Showing posts with label large dog. Show all posts
Showing posts with label large dog. Show all posts

Tuesday, 30 November 2021

살아서 만납시다 // Let's Meet Alive

//กรีดมาก อวยมาก นี่เป็น AZ ที่ดีที่สุดที่อ่านมาแล้ว โหยหวนยาวมากนะคะ  //



คนเขียน: 할로윈

แนว: ซอมบี้, วันสิ้นโลก, ตัวเอกเก่ง, พระเอกไทป์หมายักษ์, fluff 

ความสัมพันธ์: นายจ้าง X บอดี้การ์ด / หมาจินโด X คนเลี้ยง

จำนวนตอน: 71 ตอน (ยังไม่จบ)

ก่อนเปิดเรื่อง มีการเล่าถึงเฮลิคอปเตอร์ทหารที่ติดต่อกับศูนย์เพื่อให้จัดเตรียมทีมแพทย์ไว้สำหรับคนในทีมที่กำจัดบาดเจ็บและไม่ได้สติ ขณะที่กำลังรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากเฮลิคอปเตอร์ว่าทหารที่บาดเจ็บไม่ได้สติ ลืมตาขึ้นมาแล้ว และก็กระโจน “กัด” นายทหารโดยรอบ ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนกราดยิง และเสียงร้องตะโกนแตกตื่นว่าทหารทำร้ายนักบิน ... ก่อนที่สัญญาณทุกอย่างจะขาดหายไป 

เริ่มเรื่อง Lee Shinhoo ทหารจากหน่วยกองกำลังพิเศษที่เพิ่งลาออกมากำลังจะเริ่มงานในฐานะบอดี้การ์ด และระหว่างที่กำลังแต่งตัวและเตรียมออกจากบ้าน Shinhoo ที่เปิดช่องข่าวไว้ ก็ได้ยินการรายงานข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ทหารตกบนเขาจากการที่เครื่องขัดข้อง โดยเจ้าตัวเองก็คิดว่าแปลก เพราะว่าเฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการดูแลและตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอไม่น่าจะเกิดปัญหาถึงขั้นที่เครื่องตก และยิ่งกว่านั้น ภาพของเฮลิคอปเตอร์ในทีวีก็มีรอยกระสุนปืนยิงกราดอยู่ด้วย 

งานใหม่ของ Shinhoo ก็คือเป็นบอดี้การ์ดให้ Han Taebaek ลูกชาย chaebol บริษัทขนาดใหญ่ตามคำสั่งของประธานบริษัท ซึ่งก็คือพ่อเลี้ยงของ Taebaek เพื่อให้จับตามองลูกเลี้ยงของตน มากกว่าจะเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยจริงๆ และขณะที่แม่ที่เสียไปของ Taebaek เป็นเจ้าของบริษัท แต่ตำแหน่งในองค์กรของลูกชายเจ้าของกลับเป็นหัวหน้าทีมเล็กๆ แม้ว่าจะมีที่ทำงานใหญ่โตหรูหราก็ตาม 

ตอนแรก Shinhoo คิดว่า Taebaek จะเอาแต่ใจ วางท่าตามลักษณะลูกเศรษฐี แต่กลายเป็นผิดจากที่คาด เพราะนอกจากนิสัยชอบแหย่แล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เจ้าตัวมีนิสัยเรียบง่าย และการดูแลและอยู่ร่วมกับ Taebaek ก็ราบรื่นกว่าที่คิด 

แต่ละวันของ Shinhoo เริ่มต้นที่ไปหาอีกคนที่บ้านในตอนเช้า และก็นั่งรถหรูที่ Taebaek ขับไปที่บริษัทด้วย และระหว่างที่เจ้าตัวทำงาน ตัว Shinhoo ก็คอยระวังอยู่ด้วยแค่นั้น ก่อนที่ตอนเย็นจะนั่งรถกลับไปกับ Taebaek ที่บ้าน 

จนกระทั่งครึ่งอาทิตย์ผ่านไป ในตอนเช้า ระหว่างทางที่นั่งไปที่บริษัท เจ้านายเก่าของ Shinhoo โทรมาหา และบอกว่าถ้าอยากรอดชีวิตก็ให้รีบเดินทางไปหาตัวเอง และ Shinhoo ที่ไม่สนใจอะไร โดยเฉพาะเมื่อทำหน้าที่อารักขา Taebaek อยู่ ก็บอกปัดไป และเมื่อมาถึงบริษัทตามปกติ น่าแปลกที่รถของพ่อเลี้ยง Taebaek ที่มาทำงานก่อนทุกวัน และไม่เคยขาดงานไม่ได้อยู่ในที่จอด ยิ่งเมื่อขึ้นไปที่ห้องทำงาน และระหว่างที่ Taebaek นั่งอ่านเอกสารอยู่ก็ได้ยินเสียงอุบัติเหตุดังขึ้นมาถึงห้องทำงานข้างบน เมื่อสองคนและเลขาเดินมาชะโงกดูที่หน้าต่างก็เห็นว่ารถบัสชนกันบนถนน และที่แปลกเกินกว่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุจราจร ก็เพราะการทำร้ายร่างกายและนองเลือดต่อมา ขณะที่ Taebaek ที่เห็นเหตุการณ์กำลังจะกลับไปที่โต๊ะเหมือนเดิม ตัว Shinhoo ที่อาชีพและนิสัยทำให้การรับรู้อันตรายและโต้ตอบฉับไวก็ตีความไปถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดว่าเกิดการรัฐประหารขึ้นจากฝีมือของคนในรัฐบาล เมื่อทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ด แล้วเคยเป็นทหารมาก่อน พอสถานการณ์เริ่มผิดปกติ ความปลอดภัยของเจ้านายต้องมาเป็นอันดับแรก ก็บอก Taebaek ทันทีว่าให้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน ไม่นับที่บอกให้เลขาของ  Taebaek สั่งให้เจ้าหน้าที่ในบริษัทปิดประตูทางเข้าออก เอา shutter ลงมาไม่ให้คนนอกเข้ามาได้อีกต่างหาก

ระหว่างทางเหมือนจะไม่มีอะไรปกติ แต่ทว่าก็มีคนที่ขับรถสวนทางมาจะชนรถของ  Taebaek และเมื่อหักหลบ รถก็ชนเสาไฟฟ้าแทน ระหว่างที่คิดว่าจะลงไปช่วยดีหรือไม่ จ้องมองอยู่ก็เจอว่า "บางอย่าง" ที่เหมือนมนุษย์ แต่อ้าปากกว้าง มีฟันแหลมคมกระโดดมาจากท้ายรถ และกัดกินคนขับ โดยที่อ้าปากกว้างที ร่างกายส่วนหนึ่งก็หายไปที ซ้ำร้าย เมื่อเห็นทั้งสองคนก็กระโดดเกาะท้ายรถมาด้วย ขับสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด แถมยังกัดเหล็กรถได้อีก 

สุดท้าย "บางอย่าง" นั้นก็ตามสองคนมาถึงที่จอดรถ และด้วยความที่ไม่มีอาวุธเหมาะสมในมือ Shinhoo ก็บอกให้ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงแล้ว Shinhoo ลงมาสู้ จนในที่สุด ก็จบลงที่ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงอีกรอบ และ Shinhoo เอามีดแทงกระโหลกไป 

เมื่อส่งเจ้านายถึงห้อง Shinhoo ก็บอกลาจะกลับไปที่บ้านตัวเอง โดยบอกอีกคนว่าการที่ Taebaek เป็นลูกหลาน chaebol ใหญ่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งรัฐบาลและทหารไม่เข้ามาแตะต้องแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขตที่พักอาศัยเป็นเขตคนมีฐานะ ถ้าเก็บตัวอยู่ในบ้าน อย่างไรก็ปลอดภัย และถ้า Shinhoo จะอยู่ด้วย Taebaek ก็ต้องปันส่วนอาหารและน้ำที่มีให้ Shinhoo จะทำให้อาหารส่วนของ Taebaek หมดไวขึ้น .... หากแต่ Taebaek ที่ไม่อยากอยู่คนเดียวกลับรั้ง Shinhoo ไว้ให้อยู่ด้วยกัน 

และเมื่อยามเย็นมาถึง แปลกที่ไฟที่ควรจะส่องสว่างตามหน้าต่างบ้านรอบๆ กลับปิดมืดกว่าที่เคย ..... ตอนสามทุ่ม ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากป้าคนทำความสะอาดที่มาในสภาพบาดเจ็บเลือดโชก เพราะไม่กล้าหยุดงาน ถึงแม้จะเกิดเหตุผิดปกติที่คนทำร้ายกันทั่วโซล และระหว่างทางก็ถูกเด็กที่หลบอยู่ในพุ่มไม้กัด เมื่อทำแผลและให้แม่บ้านเข้าไปพักผ่อนในห้องแล้ว Shinhoo ก็เจอว่าหูของแม่บ้านแดงก่ำกว่าที่มนุษย์พึงเป็น และก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนเป็น “บางอย่าง” เหมือนที่ตัวเองกับ Taebaek เพิ่งเจอ และก็คิดถึงอันตรายขึ้นมากรณีที่จะมี “บางอย่าง” ในบ้านขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อห้องนอนล็อคได้แค่จากด้านในเท่านั้น กับเทียบกับตัวก่อนที่สู้ด้วย ตัวนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่ามาก  

แล้วในตอนกลางคืน ก็ได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากด้านที่แม่บ้านพักอยู่จริงๆ Shinhoo ให้นายจ้างตัวเองหลบอยู่ในห้อง ขณะที่ตัวเองจะไปดูเอง แต่ Taebaek กลับขอไปด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับ Shinhoo ตัวเองก็ไม่กล้าออกไปจากห้องอยู่ดี อาจจะตายอยู่ในห้องได้ ถ้ามีอะไรก็ตายด้วยกัน ... จนสุดท้ายก็เลยต้องให้ Taebaek ไปด้วย โดยให้อีกฝ่ายหาอาวุธติดมือไป และก็ได้ไม้กอล์ฟติดมือโดยถูก Shinhoo ย้ำใส่ว่าถ้ามีอะไรให้หวดที่หัวให้สุดแรง และเพราะกระโหลกหนา ให้คิดว่าทุบหินอยู่ ตอนแรก Shinhoo ออกไปสู้ก่อน แต่พอพลาดถูก “บางอย่าง” กระโดดคร่อมจะกัด ก็ได้ Taebaek เอาไม้กอล์ฟหวดจนดิ้นหลุดออกมาได้ และเพราะทำอย่างไรก็ไม่ยอมตาย ก็เลยต้องหวด หวด หวดใส่ไม่ยั้ง เลือดกระเซ็นลงทั้งหน้า ทั้งประตู ทั้งกำแพงแล้ว กระโหลกยุบก็แล้ว แต่ก็ยังไม่ตาย อ้าปากกินส่วนไม้กอล์ฟอีก จนสุดท้าย Shinhoo ก็ปิดฉากด้วยการเอามีดทำครัวปักสมอง ... แต่เพราะไม่แน่ใจว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกไหม Shinhoo ที่สังเกตว่าตัวประหลาดนี้ใช้การมองเห็นเป็นหลัก ก็เลยควักเอาลูกตาออกมาเป็นมาตรการกันไว้ก่อน 

สองคนนอนห้องเดียวกัน และตอนเช้าก็ตื่นมาโดยที่ Taebaek ขึ้นมานอนหลับอยู่บนตัว Shinhoo เพราะได้ยินเสียงหวีดเตือนภัยจากมือถือ สรุปว่ารัฐบาลประกาศแจ้งสภาวะฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของไวรัส โดยที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังระบุไม่ได้ ให้งดการออกจากบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ  

และเมื่อเปิดทีวีฟังข่าวเพิ่มเติม ก็ได้ยินรายงานพิเศษแจ้งว่า ให้สังเกตลักษณะผู้ติดเชื้อ ที่เห็นชัดก็คือฟันที่แหลมคมเหมือนปลาฉลาม และหูที่แดงก่ำผิดปกติ  ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ไปจะตายทันที แต่ว่าสมองจะยังทำงาน โดยที่จะสั่งการให้มีความอยากอาหาร หรือเจาะจงก็คือเนื้อมนุษย์ จนถูกเรียกชื่อว่า Eaters 

แต่ระหว่างฟังรายงาน ตัว Taebaek กลับไม่มีท่าทางเดือดร้อนเลย ตักอาหารเข้าปากดูผ่อนคลายด้วยซ้ำ และเมื่อ Shinhoo ถามก็ได้ความว่า จากประสบการณ์ที่ดูหนังแนวซอมบี้มาเยอะ การที่คนไม่อยู่บ้านแต่ไปเพ่นพ่านข้างนอกทำให้ปริมาณซอมบี้ยิ่งเยอะ อยู่บ้านเฉยๆ รอให้ตำรวจทหารจัดการซอมบี้ก่อนดีที่สุด การอยู่บ้านช่วยลดปริมาณซอมบี้ได้ ไม่งั้นทุกคนก็เป็นซอมบี้กันหมด

แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่าง  Taebaek เพราะมีทั้งพวกประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจับกลุ่มบอกให้รัฐบาลหยุดสร้างและเผยแพร่เรื่องไม่จริง พวกคลั่งศาสนาที่เชื่อว่าอีทเตอร์มาช่วยล้างโลก พวกอยากดังที่คิดจะจับและฆ่าอีทเตอร์ออกโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เกิดความวุ่นวายยิ่งขึ้นอีก

แต่เมื่อบ้านของ Taebaek กินพื้นที่ทั้งชั้นของตัวตึกที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดก็เป็นฐานที่มั่นที่ปลอดภัยให้ทั้งสองคนหลบภัยได้ 

จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป ในวันที่ 30 กันยายน ก็ได้ยินประกาศที่เปลี่ยนไปของรัฐบาล ....เพราะว่าการกำจัดอีทเตอร์ไม่ได้ผล รัฐบาลที่สูญเสียกำลังทหารไปเปลี่ยนท่าทีโดยแจ้งประชากรว่าจะละทิ้งกรุงโซลไปตั้งเมืองใหม่ที่เกาะเชจู และประกาศทิ้งระเบิดถล่มกรุงโซลและคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดในวันที่ 30 ตุลาคม ตามคำแนะนำของ UN และ WHO ที่เห็นว่าไวรัสและอีทเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดคุกคามต่อความปลอดภัยของภูมิภาคอื่นในโลกด้วย โดยให้ประชาชนอพยพไปที่เมืองมกโพแล้วนั่งเรือไปที่เกาะเชจูต่อไป 

ดังนั้น การทิ้งที่ปลอดภัย และเดินทางไปที่มกโพของสองคนก็เริ่มขึ้น

.

