Showing posts with label folklore. Show all posts
Showing posts with label folklore. Show all posts

Friday, 6 September 2013

Shadowfell by Juliet Marillier


It is Juliet Marillier's work..

“A girl who flees the King’s army for her unusual ability is learning about who she is and how her ability can make the better kingdom.”
 

A tiring and demanding path a heroine must choose to follow and accomplish is indeed a typical theme for Juliet Marillier's characters to walk through. Yet, so far, this is the first time the stake is not just about the lead characters and those around them, but just about the whole kingdom! 

I have always enjoyed the subtle love in her books and this time I also did the same. Love the way the hero secretly harbours the feelings for the heroine, and love the way, through his silent yet steady care and concern, she gradually returns the affection back to him. It is heart-warming to see a patient man who is just content to love her and care for one girl, without wanting anything back in return but her safety and well-being.

Juliet Marillier has been one of my favourite fantasy writers, and aye, after reading this book, it remains so!
Back to the book, I from time to time feel annoyed with Neryn’s too-stubbornness in the beginning and the middle of the book. Somewhat it feels sad and lonely to see her go through the dangerous, challenging journey by herself. But then, this enhances the part of travelling together with another character, and her coming-of-age in the end of the book helps many of her then-seemingly-unreasonable becomes reasonable and understandable.

It is normal to see magical creatures in Juliet Marillier books, and even particularly normal that they somehow ‘demand’ the main character to fulfil a duty and taste a test. In this book, the Good Folk show themselves and demand such test too, but they are more amiable than those in other books.  Indeed, it is clear that the Good Folk provide help and friendship, as well as get involved while those magical creatures from other books simply stand aloof with rather critical mind that is quick to judge.

I have found quite many topics in the books rather controversial. And these topics keep making me thinking about how right and wrong, white and black just all blurs. 

Hmm, this book is about a journey of a girl who discovers herself, find strength within her, and start fighting for what she has come to believe. And I think I give it B/B+.

Reading Book 2 now. I do feel it is nice and wise to wait until this one comes out. Or else, I could have been left hanging! But then, I fear I would simply be in the said state after it finishes!  

Oh, as for my choice of song for the book, it’s Damaged from TLC for both Neryn and Flint. After all, they are all living in a damaged land waiting to be mended, and they are too damaged by the world they live in.

I know I'm kinda strange, to you sometimes
Don't always say, what's on my mind
You know that I've been hurt, by some guy
But I don't wanna mess up this time

And I really really really care
And I really really really want you
And I think I'm kinda scared
Cos I don't want to lose you
If you really really really care
Then maybe you can hang through
I hope you understand
It's nothing to you

 Ps. Oh, I did not mean to write my review. But then, I did! It should be better to collect my own reflection once I finish the read!

Friday, 31 July 2009

Child of the Prophecy by Juliet Marillier

เล่มสามในชุด..

(อ่านจบไปนานแล้ว แต่เพิ่งได้เขียน)





ชนิด : folklore/ Celtic/ historical/ fantasy
ชุด : Sevenwaters, book 3
สำนักพิมพ์ : Tor Books; 1st edition (June 16, 2003)
จำนวนหน้า : 596 หน้า

ตัวละครหลักในเล่มนี้คือ Fainne ลูกสาวของ Ciaran กับ Niamh ซึ่งจากเล่มที่แล้ว ทั้งคู่แต่งงานกันไม่ได้ เพราะความจริงที่ว่าทั้งคู่มีสายเลือดเดียวกัน (พ่อของ Ciaran คือ Lord Colum กับ Lady Oonagh และ Niamh ก็เป็นหลานตาของ Ciaran ซึ่งหมายถึงทั้งสองคนเป็นน้าหลานกัน แม้จะด้วยสายเลือดครึ่งเดียวก็ตาม)

[และสิ่งที่ตามมาก็คือทั้งคู่ถูกจับแยกกัน และ Niamh ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง และถูกสามีของตัวเองทารุณกรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังเธอหนีไปได้ และทั้งคู่หนีไปใช้ชีวิตร่วมกัน]

