Showing posts with label Demon. Show all posts
Showing posts with label Demon. Show all posts

Tuesday, 20 July 2010

Darkness Calls by Marjorie M. Liu

ซื้อเล่มสองมาเพราะชอบเล่มหนึ่ง


ชนิด : Urban Fantasy/ Huntress/ Demon
ชุด : Hunter Kiss, Book /
สำนักพิมพ์ : Ace (Jun 30, 2009)
จำนวนหน้า : 320หน้า

จากความวุ่นวายเล่มที่แล้ว เล่มนี้เปิดฉากมาเหมือนจะปกติ ยกเว้นแต่ว่า มีคนจากโบสถ์มาตามหาตัว Grant คนรักของ Maxine และขอให้เขาเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเหลือคนที่เคยเป็นเพื่อนของ Grant ซึ่งแม้สถานการณ์จะอันตราย แต่ Grant ก็ไม่มีทางเลือก และตัว Maxine เองก็ต้องปล่อยให้ Grant ไป ในระหว่างนั้นเอง ปู่ของ Maxine ก็เตือนเธอถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ Grant และเปิดมิติให้เธอเดินทางไปหา Grant ในอีกทวีป

หากแต่ Mr. King ก็ยังตามล่าตัว Maxine อยู่ และอันตรายที่ตามมาก็มีมากกว่าที่ทั้งคู่คาดคิดไว้มากนัก ทั้งหมดจึงต้องหนีการไล่ล่าไปเรื่อย ๆ

ย่อเรื่องได้แค่นี้ เพราะจำไม่ได้ และเพราะไม่รู้เรื่อง ในบรรดาหนังสือแนวนี้ที่อ่าน เล่มนี้เป็นความผิดหวังที่สุดเล่มหนึ่ง จากเล่มที่แล้ว ปมปัญหาที่เปิดไว้มหาศาลในเล่มที่แล้ว ไม่ได้ถูกตอบแม้แต่ข้อเดียว และที่สำคัญ ยังเพิ่มความสับสนใหม่ในเล่มนี้เข้าไปเสียด้วย ทุกคนในเล่มมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีการพูดถึงว่าเป็นอะไร และเป็นมาอย่างไร ทำให้คนอ่านสงสัยและสับสนต่อไป ดังเช่น เราได้รู้อดีตเกี่ยวกับครอบครัวของ Maxine และความเกี่ยวข้องของเธอกับปู่แล้ว เล่มนี้ หนังสือยังพูดถึงต่อไปอีก ถึงความสำคัญของปู่ของเธอ ในฐานะที่ “เกือบจะ” เป็นเทพเจ้าในอดีต และเปิดประเด็นใหม่ ถึง Mary หญิงชราจรจัดที่ Grant ดูแลในเล่มที่แล้ว ว่าเป็นคนเลี้ยงดู Grant มาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนซ่อนเขาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อจะหลีกหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คนของ Grant เจอ ซึ่งทำให้ เขากลายเป็น คนสุดท้ายในตระกูล หรือ The last of his line อย่างที่หนังสือพูดถึงไปมา แต่ไม่บอกความสำคัญหรือนัยใด ๆ จากสิ่งนี้เลย นอกจากนี้ ยังพูดถึงเด็กจรจัดที่ Maxine และ Grant ดูแลว่าเป็นอะไรสักอย่างที่หลงลืมอดีตและที่มาของตัวเอง และต้องคอยหวาดกลัวอยู่เสมอ ฯลฯ

