Showing posts with label romantic. Show all posts
Showing posts with label romantic. Show all posts

Sunday, 20 January 2019

Uprooted by Naomi Novik

เอาจริง รู้จัก Naomi Novik มานานมาก แต่ก็แค่จับๆ วางๆ ที่คิโนะทุกที จนกระทั่งคุณ Montag71 แนะนำมานั่นแหละ เลยได้เวลาอ่านอย่างจริงจัง

ตอนแรกคิดว่าจะอ่านรวดเดียวจบเลย แต่พอเริ่มอ่านจริงๆ ด้วยความที่ห่าง high fantasy ภาษาอังกฤษไปนานมาก ช่วงแรกที่ช้าก็เพราะมัวดำดิ่งซาบซึ้งกับความรู้สึกคุ้นเคยที่หายไปนาน ช่วงสองบทแรกนี่ดึงความรู้สึกกลับมา แล้วหลังจากนั้น อืมม ช้าไปมากเพราะมัวแต่ละเลียดอินภาษาอังกฤษที่การบรรยายพรรณาละเมียดผสานกับจินตนาการบรรเจิดแบบที่เจอได้ใน high fantasy เท่านั้นอยู่

เนื้อเรื่องก็เป็น retelling Beauty and the Beast แต่เกิดเพราะหน้าที่และความจำเป็นมากกว่าจะเป็นเพราะความเหงา เพราะ the Dragon พ่อมดที่คอยดูแลหมู่บ้านจากทั้งภัยธรรมชาติ และสิ่งชั่วร้ายเหนือธรรมชาติจาก Woods ต้องการเด็กผู้หญิงจากหมู่บ้านไปอยู่ด้วยที่ Tower ทุกๆ 10 ปี และแม้ Agnieszka ตัวเอกในเรื่องคิดเหมือนคนอื่นในหมู่บ้านว่าเพื่อนรักของตัวเองจะไปทำหน้าที่นี้ แต่สุดท้าย คนที่ถูกเลือกไปอยู่กับพ่อมดจริงๆ ก็คือ Agnieszka เอง

ช่วงแรกความสัมพันธ์ของสองคนเป็นไปอย่างลุ่มๆ ลอนๆ เด็กสาวมีหน้าที่หลักในการทำอาหารให้พ่อมด ขณะที่พ่อมดเองก็พยายามอดทนกับการปล่อยตัวตามสบายของเจ้าตัว จนกระทั่ง the Dragon เริ่มรู้ว่า Agnieszka มีเวทย์มนต์ในตัวนั่นแหละ ที่เจ้าตัวมีหน้าที่เรียนเวทย์มนต์เพิ่มขึ้นมาด้วย

หลักๆ ช่วงแรกที่อ่านค่อนข้างขัดใจกับ Agnieszka อยู่พอสมควร เพราะนิสัยเรียบง่ายปล่อยวางเหมือนจะทำให้เจ้าตัวไม่คิดขวนขวายหรือพยายามมาก เป็นการทำหน้าที่อย่างที่เกือบจะเรียกได้ว่าขอไปที แต่เพราะเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านของตัวเองระหว่างที่พ่อมดไม่อยู่ก็เร่งให้เด็กสาวต้องรับรู้กับเหตุการณ์ตรงหน้า และก็เป็นจุดเปลี่ยนของการเริ่มรู้จักโต ตามแนว “A fool wisened by experiences/ hardship” เป็นภาพที่เห็นบ่อยๆ ในหนังสือ พร้อมกับการโตขึ้น และเข้าใจโลกมากขึ้นของ Agnieszka เองในทีละก้าว

ซึ่งเพราะพอหลังจากพ่อมดถูกหมาป่ากัด ก็มีโอกาสที่จะ corrupted กลายเป็นถูก Woods บงการขึ้นมา และเมื่อกลับไปที่ Tower จริงๆ Agnieszka เองก็ต้องรับมือกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นของพ่อมด และก็กลายเป็นว่า จากการสุ่มหาหนังสือและคู่มือทั้งหลายที่ช่วยให้พ่อมดหาย ก็ทำให้ทั้งสองคนรู้ว่าตัว Agnieszka เองมีเวทย์มนต์ที่แข็งแกร่ง แต่เป็นแบบ rustic คือเกิดโดยธรรมชาติและใช้ด้วยสัญชาตญาณและความรู้สึกส่วนตัว แทนที่จะเป็นหลักการหรือการใช้ทฤษฏีพิสูจน์อย่างที่พ่อมดทำ และดังนั้นการเรียนเวทย์มนต์ของ Agnieszka ผสานกับการทดลองของ Dragon ก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของทั้งคู่ — ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการให้ทั้งสองคนที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกันและเริ่มทำความคุ้นเคยไปจนถึงรู้จักอีกฝ่ายขึ้นมาด้วย อย่างที่ Agnieszka ประทับใจกับความชาญฉลาด รู้จักคิด และตามหาความรู้ของพ่อมด ขณะที่ตัวพ่อมดเองก็ประหลาดใจปนหงุดหงิดกับขอบเขตศักยภาพที่ดูจะไม่สิ้นสุดของเจ้าตัว

และสิ่งที่ตามมาก็คือ การ de-myth/ humanise ความเป็นพ่อมดอันดับหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร เพราะแม้พ่อมดจะเลือกให้เด็กสาวจากหมู่บ้านมาอยู่ด้วย แต่ก็ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอะไร นอกจากการทำอาหารและทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งในแง่หนึ่ง การที่ตัวเอกมาอยู่กับพ่อมด และถูกพ่อมดเห็นความเป็นไปได้ในการใช้เวทต์มนต์ก็ทำให้สองคนนี้ได้ใช้เวลาด้วยกัน ทำให้ภาพการเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ larger than life ค่อยๆ ลดลง และมีความเป็นมนุษย์ที่เริ่มจับต้องได้มากขึ้น ภายใต้หน้ากากเย็นชา ขี้โมโห พ่อมดหรือ Sarken ตามชื่อเจ้าตัว ก็มีมิติด้านอื่นๆ เสียใจ ดีใจ ประหลาดใจ มีความชอบ ไม่ชอบ ที่เริ่มค้นพบได้มากขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่หนึ่ง การโดดเดี่ยวตัวเองของพ่อมดก็เกิดขึ้นเพราะประสบการณ์ในอดีตที่ผิดพลาด และการไม่ไว้วางใจสังคมมนุษย์เหมือนกัน อาจจะมองอย่าง romanticise แต่ในแง่หนึ่งก็เหมือนว่า การลอยตัวไม่ยุ่งกับใครทำให้พ่อมดไม่ต้องมาวุ่นวายกับความรู้สึกและความสัมพันธ์ของคนที่รับมือยากเกินกว่าการออกไปทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะพ่อมด (พูดง่ายๆ ว่า Sarken ไอคิวดี อีคิวล้มเหลวเป็นเด็กเนิร์ดสินะ ฮือฮือ)

จุดพลิกผันในเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดเมื่อทั้งคู่ทดลอง illusion spell ร่วมกัน เวทย์มนต์ที่ซับซ้อนเป็นพิธีการบอกลักษณะนิสัยบุคลิกของพ่อมด ขณะที่การใช้จินตนาการและ make-belief ก็ตรงกับบุคลิกของ Agnieszka เช่นกัน และพอสร้างมนต์ด้วยกัน กลายเป็นความแตกต่างของทั้งคู่มาเสริมอีกฝ่ายได้พอดี ได้ illusion spell ที่เหมือนจริง และเกือบจะกลายเป็นจริง และขณะเดียวกันก็ทำให้ความรู้สึก ตัวคน และเวทย์มนต์ของอีกคนที่ประสานและทับซ้อนกับตัวเองได้พอเหมาะจนสร้างความเชื่อมโยงและความรู้สึกระหว่างกันขึ้นมา

ตามสูตรสำเร็จ ที่ magical bonds จะทำให้เกิด personal bonds และที่สำคัญก็กลายเป็นตัวกระตุ้นเร่ง romance ในเรื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลุ้นมาก เห็นการ share magic ก็รู้และลุ้นแล้ววว แต่ส่วนตัวชอบเวลาเกิด awareness  กับ nearness ระหว่างกันมากกว่าจะก้าวไปถึงการเกิดความสัมพันธ์ทางกาย — ซึ่งความยับยั้งชั่งใจที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา ก็จะไปเป็นตัว burn ให้เกิด slow romance หลังจากที่ถูก build ด้วยความเชื่อมโยงทางเวทย์มนต์ของทั้งคู่

ซึ่งส่วนตัวหลงรัก magical bonds เช่นนี้มาก และในเล่ม Uprooted magical bonds นี้ทำให้การเชื่อมกันช่วยให้เวทย์ที่ร่ายออกมาแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมทุกครั้ง และที่สำคัญก็เชื่อมโยงทั้งคู่ได้แม้ในเวลาที่ห่างไกลกันได้ อย่างที่เวลา Agnieszka คิดถึง Sarken ขึ้นมาก็ติดต่อเจ้าตัวได้อยู่หลายครั้ง แม้ว่าเหล่าพ่อมดแม่มดทั้งหลายจะเคยบอกว่าการสื่อสารระยะไกลเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ไม่ได้เห็นความรู้สึกของตัว Sarken เท่าไหร่ (สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบ fantasy บางครั้งก็คือการเล่าผ่านมุมมองของตัวเอกเท่านั้น เพราะความรู้สึกของอีกฝ่ายก็ต้องทำผ่านการตีความและจินตนาการต่อได้เท่านั้น เป็นความละเมียดที่ต้องตีความผ่านตัวอักษร และผ่านมิติคลุมเครือ แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ไม่ชัดเจน เวลาอยากได้ความแน่ชัดเหมือนกัน) แต่สำหรับตัวเอก magical bonds ช่วยให้ Agnieszka รับรู้ถึงความเข้าคู่และประสานลงตัวกันได้ อย่างเช่นที่แม้จะไปร่ายเวทย์กับคนอื่นก็ไม่เกิดความเชื่อมโยงหรือการลงตัวอย่างที่เป็นกับ Sarken ได้ — สูตรนี้ก็ชอบเช่นเดียวกัน มองว่า เพราะเป็นการคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมและเริ่มต้นเวทย์กับใครคนหนึ่งก็ได้ แต่เรารู้กันว่าการสลับคู่เปลี่ยนคนทำให้เห็นความลงตัวที่มีได้แค่กับใครคนเดียวเท่านั้น