.

.

จบการเล่าเรื่องย่อแบบวิชาการจริงจัง  (?) ต่อไปจะเป็นการโหยหวนกรีดร้องทุกอย่างแล้ว จากใจก็คือว่าอยากจะกรี๊ด กรี๊ด และกรี๊ดมาก นี่เป็นเรื่องแนว AZ วันสิ้นโลกกับซอมบี้ที่ดีที่สุดที่อ่านมาทั้งชีวิตเลย ฮืออ อยากจะกราบทุกสิ่งอันเริ่มตั้งแต่บุคลิกตัวละครสองคนแล้ว

เริ่มที่ตัว Shinhoo ปกติไม่ค่อยเจอตัวเอกสายทหารหรือการ์ดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่สาย ability คนที่พื้นเพมาจากทางทหารหรือตำรวจจะเป็นพระเอกมากกว่า โดยเฉพาะสายจีน เปิดมาตัว Shinhoo มีความสามารถตามอาชีพตัวเองไม่พอ ยังมีความสุขุมรอบคอบอีก นิสัยนิ่งเย็นหาทางออกทำให้หนทางรอดของทั้งคู่เพิ่มสูงมากขึ้นและเป็นไปได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่วันแรกที่เดินไปสำนักงานของ Taebaek ก็จินตนาการภาพในหัวแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมา จะรับมือและตั้งหลักอย่างไร ตั้งแต่จะเอาโต๊ะทำงานมาเป็นแนวกัน โดยเฉพาะเพื่อกำบังกระสุนแล้ว

ไม่นับความจริงจังรับผิดชอบต่อหน้าที่อีก เพราะตอนที่กลับมาบ้าน ตัว Taebaek บอก Shinhoo เองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยที่นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา ถ้าจะยกเลิกสัญญาและเลิกดูแลตัวเองก็ทำได้ แต่ว่า Shinhoo ก็พูดย้ำบอกมาชัดว่า ยังไงก็จะปกป้องต่อไป จะไม่ทิ้งกันไป และต้องเอาชีวิตให้รอดให้ได้ทั้งคู่

กับส่วน Taebaek เอง ที่เปิดมาเป็นพระเอกสาย chaebol เอาแต่ใจ ชอบขับรถเอง และมีงานอดิเรกชอบรถขับแข่ง แต่ว่าเป็นสายหมายักษ์ไปแล้วชอบกล เพราะว่าพอเกิดเรื่องขึ้นมาก็ดูติดตัวเอกไปเลย แถมยังอยากให้ตัวเอกชมตัวเอกทุกครั้งที่ทำอะไรถูก/ดีอีก เริ่มตั้งแต่ตอนที่บุกไปดูแม่บ้านในบ้านที่กลายเป็นอีทเตอร์ก็รีบเอาโทรศัพท์มาเปิดแอป CCTV ให้ Shinhoo ดู และก็รอคำชมอย่างใจจดใจจ่ออีก แต่สิ่งที่ดีที่สุดในตัว Taebaek ก็คือสภาพอีคิวที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะมองโลกด้วยมุมมองที่ต่างออกไป การคิดบวก ไหวพริบสูงและการเรียนรู้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกับ Shinhoo และคอยสังเกตพฤติกรรมและนิสัยของอีกคน และมาปรับใช้กับตัวเองก็ทำให้เจ้าตัวแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรก 

ซึ่งในแง่หนึ่งสองคน นิสัยคนละแบบ แต่ก็มาเสริมกันอยู่ โดยเฉพาะเมื่อ Shinhoo จริงจังขาดความยืดหยุ่น ไร้จินตนาการ มองแค่เป้าหมายกับภาพรวม และ Taebaek ดูเรื่อยเปื่อยไม่จริงจัง แต่จินตนาการสูง และสนใจรายละเอียดปลีกย่อยระหว่างทาง และโดยเฉพาะเมื่อตัว Shinhoo สนใจแค่การทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ไม่ดูแลสนใจตัวเอง จนเมื่ออยู่กับ Taebaek ที่ทำให้อีกฝ่ายผ่อนคลายตัวเองได้ลง

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยบ่อยที่เจอตัวเอกเป็นมหาเศรษฐีจริง ๆ และดังนั้นการห่วงไปก่อนว่าทำไมกลับถึงบ้านแล้ว Taebaek ถึงรีบโอนเงินออกไปนอกเกาหลี เคลียร์บัญชีทรัพย์สินที่มี ไม่ลงไปซุปเปอร์ หรือมินิมาร์ตแล้วตุนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นต่างๆ หรือแม้แต่รองน้ำในอ่างก็เป็นการห่วงของเหล่าคนอ่านทั้งมวลที่กรีดร้องโหยหวนเปล่าประโยชน์ เพราะว่าถึงแม้จะไม่ทำอะไรเลย แต่สภาพบ้านที่พร้อมสรรพของ Taebaek ก็มีทุกอย่างแล้ว นับตั้งแต่อาหาร ของแห้ง ขนมอย่างช็อกโกแลต คุกกี้ และลูกอมในห้องเก็บของ ไม่นับขวดน้ำดื่มที่สูงจรดเพดานอีกด้านอีก ยิ่ง Shinhoo เดินสำรวจบ้านก็ได้สิ่งของที่แม้แต่ Taebaek ก็ไม่คิดว่ามีอย่างแบตเตอรี่สำรองมาอีก ไม่นับว่าตัวบ้านกว้างขวางขนาดที่ตัว Shinhoo ใช้เวลาสำรวจบ้านอย่างคร่าวๆ อย่างเดียวก็กินเวลาไปร่วม 30 นาทีแล้ว 

วันแรกที่กลับบ้านมาอาหารที่ Taebaek ทำก็คือสเต็กอย่างดี กับมะเขือเทศเชอร์รี่ตกแต่งสวยงาม ไม่นับไวน์แดงแกล้ม และมาการองปิดท้าย หรือเช้าต่อมาก็เป็นออมเล็ตหรูหรา ถึงจะไม่ได้ออกไปหาอาหารเพิ่มเติมแต่อาหารในบ้าน Taebaek ก็สามารถเลี้ยงผู้ชายสองคนได้ (ถึงจะเป็นการกินวันละสองมื้อเพื่อประหยัดอาหาร) มาร่วมแรมเดือน แม้ตอนหลังๆ จะเริ่มร่อยหรอกลายเป็นพาสต้ากับซอสต่างๆ ที่โชคดีว่าเจ้าตัวซื้อสะสมระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆ ก็ตาม 

และก็น่ารักว่าอาหารที่ Taebaek ทำอร่อยและถูกปาก Shinhoo อย่างยิ่ง ถึงขั้นที่แม้จะเป็นพาสต้ากับซอสสำเร็จแต่พอผ่านการปรุงเสริมใส่หอมใหญ่ กระเทียม โน่นนิด นี่หน่อย จากฝีมือ Taebaek ก็อร่อยมากไป จน Shinhoo กินอย่างเอร็ดอร่อยทุกครั้ง ทั้งที่ปกติเวลาอยู่คนเดียว ตัวเองที่มีนิสัยกินเพื่ออยู่ก็ถึงขนาดเอาโปรตีนมาเขย่ากับน้ำแทนอาหารด้วยซ้ำ และพอเอ่ยปากชม เจ้าตัวก็บอกว่าปกติไม่ทำอาหารเพราะขี้เกียจ แต่พอเห็นอีกคนกินอร่อยทุกครั้งก็เลยอยากทำ คิดว่านี่คือสาเหตุที่คนเลี้ยงหมากัน ... ทำเอา Shinhoo อยากจะลุกขึ้นมาชกหน้า 

Shinhoo: I feel it every day, but you are really good at cooking.

.........

Taebaek: I don't even cook because I'm too lazy.

Shinhoo: Ah .....

Taebaek: But seeing Manager Lee eats well, I just want to do it.

Shinhoo: Yes?

Taebaek: I Guess that's why people raise dogs.

Shinhoo: ...

Taebaek: Oh, clench your fists again. Are you going to hit me?

กับคืนก่อนออกเดินทาง Shinhoo ก็กลุ้มใจว่าอาวุธที่มีในมือตอนนี้ก็เป็นแค่มีดทำครัวกับไม้กอล์ฟ อย่างน้อยถ้ามีปืนอย่างตอนที่อยู่ในกองกำลังพิเศษก็น่าจะเพิ่มโอกาสในการรอดให้สูงขึ้น และพอกำลังกลุ้มใจ Taebaek ก็โพล่งออกว่าตัวเองมีปืนอยู่ ... โดยที่ก่อนหน้ามีวันที่ Taebaek ตื่นสายให้ Shinhoo แล้วก็ให้เหตุผลว่าเมื่อคืนมัวแต่เล่นกับของเล่นอยู่ ซึ่งก็คือปืนพวกนี้

ซึ่งเพราะปืนอยู่ที่ตึกโรงยิมที่ Taebaek เป็นเจ้าของ พอคิดว่าจะต้องฝ่าฝูงอีทเตอร์มหาศาลเข้าตึกเอาปืนไหม ก็เป็นความกังวลที่สูญเปล่าอีกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลงจากบันไดหนีไฟไปที่รถ ด้วยความที่เจ้าตัวรวยมาก อยู่ในตึกที่การรักษาความปลอดภัยสูง ความเป็นส่วนตัวสูง สภาพตึกก็เรียบร้อยปลอดภัยไม่มีร่องรอยอีทเตอร์เลย แม้ว่าช่วงที่ลงมาข้างล่างจะเจออีทเตอร์บ้าง แต่สภาพประตูก็แข็งแรงพอจะกันได้ ไม่นับชั้นจอดรถของ Taebaek ที่กินพื้นที่ส่วนตัวด้านหนึ่งอีก และการเข้าไปเอาปืนก็คือการขับรถเข้าไปในโกดังด้านหลังตึกที่เจอกับอีทเตอร์จำนวนทั้งหมด 1 ตัว (หนึ่งตัว!!!!) .... การกังวลช่างเป็นเรื่องเสียเวลา! 

 พอเห็นทั้งปืนที่สะสมอยู่ ตัว Shinhoo ก็ทั้งทึ่งกับราคาปืนธรรมดาแต่กลายเป็นราคามหาศาลที่ Taebaek ต้องจ่ายให้พ่อค้าอาวุธเพื่อนำเข้ามาให้ และความใจกล้าของตัว Taebaek ที่กล้าเก็บอาวุธปืนมากขนาดนี้ไว้ในกลางเมือง 

แต่จากความรักปืนและบ้าสะสมปืน ก็เลยทำให้ประกอบปืนเร็วมาก ถึงขั้นที่เร็วกว่า Shinhoo ที่เป็นทหารหน่วยพิเศษมาก่อนอีก ขำที่พนันกัน แล้ว  Taebaek เร็วกว่า Shinhoo ที่มั่นใจกับฝีมือตัวเองมากก็ช็อคค้างไปแล้ว แถมแพ้พนันยังต้องเรียกชื่ออีกฝ่ายอีก ตอนที่พยายามกลั้นใจเรียก Taebaek-ah ออกมาน่ารักดี กับต้องให้อีกฝ่ายเรียกพี่ ... จากที่เคยเป็นทางการว่าหัวหน้าทีมฮัน กับผู้จัดการลี

กับพอถามว่าถ้ายิงปืนไม่เป็น ไม่ได้ยิงปืนขนาดนั้น ทำไมมีกระสุนเยอะ  Taebaek ก็บอกว่าเป็นบริการจากพ่อค้าอาวุธ 

ตอนนี้ก็ได้เวลาขับรถหนีออกจากโซลแล้ว โดยตามแผนการทั้งสองคนเลี่ยงที่จะเดินทางช้ากว่าคนอื่นหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทุกคนจะรีบหนีออกจากเมืองพร้อมกัน และให้อีทเตอร์ตามกลุ่มคนกลุ่มแรกที่อพยพออกไป แต่เพราะกลัวว่าเส้นทางด่วนและทางหลวงที่จะไม่มีทางให้เลี่ยงหนีถ้าเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมา ก็เลยยอมเลี่ยงไปใช้ถนนสายย่อยที่แม้จะต้องใช้เวลามากกว่า แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่า 

ชอบเวลา Taebaek ขับรถ แล้ว Shinhoo คอยระวังและหาเส้นทาง เป็นแบ่งงานกันช่วยเหลือกันที่ลงตัว โดยเฉพาะเมื่อตัว Taebaek ก็รู้จักรถจนเอามาใช้ประโยชน์ได้ มีตอนที่รถข้างหน้าพลิกคว่ำอยู่จากฝีมือของอีทเตอร์ แล้ว Shinhoo ก็คิดว่า  Taebaek จะขับแล่นผ่านไปเลย แต่ตัว Taebaek กลับรีบหยุดรถ เพราะเห็นประกายไฟจากถังน้ำมันว่าจะระเบิด แต่ว่าหลังจากนั้นก็เป็นว่าที่กั้นถนนถูกแรงระเบิดทำลายและฝูงอีทเตอร์ก็ทะลักออกมาจากตรงที่กั้น โดยที่เมื่อยิ่งออออกมา ที่กั้นยิ่งพัง และจำนวนอีทเตอร์ก็ไหลออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ 

ถึงขั้นขอบคุณที่ Taebaek ขับรถแข่งมาก่อน เพราะกดคันเร่งหนีเร็วเนียนมาก ไม่งั้นสถานการณ์ที่พวกอีทเตอร์ตามเสียงระเบิดมานี่ ... ตายสถานเดียวจริง แถมมารอบด้านอีก จนสองคนหนีเข้าไปในร้านยาง พระเอกฉันเริ่มยิงปืนได้แล้ว แต่ว่าที่กั้นเหล็กกลับหยุดค้างอยู่ตอนลงมา ทำให้พวกอีทเตอร์กรูเข้ามาได้ จนสองคนต้องทิ้งรถ แล้วหนีไปที่ชั้นสอง จนไปจบที่ดาดฟ้า ดีที่ซอมบี้เรื่องนี้อาศัยการมองเห็นมากกว่ากลิ่นนะ หนีง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะพอไม่เห็นตัว การพังประตูดาดฟ้ามาก็หมดไป จะเป็นปัญหาก็แต่พวกที่ล้อมร้านอยู่ 