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้น่าผิดหวังยิ่งขึ้นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ เล่มนี้ไม่มีอะไรนอกจากการหลบหลีการไล่ล่า/ ไล่ฆ่าของ Maxine และพวก ซึ่งเป็นการหนีไปเรื่อย ๆ และหอบหิ้วคณะทั้งหลายที่ได้กล่าวมาด้วย กลายเป็น the endless tiring chase of the vague nothingness เพราะนอกจากจะวิ่งไป หนีไปโดยที่ไม่รู้อะไรแล้ว การที่ต้อง “หอบหิ้ว” คนทั้งหมดไปด้วยก็ทำให้วุ่นวายและน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อฉากวิ่งวุ่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านไปเมื่อปีที่แล้วพอดี และที่รีวิววันนี้ก็เพราะเห็นว่าเล่มใหม่ใกล้จะออกแล้ว แต่คิดว่าคงไม่อ่านต่อ เล่มนี้ให้คะแนนที่ D+ (คิดยากมาก เพราะไม่เคยให้คะแนนหนังสือต่ำขนาดนี้มาก่อน นอกจาก Night's Rose)

Sunday, 23 May 2010

Mark of The Demon by Diana Rowland

เห็นหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกน่าจะจากเวบอเมซอน แล้วก็ก้ำกึ่งว่าจะซื้อหรือไม่ เพราะว่าชอบอารมณ์ของปก แต่พล็อตก็ดูค่อนข้างธรรมดา อย่างไรก็ตาม ตอนที่จะสั่งหนังสือ ก็เห็นว่าคิโนะสั่งเข้ามาแล้ว และที่สำคัญก็คือ หนังสือออกตั้งแต่ปลายมิถุนา 09 แต่เก็บสต็อคแล้วหาไม่เจอ พอถอดใจเลยคิดจะอ่าน อยู่ ๆ ก็เจอที่สาขาเอ็มโพเรียมตอนปลายปี ก็เลยพลิกไปพลิกมา และซื้อมาอ่านในที่สุด (ซะที)

ได้ข่าวจากคุณเมย์แห่ง Mostly Romance ว่าสำนักพิมพ์บ้านเราซื้อลิขสิทธิ์มาแล้ว



ชนิด : Urban Fantasy / Suspense/ Serial Killer/ Summoner / Demon/
Cop
ชุด : Kara Gillian, Book 1
สำนักพิมพ์ : Bantam (June 23, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า


Kara นักสืบสาวท้องถิ่นอาจจะเหมือนตำรวจธรรมดา ๆ ที่เราพบเจอตามท้องถนน หากแต่เธอมีความลับที่ไม่อาจให้ใครอยู่ได้ซ่อนอยู่ นั่นก็คือ เธอมีความสามารถในฐานะผู้เรียกปีศาจ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตคนละมิติมาทำสัญญาและใช้งานโดยมีค่าตอบแทนระหว่างกัน

หนังสือเริ่มเรื่องที่ฆาตกรต่อเนื่องผู้ถูกเรียกว่า The Symbol Man กลับมาฆ่าคนอีกคน โดยที่คนที่ถูกฆ่าไม่มีความต่อเนื่องใด ๆ เลย นอกเหนือไปจากรอยแผลละเอียดอ่อนที่เป็นแบบแผนทั่วทั้งร่างเหยื่อ และ Kara ผู้เคยติดตามคดีนี้เมื่อหลายปีก่อน ก็ได้รับมอบหมายให้สะสางคดีนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ ก็คือ ในฐานะผู้ใช้ปีศาจที่เห็นสิ่งลี้ลับ เธอเห็นความเกี่ยวเนื่องอีกอย่างที่เหยื่อแต่ละคนมี นั่นก็คือ essence หรือพลังชีวิตที่มากเหนือกว่าคนปกติ และเหยื่อแต่ละคนก็ถูกสูบพลังเช่นนี้ไปจนหมด

เรื่องราวซับซ้อนมากขึ้น เมื่อคดีนี้เป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นในวงกว้าง และ FBI ก็ส่ง Ryan เจ้าหน้าที่พิเศษกับคู่หูมาร่วมสืบคดี และดูเหมือนว่า เขาก็รู้และเข้าใจสิ่งที่เธอรู้เสียด้วย นอกเหนือจากนี้ ในระหว่างที่ Kara เรียกปีศาจระดับต่ำมาใช้งาน เธอกลับเรียก Rhyzkahl เจ้าแห่งปีศาจทรงพลังมาแทนที่ ซึ่งเหตุผลที่เธอทำ “พลาด” และเหตุผลที่ Rhyzkahlและเหตุผลที่ Rhyzkahl ไว้ชีวิตเธอ ก็เป็นอีกเรื่องที่กวนใจ Kara ไปพร้อมกัน