มีความรู้สึกว่านิสัยยอมเสี่ยงและกล้าเชื่อของ Agnieszka ปรับสมดุลกับนิสัยชอบความแน่นอน และความแน่ชัดของ Sarken ในแง่ที่ตัวตนและนิสัยของทั้งคู่มาช่วยเสริมกันและกันได้ดี เพราะ Sarken ทำให้ตัว Agnieszka แน่นขึ้น และ Agnieszka ก็ทำให้ Sarken คลายขึ้นเหมือนกัน โดยเฉพาะที่ทำให้เกิดการยอมอะลุ้มอล่วยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าดูว่าเจ้าตัวเข้มงวดจริงจังกับวิธีการและหลักการส่วนตัวมากขนาดไหน ก็ถือได้ว่าเป็นการตามใจและยอมให้   Agnieszka ในรูปแบบของ Sarken แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการช่วย Kasia ทั้งที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ การให้ยืมพลังหลายๆ ครั้ง หรือแม้แต่การยอมเข้าไปในป่าครั้งสุดท้ายด้วยกัน

อย่างที่บอกว่า Sarken โดดเดี่ยวเย็นชา และดูขี้หงุดหงิดขี้โมโห จนดูไม่น่ารัก แต่พอมองข้ามเปลือกนอกไป แอบหลงรักความมีเกียรติและเชื่อในศักดิ์ศรีตัวเองของพ่อมดมาก เพราะในฐานะพ่อมดอันดับหนึ่ง เจ้าตัวเลือกที่จะอยู่ในเมืองหลวง มีชีวิตหรูหราอยู่ข้างพระราชาก็ได้ แต่กลับเลือกที่จะปลีกวิเวกคอยจับตามอง evil Woods อยู่ในชนบทห่างไกล แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นจากการพ่ายแพ้อย่างที่เจ้าตัวไม่เคยมีก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นความไม่ยึดติดกับภายนอกและการเคารพตัวเองของพ่อมด (แต่ในแง่หนึ่ง ก็เพราะสิ่งที่พ่อมดวางไว้เหนือที่สุด คือความสามารถของตัวเอง มากกว่าการชื่นชมและสายตายอมรับจากคนอื่นก็ได้)

เพราะการแสวงหาของ Sarken ก็คือความรู้และความเข้าใจเวทย์มนต์ และดังนั้น เจ้าตัวก็ยอมที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อ personal quest ตัวนี้ อย่างที่บอกว่า ละทิ้งการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น อย่างเช่นการสู้กับ Woods ในเรื่องก็ทำทางอ้อมผ่าน bond ที่เหล่าเด็กสาวจากหมู่บ้านมีกับป่ามากกว่าจะผูกมัดผูกพันกับหมู่บ้านเสียเอง เก็บตัว ไม่สนใจ ไม่เป็นส่วนตัวของอะไร อย่างที่ Agnieszka เคยสังเกตว่าพ่อมดคอยดูแลหมู่บ้าน คนในหมู่บ้าน แต่ไม่เคยแม้แต่จะมาร่วมงานฉลอง

ในแง่หนึ่งก็ชอบและไม่ชอบตอนจบที่ Sarken มาที่งานฉลองเพื่อที่จะกลับมาหา Agnieszka เพราะว่าหลังจากที่โค่นราชินีตัวร้ายแห่งป่าได้ ตัวพ่อมดหนีกลับไปที่เมืองหลวง โดยที่บอกว่าจะไปแก้ปัญหาและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหลาย แต่ในแง่หนึ่งก็เป็นการวิ่งหนีความสัมพันธ์ตัวเองกับ Agnieszka ด้วย และเมื่อปรากฎตัวที่งานเลี้ยง ถึงแม้เจ้าตัวจะออกปากว่า มาเก็บภาษี แต่ก็รู้กันว่าจริงๆ แล้ว Sarken กลับมาหา Agnieszka เอง น่ารักในแง่ที่ต้องดูเป็นนัยผ่านการตีความที่ตัว Sarken ทำสิ่งที่ตัวเองพยายามเลี่ยงมาตลอดอย่างการมาที่งาน ปากแข็ง และพยายามหาเหตุผลมาบอกตัวเอง ชอบที่การมาปรากฏตัวในชุดเต็มยศ ทำให้เห็นภาพ suitor มากกว่า master อย่างที่เคยเป็น แต่พอกำลังดื่มด่ำ หนังสือตัดจบที่ Agnieszka คว้ามือ Sarken แล้วบอกว่าจะหาไปหาแม่

อืม เป็นการจบแบบไม่จบให้คนอ่านต่อยอดเอง เพราะว่าในที่สุดก็เป็นการเชื่อมโยงถึงกันแล้ว // แบบนี้ก็ดีอยู่ แต่อยากให้เห็นภาพ epilogue ว่าสุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจอย่างไร เพราะถ้าคิดตามต่อ จะเป็นว่า กลับไปอยู่ที่ tower ด้วยกัน แต่ในฐานะเสมอกัน และก็คงมีสภาพที่เจ้าตัวเข้าไปฟื้นฟูป่าในแต่ละวัน และกลับมาหา Sarken ที่ทดลองเวทย์ง่วนอยู่คนเดียวในตอนเย็น หรืออาจเป็นว่าบางวัน Sarken ก็ตามเข้าไปดูสภาพป่าด้วย เป็นความสัมพันธ์เรียบเงียบอาจจะเป็นกึ่ง companion ที่รู้ใจ เข้าใจกัน และในขนาดเดียวกันก็มีความสามารถและศักยภาพเสมอตัวกันด้วย — แต่ก็รู้ว่า ถ้าเกิดมี epilogue หรือมีต่อ มันก็เป็นการปิดตายความคิดของคนอ่าน เปิดเป็นกึ่งจบกึ่งไม่จบจะงดงาม และทิ้งท้ายลงตัวในใจคนอ่านมากกว่า

ทั้งนี้ ตอนแรกไม่ชอบที่ Sarken หนีไป แล้ว Agnieszka เข้าไปจัดการกับป่าเลย แต่พอเวลาผ่านไป ในแง่หนึ่งก็มองว่าการห่างกัน เป็นการให้แต่ละคนได้ใช้เวลาคิด ให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้มีระยะเวลาตกผลึก โดยเฉพาะไม่ใช่การที่ Sarken ต้องมารับผิดชอบ Agnieszka หลังความสัมพันธ์ชั่วคืนกัน การออกห่างและกลับมายิ่งเป็นการย้ำว่าอีกฝ่ายมีความสำคัญในชีวิตของตัวเองเพียงไร และสำหรับฝ่ายหญิง การที่ได้ทำตามใจและสัญชาตญาณตัวเองในการเร่ร่อนแก้ปัญหาในป่าก็เหมือนกับการให้เวลาเจ้าตัวได้เติบโต และรู้จักพลังและจิตใจตัวเอง มีโอกาสได้เลือกตัดสินใจมากกว่าจะเป็นเพราะมีคนมาบอกหรือสั่ง หริอแม้แต่ถูกสถานการณ์พาไปอย่างที่เป็นมาตลอด ก็นับว่าการเลือกเช่นนี้ของทั้งคู่เป็นนัยยะ feminism แบบอ่อนๆ ที่สัมผัสได้

แม้ว่าใจหนึ่งก็มองว่า การเลือกและตัวเลือกของ Agnieszka เป็นเหมือนเพราะผิดหวังลึกๆ จากการตัดสินใจของ Sarken สงสัยว่าเจ้าตัวมีโอกาสจะกลับไปอยู่กับครอบครัวเหมือนเดิมได้ไหม ในฐนะแม่มด หรือว่าในแง่หนึ่งการออกมาแล้วก็คือออกมาเลย เปลี่ยนแปลงกว่าที่จะกลับไปอยู่ที่เดิมได้? แต่ส่วนตัว แม่และครอบครัวก็คงยอมรับ Agnieszka เหมือนเดิม แต่ก็ในมีแง่การเติบโตที่เด็กที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน และเริ่มรู้จักตัวเอง ไม่สามารถย้อนกลับไปอยู่กับที่บ้านเหมือนเดิมได้

ในหนังสือสิ่งที่ชอบมากที่สุดอีกอย่าง ก็คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Kasia เพื่อนรักของ Agnieszka ที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นอยู่กับ Sarken ซึ่งในแง่หนึ่ง ความคาดหวังและความพลิกผันที่เกิดขึ้นก็ทำให้เจ้าตัวต้องเผชิญหน้ากับความลำบากในรูปแบบของตัวเองเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนที่ถูกทิ้งเอาไว้ การถูกจับไปและทำให้เปลี่ยนแปลงเหมือนเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดช่วยให้เพิ่มความสามารถได้มากขึ้น และสุดท้าย เจ้าตัวก็หาที่อยู่และเป้าหมายของตัวเองได้ —จุดนี้ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าการให้ Agnieszka หาชีวิตตัวเองเจอเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อคนแรกเป็นแค่ตัวประกอบเสริมในเรื่อง และมีหนทางไปแตกต่างจากชีวิตแบบแม่มดที่คาดการณ์และเห็นรูปแบบได้

ส่วนหนึ่งที่รู้สึกติดลบบ้างก็คือ ตัวร้าย ในที่แง่ที่ตามรูปแบบ high fantasy ว่าสถานการณ์ลำบาก และปัญหา เกิดมาจากสิ่งที่ครอบคลุมไม่ได้ และมีอำนาจเหนือกว่าตัวเอง โดยเฉพาะในแง่ authority และในที่นี้ ก็มาในรูปเจ้าชายที่ทำตามใจตัวเอง ตั้งแต่เห็นภาพวิธีคิดของ Marek และการพาทหารไปตายในป่าครั้งแรก ก็รู้สึกขัดใจที่มีอำนาจการตัดสินใจเหนือทุกคน แม้ว่าการเลือกของ Marek จะเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และมองด้านเดียว และที่สำคัญ การคิดและการกระทำของ Marek ก็มีผลต่อทุกคนอย่างใหญ่หลวงถึงใกล้จบเสียด้วย โดยเฉพาะกำลังที่ท่วมท้นที่มาจากตำแหน่งที่มา มากกว่าจะมาจากความสามารถก็ยิ่งทำให้ขัดใจ เมื่อยิ่งเปรียบกับกำลังอันน้อยนิดของฝ่ายตั้งรับ ก็รู้อยู่ว่าลักษณะของศัตรูที่มาจากใจ โดยเฉพาะจากใจคนนี่ น่ากลัวและสมจริงกว่าภัยจากปีศาจทั้งหลายเยอะ