และระหว่างที่ Shinhoo กำลังเคร่งเครียดหาทางถึงขั้นที่คิดว่าจะเสียสละตัวเองอย่างไรให้อีกคนรอด Taebaek กลับใจเย็นกว่านั้นมาก ตอนที่บอก Shinhoo ว่า อย่างน้อยตอนนี้อากาศไม่หนาวแล้วก็ไม่ร้อน ทำให้การติดอยู่ที่ดาดฟ้าไม่ทรมานจนเกินไป และชวนให้คนข้างๆ นั่งดูท้องฟ้าก้อนเมฆสบายใจ 

และพอนั่งไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรทำ ตัว Taebaek ก็เริ่มอธิษฐานเรื่อยเปื่อย ถึงช่วงแรกขอพระเจ้า พระพุทธเจ้าก็ปกติดี แล้วก็ไปถึงซุส และอโฟรไดท์

ตั้งแต่ให้โลกล่มสลายแล้วทุกคนตายไปด้วยกัน

ให้มีไวรัสสายพันธุ์อื่นที่ออกมาฆ่าพวกอีทเตอร์

..... ไปจนถึง ให้เกิดภูเขาไฟระเบิด 

ฟังคนข้างตัวอธิษฐานมาจนถึงตอนนี้ ตัว Shinhoo ก็เริ่มอดสงสัยจนเอ่ยปากถามไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นภูเขาไฟระเบิด แล้วอีกคนก็อธิบายว่าถ้าเกิดภูเขาไฟระเบิดแล้ว พวกอีทเตอร์ที่ชอบแสงไฟและเสียงดังก็จะกรูไปที่ภูเขาไฟระเบิด และสองคนก็จะหนีรอดไปได้ 

จากความคิดแผลงๆ ไร้สาระกลายเป็นการจุดประกายให้ Shinhoo ด้วยการคิดจะระเบิดร้านข้างๆ เนื่องจากเหล่าอีทเตอร์จะหายกันออกไป ตามสัญชาตญาณที่มักรี่เข้าหาแสงไฟและไม่รู้จักเจ็บปวดก็จะกรูเข้าไปในกองไฟเหมือนแมลงเม่าที่ทำลายตัวเองและทำลายตัวที่อยู่รอบข้างไปพร้อมกัน สองคนก็เลยเอาโครงเหล็กจากชั้นดาดฟ้าวางพาดไปที่ร้านข้างๆ แล้วปีนไปปล่อยก๊าซเพื่อจุดไฟ แต่เมื่อ Shinhoo ที่ปีนไปก่อนควรจะส่งสัญญาณให้ Taebaek หายเงียบ คนที่รอจนร้อนใจก็ตัดสินไปปีนตามไปทันที ... และ Shinhoo ก็แปลกใจและรู้สึกอบอุ่นในใจที่มีคนห่วงตัวเองอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน 

แผนสำเร็จตามคาดหมาย และก็โชคดีที่รถไม่เสียหายแม้แต่น้อย เมื่อขับรถออกมา และตระเวนหาอาหารและที่หยุดพัก ตัว  Taebaek ที่หิวโซก็เริ่มจินตนาการบรรเจิดคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากกิน แล้วพรรณนาออกมาให้คนที่นั่งข้างฟัง สุดท้ายก็ไปจบที่ซุปกิมจิใส่หมูชิ้นโตๆ และเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองพูดไม่หยุดก็ขอโทษ Shinhoo ที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ พร้อมกับบอกว่า อย่างไรก็ชอบตัว Shinhoo มากกว่าซุปกิมจินะ .... น่ารักและใสซื่อผิดภาพลักษณ์สาย chaebol ตอนแรกจริงๆ เหมือนตอนที่ครั้งแรก Shinhoo เห็นสีผมของ Taebaek ที่เป็นสีทองจากสีดำที่เห็นในรูปประวัติ และเห็นนิสัยที่ผิดกับขนาดตัวก็เผลอคิดไปว่าตัว Taebaek เหมือนหมาจินโดได้ 

จนเข้ามาถนนเส้นเล็ก ก็เจอเนอสเซอรี่อยู่ และก็โชคดีที่ถึงแม้อาหารสดจะเสียแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังถือว่าเป็นสวรรค์ที่มีของในตู้ครบครัน ตัว  Taebaek ก็ได้ทำซุปกิมจิสมใจ ไหนจะไก่นักเก็ตทอด และไส้กรอกย่าง กลายเป็นอาหารเต็มโต๊ะคู่กับข้าวสวยที่เพิ่งหุง น่ารักที่ Shinhoo ที่ปกติไม่มีความอยากอาหาร แต่เพราะอดกันมานาน ยิ่งเป็นอาหารที่ Taebaek ก็แทบจะทนรอให้ข้าวหุงสุกไม่ได้ ชอบอาหารที่  Taebaek  ทำมาก ตั้งใจรอและตั้งใจตักเข้าปากจริงจัง จากที่กินให้อยู่ พออยู่ด้วยกัน ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี pleasure of taste มาก่อนเลย แต่ตอนนี้การกินอาหารที่อีกฝ่ายทำกลายเป็นความสุขไปแล้ว

หลังอาหาร ตัว Taebaek ก็ยังมีไอศกรีมวานิลลาโรยหน้าด้วยบลูเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ที่ไปคุ้ยมาจากฟรีซเซอร์ได้อีก สมเป็นคนชอบขนมจริงๆ และก็ขอบคุณเนอสเซอรี่ที่มีอาหารให้นะคะ

เมื่อได้เวลาพักผ่อน ตัว Shinhoo ที่คิดว่าจะไม่นอนเพื่อเฝ้ายามดูแลความปลอดภัยให้ Taebaek ก็รื้อนิทานเด็กที่เล่าเกี่ยวกับเพนกวินสองตัวที่เดินทางหาบ้านมาอ่าน และอีกคนที่คิดว่าจะหลับเงียบๆ ก็ชวนคุย พอถามว่าตัว Shinhoo คิดอะไรอยู่ และคำตอบที่ได้ว่าโล่งใจที่ตอนเข้าเนอสเซอรี่มาไม่เจอเด็กที่กลายเป็นอีทเตอร์ และหวังให้เด็กๆ ในเนอสเซอรี่ทุกคนปลอดภัย และเดินทางไปถึงมกโพได้อย่างราบรื่น ก็ทำให้ Taebaek หลากใจที่คนที่ดูภายนอกเย็นชา ไม่สนใจใครเป็นห่วงเด็กๆ ที่ไม่เคยแม้กระทั่งเห็นหน้ากันมาก่อน และความรู้สึกที่มีต่อ Shinhoo ก็ท่วมท้นขึ้นมาจนเอ่ยปากถามอีกคนว่า “อยากจูบตัวเองไหม” “มาจูบกันเถอะ” 

การเปลี่ยนทิศทางกระทันหันทำให้ Shinhoo ตามไม่ทัน จนสมองประมวลผลได้ว่าเป็นเพราะถูกอีกคนล้อเล่น และก็ตอบกลับว่ารู้ไหมว่าสามารถฆ่า Taebaek ด้วยมือเปล่าได้นะ ไม่ต้อง 5 นาทีหรอก 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว ... แต่ Taebaek ที่รู้ทันนิสัย Shinhoo แล้วก็ยุให้ Shinhoo ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยลองทำดู ซึ่ง Shinhoo ก็ตกหลุมจริงๆ การจูบที่เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ของ Shinhoo ก็เริ่มขึ้น 

โดยที่หมาจินโดกลายเป็นหมาป่าไปแล้ว เพราะคิดว่าถ้าอย่างไรก็จะถูก Shinhoo ฆ่าอยู่ดี ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอตายตอนที่ทั้งจูบ Shinhoo ให้หนำใจปลเวก่อนเถอะ If this kiss ends in a mess, I'll die at Shinhoo's hands anyway. If possible, I wanted to die after biting and sucking Shinhoo's lips to my heart's content. ส่วนอีกคนเป็นอารมณ์เด็กถูกจับไปฉีดยาที่โรงพยาบาลที่รู้ว่าต้องทำแต่ก็กล้าๆ กลัวๆ แต่น่ารักที่พอจูบอย่างตั้งใจ แล้ว Taebaek เทใส่ความรู้สึกตัวเองลงไปเต็มที่ คนถูกจูบก็รับรู้ได้ ไม่นับว่าการที่ถูกกอดและสัมผัสอุณหภูมิอบอุ่นจากร่างกายคนอื่นเป็นสิ่งที่ตัว Shinhoo ไม่เคยทำ .... ตามจริงแล้วตัว Shinhoo ขาดความรักมาตลอดนะเนี่ย

เหมือนตอนที่อยู่บนดาดฟ้า และ Taebaek ลูบตา Shinhoo .... เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีคนมาสัมผัสตัว Shinhoo อย่างใส่ใจก็คือตอนที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตบบ่า Shinhoo เพื่อบอกลาตอนเจ้าตัวจะไปเป็นทหาร  

สรุปว่าหมาจินโดก็ยังกลายพันธุ์ต่อไป และการสัมผัสตัว Shinhoo ก็ทำให้ตัวเองภูมิใจว่าเป็นคนแรกที่ถูกตัว Shinhoo นอกจากหมอที่เคยทำแผลให้ Shinhoo เสียด้วย  Except for the doctor who treated these wounds, I'll be the first to touch it. A sense of uniqueness and superiority enveloped Taebaek.

และ Shinhoo ที่มีคนกอดและสัมผัสอย่างอ่อนโยนก็ผ่อนคลาย จนถึงขั้นที่หลับไปไม่รู้ตัว .... ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเฝ้าดูแลอีกคนแท้ๆ แต่พอหลับป๊อกไปแล้วตื่นขึ้นมาพบว่า Taebaek หายไป โดยที่ในห้องน้ำก็ไม่มี ตกใจถึงขั้นคิดความเป็นไปได้ต่างๆ นานาที่รวมถึงการที่ Taebaek ผู้ชอบของหวานเจอช็อกโกแลตแล้วตามกลิ่นช็อกโกแลตไปแล้ว ก็เลยคว้าปืนออกตามหารอยเลือด คิดแง่ร้ายและลบมากจนไปเจอ Taebaek อยู่ในครัว โดยกำลังต้มซุปสาหร่ายในหม้ออยู่ 

เจ้าตัวที่คิดว่าจะเปิดฝา แล้วหยิบช้อนไปชิมซุปสาหร่ายถูก Taebaek พุ่งเข้ามาจูบออโต้ เหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนจะเปลี่ยนรูปไปนิดหน่อย แต่ Shinhoo ก็ยังตกใจกับการประชิดตัวและถึงตัวกระทันหันอยู่ดี ถึงขั้นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น การจูบควรจะเป็นเรื่องที่ทั้งสองคนตกลงกันไม่ใช่เหรอ ทำไมตัว Taebaek บุกเข้ามาอย่างนั้น แล้วถ้าจะทำอย่างนี้ต่อไปในอนาคตอีกล่ะ  What the hell is this, suddenly, why, what, kissing shouldn't be mutually agreed upon? What do you do if you make a sudden attack like this? Are you going to do this in the future?

และเมื่อ Taebaek งอแงจะจูบต่อไป Shinhoo ก็ตอบกลับไปว่าตัว Taebaek เคยถูกซุปสาหร่ายราดใส่หน้าไหม จนหมาจินโดกลายพันธุ์หงอแล้วรามือไป .... ซึ่งเอาจริง ก็อยากจะตีความให้ว่าโกรธที่ขัดขวางการชิมซุป เพราะติดใจอาหาร Taebaek และคาดหวังถึงรสชาติในหัวไปแล้ว

ถึงเวลาออกเดินทางต่อไป ทุกอย่างราบรื่นจนมาถึงเมือง Yongin ที่พอเข้ามาขับต่อไปไม่ได้ เพราะถนนรอบๆ ถูกปิดตาย ไม่ว่าจะขับเลี่ยงไปสายไหนก็เจอทั้งมีบังเกอร์มากัน มีการเอารถบัสที่เอาเครื่องยนต์ออกไปแล้วมาขวางถนน หรือแม้แต่การระเบิดตึกเพื่อกั้นทาง ..... ซ้ำร้าย ตัว Shinhoo ก็นึกออกว่าบัตรประชาชนที่ตกมาจากอีทเตอร์ตัวแรกที่สู้กันที่ที่จอดรถก็มาจากเมืองนี้ ยิ่งประกอบกับข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกที่เข้ามาในหัวก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีทเตอร์จะเริ่มต้นที่เมือง Yongin ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ข่าวหมีออกมาอาละวาดทำร้ายชาวบ้านก็น่าจะเป็นการปิดข่าวการอาละวาดของอีทเตอร์มากว่า 


หาทางออกต่อไปไม่ได้จนสองคนคิดว่าจะหยุดรถ และพักหาหาทางกันต่อ ตอนหยุดพัก พระเอกหันไปกุกกักๆ อยู่ท้ายรถแล้วก็เอากล่องทัปเปอร์แวร์ใส่ข้าวปั้นใส่แฮม ทูน่า สาหร่ายที่ทำจากเนอสเซอรี่มา นี่คือขับรถหนี หรือออกมาปิกนิกกันคะ? เอาทิชชู่เปียกเช็ดโต๊ะแล้วตั้งสำรับเนี่ยย  

แล้วพอขับรถมาถึงสะพานก็กลายเป็นเจอศพคนเป็นร้อยที่ถูกฆ่าแล้วแขวนเรียงไว้ที่สะพาน มีการฉีดพ่นสีบอกว่าซอมบี้เป็นตัวแทนพระเจ้าที่มาล้างบาปให้โลก กับเอาคนให้ซอมบี้กิน ไม่ไหวแล้ว เวลาเจอพวกคลั่งศาสนาแบบนี้ หลอนกว่าเจอซอมบี้จ้องเขมือบอีก ดีที่ทางจีนไม่ค่อยเล่นอุดมการณ์แบบนี้นะคะ น่ากลัวมาก 