หนังสือเล่มนี้ได้รับคำชมจาก Charlaine Harris ผู้เขียนชุด Southern Vampire (ที่กลายเป็น ซีรีย์ True Blood ทาง HBO) ว่า “A nifty combination of police procedural and urban fantasy.” และนั่นก็ถือเป็นคำอธิบายหนังสือที่ดีที่สุด เล่มแรกการเปิดตัวทั้งผู้เขียน Diana Rowland และชุดหนังสือ Kara Gillian ทำได้ดีและโดดเด่นมาก ในแง่ของการวางโครงเรื่องทั้งในส่วนที่เป็นการไขปริศนาคดี และการไขปริศนาเกี่ยวกับการเรียกใช้ปีศาจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ Rhyzkahl)

ในส่วนของการไขคดี นอกเหนือจากการวางโครงเรื่องซับซ้อนและคิดหลายชั้นแล้ว การสืบสวนตามขั้นตอนตำรวจก็ทำได้ดีและสมจริง ช่วงตรวจค้นและหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ และช่วงชันสูตรศพพิสูจน์หาหลักฐานไม่แตกต่างจากการดูซีรีย์สืบสวนดี ๆ อย่าง CSI หรือ Bones ผ่านทางการอ่าน โดยเฉพาะช่วงที่เป็นการหาระยะเวลาเวลาการตายจากหนอนและแมลงที่มาวางไข่ผ่านนักกีฎวิทยา ซึ่งก็เพราะตัวคนเขียนเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน

แรงจูงใจของฆาตกรทำได้ดี สมเหตุสมผล และตัวผู้อ่านก็รู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการวางโครงเรื่องให้ตัวละครหลายตัวถูกโยงใยไว้ด้วยกันจากเหตุการณ์ในอดีต และเวลาบ่มเพาะความแค้นของฆาตกร ซึ่งรวมไปถึงการแฝงตัวอย่างแนบเนียนของฆาตกรด้วย(สปอยล์) [ฆาตกรที่จริงก็คือหัวหน้าของเธอ ซึ่งเป็นผู้ใช้ปีศาจที่เรียก Rhyzkahl มาเพื่อที่จะให้รักษาภริยาของตัวที่กำลังป่วย แต่ปิดฉากด้วยการที่ Rhyzkahl กลับฆ่าทุกคนในห้อง แต่เขารอดมาได้ด้วยอาการปางตาย]

ส่วนของการใช้ปีศาจวางตรรกะได้ดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างผู้เรียกปีศาจและปีศาจที่ถูกเรียกมา มีจุดที่รู้สึกขัดใจก็คือเหตุดึงดูดใจที่ตัว Kara มีต่อ Rhyzkahl และความสัมพันธ์ที่ดูจะเกินเลยระหว่างกัน แต่ (สปอยล์) [หนังสือก็บอกให้เรารู้ภายหลังว่า Rhyzkahl หาประโยชน์จากใช้จุดอ่อนของ Kara ที่ต้องการใครสักคนมาเพื่อล่อให้เธอทำสัญญาเป็นผู้เรียกเขาได้แต่เพียงผู้เดียว]