แต่ในแง่หนึ่งก็อดหงุดหงิดไม่ได้ที่ฝ่ายตัวเอกทำอะไรไม่ได้เลย เป็นได้แค่ตั้งรับอย่างเดียว ซึ่งช่วงที่อยู่ในเมืองก็เป็นช่วงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทำอะไรไม่ได้ด้วย แม้จะรู้ว่าเขียนให้เห็นภาพของ Agnieszka ที่ต้องปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ และขึ้นอยู่กับตัวละครสำคัญในสภาพแวดล้อมนั้นก็ตาม ยิ่งประกอบกับที่เจ้าตัวล้มเหลวในการมองเหตุการณ์ และใช้ประโยชน์จากสิ่งเบื้องหน้าก็เลยยิ่งไม่พอใจ แต่ทั้งนี้ ก็รู้สึกว่าช่วงที่ห่าง Sarken ไปค่อนข้างนานกว่าที่พอใจจะอ่านเจอ เพราะชอบศักยภาพของทั้งสองคนเวลาที่อยู่ร่วมกันและสร้างความเป็นไปได้ทางมนตราทั้งหลายที่เกินกว่าที่พ่อมดทั้งหลายจะจินตนาการได้  // กับความคะนึงหา เพราะว่าอยู่ด้วยกันตลอดในบริบทที่มีกันสองคน พอห่างกันก็อดนึกถึงไม่ได้ ในแง่ที่ขาดคู่คิด คนให้คำปรึกษา และคนที่เข้าใจและรู้จักตัวเอง ถึงขั้นที่นั่งสังเกตถึงการออกเสียงชื่อ Sarken เลยด้วยซ้ำ เป็นอารมณ์ผูกพันเหมือนกับตกหลุมรัก

กับไม่ชอบที่สุดท้ายพ่อมดอันดับสองก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะแง่หนึ่งรู้สึกว่า Marek กลายเป็นตัวร้ายจากการคิดอะไรด้านเดียว และมองเป้าหมายที่ตัวเองต้องการโดยไม่สนใจอย่างอื่น เป็นการ playing hero และเป็น a child before a prince อย่างที่ถูกตำหนิไว้ แต่ในแง่หนึ่ง ก็เพราะตัวเองเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำหนดทำอยู่ว่าเป็นสิ่งที่ดีถูกต้อง ขณะที่  the Falcon เพราะสนองความต้องการอำนาจของตัวเอง ironic ที่ Marek ตายจากสิ่งที่ตัวเองคิดจะปกป้อง และก็ ironic ที่ the Falcon ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

ติดใจเรื่องต้นกำเนิดของป่าชั่วร้าย และวิธีการแก้อยู่มาก และในที่สุดก็ดีใจที่ในช่วง 3 บทสุดท้าย คำตอบเหล่านี้ถูกเรียบเรียงมาให้แล้ว ชอบที่จุดเริ่มต้นของทุกอย่างเป็นมนุษย์ที่ทำให้เหล่าต้นไม้ถูก twisted ไป ในแง่ที่กลับจากผู้กระทำเป็นผู้ถูกกระทำ และให้เห็นที่มาที่ไปชัดเจน และชอบที่การก้ปัญหาเป็นการใช้ใจและความรู้สึกไปแก้มากกว่าจะใช้กำลังและความก้าวร้าวอย่างที่เคยเป็น

ในแง่หนึ่ง Uprooted ก็เหมือนหนังสือ high fantasy ผู้หญิงที่เริ่มต้นจากตัวเอกที่กำลังเติบโต แสวงหาที่ของตัวเองในสังคมและโลก ส่วนตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีอยู่ประเภทก็คือ 1.wood wanderers พวกที่มีความสามารถและความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้อยู่ และก็มักจะเป็นพวกที่ชอบเดินเข้าไปในป่า และมีประสบการณ์เหนือจริงที่คนทั่วไปไม่เข้าใจอยู่ กับพวก 2. avid learners พวกที่มีทักษะทางวิชาการ ความรู้แน่น และเรียนรู้เข้าใจโลกอย่างที่แม้แต่ตัวพระเอกที่มีความสามารถหลายหลากก็ต้องหันมาสนใจ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ทำให้พระเอกของเราต้องหยุดสนใจ อยากรู้จักทำความเข้าใจ

ซึ่งตัวพระเอกก็ต้องมาเก่ง ออกแนว omnipotent แต่แนวเย็นชา รวมไปถึงขี้หงุดหงิด และชอบประชดประชัน ถ้าไม่เป็นแนว masters/ mentors ไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ต้องไปเป็น enemies ไปเลย และด้วยสถานการณ์ที่บังคับให้ทั้งคู่ต้องมีปฎิสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงหลากใจกับความสามารถและบุคลิกนิ่งขรึมของผู้ชาย ขณะที่ฝ่ายชายสะดุดใจกับความสามารถแฝงและ (ในหลายครั้ง) ความเห็นใจของผู้หญิง เป็นอารมณ์ He’s reliable. She’s refreshing. จนค่อยๆ ถูกใจและรักกันเงียบๆ ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีเวทย์มนต์มาเป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ และก็ต้องเกิดช่วงที่มี nearness/ awareness จนเกือบจะก้าวขั้นไปถึงความสัมพันธ์ทางกายกัน ซึ่งคราวนี้คนที่จะหยุดก็คือผู้ชาย (ในแง่ที่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสาของฝ่ายหญิง) แต่เพราะ slow build ตัวนี้ก็ทำให้เกิดเป็น slow romance ที่จะต้องตกตะกอนจนถึงคืนก่อนวันสำคัญสักคืนที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ชายเอง (เพื่อเป็นนัยยะว่าผู้หญิงได้เลือก และผู้ชายไม่ได้บังคับ/ หลอกล่อ)

ส่วนในเชิงปัญหา มักจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เป็นตัวแปรภายนอกที่มีอำนาจ authority สูง ทั้งจากโบสถ์/ ขุนนาง หรือกษัตริย์ที่มักจะมีปัญหามองเหตุการณ์ไม่ตก คิดแบบล้าหลัง ไปถึงอคติครอบงำจิตใจ และตัวละครเหล่านี้ก็ทำให้ปัญหาหรือภัยที่เกิดยิ่งลุกลามรับมือหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วย // แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก พวกนี้ก็เป็นพวกที่ต้องรับผลกรรมจากการกระทำก่อนใครอยู่ดี

อย่างที่ชื่อหนังสือบอกว่าคือ uprooted ดูว่าต้องจากที่อยู่ พรากจากครอบครัวและคนรู้จักเพื่อมาอยู่กับพ่อมดในหอคอย แต่จริงๆ สิ่งที่เกิดก็คือ how to pluck a sheep from her herd and turn her to something beyond. ในแง่ที่ว่า ถ้าไม่จากหมู่บ้านมา ก็คงจะต้องอยู่อย่างนั้น ไม่อาจค้นพบตัวเองตลอดไป แต่การมาเจอพ่อมด เป็นการทำให้ตัวเองก้าวหน้าและใช้ศักยภาพที่ตัวเองไม่รู้ออกมา เหมือนที่บอกว่าการศึกษาเปลี่ยนคน ในที่นี่ การมาอยู่กับพ่อมด และได้เรียนรู้เวทย์มนต์ก็ทำให้เจ้าตัวต่างไปจากเดิมเปลี่ยนไปเหมือนกัน เพราะอย่างที่เจ้าตัวบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะได้รับการเคารพและการปฏิบัติอย่างนอบน้อมใส่ (แม้ว่าจะอยู่กับคนในหมู่บ้านที่เคยรู้จักกัน) และไม่คิดว่าจะได้อยู่ในกลุ่มของเจ้าชายและพ่อมด

เอาจริงแล้ว การได้อ่าน Uprooted นอกเหนือจากจะได้อ่าน high fantasy เกรดเออย่างที่ไม่ได้อ่านมานานแล้ว ก็ทำให้จดจำความรู้สึกอิ่มเอมจากจินตนาการละเมียดและภาษารุ่มรวยจากหนังสือประเภทนี้ขึ้นมา และสิ่งหนึ่งที่รู้ได้คราวนี้ก็คือ แม้ว่าจะเบื่อรูปแบบเดิมที่เจอในหนังสือ genre นี้ แต่ว่ารายละเอียดต่างหากที่ทำให้หนังสือแต่ละเล่มแตกต่างกัน ซึ่งเพราะครั้งหนึ่งมองหาความเป็นรูปแบบใหญ่มากเกินไปจนหลงลืมไปว่าสิ่งที่ทำให้อ่านสนุกและมีสีสันน่าประทับใจก็คือ รายละเอียดปลีกย่อยเฉพาะตามทางต่างหาก และดังนั้น ถ้าสนใจความงามตามรายทางได้ ก็เพียงพอที่จะเห็นค่าหนังสือหมวดนี้ได้เต็มที่อีกครั้ง

ก็รัก genre นี้ ในฐานะจินตนาการและการตีความต่อยอดเหมือนเดิม

ถ้าเล่าเรื่องย่ออยากจะเล่าว่า The Dragon thought he rescued a peasant girl from her connection with the woods, little did he know that when rescuing, he was also the one rescued. มาก อืมม อย่างอื่นยังคิดไม่ออก  เพราะว่าแอบเสียนิสัยที่มอง Uprooted ในฐานะรูปแบบและเนื้อหาไปพร้อมกัน ส่วนตัวให้ A-/A

ส่วนที่ชอบที่สุด ก็คือช่วงที่สองคนร่ายเวทย์มนต์ด้วยกัน ชอบ connection กับ bond ที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับ awareness ที่อีกฝ่ายเริ่มเห็นอีกคนขึ้นมา ช่วงรับรู้ดูทั้งเงอะงะแล้วก็งดงามไปพร้อมกันเลย ชอบที่การใช้เวทย์มนต์ของแต่ละคนมีรูปแบบและวิธีการของตัวเอง อย่างที่ตัว Agnieszka บอกว่าร่ายมนต์ด้วยการร้องและฮัมจังหวะไปผสมกับการคิดถึงนิทานตำนานพื้นบ้านและใส่ความเชื่อความหวังลงไปในสิ่งที่อยู่ในมือ ขณะที่ Sarken ต้องการความแม่นยำ และภาษาจริงจัง

กับฉากที่ Sarken มาที่งานเลี้ยงที่บอกว่า ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าท่าทีที่เห็นคือความไม่พอใจ แต่จริงๆ แล้วก็คือ ความเขินอาย  — รักที่การรู้จัก และใส่ใจใครอีกคนทำให้เราเห็นความเป็นจริงที่ซ่อนแฝงไว้ได้

แต่ก็ขำคืนที่ Agnieszka เข้าไปหา Sarken และตัว Sarken ดูตกใจจนค้างไปเหมือนกัน  อย่างที่บอกว่า เจ้าตัวมีหน้ากากขี้โมโหและเฉยชา มาปิดความเปราะบางและความเดียวดายในแบบของตัวเองไว้ (และพอ Agnieszka บึ้งถามว่าอยากให้ไปเหรอ ก็บอกว่า ไม่)

ยังคิดเพลงสองคนไม่ออก จะกลับมาใหม่ซูน (:

Friday, 20 September 2013

Just This Once by Rosalind James






“An unsure dutiful marketing executive who escapes to NZ for a vacation VS a sure stable rugby player”

Series: Escape to New Zealand #1

Well, this brief plot summary should cover everything already. I like the heroine as she is independent and strong, if not too dutiful and bound by those she loves. So, after her long years of work and responsibilities, Hanna flies to NZ for a three-week vacation where she is rescued from rips by Drew, a charming rugby player. 