แต่ว่าระหว่างที่ลงจากรถมาสืบหาข่าวตัว Shinhoo ก็ถูกรถพุ่งชน และ Taebaek ก็ถูกกลุ่มคนในรถรุมทำร้ายก่อนที่สองคนจะสลบไปเพราะปืนยาสลบ

แล้วเมื่อตื่นมา Shinhoo อยู่คนเดียวในห้องที่เหมือนจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็กลายเป็นว่าอยู่จับมาทิ้งไว้ในหมู่บ้านเมืองเก่าที่เป็นจุดท่องเที่ยว แม้ว่าจะระบมไปทั้งตัวเพราะถูกรถชน และมีอาการชาขยับไม่ได้จากฤทธิ์ยาสลบ แต่ความร้อนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Taebaek ทำให้เจ้าตัวฝืนลุกออกมาจากห้องเพื่อตามหาอีกคน โดยที่เอาเชิงเทียนที่มีในห้องมาเป็นอาวุธ โดยพันติดมือไว้กับเนคไทเพราะมือยังไม่มีแรง วิ่งไปจนทั่วก็ยังไม่เจออีกคน และความเป็นไปได้ด้านร้ายทั้งหลายก็ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ 

จนในที่สุดก็เจออีกฝ่ายจริงๆ เป็น Taebaek ที่ยังเป็นมนุษย์ และยังครบสามสิบสองดีอยู่ ... และดูจากสภาพอีกคน ก็ร้อนใจไม่ต่างกันและออกวิ่งตามหา Shinhoo มาตลอดเหมือนกัน ความรู้สึกของ Shinhoo ก็เป็นทั้งภูมิใจที่คนขี้กลัวอย่าง Taebaek ไม่ได้หลบอย่างหวาดกลัวอยู่ในห้อง และก็ทั้งเต็มตื้นที่ Taebaek ก็ห่วงตัวเองเช่นเดียวกัน

กลายเป็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนรูปไปจริงๆ เพราะคราวนี้ การแยกจากกันโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรทำให้สองคนเปิดใจให้กันมากขึ้น โดยเฉพาะตัว Shinhoo และก็ส่งผลให้ความกังวลที่จะต้องแยกจากกันเป็นในตัว Shinhoo เช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นแค่กับ Taebaek อย่างที่เป็นมา ..... ซึ่งก็อยากจะสรุปว่าเปลี่ยนความสัมพันธ์มาเป็นหมาจินโดที่อ้อนนายกับคนเลี้ยงที่ตามใจโอ๋หมาตัวเองเต็มรูปแบบแล้ว large dog tag ของพระเอกเปิดทำงาน 100% แล้วด้วย ฮือ จับใจ

คืนนั้นเมื่อสองคนคุยกัน และ Taebaek เล่าว่าตัวเองออกจากห้องอย่างไร และทำอะไรบ้าง Shinhoo ที่ได้ฟังก็ปลื้มใจว่าอีกฝ่ายโตขึ้นมาก และเรียนรู้จากการสังเกตและเรียนรู้แม้ว่าจะไม่ถูกสอน Taebaek grows rapidly. You learn by watching and learning without being taught. ซึ่งอ่านไปก็คิดได้แต่ว่ามันคือการเลี้ยงและพูดชมหมาตัวเองแล้วนะคะ Shinhoo

ส่วนจินโดเอ๋ย อ่านดูก็รู้ว่าอินเลิฟ ถ้าจะบอกว่า Shinhoo หัวเราะยาก แต่พอยิ้มขึ้นมาแล้วโลกสว่างสดใสเนี่ยยย Laughter is expensive, but when you smile sometimes, the whole world becomes brighter.

แต่น่ารักที่เวลา Shinhoo อยู่กับจินโดตัวเองแล้วหลับสนิทชนิดที่หลับแล้วหายไปเลย ทั้งๆ ที่ปกติหลับยากและหลับตื้นมาก

และตอนนี้ก็เป็นการรวบรวมคนที่ถูกพวกคลั่งศาสนาจับมาหนีออกไป และหาทางออกจากเมือง กลายเป็นช่วง Arc Yongin + Fanatics อยู่

อ่านเรื่องแนวซอมบี้ทีละตอนแบบนี้ทรมานมาก แต่ก็ยังดีที่มาจันทร์ถึงศุกร์นะคะ

...................................................

เอาจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เอาเล็งเอาไว้ก่อนเริ่มลงตอนจริงแล้ว แต่ก็ยังแอบกลัวอยู่ เพราะเอาจริงถ้าพูดถึงเรื่องแนววันสิ้นโลกกับซอมบี้ ทางเกาหลีมีน้อยกว่าทางจีนมาก (เท่าที่เจอทางเกาหลีดูเน้นไปทางสาย ability พวกฮันเตอร์ไม่ก็เอสเปอร์ไกด์ กับแนว ABO มากกว่า) และถึงมีก็ไม่เจอสนุกแบบอยากก้มกราบสักเรื่อง อย่าง 레인보우 시티 // Rainbow City ที่หลายคนชมก็ไม่ได้รู้สึกว่าสนุกถึงขนาดนั้น กับอีกอย่างก็คือไม่ชอบตรรกะการดำเนินเรื่อง และลักษณะนิสัยของตัวเอกเรื่องล่าสุดก่อนหน้าของคนแต่ง .... แต่พอมาจริงของจริง ตายไปตั้งแต่เห็นปกแล้ว สวยมาก ดีมาก และชอบรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ  ..... ถึงขั้นที่ขำมาก ตอนที่ 60 มีคนมาคอมเมนต์ว่า how do I get here? เพราะว่ามันสนุกมากยังไงล่ะคะ เริ่มอ่านแล้วก็ต้องซื้อต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจบ ถ้าไม่ปาดซื้อรวดเดียวตั้งแต่แรกเถอะ 

ถ้าเทียบกันระหว่างงานเกาหลีกับงานจีน งานเกาหลีลงรายละเอียดดีกว่างานจีนที่เน้น action โดยเฉพาะการบุกตะลุยฆ่าซอมบี้แล้วเอานิวเคลียสมาเพิ่มความสามารถตัวเองและพวกพ้องอย่างเดียว ซึ่งพอถ้าบรรยายสภาพอารมณ์และบรรยากาศเหตุการณ์ให้ดีแล้วงานเกาหลีระทึกขวัญและโน้มน้าวได้กว่างานจีนมาก เหมือนอยู่ในสภาพที่กดดันและดิ้นรนไปกับตัวละครตั้งแต่บทแรกแล้ว โดยเฉพาะอ่านเรื่องซอมบี้มาทั้งชีวิต นี่คือซอมบี้ที่น่ากลัวสุดจากใจ สายจีนถ้าไม่ evolve ระดับหนึ่งก็ยังโง่ๆ ทำอะไรไม่ได้อยู่ แต่คือทางอีทเตอร์เรื่องนี้นี่ แค่กลายร่าง ฟันก็กัดเหล็กได้แล้ว เป็นคนธรรมดาไปสู้คงได้แค่ตาย ฮือ ลุ้นระทึกขวัญตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วสองคนจะกลับมาที่บ้านแล้ว อยากจะเรียกว่าซอมบี้นรก ที่ใครจะไปสู้ไหวคะ? ทุกคนพูดหมดเลยว่าทหารยังไม่รอด แล้วพลเรือนจะไปเหลืออะไร ฉันคงตาย หนึ่งวินาทีที่ซอมบี้โผล่นะคะ ตอนอ่านก็คือว่าฉันกลัวซอมบี้เรื่องนี้ มาก อ่านดึกๆ แล้วยิ่งหลอนมาก หน้าบ้านเป็นกระจกใสอีก ซอมบี้คงทะลุหน้าต่างมาง่ายเถอะ

กับอีกอย่างหนึ่งที่เทียบกับงานจีนก็คือ งานจีนถ้าไม่แหวกแนวไปเลย ก็จะเป็นตามกระแสคล้ายๆ กัน ซึ่งช่วงที่กระแส AZ ฮิตก็เหมือนกันหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวเองมีพลังพิเศษ หรือแม้แต่มีมิติพิเศษที่มีน้ำพุรักษาอยู่ การตุนอาหารและของใช้จำเป็น (โดยเฉพาะตั้งแต่โอตาคุวันสิ้นโลก) การกลับมาเกิดใหม่ และการตั้งเบสตามเมืองต่างๆ เพื่อทั้งหลบภัยและรับมือสู้กับซอมบี้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้คาดเดาและรู้ผลง่าย ..... ผิดจากงานเกาหลีที่ทุกเรื่องจะมีแนวของตัวเองโดดเด่นไปเลยมากกว่า (ถึงแม้ว่าบางเรื่องจะโดดเด่นในแง่อินดี้อ่านไม่รู้เรื่องไปเลยก็ตาม )

((ถึงจะพูดอย่างไรก็เถอะ เอาจริงรักงาน AZ จีนมากนะ อ่านมันทุกเรื่องจนไม่มีอ่านแล้วจะว่าไป ฮือ))

แต่ส่วนตัว ก็แอบกลัวชื่อเรื่องที่บอกว่า Let's Meet Alive ในแง่ที่ว่าสองคนจะพลัดพรากจากกันหรือใครมีปัญหาอะไรภายหลังไหม กลัวมาก แต่ก็พยายามคิดว่าชื่อมาจากคำพูดที่รัฐบาลบอกให้ประชาชนออกเดินทางไปที่มกโพ แล้วเจอกันที่นั่นให้ได้มากกว่า เพราะตอนนี้อาการ Separation Anxiety ไม่ได้เป็นแค่กับ Taebaek คนเดียวแล้ว ถ้า Taebaek หายไปนอกสายตา Shinhoo ก็เริ่มตามหาเหมือนกัน 

จริงๆ เวลาขึ้นเรื่อง 19+ นี่ หลายเรื่องไม่ใช่เพราะฉากบนเตียงนะ เป็นเพราะความรุนแรงด้วยต่างหาก อย่างเรื่องนี้ก็มีมีเตือนในเรื่องย่อก่อนเลยว่ามีฉากบรรยายความรุนแรง เพราะการฆ่าอีทเตอร์ว่าโหดแล้ว ตอนนี้การสู้กับพวกคลั่งศาสนานี่คือน่ากลัวกว่ามาก เนื่องจากพอกลุ่มคนคลั่งศาสนาไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ตัว Shinhoo ก็ไม่คิดจะปราณีกับอีกฝ่ายเหมือนกัน อย่างตอนที่จับพวกผู้ร้ายได้ ก็บอกให้พวกผู้หญิงที่ถูกจับมา ฆ่ากลุ่มคนที่ทำร้ายตัวเองด้วยเชิงเทียนที่ Shinhoo ถือมาเป็นอาวุธ ไม่นับการบรรยายสภาพหลังจากนั้น และการเหลือผู้ร้ายในกลุ่มไว้คนนึงที่ยังไม่ได้ฆ่า เพราะจะเอามาเค้นความ ไม่ได้ฆ่าจริง แต่ว่าเอาที่ทุบข้าวเหนียวทุบ แล้วบรรยายว่าแขนขาหักหมด แล้วที่บอกว่าถ้าบอกความจริงมาจะปล่อยไป ก็คือไว้ชีวิต แต่ถ้าขยับตัวไปไหนไม่ได้อยู่ดี ก็รุนแรงว่าฆ่าให้ตายทันทีเหมือนกัน หรือยังจากนั้นก็เอาขวานจามแขนคนที่เฝ้ายาม แต่ถึงแม้จะไม่ฆ่า ในสภาพวันสิ้นโลกที่ไม่มีหมอ และเลือดออกมากไปในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดี แม้ตัว Shinhoo จะบอกตอนเค้าความจริงว่าจะปล่อยไปก็เถอะ สรุปได้แค่ว่า blood and violence และ gore กระจาย


ปล.

1. ถึงแม้จะอยู่วันสิ้นโลกและอีทเตอร์รายล้อม สองคนก็ยังทำให้โลกเป็นสีชมพูได้อยู่ดี ตอนที่ช่วยกันค้นพิพิธภัณฑ์แล้ว Shinhoo ดีใจเพราะเจอลูกอมเอาไปให้อีกคนน่ารักมากก น่ารักที่คิดว่าอีกฝ่ายหน้าขรึมนิ่งเพราะไม่ชอบที่ให้กินลูกอมราคาถูกผิดจากที่ Taebaek เคยกินมาทั้งชีวิต แล้วรีบเลิ่กลั่กขอโทษ แต่ที่ไหนได้คือฝ่าย Taebaek ดีใจมากจนค้างไปแล้ว เพราะมากกว่าลูกอมก็คือความใส่ใจที่พออีกฝ่ายเห็นของปุ๊บก็คิดถึงตัวเองทันที

กับที่น่ารักพอกัน คือหลังจากนั้น ตอนที่ Taebaek ก็เอายาแก้ปวดให้ Shinhoo แล้วพอเจ้าตัวบอกว่าไม่ต้องกิน ไม่เป็นไร แล้ว Taebaek ก็เป็นคนบอกว่าตัว Shinhoo แขนเจ็บ จากที่สังเกตเห็นอยู่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

2. น่ารักที่บอกว่าอยากอยู่กันสองคน หมาจินโดอ้อนขึ้นเรื่อยๆ แถมกลายเป็นปีศาจจูบไปแล้วว และถ้าอยู่ด้วยกันสองคนก็หาเรื่องจูบ Shinhoo ได้ตลอด หลังๆ นอกจาก Shinhoo จะไม่ขัดแล้ว ยังอัพเกรดขึ้นด้วยต่างหาก ความสามารถ evolve สูงมาก เพราะหนีจากพวกซอมบี้ช้า แล้วทำพระเอกกังวล จะถูกแน็ก ก็ยิ้มแล้วบอกว่า ขอโทษ คืนนี้จะจูบนะ "I'm sorry. I'll kiss you at night." ก็ปิดคดีไปได้ในสามวินาที เพราะสรุปว่าอ้อนแบบนี้ น่ารักมากในสายตาพระเอกจนบ่นต่อไม่ได้เลย

แต่ที่ตอบปิดจบ หมาจินโดที่กลับมารู้ตัวแล้วก็บอกว่าจะจูบทั้งคืนเหมือนกัน  "... all day long, only your lips, I will bite and suck."