และเมื่อเอาทั้งสองส่วนมารวมกันก็จะกลายเป็นเหตุผลพอดี หนังสืออธิบายการฆ่าของ The Symbol Man ไว้ว่า (สปอยล์) [ฆาตกรเห็นความผิดพลาดในการเรียก Rhyzkahl มาว่าเกิดจากที่พลังที่ใช้เรียกและผูกมัดเจ้าปีศาจมีไม่พอ และเพื่อจะทำให้สำเร็จ ก็ต้องสะสมพลัง หรือ essence จากเหยื่อให้เพียงพอ การฆ่าที่หลากหลาย กินเวลา และทรมานเป็นเพื่อการทดลองว่าอย่างใดจะให้พลังดีที่สุด และการเรียกมาโดยมีพลังเพียงพอก็จะสามารถผูกมัด Rhyzkahl มาใช้งานตามใจได้ ซึ่ง Rhyzkahl ซึ่งคำอธิบายนี้ก็อธิบายเหตุการณ์ในตอนแรกด้วยว่า เหตุใด Kara จึงเรียก Rhyzkahl มาได้ ทั้งที่เจ้าตัวเองเรียกปีศาจระดับต่ำมา] และกลายเป็นหนังสือสืบสวนที่มีแนวทางของแฟนตาซีในเมืองที่สนุกและชวนอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่ง ยกเว้นตอนจบที่ไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร เพราะเป็นไปได้ในเชิงแฟนตาซีในเมือง แต่เกือบไม่มีตรรกะในทางสืบสวน (สปอยล์) [Kara กึ่งตายไปแล้วจากการทำร้ายของปีศาจที่ฆาตกรเรียกมา แต่ Rhyzkahl ชุบชีวิตให้เธอ โดยไปรักษาที่มิติของเขา และพาเธอกลับมาหลังจากนั้นอีกกว่าสองอาทิตย์] ให้คะแนนที่ B+ และสรุปว่า “One of the best detective suspense with urban fantasy cause.”

หนังสือมีเล่มสองที่วางแผงแล้วตอนต้นปี 10 คือ Blood of the Demon ซึ่งต้องบอกว่าเข้มข้นสู้เล่มแรกไม่ได้ (จะรีวิวต่อเร็ว ๆ นี้) และเล่มสามที่จะออกต้นปี 11 คือ Secrets of the Demon โดยที่ระยะเวลาที่ทิ้งนานก็เพราะเปลี่ยนสำนักพิมพ์ จาก Bantum เป็น Daw เพราะเจ้าเดิมไม่คิดจะต่อสัญญา แต่ทั้งนี้ นอกจาก Secrets of the Demon แล้วก็ยังได้สัญญาคือ สองเล่มมาด้วยคือ Sins of the Demon, and Touch of the Demon

ปล. และดังนั้นก็จะต้องเปลี่ยนปกด้วย กรี๊ด แล้วจะเป็นเซ็ทเหมือนเดิมไหมคะ กรี๊ด กรี๊ด




Wednesday, 18 February 2009

The Iron Hunt by Marjorie M. Liu (n)

ไม่แน่ใจว่าแรกเห็นเล่มนี้ที่ไหน ที่ชั้นหรือในเวบ หรืออย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม โทรไปสั่งโดยที่ไม่ได้คิดมากความ และพอรู้ว่ามีหนังสือที่ร้านก็ให้เก็บไว้ให้ โดยที่ไม่ได้พิจารณาดูมาก เหมือนจะซื้อหวย แต่ก็คิดว่าถูกใจ และชอบพอดู ขอบคุณ ขอบคุณ!




ชนิด : Urban Fantasy/ Huntress/ Demon
ชุด : Hunter Kiss, Book 1
สำนักพิมพ์ : Ace (June 24, 2008)
จำนวนหน้า : 320หน้า


Maxine อาจดูไม่เหมือนผู้หญิงปกติที่เราพบทั่วไป รอยสักรอบตัวของเธอมาจากสัตว์ร้ายที่นอนนิ่งสงบที่ตัวเธอ หากจะแปรเปลี่ยนเป็นผู้ล่าในตอนกลางคืน และเธอก็เป็นผู้ล่าคนสุดท้ายในตระกูล Kiss ที่ไล่ล่าปีศาจจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นระยะเวลานาน

การออกล่าปีศาจเป็นเรื่องปกติ หากแต่เรื่องราวเริ่มพลิกพันเมื่อมีนักสืบเอกชนถูกฆาตกรรมโดยทิ้งชื่อของเธอไว้ในที่เกิดเหตุ และเมื่อเธอพยายามสืบหาสาเหตุ Maxine กลับพบว่าเรื่องราวนั้นซับซ้อนเกี่ยวพันกับเธอและคนในตระกูลมากกว่าที่เธอคาดคิด

ความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้นเมื่อสัญญาณบางอย่างเริ่มเตือนว่าที่คุมขังปีศาจไว้เริ่มอ่อนแรงลง และปีศาจที่ถูกขังไว้ภายในก็ทรงพลังกว่าทั้งหมดที่เธอเคยเผชิญหน้ามา

พล็อตย่อ ๆ เป็นแบบนี้ และถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คงได้แบบนี้ แต่ถ้าจะเจาะลึกลงไปจริง ๆ มีความซับซ้อนอยู่ในเรื่อง Iron Hunt มากกว่าที่คิดมาก เพราะเมื่อ Maxine เริ่มค้นพบความลับของตระกูล ผ่านตัวละครอื่น ทุกอย่างเป็นปริศนาหมด และก็ขอเน้นว่าทุกอย่างจริง ๆ รวมไปถึงความเป็นมาและสิ่งที่เป็นของตัวละครเหล่านี้ด้วย (ไม่ใช่แค่ว่าพวกนี้เป็น”ใคร” แต่รวมไปถึงพวกนี้เป็น”อะไร” ซึ่งแม้จะอ่านจบ คนอ่านก็ได้แต่แนวคิดหลวม ๆ ในหัว แต่ก็ยังไม่เข้าใจมากอยู่ดี ได้แต่หวังว่าเล่มหน้าจะรู้มากขึ้น - อ่านจบแล้วบอกตัวเองเลยว่ามีต่อเล่มหน้าแน่)

ตามปกติแล้วผู้หญิงในตระกูลนี้จะไม่รักใคร ไม่ผูกพันกับใคร นอกเหนือจากหาพ่อให้ลูกที่จะเกิดมาเพื่อเป็นผู้ล่าต่อไป แต่สำหรับเธอ เธอกลับผูกพันและอยู่ร่วมกับ Grant ผู้ชายที่ดูทั้งมีและไม่มีความลับในตัวเอง เขาเป็นชายหนุ่มขาพิการที่เคยเป็นบาทหลวงและเชื่อในความดีงามของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็มีพลังประหลาดที่กล่อมเกลาจิตใจของคนผ่านทางเสียงดนตรีได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกพูดถึงใน “Hunter Kiss“, Wild Thing: anthology ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง (ซึ่งก็ทำให้หงุดหงิดกว่า เริ่มแบบนี้อีกแล้ว เป็นคนผิดของคนอ่านไหมเนี่ย ที่ไม่รู้และไม่ได้เอาอ่านก่อน) ทำให้การมาอ่าน Iron Hunt ไม่รู้สึกร่วมถึงความผูกพันของคนทั้งคู่ แต่กลับรู้สึกชอบและผูกพันกับตัวละครรองบางตัวมากกว่า

การใช้ภาษาช่วงแรกค่อนข้างวิบัติ เจอประโยคสั้น ๆ อย่าง Bitterness filed me. I hated this. I hated this all. Monster, me. Scaring little girls, little broken girls. All of us, lost little girls. (หน้า 34 – เปิดสุ่ม ๆ แต่ก็ตรงกับใจ Bitterness filed me. I hated this. I hated this all. จริงๆ ) เยอะมาก ซึ่งถือเป็นจุดด้อยของหนังสือที่เห็นได้ชัดมาก อ่านแล้วรู้สึกสะดุดแกมขัดใจอยู่เกือบครึ่งเล่ม อย่างไรก็ตาม พัฒนาการตรงนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงหลัง ๆ โดยเฉพาะช่วง abyss ประโยคเริ่มลึกขึ้น และอธิบายความได้สละสลวยมากกว่าเดิมเป็นอันมาก