They know they enjoy spending time with each other and they know fall in love with each other, but despite Drew’s obvious intention to keep their relationship after Hanna flies back to the States, Hanna is pretty unsure and pretty insecure about Drew and his commitment. 

Somewhat the best part for me is how a person can escape for a peaceful vacation – maybe I’m in need of one myself. Indeed, the freedom to roam wild and be released from the confining world is really beautiful.
Drew is nice. I guess this is the way I enjoy reading about male characters in so-called chick lit and romance. He is thoughtful, observant, caring and committed. The scene he asked Hanna to show her apartment and her office around is rather sweet, for he tells Hanna he can imagine where she is and what she looks at when they talk on the phone. 

I can help comparing the books with Chicago Stars Series since it is all about famous sportsmen as eligible bachelors. Yet, in this first book, the heroine here is not as financially unstable as that in CSS.

I may continue reading the book two though. 

Hmmm, I give B. Too bad that although Hanna’s insecurity is understandable, it is somewhat not a plot for me.

Monday, 15 April 2013

The Selection by Kiera Cass



ช่วงสงกรานต์ เลยหาหนังสือ YA อ่าน สุดท้ายก็ได้เล่มนี้เข้ารอบมา ถูกใจกับปกมาหลายครั้งแล้ว



ชนิด : YA/ Dystopia world/ Class-gap issue

ชุด :The Selection, Book 1

สภาพสังคมใน The Selection แบ่งชนชั้นชัดเจน ด้วยระบบเลข “หนึ่ง” คือกษัตริย์ และราชวงศ์ “สอง” คือขุนนางและชนชั้นสูง และลดหลั่นไปเรื่อย ๆ จนถึง “แปด” ที่คล้ายวรรณะจัณฑาลในอินเดีย ระบบนี้เข้มงวดว่าแต่ละชั้นต้องอยู่แยกกันชัดเจน และต้องทำงานตามสายอาชีพที่กำหนดตามชั้นเท่านั้น

America อาศัยอยู่กับครอบครัวที่เป็นศิลปินชนชั้น “ห้า” อย่างมีความสุขตามอัตภาพ พ่อของเธอเป็นจิตรกร ขณะที่ตัวเธอเป็นนักร้องและนักดนตรี อย่างไรก็ตาม เธอมีความลับที่บอกใครไม่ได้ว่าเธอรักอยู่กับ Aspen ผู้ที่เป็นคนรับใช้อยู่ในชั้น “หก” 
โลกของ America เปลี่ยนไปด้วยเหตุการณ์ Selection –การเลือกคู่ของเจ้าชาย Maxon จากกลุ่มหญิงสาวผู้โชคดีทั่วประเทศ – และชื่อของเธอเป็นหนึ่งใน 35 คนนั้น 

สรุปย่อ ๆ ก็เป็นแบบนี้

เหตุการณ์สนุกก็เพราะว่าเธอไม่ได้เข้าร่วมการคัดเลือก /แข่งขันด้วยสาเหตุว่าจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่เพราะถูกแม่บังคับแกมโน้มน้าว และเพราะถูก Aspen บอกเลิกจากเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เธอต้องลำบากกับการอยู่ในชั้น “แปด” กับเขา
และดังนั้น America ซึ่งอยู่ในสภาพอกหัก ก็พร้อมจะอยู่ในการแข่งขัน เพราะต้องการช่วยสถานการณ์การเงินที่บ้าน (แค่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน ชั้นของเธอก็เปลี่ยนไปเป็น “สอง” ไม่นับเงินชดเชยที่ครอบครัวจะได้รับ) และหนีจากสภาพความเป็นจริง (ไม่อยากเจอ หรือเผชิญหน้ากับ Aspen) ซึ่งก็กลายเป็นเรื่องดี เพราะทำให้เจ้าชาย Maxon แปลกใจกับหญิงสาวที่ได้เจอ (ครั้งแรกที่ได้เจอกัน ความห่างบ้านและคิดถึงบ้านก็ทำให้เธออาละวาดไล่เจ้าชายแล้ว) ไม่ต้องระวังตัว โดยเฉพาะ America  เสนอแผนที่จะเป็นพันธมิตรกับ Maxon เพื่อให้เจ้าชายมีเวลาพักผ่อนคลายและมีที่ปรึกษาเมื่ออยู่กับเธอ และนั่นก็ทำให้เข้าชายตกหลุมรัก America ได้อย่างง่ายดาย

นิสัยของ America ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ช่างคิด และเห็นใจคนอื่น แต่กลายเป็นว่าทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน หลายครั้งเธอก็จะระบายอารมณ์ใส่เจ้าชายได้ง่าย ด้วยความที่มองว่าเขาเป็นที่พึ่ง ที่พัก แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้มองข้ามความดีของเจ้าชายไป เพราะเธอระลึกอยู่เสมอว่า ภาพของเจ้าชายที่ได้เห็นอยู่เสมอผ่านจอทีวีได้เปลี่ยนไปจาก คนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย ชัดที่สุดเมื่อเธอครุ่นคิดถึงความรู้สึกที่มีต่อเจ้าชาย และบอกในรายการทีวีว่า

“Maxon Schreave is the epitome of all things good. He is going to be a phenomenal king.” “Whoever he marries will be a lucky girl. And whatever happens to me, I will be honored to be his subject.”

ความผูกพันของทั้งคู่พัฒนาค่อนข้างชัด ในแง่ที่ฝ่ายหญิงสาวเคยชินและเริ่มที่จะคุ้นเคยกับการมีอีกฝ่ายมาอยู่ใกล้ ๆ และใช้เวลาร่วมกัน และกับฝ่ายเช้าชาย เหมือนความรู้สึกนั้นจะยิ่งชัดเจนมาก จนทุกคนมองออกถึงความรู้สึกผูกใจและพึงใจที่มี แต่ทว่า ปัญหาก็คือใจของ America เองที่ยังลืมเวลากับ  Aspen ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ ตอนท้ายเล่ม  Aspen กลับมาเป็นทหารอยู่ในวัง ทั้งที่ความรู้สึกของเธอที่มีต่อ Maxon เป็น companion love คู่คิดมากกว่าจะเป็นความวูบวาบหวือหวาอย่างที่เธอเป็นกับ  Aspen

ก็เลยรู้สึกขัดใจอยู่ที่ความรู้สึกของเจ้าชายชัดขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างยังไม่ลงตัวก็คือ ใจของ America เอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเปลี่ยนใจง่ายก็คงถูกมองว่า ใจง่าย และไม่มีเรื่องให้เขียนต่อเป็นแน่ และการที่ Aspen มีบทบาทอีกครั้งก็เพื่อให้หญิงสาวได้เลือกและได้เปรียบเทียบจนรู้ใจตัวเองจริง ๆ 

บุคลิกของ America ทำให้อ่านสนุก แต่อีกอย่างก็คือ บุคลิกของ Maxon ด้วย ทั้งที่เป็นเจ้าชาย แต่เจ้าตัวกลับถ่อมตน และมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อเขาได้ฟังสภาพความเป็นจริงในสังคมผ่านตัว America และส่วนหนึ่งก็เพราะลักษณะหนุ่มน้อยตกหลุมรักที่ทำให้รู้สึกถูกใจและพอใจที่ได้อ่านจนถึงขั้นอยากอ่านมุมมองของเข้าชายบ้าง

The Elite เล่มที่สองจะออกอีกประมาณ 10 วัน ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่เด็กสาว 35 คนถูกคัดออกจนเหลือ 6 คน กลายเป็นกลุ่ม Elite อย่างชื่อเรื่อง ก็กลัวว่าความรักของเจ้าชายที่ออกตัวแรงจะมีเหตุให้ชะงัก และ America จะกลายเป็นคนวิ่งไล่ตามน้ำตาไหลพรากเอง และกลัวว่าเจ้าชายจะจับ America และ Aspen อยู่ด้วยกัน


สรุปว่า เป็น “The Bachelor with the royal twist” เพราะเรียลลิตี้โชว์วันนี้มีเดิมพันด้วยการแต่งงานกับเจ้าชาย ให้คะแนนที่ B+
เพลงที่คิดออกสำหรับเรื่องนี้ อาจจะกลวงไปสักนิด แต่คิดว่าลงตัวในระดับหนึ่ง 

America- Don't Say You Love Me M2M

You're moving too fast, I don't understand you
I'm not ready yet, baby I can't pretend
No I can't
The best I can do is tell you to talk to me
It's possible, eventual
Love will find a way
Love will find a way...
Don't go there baby
Not before I'm ready
Don't say your heart's in a hurry
It's not like we're gonna get married
Give me, give me some time

Maxon “Theorical Love” Yannick Bovy

ตอนแรกที่เปิดใจคุยกับ America ตัว Maxon กลัวมาตลอดว่าจะได้เจอคนที่ใช่อย่างไร และเมื่อคิดว่า America เป็นคนที่เขาผูกใจจริง ๆ ก็ไม่ลังเลที่จะไล่ตามความรู้สึกตัวเอง (แม้ว่าจะหลอก America ได้หลายครั้งก็ตาม)
Is this how you feel?
Theoretical love
Let's make something real
We got a good thing going on
If we don't try we will fall
It doesn't make any sense at all
Theoretical love
Theoretical love