3. เอาจริง พอหมาจินโดเริ่มโต (ตามคำคนเลี้ยง) ศักยภาพก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันนะ เพราะตอนค้นพิพิธภัณฑ์ก็ดีอกดีใจที่เจอดาบยาว และพอ Shinhoo ที่เห็นจินโดเหมือนเด็กได้ของเล่น กำลังจะบอกว่าดาบใช้ยาก เพราะควบคุมน้ำหนักลำบาก ตัว Taebaek ก็ชักออกมาจากด้ามแล้วแกว่งไปตัดหัวหุ่นที่อยู่ข้างๆ รวดเดียวลงมากลิ้งอยู่ที่พื้นไป ... สรุปว่าเคยเรียนดาบมาก่อน แล้วก็มีดาบเป็นอาวุธเพิ่มมาอีกอย่าง  ก็คือ 

Awww, Taebaek who swings the long sword skillfully and confidently is so, so cool! 

And Shinhoo who thinks of Taebaek the instant he finds the candies is so, so cute! 

Wednesday, 17 November 2021

동생이 영웅이라 꿀 빱니다 // My Younger Brother Is a Hero, So I’m Sucking Honey


คนเขียน: 로보
แนว: ฮันเตอร์, น้องติดพี่, พี่ติดน้อง, กิลด์, ability 
ความสัมพันธ์: คนธรรมดา (?) X ฮันเตอร์ 
จำนวนตอน: 42 ตอน (ยังไม่จบ)

(**น้องชายไม่ใช่พระเอกนะคะ)

ตัวเอก Ji Hyunwoo เป็นคนสูญหายกลุ่มแรกในบรรดา 10,000 คนที่ถูกประตูโลกปีศาจที่เปิดขึ้นพาไปที่โลกปีศาจ และในเหล่าคนสูญหายกลุ่มที่ 2 และ 3 ก็มีคนที่รอดชีวิตกลับมา และพลังพิเศษตื่นขึ้นกลายเป็นฮันเตอร์ไป 

แต่ว่าผู้สูญหายกลุ่มแรกไม่เคยมีใครได้กลับมา 

10 ปีผ่านไป  Ji Seonwoo น้องชายของ Hyunwoo ที่สาบสูญไป กลายเป็นฮันเตอร์เอสคลาสหัวหน้ากิลด์อันดับหนึ่งของเกาหลี ทุกอย่างมีพร้อมหมด ยกเว้นครอบครัว ซึ่งก็คือพี่ชายคนเดียวที่เลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 

ขณะเดียวกัน ที่โลกปีศาจ Hyunwoo ยังมีชีวิตอยู่ เหลือรอดเป็นคนเดียวในหมู่คนที่สาบสูญกลุ่มแรก และตอนนี้ก็ได้รับข่าวดีว่ากลับไปที่โลกมนุษย์ได้ 

ตอนที่กลับมา คุณพี่ชายไปโผล่ที่สมาคนฮันเตอร์เกาหลีและกำลังถูกสอบสวนอยู่ ขณะที่คิดว่ากำลังจะใช้กำลังออกไป เจ้าหน้าที่ที่สอบสวนเอาน้ำผลไม้ให้แบบที่ไม่เคยได้ดื่มมานานแล้วที่โลกปีศาจ แถมยังเอาคุกกี้มาให้อีก ก็เลยว่าง่ายเหมือนจะให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะไม่ได้กินอาหารโลกมานาน ให้อะไรกินก็มีความสุขมาก เหมือนมินิแฮมสเตอร์ ตัวเล็ก ดูไม่มีพิษภัย

ระหว่างนี้ข่าวที่ประตูมิติเปิด และคนที่สาบสูญกลุ่มแรกออกมาก็ไปถึงหูน้องชาย Seonwoo บุกมาที่สมาคนฮันเตอร์เพื่อตามหาพี่ชายตัวเอง เพราะถูกขวางไม่ให้เจอพี่ ก็เริ่มใช้กำลัง เป็นพลังน้ำที่หมุนเป็นทอนาโดแล้วพร้อมจะกระจายตัวทิ่มแทงทุกคนตรงหน้า เอาจริงแล้วตัวฮีโร่อย่าง Seonwoo มีภาพลักษณ์ภายนอกดูดี หน้ายิ้ม พูดนุ่มนวล แต่ภายในเป็นหมาบ้าอยู่

ส่วนพี่ชายที่ว่าง่าย อีกฝ่ายเอาอาหารมาให้ พออิ่มก็ไม่สนใจแล้ว อิ่มแล้ว เหตุผลมาแล้ว Hyunwoo ไม่ว่าง่ายล่ะ จะไปหาน้องชายแล้ว หน้าตาไม่มีพิษภัย ตัวเล็กผอมบาง แต่กวาดมือทีเดียว ประตูเหล็กกล้าก็พังทันที

ออกมาตรงที่คนวุ่นวายก็เจอน้องชายตัวเอง แต่ว่า Hyunwoo จำน้องชายที่เมื่อก่อนตัวเล็กน่ารักที่จากกันตอนอีกฝ่าย 11 ขวบไม่ได้แล้ว ตรงกันข้ามกับ Seonwoo ที่จำพี่ชายได้เสมอ สองคนเจอกันก็กอดกันร้องไห้ทั้งคู่แล้ว ท่ามกลางความแปลกใจของคนที่รู้จัก Seonwoo ในฐานะหมาบ้าเลือดเย็นที่ทำอะไรไม่สนใจใคร 

และสัตว์ประหลาดหมาสามหัวที่ติดตาม Hyunwoo มาจากโลกปีศาจ และตอนนี้อยู่ในสภาพหมาปอมตัวยาวสองฝ่ามือก็ตกใจเหมือนกัน เพราะความจริงมีอยู่ว่าพี่ชายก็หมาบ้าไม่แพ้น้องชาย ฆ่าสัตว์ประหลาดก็ยิ้ม แขนขาดก็ยิ้ม กระดูกหักก็ยิ้ม เห็นแต่ภาพเลือดร้อน เอะอะถ้าไม่ชกก็ต่อยอย่างเดียว 

ตอนนี้สำหรับน้องชาย พอพี่ชายกลับมา อารมณ์อยากปกป้องพี่ชายก็มาเต็มที่มาก มองว่าพี่ดูแลตัวเองมาตลอด ตอนนี้พี่ตัวเล็กกว่าตัวเอง ก็ถึงเวลาที่ตัวเองที่เป็นเอสคลาสเจ้าของกิลด์จะดูแลพี่ชายตัวเองแล้วนะ ส่วนพี่ชายที่ไปโลกปีศาจกลุ่มแรก ก็แข็งแกร่งไร้เทียมทานเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มแรก เหล่าแฟรี่และปีศาจที่พาไปยังปรับระดับความยากของโลกทดสอบไม่ได้ จนตายกันหมด เหลือแค่ Hyunwoo รอดมาได้คนเดียว แต่ว่าเพราะตัวเล็ก เมื่อเทียบกับน้องที่ดูตัวโตไปแล้ว ก็เลยดูอ่อนแอกว่าไป พี่ชายติดภาพน้องตัวเล็กน่ารัก ชนิดที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตบอบบาง ขณะที่กำลังบอกว่าตัวเองแข็งแกร่งนะ แต่พอน้องชายทำท่าอยากปกป้องตัวเองมุ่งมั่นขนาดนั้น คำพูดที่จะบอกว่าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงก็ถูกกลืนลงท้องไป 

และดังนั้น การอยู่ร่วมกับน้องชายสุดที่รักที่ห่วงใยพี่ชายที่ (แสร้งว่า) บอบบางอ่อนแอก็เริ่มขึ้น
.
.
  
แต่จริงๆ ถ้ามองว่า Hyunwoo เป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ ก็ควรจะไม่ธรรมดาไหม? แต่ตอนนี้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ Hyunwoo คุณน้องชายก็ไม่ได้ใช้สติแล้ว ยิ่ง Seonwoo  (และทุกคน) เชื่อทฤษฎีที่ว่ายิ่งพลังเยอะ ตัวต้องยิ่งโตด้วย เหลียวไปเห็นพี่ชายตัวเล็กก็ยิ่งไม่รู้สึกพลังใดๆ แต่ว่านะคะ ความจริงคือคุณพี่เก็บพลังตัวเองได้ และเอาเข้าจริง แข็งแกร่งขนาดที่ถ้าไม่เอสคลาสเดียวกันกับ Seonwoo ก็ต้องเอสเอสแล้ว ถึงขนาดที่สู้กับปีศาจอันดับหนึ่งได้สูสีน่ะ 

แต่เล่ามาเหมือนยังไม่เจอพระเอกเลย Han Dojin เป็นหัวหน้ากิลด์ Peace อันดับห้าของเกาหลี ซึ่งถึงแม้จะเพิ่งก่อตั้งแต่ก็ไต่อันดับมามีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และตอนที่เจอกันก็เพราะยอมร่วมมือกับหัวหน้ากิลด์อื่นๆ ที่จะชิงตัวคนสูญหายกลุ่มแรกที่กลับมาเพื่อเค้นหาข้อมูลเหมือนกัน

แต่ต่างจากคนอื่นที่อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกปีศาจ Dojin มาสร้างความแข็งแกร่งหรือสร้างแต้มต่อให้ตัวเอง Dojin ต้องการรู้ข่าวของน้องสาวที่ถูกพาไปที่โลกปีศาจกลุ่มแรกเหมือนกับ Hyunwoo แค่นั้น 

และเมื่อการก่อกวนของเหล่าหัวหน้ากิลด์อื่นไม่ได้ผล Dojin ก็ใช้วิธีหยุดขวางหน้ารถสองพี่น้อง แล้วบอกว่าขอเจอ Hyunwoo
โดยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนกับทุกอย่าง แต่ Seonwoo ไม่ยอม จนในที่สุดพอได้ยินชื่อและเห็นหน้า Dojin ก็ทำให้ Hyunwoo คิดถึงพี่สาวที่คอยช่วยตัวเองเอาไว้

พอบอกว่าน้องสาวตัวเองตายแล้ว Dojin ก็คิดจะฆ่าตัวตายตาม จนถูก Hyunwoo ช่วยไว้ก็เปลี่ยนความคิดว่าจะติดตาม Hyunwoo เพื่อฟังเรื่องของน้องสาวตัวเองที่โลกปีศาจแทน 

แต่เพราะการเล่าเรื่องเกี่ยวกับน้องสาวของ Dojin ก็ไปกระตุ้นความทรงจำช่วงที่เลวร้ายของ Hyunwoo เหมือนกัน จน Dojin บอกว่าจะไถ่โทษด้วยการปกป้องและดูแล Hyunwoo ให้ 

เรื่องมีความซึ้งสลับกับความเพี้ยนเป็นระยะๆ ช่วงซึ้งน้ำตาพรากอย่างเช่นตอนน้องชายถาม Hyunwoo ว่าอยากกินอะไร แล้วพอกินไก่ทอดด้วยกัน น้องก็บอกว่าจำได้ไหมว่าตอนที่อยู่ด้วยกัน ตัวเองป่วยไข้ขึ้นสูงมาก พี่ชายซื้อยามาให้ไข้ก็ไม่ลด แต่ก็ไม่มีเงินไปโรงพยาบาล พอบอกว่าอยากกินไก่ทอด พี่ก็วิ่งไปซื้อไก่ทอดด้วยเงินที่เหลืออยู่ 5000 วอนมาให้ตัวเอง แล้วก็วิ่งกอดมาให้จนถึงห้องเช่าที่อยู่ด้วยกัน และร้านนี้ก็เป็นร้านที่กินบ่อย เพราะเหมือนรสชาติที่พี่ชายซื้อมาให้

หรือว่าพี่ชายก็จำได้เหมือนกันว่า Seonwoo ไปโรงเรียนแล้วดีใจกลับมาบ้าน เพราะได้ขนมปังถั่วแดงมาชิ้นหนึ่ง แล้วอยากเอามาแบ่งกินกับพี่ชายสองคน ทั้งที่กินคนเดียวที่โรงเรียนก็ได้

โดยเฉพาะจุดที่ชอบมากที่สุดก็คือเหตุผลในการตั้งกิลด์ไม่ว่าจะเป็นตัว Seonwoo ก็ดี หรือ Dojin ก็ดี ก็เพราะอยากมีคน มีกำลังในการตามหาพี่ชายตัวเอง และน้องสาวตัวเองกลับมาทั้งนั้น เป็นเหตุผลเดียวเท่านั้นจริงๆ เรื่องนี้การมีพลังไม่ได้เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะว่าต้องจากจากคนที่เป็นที่รักตัวเองก่อนทั้งนั้น และการถูกพาไปอยู่โลกปีศาจอย่างไม่ได้สมัครใจและไม่รู้ตัวมาก่อนนอกจากจะแลกมาด้วยชีวิตสำหรับหลายคนแล้วก็เป็นเรื่องโหดร้ายด้วยเหมือนกัน 

ชอบที่สมาคมฮันเตอร์ที่อยากให้น้องชายส่งพี่ชายที่เป็นคนที่หายไปล็อตแรกคนเดียวที่รอดกลับมาได้ให้ พยายามกดดันผ่านสื่อ ทาง Seonwoo ก็เลยสู้ผ่านสื่อด้วยเหมือนกัน ทำสารคดีชีวิตตัวเอง เล่าตอนพี่น้องสองคนอยู่ด้วยกัน น้องชายซื้อที่รอบๆ ไว้ด้วย เพราะอยากเก็บความทรงจำที่มีกับพี่ชายไว้ และก็ตัดกลับไปที่บทสัมภาษณ์เก่าๆ ที่เคยมีอยู่ก่อนหน้าซึ่งแต่ละครั้งก็มีส่วนที่เกี่ยวกับพี่ชายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเอาดอกไม้ไปวางที่หลุมศพแล้วบอกว่าพี่ชายเป็นคนที่อบอุ่น ใจดี หรือคนสัมภาษณ์ถามว่าเป็นเอสคลาสเป็นอย่างไรบ้าง Seonwoo บอกว่าทุกวันทรมานเหมือนอยู่ในนรก เพราะไม่มีพี่ชาย ตัวเองเหมือนไม่ขาด แต่จริงๆ ขาดที่สุด เพราะไม่มีครอบครัว หรืออีกปี ถามว่าพอพี่ชายหายไปเป็นอย่างไร ก็บอกว่ารอพี่ชายอยู่ตลอด เพราะพี่บอกว่าจะอยู่ด้วยกันไม่ไปไหน จนเจ้าของบ้านเช่าส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ตอน 11 ขวบ 