จุดด้อยอีกอย่างอย่างที่ได้บอกไปแล้วก็คือ ความซับซ้อนของเรื่อง คิดว่าตัวคนเขียนวางประเด็นไว้มากจนเกินไป และเมื่อเขียนจริงก็ดึงประเด็นทั้งหมดมาใส่ไว้ด้วย ทำให้พัฒนาแนวคิดในแต่ละเรื่องไม่ได้หมด เกิดความสับสนซับซ้อนสำหรับผู้อ่านในการตีความให้กระจ่างและทำความเข้าใจมาก แต่ถ้าคิดว่าอ่านไปไม่ต้องรู้ทั้งหมดก็ได้ ก็จะไม่รำคาญใจมานัก (ตอนอ่านบอกตัวเองไว้ว่าอ่านไปก็คงเข้าใจไปเองในที่สุด) เพราะขณะเดียวกัน ในส่วนตัวแล้วคิดว่า ในบางครั้ง ความซับซ้อนของเรื่องก็ทำให้เกิดความลุ่มลึกด้วย ความรู้สึกลึกลับ คลุมเครือ ทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ ความเป็นไปได้ และสิ่งที่จะตามมา ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจริงในกรณีของ Iron Hunt - ความเป็นจุดด้อย หรือจุดเด่นอยู่ที่คนที่อ่านจะมามอง

ทั้งนี้ จุดที่ชอบที่สุดเป็นความรู้สึกโหยหาอดีต ตัวละครในเรื่องบอกว่า Maxine เป็นคนที่เหมือนกับผู้ล่าคนแรกที่สุด และรู้สึกได้ถึงตัวตนของผู้ล่าคนแรกที่แฝงอยู่ในตัวเธอ โดยเฉพาะเมื่อตัวเธอเองเริ่มค้นพบความลับในตระกูลก็ทำให้เธอรู้สึกถึงสิ่งที่เคยเป็นของผู้ล่าคนเก่าในครั้งก่อน ทั้งความรู้สึก déjà ju และ nostalgia เหมือนจะรู้แต่ยังไม่รู้ เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ ทั้งกับเหตุการณ์และตัวละคร เป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ที่แตกต่างจากเรื่อง Urban Fantasy อื่น ๆ

ให้คะแนนที่ B+

ปล. ติดใจกับตัวละครปีศาจสองตัว Blader กับ Tracker โดยเฉพาะตัวหลังที่อารมณ์ขัดแย้งต่อสู้กับอยู่ตลอดเวลา ทั้งรักและชิงชังที่มาจาการถูกทรยศ หวังว่าเล่มหน้าจะกลับมามีบทบาทเพิ่มกว่าเดิม รอ Darkness Calls อีกครึ่งปีพี่น้อง!

นอกเรื่อง
Marjorie M. Liu เป็นคนที่ให้ excerpt ได้แย่มาก ๆ คือ 2 ย่อหน้า จริง ๆ ภาษิตจีนที่ว่าเสียข้าวสารไปกำมือ แล้วได้ไก่มาเนี่ยสำคัญนะคะ ให้ลองอ่านบทสองบทไปเลย ไม่เป็นไรหรอก นอกจากคนอ่านจะได้ลองอ่านแล้ว โอกาสติดแล้วไปหามาอ่านมันจะสูงกว่ามากนะคะ

Friday, 13 February 2009

The Devil Inside by Jenna Black (n)

ถึงจะชอบ Urban Fantasy ก็เถอะ แต่ช่วงนี้รู้สึกหลอนเจอ werewolf กับ vampire ตลอดเวลาไปหน่อย พอเจอ The Devil Inside ที่เป็นเกี่ยวกับการไล่ผี ปราบปีศาจ ก็เลยหยิบมาอ่าน แล้วตัดสินใจซื้อหลังอ่านไปสักพัก



ชนิด : Urban Fantasy/ Exorcism/ Demon
ชุด : Morgan Kingsley, Exorcist, Book 1
สำนักพิมพ์ : Spectra (November 27, 2007)
จำนวนหน้า : 336หน้า