You say, "Stick to the plan"
And I say, "It's out of your hands"
You can make it happen
And what you see is what you'll get
Love is not a concept

Aspen -- “Hardest Thing” 98 Degrees เหมือนกันที่การตัดใจเดินจาก แม้ว่าสาเหตุในเรื่องจะเป็นเพราะฐานะ และในเพลงเป็นเพราะผู้ชายมีคนอื่นอยู่แล้ว

Aspen ตัดสินใจบอกเลิก America เพราะคิดว่าเขาไม่สามารถเลี้ยงดูและให้ชีวิตอย่างที่ America ควรได้รับไม่ได้ และก็เลิกราไปโดยที่ตัว America ตั้งตัวไม่ทัน – แม้ว่าภายหลังจะกลับมา เพราะกลายเป็นทหาร มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และคิดว่าเลี้ยงเธอได้แล้ว

It's the hardest thing I'll ever have to do
To look you in the eye
And tell you I don't love you
It's the hardest thing I'll ever have to lie
To show no emotion when you start to cry

I can't let you see what you mean to me
When my hands are tied and my heart's not free
We're not meant to be

It's the hardest thing I'll ever had to do
To turn around and walk away
Pretending I don't love you

I know that we'll meet again
Fate has a place and time
So you can get on with your life
I've got to be cruel to be kind

Like Dr. Zhivago
All my love I'll be sending
And you will never know cuz
There can be no happy ending

ปล. ตอนต้นเรื่องแอบอินกับสภาพ lovers in the dark มาก ไม่เจอกับตัวไม่รู้สินะ เลยมี quotations ที่ชอบจากเรื่อง  

"Was she the girl he saw every day and was I the girl who fed him and showered him with kisses once a week?"


"A penny in a jar to show my daughter one day, to tell her about my first boyfriend—the one no one knew about?"

Monday, 21 June 2010

Natural Born Charmer by Susan Elizabeth Phillips

อ่านเรื่องนี้ เพราะอยากเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานของคนเขียนในช่วง 1990s และปัจจุบัน



Genre : Romance/ Comtemporary
Series : Chicago Stars
Publisher : Avon (April 29, 2008)
No of page : 400


เปิดฉากที่ Dean นักกีฬาดาวรุ่งจากทีม Chicago Stars ซึ่งอยู่ระหว่างพักฟื้นและค้นหาตัวเองหลังการบาดเจ็บขับรถผ่าน Blue ศิลปินสาวในชุดคอสตูมตัวบีเว่อร์ระหว่างทาง และความอยากรู้อยากเห็นที่มาจากความเหงาก็เปิดโอกาสให้เขารับเธอขึ้นรถมา

และเนื่องจาก Blue กำลังถังแตก และไม่มีที่ไป แทนที่เธอจะลงจากรถเมื่อเข้าเมืองได้ ก็ทำให้เธอต้องติดสอยห้อยตาม Dean จากโคโลราโดไปจนถึงฟาร์มของ Dean ในเมืองเทนเนสซี ซึ่งเธอแอบหวังว่าเธอจะหางานได้ และแยกจากเขาไป

หากทว่า คนที่ดูแลบ้านฟาร์มของ Dean กลับเป็นแม่ที่เขาเกลียด และดังนั้น Dean จึงยึด Blue เป็นกันชนระหว่างเขากับแม่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถาโถมก็ทำให้ทั้งคู่ผูกพันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ต้องสารภาพว่าไม่เคยเขียนเรื่องย่อที่เป็นเรื่องรักจริงจังมาก่อน และก็รู้สึกว่า เล่าได้ไม่สวย อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ลงตัวมาก และมากกว่าที่คิดว่าจะเป็นด้วยซ้ำ ส่วนหลักก็เพราะบุคลิกของตัวเอกที่สมจริง และเป็นลักษณะส่วนตัวที่ชอบ - Blue เป็นลูกที่เกิดมากจากแม่นักรณรงค์สังคม และดังนั้น แม่ของเธอก็วิ่งไปออกช่วยเหลือคนทั้งโลกโดยที่แทบจะไม่สนใจลูกตัวเองเลย หญิงสาวจึงเติบโตมาโดยที่เปลี่ยนบ้าน ย้ายครอบครัวไปเรื่อย ๆ และซ่อนความเหงา และเปราะบางของตัวเองไว้ใต้ท่าทีแกร่ง และเกือบกระด้าง เธอแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ และการเติบโตมาโดยพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ก็ทำให้เธอเป็นตัวละครที่รู้คิด และเข้าใจตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน แม้จะมองว่า เธอใช้สมองและเหตุผลคิดเป็น แต่การเติบโตอย่างถูกโยนไปทางข้างไปทางก็ทำให้เธอก็อ่อนโยน และละเอียดอ่อนพอที่จะจับอารมณ์และตอบสนองความรู้สึกของคนรอบข้างได้ และก็ทำให้เราหลงรักเธอได้ง่าย

Dean เป็นตัวละครที่น่าจะเด่น แต่เพราะลักษณะตัวละครชายในชุด Chicago Stars มีลักษณะคล้ายคลึงกัน – หน้าตาดี เป็นนักกีฬาดาวรุ่ง ฐานะดี เสน่ห์แรง ความมั่นใจในตัวเองสูง (และลึก ๆ มีปมปิดกั้นตัวเองจากสัมพันธภาพไม่มั่นคงกับแม่ (และพ่อ)ในวัยเด็ก - ส่งผลให้ Dean มีบุคลิกเคาะพิมพ์ออกมาด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ Dean แตกต่างจากคนอื่นน่าจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่มีกับ Blue โดยเฉพาะบทสนทนาเชือดเชือนระหว่างกัน และการเขียนที่ลุ่มลึกขึ้น และเพิ่มมิติของตัวละครให้มากขึ้นของ Susan Elizabeth Phillips ซึ่งก็ทำให้การอ่านสามเล่ม It had to be you, This Heart of Mine และ Natural Born Charmer ทำให้จำบุคลิกพระเอกของ Dean ได้มากที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่าง Blue กับ Dean ในเรื่องทำให้อ่านแล้ว เชื่อถึงการเรียนรู้กันและกันของคนสองคน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นกันในช่วงที่แย่ที่สุด และลำบากที่สุด ในช่วงที่ Blue กำลังตกงาน ไร้ทางไป และ Dean เวลาที่กำลังไม่มั่นคง ซึ่งถ้าหากรักกันได้ เพราะช่วงเวลาเช่นนี้ ก็น่าจะดีกว่า การเห็นอีกฝ่ายในช่วงที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นแค่ภาพลวงตามากกว่าความเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การเติมเต็มกันและกันของอีกฝ่าย แม้ผิวเผินทั้งคู่จะดูแตกต่างกัน แต่ลึกลงไปแล้ว สภาพบ้านแตก และพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้ทั้งคู่ปิดตายความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง และอย่างยิ่ง การใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใครสักคน หากการที่ได้พบและรู้จักอีกฝ่าย ก็ทำให้ได้เห็นคนที่มีความต้องการ และโหยหาสิ่งเดียวกัน ซึ่งเหล่านี้แล้วก็ทำให้ทั้งคู่ได้พบคนที่ใช่ เปลี่ยนแปลงไป โดยที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้

ไม่ว่าเชื่อว่าอ่านเรื่องนี้ แล้วจะน้ำตาหยดแปะจนต้องกำทิชชู่ในมือได้ แต่ก็เป็นไปแล้วจากความเปราะบาง และความเหงาภายในของ Blue หนังสือเล่มนี้ยังเหมือนเล่มอื่นในชุดที่แก้โจทย์ความไม่ลงตัวกันในเรื่องครอบครัวอยู่ ส่วนหนึ่งทำให้เรื่องราวของตัวละครลงตัวมากขึ้น และสมจริงมากขึ้น และก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า รายละเอียดที่บางครั้งเพิ่มมากไป เบี่ยงความสนใจและทิศทางที่ควรจะมีให้กับตัวละครหลักมากเกินไป ดังที่ใน Natural Born Charmer พยายามแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่ของ Dean ซึ่งให้ทั้งคู่มีบทบาทมากจนเกือบมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างไม่ควรจะคลายไปอย่างหวานชื่นเสมอไป

ตัวละครหนึ่งซึ่งสนุกที่ได้อ่านก็คือ Nita ผู้หญิงปากร้าย และ (ดูเหมือน) ใจร้ายที่เป็นเจ้าของเมือง เธอเหมือน Blue ตรงที่ซ่อนความเปราะบางและไม่มั่งคง ภายใต้วาจาเราะร้ายและก้าวร้าว หากการได้พบกับ Blue ก็ทำให้เธอได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และเรียนรู้ที่จะรักและผูกพันกับคนรอบข้างอีกครั้งเช่นกัน แม้จะฟังดูอ่อนหวาน แต่การที่ทั้งคู่ซ่อนตัวเองไว้ภายใต้เปลือกนอกผ่านวาจาเชือดเชือนก็ทำให้การปะทะฝีปากระหว่างกัน เป็นสิ่งหนึ่งที่สนุกที่ได้อ่านเสมอ

"And remember to act surprised."
"All I have to do is look at you," Nita said as she took Blue in from head to toe.
(หน้า 332)

“..I won’t live forever, and you know I don’t have anybody else to leave my money to.”
“You’re one of the undead. You will outlive us all.”
(หน้า 333)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นไปผ่านท่าทางที่ดูไม่ถูกชะตา และหาเรื่องกันและกัน ผ่านทางวิธีการของเธอเอง ดังเช่น Nita ตัวเองไปกินข้าวเย็นที่บ้านของ Dean หลังจากที่รู้ว่า Blue จะเป็นคนทำกับข้าว หรือเอาสร้อยเพชรของตัวเองใส่กระเป๋าของ Blue เพื่อให้ตำรวจจับเธอเข้าคุก เพื่อจะรั้งไม่ให้ Blue ออกจากเมืองไป

เห็นได้ว่า Nita ก็รัก Blue และเป็นคนไม่กี่คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องเธอ โดยเฉพาะเวลาที่ Nita คิดว่า Dean เอาเปรียบ Blue อยู่ และเมื่อเวลาผ่านไป Nita ก็เปรียบเสมือนแม่ของเธอจริง ๆ หรือแม้กระทั่ง Blue เอง เมื่อได้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันไปก็ทำให้เธออ่านท่าทีของ Nita ออก และรู้ว่า Nita อยากให้หญิงสาวอยู่ด้วยกัน