แล้วก็ตัดมาขึ้นซับว่า “ครอบครัวกลับมาแล้ว” เป็นตอนที่ Hyunwoo วิ่งขึ้นเนินไป พอไปเจอห้องที่เคยอยู่กับน้องชายในสภาพเหมือนเดิม ก็ร้องไห้ แล้ว Seonwoo ก็เปิดประตูเข้ามา สองพี่น้องกอดกันร้องไห้ แล้วพี่ก็บอกว่า ขอโทษที่ผิดสัญญา ต่อไปจะไม่หายไปไหนอีกแล้ว 

แน่นอนว่าเรตติ้งดีมาก และความรู้สึกด้านลบต่อกิลด์ที่เก็บเอาคนสูญหายกลุ่มแรกคนเดียวที่กลับมาไว้ก็หมดไป ยิ่งมีภาพกิลด์ที่ช่วยเหลือครอบครัวคนสาบสูญมาตลอดก็ยิ่งทำให้ภาพของน้องชายดีขึ้น 

แต่ยังไงก็ต้องแถลงการณ์บอกสมาคมครอบครัวผู้สูญหายกลุ่มแรกอยู่ดี ถ้าบอกว่า Hyunwoo อ่อนแอไม่มีพลัง แต่รอดมาได้ดูไม่น่าเชื่อ Hyunwoo ก็เลยสร้างเรื่องบอกทุกคนว่าตัวหมาสามหัว Cerberus ที่ตอนนี้อยู่ในชื่อ Kuro หมาปอมน่ารักสีดำเป็นคนช่วยตัวเองไว้ เพราะว่า Hyunwoo  ช่วยเอาไว้ตอนที่กำลังบาดเจ็บ ก็เลยภักดีคอยปกป้อง Hyunwoo ตลอดมา ... แต่ความจริงที่รู้กันหนึ่งคนหนึ่งตัวก็คือว่าเพราะ Cerberus อยากได้ “เนื้อพิเศษ” มากิน ก็เลยถูก Hyunwoo ซ้อมแทน และก็ถูกไล่อัดบ่อยๆ จนกลายมาเป็นพาหนะของเจ้าตัวในโลกปีศาจไป

กับตอนที่ต้องออกข่าวเรื่องของ Hyunwoo ในฐานะผู้สูญหายกลุ่มแรกที่กลับมาได้ ก็ต้องกรอกประวัติส่วนตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นมีช่องงานอดิเรก และตัวเองก็ไม่มีงานอดิเรกใดๆ เลย ชีวิตก่อนหน้า ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงน้อง พอไปโลกปีศาจก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือพอช่วงหลังที่เก่งแล้ว ก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี ถ้าเบื่อๆ ก็ซ้อมพวกปีศาจกับสัตว์ประหลาดเล่น พอไปถามน้องชาย Seonwoo ก็บอกว่าเวลาว่างที่มีใช้ตามหาพี่ ถาม Dojin ก็เหมือนกัน ใช้เวลาที่ลืมตาตื่นตามหาน้องสาวตัวเองอย่างเดียว คนเหล่านี้ชีวิต rough & tough มาก ไม่ไหวแล้ว ฮืออ 

แต่น่ารักที่พี่ชายบอกว่างั้นมาหางานอดิเรกที่แต่ละคนชอบกัน แล้วก็เริ่มหากิจกรรมทำไปด้วยกันทีละอย่าง เริ่มตั้งแต่อ่านหนังสือที่หยิบอะไรก็ไม่รู้กันมา แล้วพอ Hyunwoo หันไปอ่านหนังสือเทพนิยายที่ Dojin หยิบมา ตัว Seonwoo ก็รีบไปหยิบเทพนิยายมาบ้าง พอ Hyunwoo ยังไม่สนใจก็เปิดดังๆ จนกว่าพี่ชายจะมาสนใจตัวเองอีก 

หลังจากนั้น พอมาลองทำกับข้าวกันดู กลายเป็นตัวเองที่อยู่โลกปีศาจมาตลอด ทำอาหารไม่ได้เรื่อง ต่างจากน้องชาย และ Dojin ที่คนหลังทำอาหารเลี้ยงน้องสาวตัวเองมาตลอดจนอร่อยมากอีกต่างหาก 

ตัว Hyunwoo ก็เลยสรุปได้ว่าตัวเองมีงานอดิเรกคือ นอนกลิ้งเล่น .... โดยเฉพาะเมื่อเจอชีวิตยากลำบากที่ต้องระวังหลังตัวเองมาตลอด ซึ่งเมื่อเวลาในโลกปีศาจนานกว่าโลกมนุษย์ก็อาจจะเกิน 10 ปีอีก 

ตัดมาเล่าที่พระเอกสักนิด บทน้อยเจือจางเหลือเกิน คุณพี่ต่างจากภาพที่คิดตอนแรกที่บอกว่าพระเอกเป็นหัวหน้ากิลด์มาก คิดภาพหัวหน้ากิลด์เย่อหยิ่ง หลงตัวเอง ไม่ก็ขี้เล่น พูดจากรุ้มกริ่ม จีบเก่งไว้อยู่ แต่ภาพที่ได้คือมืดมน หดหู่เท่านั้นเอง ตอนแรกที่โผล่มาคือใส่เสื้อผ้าเก่าๆ สะอาดแต่ก็เก่า ผมยาวปิดหน้ารุงรัง .. สรุปก็คือว่า พ่อแม่ไม่สนใจตัวเองเพราะพูดติดอ่าง แต่ว่าน้องสาวคนเดียวรักและให้ค่าตัวเองมาก พอประตูมิติเปิดตอนที่อยู่ด้วยกันแต่เข้าไปด้วยไม่ทัน ที่ผ่านมาก็พยายามตามหาน้องตลอด อาการติดอ่างหาย และก็ได้พลังมาระหว่างนั้น เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตอนนี้ก็เป็นเสื้อผ้าที่น้องสาวเคยซื้อให้ สิ่งเดียวที่ทำให้มีชีวิตอยู่ก็คือตามหาน้องสาว หรือตอนที่รู้ว่าน้องสาวจากไปแล้วก็คิดจะจบชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ 

ตอนแรกก็คิดว่าจะดูแล Hyunwoo ให้ตามสัญญาที่จะได้ฟังเรื่องน้องสาวตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกผิดที่ทำให้ตัว Hyunwoo
ต้องคิดถึงเรื่องที่พยายามลืมตอนที่อยู่โลกปีศาจ แต่พออยู่ในดันเจี้ยนที่ตัวบอสใช้ควบคุมจิตใจให้ตัวเองเห็น Hyunwoo เป็นน้องสาวที่ตายไปแล้วเพื่อให้ฆ่าคนอื่นในดันเจี้ยนต่อ ความรู้สึกก็เหมือนจะเปลี่ยนไป กลายเป็นไม่ใช่ดูแลตามหน้าที่ แต่เอาความรู้สึกอ่อนโยนเหมือนตอนที่ดูแลน้องสาวมาใช้กับ Hyunwoo ทั้งหมด ถึงขั้นเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลง จดจำนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ของ Hyunwoo ขึ้นมาแล้วคิดว่าน่ารักดีเหมือนกัน 

น่ารักที่พอดูทีวีด้วยกัน แล้ว Hyunwoo ที่พยายามยุให้ตัดผมหลายครั้งก็ใช้วิธีเอ่ยปากชมดาราชายในทีวีที่ตัดผมเรียบร้อย และแต่งตัวดี Dojin ก็บอกว่าวันนี้มีธุระ ก่อนจะหายไปครึ่งวัน แล้วกลับมาด้วยเสื้อผ้าใหม่ที่ Hyunwoo ซื้อให้ ไม่นับการตัดผมเปิดหน้าเปิดตาอีก ที่สำคัญก็คือ ถูกทุกคนถามว่านี่ใคร ตั้งแต่การ์ดที่ล็อบบี้กิลด์ไปจนถึงตัว Hyunwoo เอง สงสารคำถามว่าใครมาก ไม่มีใครจำได้เลย บอกก็ไม่เชื่อกันอีก แถมตอนที่อยู่ที่ล็อบบี้ คนทั้งกิลด์หันมามองอีก 

ตอนล่าสุด มังกรที่ถูก Hyunwoo จับไปขี่เล่นบ่อยๆ ที่แดนปีศาจกำลังมีความสุขว่าช่วงนี้มนุษย์บ้าหายไป กำลังจะจับหมูป่าแดงกินก็ถูกประตูมิติส่งมาที่โลกมนุษย์พร้อมสัตว์ประหลาดอื่น ตัวอื่นไล่จับมนุษย์กินมีความสุข แต่เพราะประสบการณ์ของมังกรที่โชคร้ายเจอคุณพี่ชาย ก็คิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์นรกน่ากลัวมาก หนีเท่านั้นน่าจะดีสุด 

แต่ว่าเพราะไปโผล่กลางนิวยอร์ค ก็เป็นข่าวออกทีวีจนถูกตั้งชื่อว่ามังกรดำ แล้วที่สำคัญก็คือคุณพี่ชายเห็นแล้วคุ้นๆ ว่าเคยเห็นมาก่อน  แถมพอเห็นจุดที่หลัง ก็รู้ว่านี่คือพาหนะหมายเลขหนึ่งที่ถูกตัวเองทิ้งเอาไว้ที่โลกปีศาจ ตอนนี้ก็อยากไปอเมริกาไปตาม พาหนะของตัวเอง

แต่ว่าภาพที่ออกทีวีคือมังกรแสนอันตรายขนาดที่ลมหายใจละลายทุกอย่างได้ Seonwoo ที่ดูแลพี่ชายสุดโต่งไม่ยอมให้ไปอยู่แล้ว บอกว่าเป็นคำขอร้องก็แล้ว อ้อนวอนว่าอยากเห็นมังกรใกล้ๆ ก็แล้ว อยากว่าอยากไป อยากไป มาก มาก มาก ก็แล้ว ทำอย่างไร Seonwoo ก็ไม่ใจอ่อน สุดท้ายก็เลยบอกใช้เรื่องซึ้งดราม่าเข้าสู้ อ้างอารมณ์เดียวกับน้องหมา Kuro บอกว่าเป็นมังกรที่เคยช่วยเหลือตัวเองเอาไว้ตอนลำบาก (ฟังดูน่าสงสาร แต่ความจริงคือจับมังกรมาขี่เล่นเวลาเบื่อ กับเวลาไปไหนไกลๆ แล้วขี้เกียจวิ่งไปเอง) แต่พอน้องชายบอกว่าอาจเป็นมังกรตัวอื่น ก็บอกจุดแต้มกลางหลัง กับจุดขาวที่เล็บถูก น้องชายก็ใจอ่อน บอกว่าเหมือนกับ Kuro สินะ ก็ยอมพาไปแล้ว ตอนนี้ก็กำลังจะขึ้นเครื่องบินไปหามังกรที่นิวยอร์คแล้ว

มังกรชื่อ Spot ถ้าแปลเป็นไทยว่า ด่าง จุด แต้ม ฟังดูเป็นชื่อหมามาก มังกรไม่ควรออกทีวีเลยนะ ควรหนีไปไกลๆ แต่แรก

ปล. Thread กรีดเรียลไทม์ในทวีต 

Saturday, 30 October 2021

서바이벌 오디션 : 내 일은 아이돌 // Survival Audition : My Job Is An Idol



คนเขียน: 라비크
แนว: ไอดอล, reality show, large dog, fluff, healing, growth
ความสัมพันธ์: เพื่อนร่วมรายการ
จำนวนตอน: 64 ตอน (ยังไม่จบ)

สารภาพจากใจว่าไม่ใช่แนววงการบันเทิง/ ไอดอลเลย แต่ว่าอ่านตามอีเวนต์ แล้วรู้ตัวอีกทีก็เล็มกดซื้อตอนไปเรื่อยๆ จะครึ่งเรื่องแล้ว .... ความดีงามแทรกตัวอยู่ในจะทุกอณู กรี๊ดดด ช่วงแรกจะยังเนือยๆ ปูทางนิดนึง แต่พอสองคนลงตัวแล้วช่างดี!