เปิดเรื่องที่ Morgan สาวซ่านักไล่ปีศาจได้รับมอบหลายให้ไล่ปีศาจที่สิงอยู่ในตัวเด็กน้อยอายุสิบเอ็ดขวบออกไป แต่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำให้เธอเพลี่ยงพล้ำต่อโอกาสที่เปิดช่องให้ปีศาจนั้นเข้ามาในตัวเธอได้

อย่างไรก็ตาม Morgan พบกระดาษโน้ตข้อความแปลก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือของเธอเองหลังจากตื่นนอนหลายครั้งที่ปะติดปะต่อได้ว่า เธอปลอดภัยจากปีศาจ ก็เพราะเธอมีปีศาจสิงอยู่แล้ว ระหว่างนั้นเอง เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ไฟไหม้ และเธอหนีมาได้จากความช่วยเหลือของ Lugh ปีศาจที่อ้างว่าเป็นผู้ที่อยู่กับเธอเพราะการเชื้อเชิญเฉพาะเจาะจงให้มาสู่ร่างของเธอ และเป็นผู้ที่ติดต่อเธอในความฝันเพื่อทั้งสนทนาและเตือนภัยอยู่เสมอ

เมื่อไม่มีที่ที่ปลอดภัย Morgan ต้องหันไปขอความช่วยเหลือจาก Adam ตำรวจหัวหน้าหน่วยปราบปีศาจที่มีปีศาจสิงอยู่ในตัว ซึ่งช่วยเธอก็เพราะความสำคัญของ Lugh เอง เธออาจจะหลบซ่อนตัวไปได้เรื่อย ๆ แต่ทว่า Raphael ปีศาจที่อาศัยอยู่ในตัวพี่ชายของเธอจับตัว Brain แฟนหนุ่มของเธอไป และเธอไม่มีทางเลือกนอกจากกระโจนลงไปสู่กับดักครั้งนี้

เอ้อ ย่อได้แปลกประหลาดอีกแล้ว ก็นั่นแหละ ตามประสา Urban Fantasy นางเอกของเราจะต้องแรง แกร่ง กร้าว เก่ง ... นับตั้งแต่วิธีการแต่งตัว วิธีคิด และหนทางการแก้ปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม รู้สึกถึงด้านนี้ของตัวเอกในช่วงแรก ๆ (ที่เน้นว่าแรก ๆ อย่างมาก) เท่านั้น เพราะตั้งแต่เธอต้องไปขอความช่วยเหลือจาก Adam ก็เหมือนว่า เธอไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลงมือทำก่อนคิด และเมื่อคิดได้ ก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ตั้งแต่ปากพาจน การพาตัวเข้ามุมอับ ซึ่งรวมไปถึงลากคนอื่นลงแหไปด้วย ฯลฯ ซึ่งแรก ๆ อ่านก็ไม่รู้สึกอะไรมาก จนกระทั่งหลัง ๆ ที่รำคาญมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าถ้าไม่มี Adam ไม่ได้ความช่วยเหลือจาก Lugh หรือแม้กระทั่ง Dominic ซึ่งเป็นคู่ขาของ Adam เธอก็คงตายแล้วเกิดใหม่ไปหลายครั้งแล้ว – ซึ่งก็ต้องบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่อ่าน Urban Fantasy แล้วเจอนางเอกแบบนี้นะเนี่ย อย่างน้อย ไม่วางแผนไม่คิดก่อนทำก็ได้ ไม่สามารถสู้กับชะตากรรม หรือเหตุการณ์ตรงหน้าก็ได้ (ไม่งั้นจะมีตัวช่วยหรือพระเอกไว้ทำไม) แต่ก็ควรจะเอาตัวรอดให้ได้ด้วยตัวเองได้บ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวโยงกัน ก็คือทัศคติของตัวเอก เพราะเธอไม่ชอบปีศาจ (Demon) โดยเฉพาะเมื่อพี่ชายที่รักของเธอกลายเป็นร่างให้ปีศาจ ก็ยิ่งทำให้เธอเกลียดปีศาจมากขึ้นไปอีก และนั่นก็มีผลถึงทัศนคติการมองโลกและตัดสินเหตุการณ์ ตัดสินปัญหาของเธอด้วย อย่างที่บอกว่า Hatred blinds. เธอดื้อด้านจนน่ารำคาญ และก็เกลียดอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อบวกกับส่วนแรกที่พูดไปก็ผสานเป็นโง่และรั้นเข้าไปอีก (ขณะเดียวกัน หลังจากนั้นอ่าน The Iron Hunt ของ Marjorie M. Liu ตัวเอกเกลียดปีศาจเหมือนกัน กำจัดปีศาจเหมือนกัน (แม้ในระดับที่ต่างกัน) แต่ก็ยังดูรู้คิดมากกว่าเยอะ) อย่างที่อ่านในเรื่องหลายครั้งพยายามเขียนให้ตัวเอกแรงตามแนว Urban Fantasy แต่ภาพที่ออกมากลับทำให้ดูหยาบและกระด้าง และวีนไร้เหตุผล อย่างเช่นหน้าไหนสักอย่างที่เธอบอกว่า I’m a queen of denial. So sue me. ซึ่งก็รวมถึงภาษาที่ใช้บรรยายเพื่อสร้างภาพให้เธอแกร่งกร้าว แต่ออกมาดูหยาบและไร้รสนิยมในสายตาคนอ่านเรื่องมากด้วย – ขอย้ำอีกครั้งว่า นางเอกแนวนี้แกร่งก็จริง แต่มีวิธีให้ดู “แรง แกร่ง กร้าว เก่ง” มากกว่าทัศนคติวีนแตก และภาษาไร้รสนิยมเยอะ