เล่มนี้อ่านสนุกและอ่านติดพันทั้งเล่ม มีช่วงที่ไม่ชอบก็คือ ทัศนคติของ Dean ที่มีต่อ Blue ตอนใกล้ ๆ จบ ในช่วงที่เขาไม่ยอมบอกให้เพื่อนรู้ว่า Blue เป็นใคร และทำให้เธออยู่ในสภาพกึ่งคนใช้ต่อหน้าเพื่อน หากวันถัดมากลับโกรธที่ Blue ไม่ยอมรับข้อเสนอของเขาที่ให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน และมองว่าเขาเสียสละพอแล้วที่กล้ายื่นข้อเสนอให้เธอ ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะให้คะแนนเท่านั้น แต่ในแง่ที่อ่านแล้วถูกใจ ก็เอาไป B+ แล้วกัน (โดยที่พึงระลึกว่ามาจากความชอบตัวละคร และไม่ได้อ่านแนวนี้เป็นปกติ)

ติดใจรูปแบบหลายอย่างของ Susan Elizabeth Phillips ที่เจอในหนังสือทั้งสามเล่ม และคิดว่าน่าจะได้เขียนถึงในเวลาถัดไป

Monday, 13 April 2009

Son of the Shadows by Juliet Marillier (n)

หลังจากอ่านเล่มหนึ่งจบ ก็ไม่กล้าอ่านเล่มสองต่อ เพราะยังอินอยู่มาก และกลัวว่าถ้าอ่านเห็นใครตายคงจะสติหลุดไป และดังนั้นก็เลยเป็นการไปอ่านเรื่องย่อจาก wiki ด้วยตัดสินว่าฉันคงไม่อ่านต่อเร็ว ๆ นี้ และพอจะอ่านต่อก็คงลืมไปแล้ว แต่เอาเข้าจริง พอเห็นอยู่ที่ชั้นก็อดไม่ได้ที่จะพลิกดูครั้งแรก แครั้งที่สอง จนกระทั่งไปพารากอน แล้วต้องไปเอาหนังสือที่เอ็มโพเรียมจากโทษของการไม่ได้สั่งจองไว้ทำให้ต้องขึ้นรถไฟฟ้าไปกลับเพื่อหนังสือหนึ่งเล่ม ก็เลยหิ้ว Son of the Shadows มาอีกเล่ม (และสี่เล่มในตอบจบ) – เป็น shadow เงามืดมาก เพราะพอได้หนังสือมาก็เป็นช่วงปั่นงานยุ่งเหยิง จนกลางอาทิตย์ทนไม่ได้ ต้องหนีไปอ่าน และพออ่านจบก็ไม่ได้ฤกษ์เขียนรีวิวเสียอีก จนกระทั่งวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไร ล่าไปทั้งการอ่านและการรีวิว โอ ลา!


ชนิด : folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 2
สำนักพิมพ์ : Tor Fantasy (June 17, 2002)
จำนวนหน้า : 608 หน้า


รางวัล : 2001 Aurealis Awards for Fantasy Novel

หลังจากเล่มแรกลงเอยด้วยการที่ Red ละทิ้งที่ดินของตัวเพื่อมาอยู่กับ Sorcha แล้ว เล่มนี้พูดผ่านมุมมองของ Liadan ลูกสาวคนสุดท้องของทั้งคู่

Liadan เป็นเด็กเรียบร้อย ขยันขันแข็ง และว่านอนสอนง่าย เธอเหมือน Sorcha ทั้งรูปร่างหน้าตา และความรู้เรื่องสมุนไพรและการรักษาโรค ความสุขของเธอคือการได้อยู่กับครอบครัวที่รัก และทำสวนสมุนไพร หากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ Niamh พี่สาวคนโตผู้รักสนุก ทำอะไรตามใจตัวเอง ไปรักกับนักบวชฝึกหัดลูกศิษย์ของ Conar น้าชายที่ปัจจุบันกลายเป็นหัวหน้านักบวช และถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อสร้างฐานพันธมิตรเป็นการตัดปัญหา

นั่นก็เพราะระหว่างกลับจากเดินทางไปส่งพี่สาวที่แต่งงานออกไป Liadan ถูกกลุ่มโจร/ทหารรับจ้างนอกกฎหมายลักพาตัวไปเพื่อช่วยรักษาช่างเหล็กของกลุ่ม ความสามารถในการรักษาประกอบกับความกล้าและมุ่งมั่นของเธอทำให้เด็กสาวได้ความเคารพจากกลุ่ม และระหว่างนั้น เธอและ Bran (หรือ Painted Man ตามชื่อที่คนอื่นเรียก) หัวหน้าพวกนอกกฎหมายก็ตกหลุมรักกันและกัน แต่ทว่า Bran ตัดสินใจส่ง Liadan กลับบ้าน เมื่อเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อย่างไรก็ตาม Liadan ตั้งท้องกับเขา และด้วยความรักที่มีต่อ Bran ทำให้เธอยิ่งตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอยู่ที่ Sevenwaters โดยที่ไม่ยอมแต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตรใด ๆ จนเมื่อ Bran ถูก เจ้าของที่ดินที่มีความแค้นกับเขาอยู่จับตัวไปทรมานเพราะความแค้นที่เจ้าตัวมีต่อกลุ่มนอกกฎหมาย และต่อตัว Bran ที่ได้หัวใจของ Liadan ไป และ Liadan หาทางช่วยเขาออกมาที่ความรักของทั้งคู่เห็นทางออกในที่สุด

เทียบกับเล่มที่แล้ว การดำเนินเรื่องเล่มนี้ว่องไวกว่ามาก และเน้นหนักที่การเล่า/ บรรยายเรื่องแทนที่จะเป็นพรรณนาแบบเดิม ซึ่งก็หมายถึงว่าเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เยอะมาก และตลอดเวลา อย่างที่การเล่าเรื่องย่อข้างต้นก็ย่นและย่อจนเหลือแต่โครงหลักอย่างที่สุดมา เมื่อแรกอ่านคิดไว้ว่าจะเหมือนกันงานชิ้นอื่นที่ได้อ่านของ JM (Daughter/ Wildwood/ Cybele’s) ซึ่งทั้งสามเล่มมีความคล้ายคลึงและรูปแบบบางอย่างอยู่ และดังนั้น เมื่อมาอ่านเล่มนี้ก็แปลกใจที่การดำเนินเรื่องแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง และส่วนตัวเองก็มองว่าเหมือนเป็นเรื่องรักมากกว่าจะเป็นแฟนตาซี ทั้งที่ก็มีมิติของเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้องเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะเมื่อตัว Liadan มีพลังเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างได้หลายครั้ง รวมไปถึงความสามารถในเยียวยาจิตใจ ซึ่งช่วยพี่สาวและคนรักของตัวเองมาได้

อย่างที่บอกว่าความโดดเด่นอย่างหนึ่งในงานของ JM ก็คือ “ความรักที่ละเมียดละไม” เป็นความรักที่ผ่านการกลั่นกรองและใช้เวลาจนรู้ใจและเข้าใจตัวเอง หากในเรื่องนี้ในแว่บแรก แทบจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย เรียกได้ว่า “โลดโผน” กว่านั้นมาก เพราะตัว Liadan และ Bran เจอกันในช่วงที่ลูกน้องของเขาลักพาตัวเธอมา ในช่วงระยะเวลานั้นจนถึงเมื่อเขาส่งตัวหญิงสาวกลับไปไม่น่าจะเกินสิบวันเป็นอย่างมาก แต่ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างลึกซึ้งและจริงจังเสียแล้ว หลังจากนั้น ทั้งคู่พบกันอีกเพียงสามครั้ง ที่แต่ละครั้งก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นอกเหนือไปจากการพบกันผ่านทางการเห็นของ Liadan อีกไม่กี่ครั้ง แต่ความรักของทั้งสองก็ยังคงอยู่ และก็คงจะเรียกได้ว่าละเมียดละไมในรูปแบบของตัวหนังสือเล่มนี้เอง เพราะแม้จะผ่านมาเป็นเดือนเป็นปีแต่ความคิดคำนึงที่อีกฝ่ายมีต่อกันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย และการที่ไม่ได้เจอกันก็ยังเพิ่มพูนความรู้สึกในใจอีกฝ่ายได้เสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ทั้งสองคนคิดแทนอีกฝ่าย และพยายามช่วยเหลือกันมาตลอด อย่างที่เธอส่งพลังใจไปให้เขาในทุกครั้งที่เป็นคืนเดือนมืดเป็นปี ๆ (สปอยล์) [เพราะในวัยเด็ก Bran ถูกคนที่เกลียดชังพ่อและ Red จับไป และถูกขังไว้ในห้องใต้ดินอยู่เสมอ] และ Bran ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะเข้ามาสู่ดินแดนของศัตรู และเสี่ยงตัวเองเพียงเพราะรู้ว่า Liadan เดือดร้อนและกำลังต้องการเขา

หลังอ่านจบมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องรักในลักษณะ The Lady and the Outlaw ที่อ่านไปก็ลุ้นไปว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะช่วงที่ตามอ่านไม่เห็นทางออกเลย แม้ตัว Liadan อาจจะออกจากครอบครัวไปอยู่กับ Bran ได้ แต่ที่อยู่ของ Bran ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเธอ และฝ่ายชายก็ไม่มีวันยอมให้ Liadan ต้องมาใช้ชีวิตที่ต้องระวังหลังตลอดไปอีกด้วย อย่างที่ในเรื่อง เจ้าตัวสร้างความแค้นไว้กับหลายคน และก็เป็นเรื่องยากที่จะแม้แต่เป็นที่ต้อนรับ และตัว Bran เองก็ไม่สามารถอยู่ที่ Sevenwaters เหมือนอย่าง Red ได้ (อย่างที่มี Finbar บอก Liadan ไว้ว่า “You captured a wild creature when you had no place you could keep him.” (หน้า 241))