เรื่องเริ่มที่ Lee Jooha ถูกคัดออกจากการ debut กับกลุ่ม หลังจากที่เป็นเด็กฝึกและซ้อมอย่างหนักมา 6 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่าบุคลิกของเจ้าตัวเหมือนกับสมาชิกอีกคน และเมื่อครอบครัวโน้มน้าวให้เลิกความฝันจะเป็นศิลปิน Jooha ก็ตัดสินใจหาโอกาสสุดท้ายด้วยการไปคัดตัวรายการ ‘My Job Is An Idol’ และเข้าร่วมรายการด้วยอันดับที่ 24

ขณะเดียวกัน Choi Tae-ri ที่โด่งดังจากผู้ติดตามกว่า 500,000 คน ใน YouTube และเด็กฝึกของค่ายเพลงที่ดีที่สุดอย่าง Fandom ก็มาคัดตัวด้วยกันเหมือนกัน Tae-ri มีชื่อเสียงจากการเป็นอัจฉริยะการเต้น เป็นลูกหลานจากครอบครัวเจ้าของมูลนิธิการแพทย์ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น และหลังคัดตัวก็ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่ออันดับหนึ่งที่ได้อภิสิทธิ์เป็นห้องนอนสวีทชั้นบนของโรงแรมและสามารถเลือกเพื่อนร่วมห้องตัวเองได้ Tae-ri ก็เลือก Jooha มาอยู่ด้วยกัน ด้วยเหตุผลตามที่ให้สัมภาษณ์ว่า อายุเท่ากัน น่าจะเข้ากันได้ง่าย

แต่ Jooha ก็ยังสงสัยอยู่ดี และเมื่อถามเจ้าตัวตอนอยู่ด้วยกันสองคน คำตอบของ Tae-ri ก็คือ อยาก debut ด้วยกัน ... ซึ่งแปลกที่คนที่สมบูรณ์แบบอย่าง และดูประสบความสำเร็จอย่าง Tae-ri สนใจคนที่เพิ่งถูกคัดตัวออก และหมดสัญญาเด็กฝึกกับค่ายเพลงอย่าง Jooha

และถึงแม้ Jooha จะระแวงสงสัยแรงจูงใจของ Tae-ri แต่พออยู่ด้วยกัน แรงดึงดูดระหว่างสองคนก็สูงมาก ... โดยรู้ว่าตัวเองถูกดึงดูดเข้าหาอีกฝ่าย และใจไม่อยู่กับตัวทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน

ซึ่งเอาจริงแล้ว Tae-ri ก็ชอบ Jooha มาก่อน แต่จะทำอย่างไร ถึงจะสื่อความรู้สึกให้ตรงกัน?
.
.
งานน่ารัก เพราะว่าชอบบุคลิกของตัวเองที่พยายาม ตั้งใจ และความมุ่งมั่นสูง ตอนที่เข้ามาคัดรายการ ตัวเองมาด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เพราะผิดหวังที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ debut แต่พอมาอยู่ในการประกวด ช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สูญเปล่าเลย เพราะว่าทักษะการเต้นก็ดี การร้องเพลงก็ดี ของ Jooha สูงมากจนอยู่ในระดับท๊อปได้ด้วยซ้ำ

และเพราะการแบ่งตามลำดับในกลุ่ม การจะจับตามท่าเต้น และฝึกฝนไปก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ Jooha เลย น่ารักที่ในกลุ่มมี Seo Eunwon เด็กที่อายุน้อยที่สุด คือ 15 ปีมา และพอเจ้าตัวจับแขนเสื้อขอให้ Jooha ช่วยสอนเต้น เจ้าตัวก็พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างไม่คิดมากเลย ถึงขั้นช่วยคนอื่นซ้อมในกลุ่มย่อยตัวเองต่อด้วย

ระหว่างวัน สองคนไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมากนัก ด้วยความที่อยู่คนละกลุ่ม แต่ว่า Tae-ri ที่พูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มตัวเองก็ก็คอยสอดส่องจ้องมอง Jooha อยู่เสมอ และตอนกลางคืนที่นอนห้องเดียวกัน คืนแรก Tae-ri ก็เดินเปลือยอกออกมาจากห้องน้ำไม่ใส่เสื้อแล้ว ไม่นับว่าตัว Tae-ri เล่นแผลงๆ ด้วยการเอาชุดและผ้าเช็ดตัว Jooha ไปซ่อน และพอจะนอนที่โซฟาและถูกโน้มน้าวมานอนที่เตียง พอตื่นมาจากที่นอนอยู่ริมเตียงก็กลายเป็นอยู่กลางเตียง

วันต่อมา มีมิชชั่นแรกที่ทุกคนจะได้จับพร็อพที่จะต้องใช้ประกอบการถ่ายรูปโปรไฟล์ตัวเอง ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่นาฬิกาหรู หนังสือ ผลไม้ กุญแจรถ กิมจิ ฯลฯ ไปจนถึงกล่องปริศนา และ Jooha ที่คาดหวังว่าจะได้ปืน ก็จับได้กล่องปริศนาใบใหญ่สุด .... ที่เปิดออกมาเป็นชุดกษัตริย์ราชวงศ์โชซอนสีแดง

และตัว Tae-ri ก็แทบจะไม่ต่างกัน เพราะเจ้าตัวได้ด้ายดำเป็นพร็อพ

ระหว่างที่ต้องหาแนวคิดประกอบกับพร็อพที่ตัวเองได้มาส่งให้ทีมงาน Jooha ที่ยังคิดอะไรไม่ออกก็ได้ข้อความจาก Tae-ri ว่า Yeonsan-gun มาช่วยพอดี ....

ก็เลยได้แนวคิด prodigal king กษัตริย์ฟุ่มเฟือย เสเพลมา

และกลายเป็นว่า Tae-ri ที่นั่งอยู่ในห้องคุยกับทีมงามก็ส่งแนวคิดตัวเองไปนานแล้ว แต่ว่านั่งรออยู่เป็นเพื่อน Jooha และเมื่อขึ้นมาที่ห้องด้วยกัน และคุยกัน Tae-ri ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่า อยากอยู่ด้วยกัน debut ด้วยกัน และพอถามว่าทำไม ก็บอกว่าเป็นคนเดียวที่อยากนอนอยู่ในห้องสวีทนี้ด้วยกัน

และเมื่อถ่ายรูปคอปเซ็ปต์วันต่อมา ด้วยนิสัย Jooha ที่แข็งทื่อ จริงจังก็ไม่สามารถทำตัวให้เป็นกษัตริย์เสเพลได้จนกระทั่งถูกช่างภาพดุ และเมื่อบอกให้ใช้จินตนาการคิดถึงสิ่งยั่วยวนทั้งหลายตั้งแต่ฝิ่น เหล้า และผู้หญิง สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวก็คือ Tae-ri ที่อยู่กับตัวเอง ด้วยประโยคที่ว่า คนเดียวที่อยากนอนด้วยก็คือตัว Jooha และเมื่อหลุดไปในจินตนาการ กลายเป็นว่ารู้ตัวเพราะได้ยินเสียงช่างภาพเอ่ยชมไปแล้ว

หลังจากนั้น เพราะ Tae-ri แกล้งกอด Jooha ตอนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน คืนต่อมาเจ้าตัวก็เลยหนีไปนอนที่โซฟา และก็ตัดไปที่มุมมองของ Tae-ri หลัง Jooha หลับ กลายเป็นว่า Tae-ri อยาก debut กับ Jooha จริงๆ เพราะตัวเองเจอ Jooha ตอนกำลังซ้อมเต้นเมื่อปีก่อน ความมุ่งมั่นและตั้งใจ และความสุขที่ได้อยู่บนเวทีส่งผ่านชัดจน Jooha ที่กำลังซ้อมเต้นโดดเด่นมากในสายตา Tae-ri จนอยากจะ debut ร่วมกับ Jooha ขึ้นมา

ครบหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน Tae-ri ที่เอานิ้วจิ้มแก้ม Jooha (?) ก็บอกว่าจะโทรหา

และเมื่อรายการออกอากาศคืนแรก Jooha ที่ไม่อยากดูรายการในบ้านที่ครอบครัวคัดค้านการมาประกวดก็ตัดสินใจไปดูบ้าน Tae-ri ตามที่อีกฝ่ายชวน

ท้ายรายการมีการอัพโหลดรูปโปรไฟล์ที่ถ่ายไปของแต่ละคน และคนแรกที่ Jooha เปิดดูก่อนรูปตัวเองก็คือรูป Tae-ri และขณะเดียวกัน รูปแรกที่ Tae-ri ดูก็คือรูป Jooha เหมือนกัน .... เอาจริง รูป Jooha โดดเด่นและเล่าเรื่องอย่างที่เจ้าตัวไม่คาดฝันเลย เพราะภาพราชาเสเพลที่ทั้งหมกมุ่นและยั่วยวนเกิดความคาดคิดของ Jooha ไปมาก และก็เกิดจินตนาการของ Tae-ri ไปมาก .... จบลงที่ Tae-ri อดใจไม่ไหว จูบ Jooha และเลยเถิดทั้งคืน

เมื่อตื่นมาตอนเช้า Jooha ที่รู้ตัวก็หนีกลับบ้านระหว่างที่อีกฝ่ายยังหลับตอนเช้ามืด และเพราะคิดว่า Tae-ri ไม่ได้จริงจังก็ไม่ยอมรับทั้งข้อความทั้งโทรศัพท์ใดๆ จากอีกฝ่ายจนกระทั่งกลับมาที่รายการต่อด้วยกัน

ชอบที่รูป Jooha เด่นมากจนเอาชนะอันดับหนึ่งได้ และเมื่ออันดับสองเป็น Tae-ri คราวนี้ทั้งสองคนต้องอยู่ห้องเดียวกันอีก แต่ว่า Jooha ก็ยังหลบหน้า Tae-ri ทุกรูปแบบที่ทำได้ต่อไป จนกระทั่งมีเกมให้จับกลุ่มกัน และ Tae-ri ที่โกรธว่าอีกฝ่ายหลบหน้าตัวเองก็วิ่งพุ่งมาจับคู่กับ Jooha ให้ได้

ตกกลางคืนสองคนที่ทะเลาะกันก็ขึ้น จนกระทั่ง Jooha พูดออกไปตรงๆ แล้วก็กลายเป็นว่าสองคนรู้ใจอีกฝ่ายว่าคิดเหมือนกันซะที

หลังจากนั้นแล้ว ความทุ่มเทและความจริงใจที่ Tae-ri มีให้กับ Jooha เปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาได้ เพราะว่านิสัยจริงจังและตั้งใจไม่ผ่อนปรนกับตัวเองทำให้ Jooha ดูจืดชืดน่าเบื่อ และยิ่งพอถูกคัดออกจากวงก็กลายเป็นปมในใจที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่พออยู่ด้วยกัน มี Tae-ri ที่เชื่อมั่นในตัว Jooha จากความคิดที่ว่า อยาก debut ก็เปลี่ยนเป็นเพราะอยาก debut ด้วยกันกับ Tae-ri และอยากเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นเพื่อให้ตามความฝันที่กลายเป็นของทั้งคู่ให้ได้ และ Jooha ก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองขึ้นมาทีละน้อยเหมือนกัน ชอบที่บอกว่าถ้าทำเต็มที่ได้แค่ 70% ถ้าอยากได้ 100% ก็ต้องทำ 130% ความมุ่งมั่นเต็มที่น่ารัก เป็นพัฒนาการและการเติบโตที่ชัดมาก

และผลก็ออกมาในรูปผลการแข่งที่ตัว Jooha เข้าใจตัวเอง และหาจุดเด่นตัวเองออกมาใช้ได้ดีมากขึ้น และก็กลายเป็นคนที่โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้เข้าประกวด น่ารักที่ตอนแรกความสัมพันธ์กับที่บ้านแย่มาก เพราะพ่อกับแม่พยายามคัดค้านการมาคัดตัว อยากให้ลูกชายตัวเองมองโลกตามจริง โดยเลิกความฝันและไปตั้งใจเรียนอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอเห็นลูกชายตัวเองในทีวี เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นก็เริ่มกลับมาสนับสนุนลูกชายเพิ่มขึ้นเหมือนกัน จากที่อาทิตย์แรก Jooha ลากกระเป๋าขึ้นรถใต้ดินกลับบ้านเองก็กลายเป็นอาทิตย์ต่อมาแม่ขับรถมารับให้เหมือนเด็กคนอื่น และที่บ้านก็ดูการประกวดที่ออกอากาศอย่างตั้งใจลุ้นลูกชายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ .... ถึงขั้นที่สุดท้าย แม่ลากตัว Jooha ไปตัดผมในร้านที่แพงมาก เพราะอยากเสริมบุคลิกให้ลูกชายเพื่อช่วยอีกทางหนึ่งเหมือนกัน (ซึ่งที่ผ่านมา ตัว Jooha ไม่มีเงิน และไม่กล้าขอพ่อแม่ก็คิดว่าได้แต่ปล่อยไป)

ส่วนทางตัว Tae-ri ที่ทุกคนคิดว่าสมบูรณ์แบบ คาบช้อนทองมาเกิด ก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน การที่เกิดในตระกูลดีไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะทุกคนในครอบครัวเป็นหมอหรือไม่ก็ทนาย การที่มีการศึกษาสูงและเป็นการวิชาการจริงจังทำให้รังเกียจอาชีพอย่างศิลปิน และเมื่อตัว Tae-ri ที่เรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีทิ้งการเรียนมาสู่การเป็นเด็กฝึกก็ทำให้ทั้งครอบครัวดูถูกตัว Tae-ri ไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่อยู่พร้อมหน้ากับทั้งตระกูลตามเวลามื้ออาหารประจำอาทิตย์ก็จะถูกทุกคนเหยียดหยาม วิจารณ์กลายเป็นแกะดำของวงศ์ตระกูลเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะการที่อยากเป็นศิลปินก็ทำให้พ่อไล่ Tae-ri ออกจากบ้านด้วย ถึงขั้นที่ต้องมาอยู่คนเดียว

แล้วเมื่อมองย้อนอดีตไป การที่ทั้งพ่อกับแม่เป็นหมอทั้งคู่ ก็ทำให้ไม่เคยมีเวลาให้ Tae-ri เลย เจ้าตัวโตมากับคนขับรถ แม่บ้าน และครูสอนพิเศษเท่านั้น เมื่อมีการพบผู้ปกครอง คนที่ไปพบครูที่โรงเรียนก็คือคนเหล่านี้แทนพ่อแม่มาตลอด และดังนั้น การที่ได้เจอกับ Jooha ที่เชื่อมั่นในความฝันแบบเดียวกัน และเมื่อ Jooha เปิดใจและทุ่มใจให้กับ Tae-ri กลับก็กลายเป็นหลักพิงของ Tae-ri ไปด้วยเหมือนกัน เวลาที่อยู่ด้วยกันของสองคนและฝึกซ้อม เตรียมตัวทุกอย่างด้วยกันสำหรับการประกวดก็คือก้าวทีละก้าวที่สำคัญสำหรับความฝันของทั้งคู่

เป็นการเล่าเรื่องขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่ชอบที่อยู่ด้วยกัน แล้วสองคนมีที่พึ่งและเป็นแรงให้อีกฝ่ายมาก น่ารักที่ Tae-ri ติดและอ้อน Jooha ผิดกับท่าทีเป็นผู้ใหญ่เวลาอยู่ข้างนอกเสมอ อย่างพออยู่ด้วยกันก็นอนหนุนตัก กอดหนึบตลอดเวลา หรือขนาดประกวดอยู่ในรายการก็จะแอบหันมาขยับปากบอกว่า รักบ้าง คิดถึงบ้างเป็นระยะๆ ซึ่งตัว Jooha ก็แพ้ความอ้อนด้วยเหมือนกัน นอกจากจะต้องตามใจกลับ และขยับปากตอบว่า เช่นกัน เหมือนกัน แล้วก็มักจะชอบคิดว่า Tae-ri ที่ตัวสูง 185 เซน ว่าเป็นลูกหมาถูกทิ้งดูน่าสงสาร ลูกแมวท่ามกลางสายฝน และลูกสัตว์ตัวเล็กน่ารักทั้งหลายอีกมาก