เออหนอ ก็ไม่คิดว่าจะด่าเยอะขนาดนี้ เป็นเล่มแรกที่เขียนวิจารณ์และกลายเป็นสับแหลก ขอแสดงความยินดี อย่างไรก็ดี ค้นพบสิ่งที่แปลกประหลาดที่ไม่ค่อยได้พบเจอในหนังสือ Urban Fantasy ที่ผู้หญิงเขียนและผู้หญิงเป็นใหญ่ในเรื่องก็คือ ความสัมพันธ์แบบ homosexual ระหว่าง Adam กับ Dominic ซึ่งมีเรื่องของ S&M เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแปลกจริงก็จริงอยู่ แต่ก็สงสัยว่าใส่เข้ามาทำไม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี Morgan เข้ามาเกี่ยวข้องรับรู้ และมีมากกว่าครั้งหนึ่งที่เธอรู้สึกตามไปด้วย ….. รวมไปถึงฉากรักระหว่างเธอและ Brain และหลายครั้งที่เธอหวั่นไหวไปกับตัวละครอย่าง Lugh ซึ่งก็อ่านแล้วหงุดหงิด เพราะบรรยายตัวละครหนุ่ม บรรยายฉากรักได้เป็น cheap romance มาก จะเป็น paranormal romance หรือจะเป็น Urban Fantasy ก็ว่ากันไป

อย่างน้อยก็ดีอยู่อย่างที่ตอนจบมีพลิกพล็อต ... ซึ่งดีอยู่อย่างก็ไม่ได้หมายความว่าดีจริง เพราะคนอ่านอย่างฉันก็เดาเรื่องได้อีกแล้ว (อย่างที่ทำมาหลายครั้งในเล่ม ... แต่นังตัวเอกก็ยังไม่รู้อยู่ดี) แต่ก็ขอบอกว่า Morgan ก็ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่อีกตามเคย ขอสรุปการเป็นตัวเอกของเธอว่า Such a cheap heroine! อย่างอื่นดียกเว้นตัวเอกจริง ๆ

ดีใจที่ไม่ได้บ้าเอามาทั้งเซ็ท - เกือบไปแล้ววว!!

ปล. ปากคอแบบนี้ก็เรียกได้ว่า Devil Inside เหมือนกันกระมังคะ??