ชอบที่แต่ละคนเปลี่ยนชีวิตของอีกฝ่ายได้ และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็พัฒนาตัวเองให้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่แน่ใจว่าใครเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายมากกว่ากัน อย่างตัว Liadan เอง ก่อนมาเจอกับ Bran เธอเป็นเด็กที่เงียบ เรียบร้อย เชื่อฟังคำสั่ง และมีความสุขกับการทำงานบ้าน แต่พอพบ Bran แล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาทำให้เธอเข้มแข็งขึ้น กล้าขึ้น และมุ่งมั่นขึ้น จนอาจถึงขั้นรั้น อย่างที่กล้าเลี้ยงลูกตามลำพังโดยที่ไม่แต่งงาน (โดยไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก) และก็ไม่ยอมปล่อยมือจาก Bran แม้ทั้ง Fair Folk หรือ Conar จะบอกว่า Bran มีประโยชน์แค่เป็นพ่อของลูกที่เกิดตามคำทำนายของ Sevenwaters เช่นนั้นก็ตาม เธอแกร่งพอที่จะเลือก Bran ซึ่งเธอรู้ว่าโลกหรือแม้แต่ครอบครัวเธอจะไม่เห็นด้วย เธอแกร่งพอที่จะไม่ยอมปล่อยมือ และขณะเดียวกันก็แกร่งพอที่จะเปลี่ยนแปลง Bran โดยเฉพาะการช่วยเขาในคืนเดือนมืดและอย่างยิ่งในตอนจบ ทัศนคติและความเข้มแข็งของเธอชัดมาก ดังเช่นตอนนี้ “… I do not seek to make these wounds vanished as if they had never been. I know he will always bear the scar. I can not make his path grow broad and straight. It will always twist and turn and offer new difficulties. But I can take his hand and walk by his side.” (หน้า 550)

สำหรับ Bran เอง มิตินี้อาจจะไม่ชัดมากนัก เพราะเราอ่านเรื่องผ่านมุมมองของ Liadan แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เขากล้าคิดต่างไปจากเดิม อย่างที่ความเกลียดชังบางอย่างที่เขามีต่อคนใน Sevenwaters ลดน้อยลงไปเพราะความรู้สึกที่มีต่อ Liadan จนเขาเลือกที่จะรับข้อตกลงที่ Sean พี่ชายฝาแฝดของเธอเสนอ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Liadan มีให้ฝ่ายชายอาจจะเป็นความหวัง – ความหวังทำให้กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นในสิ่งที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเพื่อให้คู่ควรกับเธอ จากที่เขามีชีวิตอยู่อย่างเกรี้ยวกราด ขมขื่นเพราะเชื่อมาตลอดว่า เขาไม่มีค่าอะไร และความกล้าที่จะมีความหวัง ทั้งนี้ จากพื้นฐานของตัว Bran เองก็ส่งผลให้ความกล้าเช่นนี้เกิดขึ้นและหายไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ในเรื่อง ทำให้เจ้าตัวเป็นคนที่ hypocrite ปากอย่างใจอย่างที่สุดคนหนึ่ง เพราะ Bran เอง เป็นคนบอกให้ Liadan ตัดใจจากเขาทุกครั้งที่เจอกัน (รวมไปถึงที่แยกจากกันในครั้งแรก) แต่ก็ไม่ยอมให้เธอไปมีใครอื่นแต่อย่างใด

Then his hands came around my waist, and he lifted me into the saddle; but one hand still lay against my thigh as if he could not quite let go.
“Liadan,” he said, staring intently at the ground.
“Yes,” I whispered.
“Don’t wed that man Eamonn. Tell him, if he takes you, he’s a dead man.” His tone was intense. It was a vow. (หน้า 201)

“…. You must move on without me, Liadan.”
There was a terrible ache in my heart, but I kept my tone light. “Then you think I should have married Eamonn when he asked me?”
………..
”What?” He sprang to his feet in outrage. “That man would have taken my woman and my child for his own?” (หน้า 439)

ซึ่งจริง ๆ ในแง่หนึ่งคนที่ปล่อยมือจากอีกฝ่ายไม่ได้มากที่สุดอาจจะเป็นตัวชายหนุ่มมากกว่า Liadan ก็ได้ ตอนที่อธิบายความรู้สึกของเขาได้ดีที่สุดมาจากคำพูดของ Snake รองหัวหน้าในกลุ่ม
“… He wants you. You want him. But he’d never agree to keep you here with us; no life for a lady, not for a little lad. He’d never risk you that way. And he’ll never give up. It’s all he knows; the only way he can justify going on….He won’t let you stay. Pack you off home and then go and get himself killed as soon as he can.” (หน้า 525-6)

ซึ่งทั้งนี้ก็ถูกใจมากกับทางออกที่ลงตัวในตอนจบ ที่ Bran บอกว่า “And yet I long to return and make things right again. I long to prove what seemed impossible: that I can be my father’s son.” (หน้า 563)

เมื่อพูดถึงกลุ่มของ Painted Man ก็ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่ชอบที่สุดในเล่ม เริ่มแรกเปิดตัวมามีการบรรยายถึงการฆ่าของคนกลุ่มนี้ทำให้รู้สึกว่าเหี้ยมโหด เลือดเย็น และป่าเถื่อน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย คนกลุ่มนี้ถูก Bran รวมรวบมาจากที่ต่าง ๆ และก็เป็นคนที่สิ้นหวังกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีที่ให้กลับไป (ไม่ว่าจะเป็นถูกจับเป็นทาส และครอบครัวถูกฆ่าต่อหน้าอย่าง Gull/ บ้านถูกเผากลายเป็นเถ้าในกองเพลิงและเหลือรอดมาได้ตัวคนเดียวอย่าง Rat ฯลฯ) จนกระทั่ง Bran พามาอยู่ด้วยกัน และให้ความหวัง และเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นกลุ่มที่ถูกสังคมทำร้าย และพยายามลืมสิ่งที่เกิดโดยละทิ้งอดีตของตัวเองด้วยการเรียกชื่อตัวเองเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ และสัก/ ทำเครื่องหมายตัวเองไว้เหมือนสัตว์ชนิดนั้น พอสัมผัสจริง คนกลุ่มนี้เป็นคนที่น่ารัก จริงใจ และซื่อสัตย์อย่างมาก และเป็นกลุ่มที่ถูกทำให้เชื่องจากความกล้าของ Liadan และไร้เดียงสาอย่างไม่น่าเชื่อที่ถูกใจกับนิทานของ Liadan อย่างมหาศาล (ซึ่งต่างจาก Beauty and the band of beasts อย่างที่คิดว่าจะเป็นในหนังสือรักมาก) จนกลายเป็นตายแทนได้ (ตลกที่ Red บ่นให้ Liadan ฟังว่าฟังพวกนี้พูดถึงลูกสาวแล้วนึกว่าเป็น half queen half goddess creature)

จากเล่มเก่าที่เอาใจช่วย Sorcha จนรู้สึกผูกพันกับตัวละครและพี่ชายทั้งหกคนของเธอ พอมาถึงเล่มนี้กลายเป็นว่าเหลือเพียง Finbar พี่ชายที่หายไปในป่าคนเดียวเท่านั้นที่ยังชอบอยู่ ชอบวิธีคิดและความเฉลียวฉลาดของเจ้าตัวมาก ยิ่งเมื่อเขาเข้าใจโลกอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ Liam และ Conar ต่างยึดกับหลักการของตัวเองมากไปจนลืมความเป็นไปได้หลายอย่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว Conar ที่เชื่อในความคิดของตัวเองมากไปจนทำลายชีวิตหลานสาวตัวเอง ในรุ่นนี้เรื่องราวของพี่ชายที่เหลืออยู่มีบทบาทลงไปมาก นอกเหนือจากสองคนที่ตายไปแล้ว ตัว Padriac เองก็มีวิธีชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นนักเดินทางและปรากฏตัวในเล่มนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น (และเท่าที่รู้ก็เป็นครั้งสุดท้ายด้วย - ซึ่งทั้งนี้กลายเป็นว่าในบรรดาทั้งหกคน Padriac เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการกลายเป็นหงส์น้อยที่สุด และดังนั้น มีความสุขกับชีวิตหลังจากนั้นได้มากที่สุด) ซึ่งขณะเดียวกันตัวละครที่รู้สึกว่าน่ารักไม่เปลี่ยน ก็คือ Red ที่รับฟังด้วยใจประกอบพร้อมไปกับเหตุผลเสมอมา (แม้ว่าจะลดน้อยลงไปอย่างมาก เมื่อเกี่ยวกับลูกสาวในตอบจบ ขณะเผชิญหน้ากับ Bran และสมาชิกในกลุ่มก็ตามที)

ทั้งนี้เปรียบเทียบกัน ตัว Liadan ได้เปรียบกว่าแม่มาก เพราะฐานครอบครัวที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่า และการมีคนคอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ข้างหลังทำให้เธอทำอะไรตามใจตัวเองได้เยอะ ซึ่งก็เพราะไม่ต้องมีเงื่อนไขที่คอยเหนี่ยวรั้งความเป็นไปได้และความต้องการของตัวเองด้วย ในแง่นี้ตัว Liadan อาจจะเป็น Sorcha ที่ไม่มีเงื่อนไขและความเลวร้ายของชีวิตใด ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรคของตัวเองก็ได้ ... ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นในทัศนคติที่เธอมีต่อคนรักของเธอ เมื่อเธอมาจากครอบครัวที่อบอุ่นมากพอจนสามารถที่จะเป็นคนให้ และอย่างยิ่งคนไล่ตามความฝันของทั้งคู่ได้ ขณะที่ Bran เลือกที่จะถอยห่างไป และก็กลัวที่ Liadan จะไม่ยอมรับเขาแม้ในตอนจบเรื่อง

อ่านชุดนี้แล้ว คิดว่าชีวิตสมัยก่อนคงเป็นอย่างที่ Hobbes บอกจริง ๆ ว่า ใน "solitary, poor, nasty, brutish and short" (ถึงจะไม่ใช่ในสภาพธรรมชาติที่ก่อให้เกิดสัญญาประชาคมก็ตามที) เพราะคนสมัยก่อนอายุสั้นมาก อย่าง Sorcha เล่มนี้เธอก็ตายเสียแล้ว ด้วยอายุไม่น่าเกิน 36 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก และถ้าไม่ตายด้วยความเจ็บป่วยก็คงเป็นแบบ Diarmid กับ Cormack พี่ชายทั้งสองคนที่ตายในสนามรบ (จะพูดไป การกลายเป็นหงส์อาจทำให้ตายช้าลงกว่าที่จะเป็นจริง ๆ ก็ได้)