และก็เพราะ Tae-ri ไม่เคยมีใครมาก่อน นอกเหนือจากจะอ้อนเอาแต่ใจแล้ว ก็ยังหึงเล็กหึงน้อยด้วยเหมือนกัน น่ารักที่พอกลับมาอยู่ที่บ้าน วันที่ Jooha รีบมาหา Tae-ri ที่บ้านตอนเช้า จนลืมเอาเสื้อผ้าที่จะต้องเปลี่ยนไปเจอคนในกลุ่มตัวเองเพื่อถ่าย Vlog กัน ก็ได้ของขวัญเป็นเสื้อผ้าจาก Tae-ri ที่มีตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงสร้อยคอ และแหวน ราคาแพง (โดยที่ตัว Jooha ไม่รู้) ไม่เท่าไหร่ ที่สำคัญคือชุด limited edition นี้ มีคำว่า TRC ปักอยู่ทั้งเสื้อกับในสร้อยในแหวนด้วยนะคะ ... และก็เดากันได้ใช่ไหมว่า มันก็ย่อมาจากชื่อ Tae-ri Choi ถ้าอยากจะแสดงความเป็นเจ้าของกันแบบนี้ก็นะ

ขำที่ Tae-ri แอบถามว่ากลุ่มของ Jooha มีกำหนดการอะไรบ้าง แต่ว่าไม่ยอมบอกแผนการกลุ่มตัวเอง .... อย่างไรก็ตามค่ะ ตอนที่กลุ่ม Jooha กินข้าวเสร็จแล้วไปคาราโอเกะกัน พวก Tae-ri ก็ตามไป พีคที่ตอนกำลังเล่นกันอยู่ตามท่าเต้นเพลงที่คนในกลุ่มโอบเอว Jooha อยู่ Tae-ri ก็เปิดประตูผลัวะมาพอดี ทำเอา Jooha ตกใจเหมือนถูกจับได้ว่านอกใจขึ้นมา ก็แอบน่ารักตามประสาเนาะ ไม่นับว่าหลังจากนั้นที่ทั้งสองกลุ่มไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ก็มีคนตั้งคำถามมาว่าทำไมสองคนใส่เสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกันอีก

แต่หลังๆ พอรายการแพร่ภาพไปหลายตอนมากขึ้น ทุกคนก็เริ่มดังแล้ว Jooha ที่คิดว่าตัวเองจืดชืดและไม่มีคนสนใจก็มีฐานแฟนเพลงตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน ที่ขำมาก และบ้ามาก และเพี้ยนมากที่สุด ก็คือว่าด้วยความที่ Jooha ดังจากการถ่ายรูปโปรโฟว์เป็นราชาเสเพล กลุ่มแฟนก็เรียก Jooha ว่า Lord เป็นเจ้าเหนือหัวกันไป และก็เรียกตัวเองว่า พวกอพยพ ตามการเล่นคำชื่อ Jooha จูฮา เอาคำว่า อีจูฮาดา 이주하다 ที่แปลว่าอพยพ/ ย้ายถิ่นฐานมาใช้ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Move, Move แล้วก็มีสโลแกนกลุ่มว่า Migrate to the Lord. ซึ่งเรียกว่าท่านเจ้าแบบนี้ก็ฟังดูเป็นพวกคลั่งลัทธิแล้ว คิดภาพเอาคำที่พวกแฟนใช้มาเรียงกันว่า จงย้ายไปอยู่กับท่านเจ้า เป็นที่ที่ควรจะอยู่ อ้อมกอดอบอุ่นของท่านเจ้า คือ .... ฟังดูยังไงก็น่ากลัวมาก เหมือนพวกคลั่งศาสนาชักชวนเข้าร่วมลัทธิ ขำที่ล่าสุด พอจบช่วงประกวดแล้วแม่กับน้องสาวมารับ มีรถบัสวิ่งตัดหน้า แล้วรถเป็นสีชมพูกับรูปหน้า Jooha และสโลแกน จนเจ้าตัวชะงักแล้วค้างไปเลย

ที่สำคัญ (หรือพูดให้ฟังชัดๆ ว่าที่น่ากลัว) ก็คือ “บัญญัติ 10 ประการ” อันเป็นระเบียบและแผนการดัน Jooha ของหัวหน้ากลุ่มแฟน ที่ตั้งชื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับว่า “ผู้อพยพ” ส่วนหัวหน้ากลุ่ม พวกสตาฟก็คือ “ผู้ตั้งรกราก”

1. เพื่อให้สอดคล้องกับคนธรรมดาที่ไม่คุ้นกับ Jooha (ที่ต่อไปจะเรียกว่า "ท่านเจ้า") และคนที่กลัวพวกแฟนสุดโต่ง เราจะต้องดำเนินการด้วยความอ่อนน้อม นุ่มนวล
2. ทั้งหน้าจอมือถือและหน้าล็อคของเหล่าผู้อพยพจะต้องตั้งเป็นท่านเจ้า แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะใช้รูปทั้งตัว หรือทั้งหน้าของท่านเจ้าก็ให้ใช้แค่ส่วนหนึ่ง อย่างเช่น มือ คางและจอ เส้นผม ฯลฯ
3. อย่าทำการขายท่านเจ้าอย่างออกนอกหน้า ให้โชว์ได้แค่ ไม่เกิน 3 วินาที และห้ามทำการขายท่านเจ้าเกินเลย ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนธรรมดา
4. ถ้าแฟนกลุ่มอื่นสนใจ ให้โชว์รูปท่านเจ้า และพอแฟนกลุ่มอื่นโชว์รูปบ้างให้ชมไปเรื่อยๆ จนกว่าอีกฝ่ายจะชมท่านเจ้ากลับ เพื่อให้อย่างน้อยแฟนกลุ่มอื่นไม่โหวตกดท่านเจ้า
.
.
จนถึงข้อ 10

เอาจริง ไม่ใช่สายแฟนคลับจริงๆ แต่โลกความจริงมันเป็นแบบนี้ไหมคะ? สงสัยมากกกกก

ปล. ชอบมากอีกอย่างว่าคนเขียนเขียนยาวมาก ตอนแรกงงว่าทำไมอ่านช้า แต่พอไปดูความยาวแต่ละตอน สั้นสุดคือ 3,900 คำ แต่เฉลี่ยคือ 4,400-4,500 คำ ขอบคุณนะคะ

ปล. 2 ขำนิสัยนิ่งๆ ไม่สนใจโลกของ Jooha ด้วย แต่ว่าเพราะไม่ชอบความยุ่งยาก ยืดยาว มีปัญหาอะไรกับใครขึ้นมาที เจ้าตัวก็พร้อมพุ่งเข้าไปชน เพื่อปิดจบปัญหาไม่ให้ค้างคาเลย พูดตรงไม่เกรงใจน่ากลัวมาก ไม่นับนิสัยที่พอโกรธหน้ามืดแล้วขึ้นมาสบถอีก ... ถึงขั้นที่ Tae-ri บอกว่าจะดูแล Jooha อย่างดีเพื่อไม่ให้นิสัยเสีย (?) ของ Jooha หลุดไปให้โลกรู้นะ 


ปล. 3 แต่คือ ด้วยความที่งานเป็น all-age เวลาที่สองคนอยู่ด้วยกันก็จะบอกแนวๆ กอดกัน แล้วตัดมาเป็นตอนเช้า เอาจริง ไม่ได้อยากอ่านฉากบนเตียงนะ แต่ว่าด้วยความตัดฉากก็เลยงงมาก เป็นแบบอ้าว เค้าอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ ทำไมไม่รู้ ยิ่งครั้งแรกคือยิ่งงง


ปล. 4 ตอนที่สองคนเต้นด้วยกันแล้วเคมีดีมาก ก็มีคนแต่งแฟนฟิค ABO ให้ Tae-ri เป็นอัลฟ่าชั่วร้ายที่ก่ออาชญากรรมแล้วถูกจับ กับให้ Jooha เป็นโอเมก้าโปรไฟเลอร์ แล้วไปสัมภาษณ์อัลฟ่าอาชญากรในคุกผ่านกรงขัง ซึ่งกรี๊ดดด เลวมากก (เลว as ดีงามม) ขำที่ Jooha มาเจอแล้วไม่เข้าใจว่า ABO คืออะไร ฮีทคืออะไร งงสงสัยไปทุกอย่าง แล้วพอไปถามน้องสาวก็ถูกน้องสาวดุ ว่าอย่าไปสนใจ (ใครเป็นพี่ใครเป็นน้องเนี่ย) หลังจากนั้น อีหน้าโพสต์นี้ก็ถูกรีพอร์ต ซึ่งสงสัยมากว่าเป็นคุณน้องสาวแจ้งหรือเปล่า


ปล. 5 จริงๆ แอบโอ๋น้อง Eun ที่เป็นลูกเป็ดเดินตามพี่ Jooha คือว่าแพ้ชื่อนี้ ตอนที่กำลังจะจับคู่กับพี่ Jooha แล้วถูกกระทิงบ้าเลือด Tae-ri พุ่งชนต้องกระเด็นไปจับคู่กับคนอื่นแบบงงๆ น่าสงสารมาก ขนาดมีคนมาโพสต์ว่าถูกพุ่งชนออกไปนอกชั้นบรรยากาศ โถ ลูก 

พวกรุ่นพี่ผลัดกันดูแลน้อง Eun จริง แต่ว่าน้องเค้าก็ติด Jooha ที่สุดอยู่ดี ถึงขั้นที่ถ้าอยู่กับรุ่นพี่คนอื่น เห็น Jooha มาก็จะรีบตะโกนเรียกแล้วพุ่งตัวมาหา ตอนที่บรรยายว่ารุ่นพี่ที่ดูอยู่ก่อนหน้า พอเห็น Jooha มาก็เดินไปอยู่กลุ่มอื่นได้เหมือนฝากเลี้ยงเด็กเดย์แคร์น่ารักดี

กับตอนที่พออยู่ด้วยกันสองกลุ่มวันคาราโอเกะแล้วถูกแฟนๆ ล้อม กอดสเก็ตบอร์ดตัวสั่นเป็นกระรอกน่ารักมาก 

ความใสซื่อ บวกสดใสน้อง Seo Eunwon ถูกคุณพี่ Jooha บรรยายว่า ยิ้มเหมือนลูกพีชสุกและทำให้คนดูยิ้ม เหมือนลูกหมาที่เกิดมาดี ได้รับความอบอุ่นใส่ใจจากเจ้าของ และก็โตขึ้่นมาเป็นลูกหมามีความสุขและร่าเริงมีชีวิตชีวาชั่วทั้งชีวิต .... ดูตรงแบบขำๆ ไหม?

แต่ว่าคุณพี่ Jooha ก็ชอบอยู่กับน้อง เพราะน้องเป็นพลังงานบวกด้วยนั่นแหละ ก็หวังให้น้องก้าวหน้าไปกับเหล่าพี่ๆ ทั้งหลายอีกคนนะคะ


ปล. 6 แพ้ large dog มากจริง ตอนนี้แซงหน้า regret อีกนะ .... รักที่สวีทหวานเข้าใจกัน เห็นใจกัน เอาใจกันตั้งแต่ต้นมาก ตอนนี้เห็นเมื่อไหร่ ก็พุ่งเข้าไปอ่านแล้วนะคะ


ปล. 7 ถูกจริตที่อายุเท่ากันด้วย ส่วนมากสาย large dog ชอบเป็นรุ่นน้อง แทบจะ 95% แทบจะ 100% แล้ว เจอแบบนี้ก็เปลี่ยนบรรยากาศดีนะ เปลี่ยนจากที่ต้องดูแลพระเอกที่เด็กกว่า เป็นพระเอกช่วยดูแลตัว Jooha ตั้งแต่ต้น ขณะที่ Jooha ก็ใส่ใจ Tae-ri กลับ เป็นความสัมพันธ์เท่าเทียมตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะตอนที่ความใส่ใจของ Tae-ri ส่งไปถึง Jooha แล้วตัว Jooha ตอบกลับมาคือดีมาก

ชอบตอนที่ Tae-ri บาดเจ็บจากการซ้อม แล้วแม่ที่ถูกทีมงานโทรแจ้งข่าวและมาหาที่โรงพยาบาลก็ถามว่าจะกินอะไร ซึ่งแน่ใจได้ทำด้วยความสัมพันธ์เป็นทางการ และทำตามหน้าที่ เพราะว่าก็แวะมาแวบเดียวแล้วก็จะกลับไปสนใจงานต่อมากกว่าอยู่ดี และ Tae-ri ก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไร .... พอกลับมาที่บ้านคนเดียว Jooha ที่ยอมให้ Tae-ri ที่น่าสงสารและโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวไม่ได้ ก็รีบมาหาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน แล้วก็ซื้อซูซิกับเค้กสตอร์เบอร์รี่ครีมมาให้เสร็จสรรพ (ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นซูซิเป็นอาหารสุขภาพ คุณค่าโภชนาการสูง ไม่เค็ม ไม่มัน แล้วก็ต้องมีของหวานเพื่อให้กินอร่อยล้างปากด้วย)

น่ารักที่พออีกฝ่ายมา Tae-ri ก็อารมณ์ดีขึ้นทันที ไม่นับว่าพองอแงไม่ยอมกินข้าว ก็เลยถูก Jooha จับป้อนให้กินด้วยประโยคที่ว่า Tae-ri ที่ตั้งใจกินข้าวดูดีที่สุด (ประโยคหลอกเด็กมาก) และพอกินหมด Tae-ri ก็อ้าปากให้ดูอีกว่าหมดจริง 

แล้ว Jooha ก็ป้อนเค้กต่อ กับพอ Jooha เริ่มรู้ตัวก็ถาม Tae-ri ว่าจริงๆ ที่เจ็บคือข้อเท้าไม่ใช่เหรอ ทำไม Jooha ต้องป้อน Tae-ri ล่ะ? แต่นั่นคือทุกอย่างหมดแล้ว

แล้วอย่างที่สามที่ Tae-ri กินต่อไปก็คือ Jooha กรี๊ดด (: