกสะดุดแกมขัดใจอยู่เกือบครึ่งเล่ม อย่างไรก็ตาม พัฒนาการตรงนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงหลัง ๆ โดยเฉพาะช่วง abyss ประโยคเริ่มลึกขึ้น และอธิบายความได้สละสลวยมากกว่าเดิมเป็นอันมาก

จุดด้อยอีกอย่างอย่างที่ได้บอกไปแล้วก็คือ ความซับซ้อนของเรื่อง คิดว่าตัวคนเขียนวางประเด็นไว้มากจนเกินไป และเมื่อเขียนจริงก็ดึงประเด็นทั้งหมดมาใส่ไว้ด้วย ทำให้พัฒนาแนวคิดในแต่ละเรื่องไม่ได้หมด เกิดความสับสนซับซ้อนสำหรับผู้อ่านในการตีความให้กระจ่างและทำความเข้าใจมาก แต่ถ้าคิดว่าอ่านไปไม่ต้องรู้ทั้งหมดก็ได้ ก็จะไม่รำคาญใจมานัก (ตอนอ่านบอกตัวเองไว้ว่าอ่านไปก็คงเข้าใจไปเองในที่สุด) เพราะขณะเดียวกัน ในส่วนตัวแล้วคิดว่า ในบางครั้ง ความซับซ้อนของเรื่องก็ทำให้เกิดความลุ่มลึกด้วย ความรู้สึกลึกลับ คลุมเครือ ทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ความเป็นไปได้ และสิ่งที่จะตามมา ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจริงในกรณีของ Iron Hunt - ความเป็นจุดด้อย หรือจุดเด่นอยู่ที่คนที่อ่านจะมามอง

ทั้งนี้ จุดที่ชอบที่สุดเป็นความรู้สึกโหยหาอดีต ตัวละครในเรื่องบอกว่า Maxine เป็นคนที่เหมือนกับผู้ล่าคนแรกที่สุด และรู้สึกได้ถึงตัวตนของผู้ล่าคนแรกที่แฝงอยู่ในตัวเธอ โดยเฉพาะเมื่อตัวเธอเองเริ่มค้นพบความลับในตระกูลก็ทำให้เธอรู้สึกถึงสิ่งที่เคยเป็นของผู้ล่าคนเก่าในครั้งก่อน ทั้งความรู้สึก déjà ju และ nostalgia เหมือนจะรู้แต่ยังไม่รู้ เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ ทั้งกับเหตุการณ์และตัวละคร เป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ที่แตกต่างจากเรื่อง Urban Fantasy อื่น ๆ

ให้คะแนนที่ B+

ปล. ติดใจกับตัวละครปีศาจสองตัว Blader กับ Tracker โดยเฉพาะตัวหลังที่อารมณ์ขัดแย้งต่อสู้กับอยู่ตลอดเวลา ทั้งรักและชิงชังที่มาจาการถูกทรยศ หวังว่าเล่มหน้าจะกลับมามีบทบาทเพิ่มกว่าเดิม รอ Darkness Calls อีกครึ่งปีพี่น้อง!

นอกเรื่อง
Marjorie M. Liu เป็นคนที่ให้ excerpt ได้แย่มาก ๆ คือ 2 ย่อหน้า จริง ๆ ภาษิตจีนที่ว่าเสียข้าวสารไปกำมือ แล้วได้ไก่มาเนี่ยสำคัญนะคะ ให้ลองอ่านบทสองบทไปเลย ไม่เป็นไรหรอก นอกจากคนอ่านจะได้ลองอ่านแล้ว โอกาสติดแล้วไปหามาอ่านมันจะสูงกว่ามากนะคะ