สำหรับเล่มนี้ เรื่องความรักระหว่างชาวประมงกับนางเงือกที่ Red เคยเล่าให้ Sorcha ฟังก็กลับมาอีกครั้ง ในฉากที่ Sorcha กำลังจะตาย และเธอขอให้เขาเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง ซึ่งเป็นฉากที่เศร้ามากฉากหนึ่ง ด้วยความสงสารความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Red อย่างไรก็ตาม นิทานที่ถูกเล่าในเรื่องมีนัยซ่อนอยู่ทั้งสิ้น อย่างระหว่างที่ Liadan เล่านิทานให้กลุ่มของ Painted Man ฟัง เรื่องเหล่านี้ก็กลับมามีความหมาย และเป็นตัวบ่งบอกอนาคตของเธอเอง ยิ่งเฉพาะเรื่องของหญิงสาวที่ทำทุกอย่างที่จะได้คนรักของเธอกลับคืนมาจากอีกโลกหนึ่ง

จุดหนึ่งที่ต่างไปจากเล่มอื่นอย่างมากก็คือ ตัวละครในเรื่องอื่นเชื่อฟังคำสั่งของโลกอื่นอย่างเคร่งครัด และไม่กล้าทำตามสิ่งที่ขัดไปจากคำสั่งนั้น แต่ Liadan ไม่ใช่เลย เธอเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก จนกล้าและเชื่อที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้องและสมควร เธอทุ่มเถียงและโต้แย้งกับคนเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้ง จนฉากที่พระราชาและพระราชินีของเหล่า Fair Folk ปรากฏตัวทำให้คิดว่าเป็นตัวร้ายไป ทั้งที่ในเล่มที่แล้ว ตัวละครสองตัวนี้เป็นคนช่วยแม่ของ Liadan ด้วยซ้ำไป และเล่มนี้ ก็มี Old Ones ซึ่งเป็น higher being อื่นเข้ามาอีก และก็กลายเป็นว่า Old Ones ซึ่งเก่าแก่กว่า Fair Folk มาก มีเพียง Liadan ที่ได้ยิน (Old Ones benign กว่า??)

ครั้งแรกที่อ่านจบให้แค่ B เพราะไปยึดติดกับรูปแบบในเล่มแรกมาก มากจนเล่มนี้ผิดจากทิศทางที่คาดหวังไว้ว่าจะเป็นอย่างมหาศาล อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมีเวลามาพลิกดูใหม่ คิดว่าเล่มนี้ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง (และกลายเป็นได้รับคำชมที่เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมได้) และที่สำคัญคืออ่านสบายกว่าเล่มแรกมาก ไม่รู้สึกว่าเครียดหรือกดดันมากเท่าไหร่ แต่จะชอบมากกว่านี้ ถ้าพูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ชัดเจนแน่นอน เพราะมีแผนการวางไว้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะจากบริบทสถานการณ์ในเรื่อง การจบแบบให้ต่อยอดเอาเองเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านช่างลุ้นอดค้างคาใจไม่ได้เป็นที่ยิ่ง และดังนั้นสำหรับแฟนตาซีให้ B และฐานะเรื่องรักให้ B+/A (ถ้าให้สมาชิกในกลุ่มออกมามากกว่านี้ก็คงได้ A ไป) The book got me beaming - feel like smiling, laughing, grinning!

วิจารณ์ที่ชอบจาก Trine D. Paulsen

ปลีกย่อย
1. สารภาพว่าไม่ชอบคำเรียกว่า Dear heart เลย เห็นมาตั้งแต่เล่มแรกก็ยังพอรับได้ว่าเข้ากับบุคลิกตัวละครดี แต่พอเล่มนี้ Liadan เรียก Bran เช่นนั้นในตอนจบรู้สึกไม่ถูกใจอย่างที่สุด รู้สึกว่ามันแสนจะเชย ถ้ายุคนั้นเรียกว่า My love หรืออะไรแบบนี้ไม่ได้หรือไร อีฉันชอบกว่ากันเยอะ

2. ไม่เข้าใจอย่างมาก ว่าทำไม Dog สมาชิกในกลุ่มถึงได้แยกตัวออกไป ระหว่างปฏิบัติภารกิจและถูกทหารของ Eamonn รุมทำร้ายได้ จากบริบทสถานการณ์ในเรื่องไม่น่าที่จะอยู่ตรงนั้นจนเกิดเรื่องได้ เหมือนมีเพื่อจุดประสงค์สองอย่าง คือ ตัดคนที่อาจเป็นปัญหาเรื่องความรักระหว่าง Liadan และ Bran ออกไป (เมื่อ Dog หลงรัก Liadan จนกล้าขอเธอแต่งงาน) และที่สำคัญ ให้เห็นความกล้าของ Liadan ที่ใช้มีดลงมือฆ่า Dog ด้วยตัวเองเพื่อให้เขาหายทรมาน หลังจากที่รู้ว่าไม่มีทางรอด

3. จริง ๆ ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Niamh และ Liadan ที่จะเลือกคนรักของตัวเอง แต่อะไรที่ทำให้สองพี่น้องต่างกันในเรื่อง? เพราะ Liadan ลงมือทำไปแล้ว หาทางออกให้กับการกระทำของตัวเองมากกว่า Niamh ที่ต้องให้คนอื่นหาทางแก้ให้? คิดว่าในจุดนี้เธอแกร่งกว่าพี่สาวมาก เพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก และไม่มีวันเสียใจ .... ซึ่งถึงความรักของเธอจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพี่สาว เธอก็หาทางออกให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน

4. จบเล่มแรก คิดว่า anti-climax อยู่ที่เมื่อกลายเป็นคนอีกครั้ง พี่ชายทั้งหกรีบกลับมาที่ Sevenwaters เพื่อล้างแค้นแม่เลี้ยง แต่ตัวแม่เลี้ยงกลับหนีออกไปจาก Sevenwaters แล้ว – ซึ่ง anti-climax ทั้งในแง่ที่ทำร้ายทำลายคนอื่นเพื่อให้ได้อำนาจมา แต่ไม่อยู่ครอบครอง และในแง่ที่ตัวร้ายลอยนวลหายไป แต่จากเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างกันยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งจากเรื่องย่อใน wiki เล่มสามจะชัดเจนยิ่งขึ้น

5. พล็อต The Lady and the Outlaw ทำให้คิดถึงสองเรื่อง คือ (1) The Pearls and The Crown Duology ตรงที่นางเอกถูกลักพาตัวไป และรักกับพระเอก (แม้เล่มนี้จะเป็นลูกน้องเป็นคนตัดสินใจลงมือก็ตาม) แต่ต่างกันอย่างมากที่เล่มนี้ก่อร่างความพึงใจ และการชอบพอระหว่างทั้งสองคนขึ้นมาได้อย่างที่คนอ่านเชื่อได้ ต่างจากชุดนั้นอย่างสิ้นเชิง แล้วก็รวมไปถึงการสร้างตัว outlaws ที่รวมพระเอกให้ดูมีมิติขึ้นมาได้ด้วย (2) The Dream Thief ชอบที่ความรู้สึกรักและชอบพอใครสักคนเปลี่ยนแปลงให้เราแตกต่างออกไปจากเดิม และกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ... คิดว่าเหมือนผสมสีที่น้ำเงินผสมแดงเป็นม่วง อะไรอย่างนี้ เพราะสิ่งที่เป็นตอนอยู่คนเดียว แตกต่างจากสิ่งที่เป็นได้ขณะอยู่ด้วยกันสองคนมากในทั้งสองเรื่อง

6. จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าตระกูล Sevenwaters สองรุ่นหลังเลี้ยงลูกสาวตามใจมากไปหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างบ้านอื่น ไม่มี own will/ free spirit ชีวิตก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม (ซึ่งอาจไม่สุขเท่าเดิมก็ได้) อย่างที่ Aisling น้องสาวของ Eamonn รักกับ Sean และก็มีชีวิตตามแบบหญิงสาวสูงศักดิ์ที่ควรจะเป็น ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งแปลว่าทำตามความต้องการของตัวเองแต่อย่างใด

7. แปลกที่กลายเป็นว่า เสีย Red ให้ไอริช และเสีย Liadan ให้ไบรตัน เพราะท้ายเรื่องแล้ว หลังจากที่รู้ว่า Bran เป็นใคร Red เสนอให้เขากลับไปที่ Harrowfield เพื่อช่วย Simon ปกครองที่ดิน – และก็เป็นการผลของการกระทำที่ผ่านมาของ Sorcha และ Red ที่ทั้งคู่ต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงด้วย ที่มาของ Son of the Shadows ก็คือตัว Bran เองที่อยู่ในเงามืดจากผลของการกระทำนั้นในแง่หนึ่ง (ซึ่ง Liadan ในฐานะเด็กที่อยู่นอกวงก็ดึงเขากลับมาได้)

8. รอเล่มสามที่สั่งเข้ามา และรอเล่มสี่ที่จะเป็นปกอ่อนเดือน พ.ย. – อย่างไรก็ดี อยากจะกรีดมากว่าปก US ซึ่งเป็นปกที่มี เป็นปกที่ห่วยที่สุด ออกแบบได้ทึมซึมเศร้าเป็นที่สุด ออกแบบปกออกมาแบบนี้จะขายได้ไหม เห็นปกก็สลดแล้วนะคะ เลือกคนออกแบบปกดี ๆ หน่อย!

9. ทำไมหลัง ๆ เขียนรีวิวต้องมีเพลงที่นึกได้ประกอบด้วยคะ? ความรู้สึกของ Liadan ต่อ Bran ชัดมากที่ 3D ของ TLC
I know I've always been down
No matter who else was around
Those crazy things we've been through
Will always make me love you


I'll never let you forget me
You know I'm the best girl you've ever seen
Just when you think you'll never see me
I can bring it to you in 3D

และสำหรับ Bran ต่อ Liadan นึกถึง Love Is A Place I Dream Of ของ Luka Bloom – สำหรับตัวตนของ Bran ความรักและความอ่อนโยนอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงจนระทั่งเจอ Liadan ก็ได้
Love is a place I dream of
A face that never leaves my mind
Sorrow is over my shoulder
But it's over

Someday I will cross the world for you
No matter how far
Just to be there
Someday I will hold you in my arms
So special you are
Wait and see my love, set you free (ยกเว้นท่อนนี้ที่น่าจะเป็น set ME free มากกว่า!)

Love is a place I dream of
I hear you cry so far away
There is a bridge I'm building
Take me to the one I love someday