สำหรับเล่มนี้ เริ่มต้นที่ Fainne ที่อาศัยอยู่กับพ่อเพียงสองคน (Niamh ตายไปตอนที่เธอยังเด็ก) และทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและสันโดษ Fainne ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด และต้องศึกษาเวทย์มนต์ตลอดเวลา สองพ่อลูกแทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย โดยเพื่อนคนเดียวที่เธอมี และมนุษย์อีกคนที่เธอผูกพันด้วยก็คือ Darragh ลูกชายของกลุ่มเลี้ยงม้าเร่ร่อนที่ในช่วงแต่ละปีจะมาตั้งค่ายอาศัยอยู่ใกล้กับที่เธออยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธออายุสิบหกปี พ่อของเธอให้เธอเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับญาติคนอื่น ๆ ที่ Sevenwaters โดยไม่บอกเหตุผล หาก Lady Oonagh แม่มดร้ายผู้เป็นย่าของเธอบอกว่าหน้าที่ของเธอก็คือกลับไปเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อและแม่ที่ต้องหนีมาใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ด้วยกัน และขู่ Fainne ว่าหากไม่ทำตาม ก็จะฆ่าพ่อของเธอ

เมื่อไปถึง Sevenwaters ญาติของเธอให้การต้อนรับเธอ และในระดับหนึ่งเธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น แต่ทุกครั้ง Lady Oonagh ก็จะมาปรากฏตัวให้เห็น และขู่ให้เธอทำตามแผนทำลาย Sevenwaters ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งในที่สุด ก็ทำให้เธอเป็นที่หวาดระแวงจน Liadan น้าสาวของเธอตัดสินใจพาเธอกลับไปอยู่ด้วยเพื่อที่จะคอยควบคุมเธอ

หากเมื่อ Lady Oonagh ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง Ciaran ก็ปรากฏตัวขึ้นด้วย และกลายเป็นว่าแผนการที่เขาวางไว้สำหรับ Fainne ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

เล่าอย่างย่อ ๆ จะได้แบบนี้ ส่วนตัวเองไม่ชอบหนังสือเล่มนี้ (หรือให้พูดตามจริงก็คือหงุดหงิดจนโกรธ) ด้วยจุดใหญ่ ๆ สองจุด นั่นก็คือ ความรู้สึกที่ญาติของเธอมีต่อเธอ ซึ่งแม้ว่าทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Liadan จะดีใจที่ “ลูกสาวของ Niamh” กลับมา แต่ความเป็นจริงแล้วก็มีความหวาดระแวงผสมอยู่ด้วย ทั้งจากการที่เธอเป็นลูกสาวของ Niamh และการที่เธอเป็นหลานสาวของ Lady Oonagh สิ่งแรกทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่าการที่เธอเหมือนแม่จะทำให้เธอสร้างปัญหาเชิงชู้สาวจากความไม่คิดขึ้นมาทุกเมื่อ และสิ่งหลังก็ทำให้ทุกคนคิดว่าแม่มดร้ายอยู่เบื้องหลังเธอเพื่อให้เธอทำเรื่องร้ายกาจ และดังนั้นความรู้สึกที่ญาติผู้ใหญ่มีให้เธอก็ไม่เต็มร้อย และทำให้เธอต้องรับผิดจากการกระทำของ Lady Oonagh อยู่หลายครั้ง

จุดที่สอง มีคำทำนายเสมอมาว่าเด็กในคำทำนายจะทำให้ชาวไอริชได้ดินแดนสำคัญคืนมาได้จากไบรตัน โดยที่ Johnny ลูกชายของ Liadan ถูกตีความว่าเป็นคนตามคำทำนายและมีหน้าที่เป็นผู้นำกอบกู้เกาะสำคัญคืนมา หากสิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือคนในคำทำนายจะต้องอาศัยที่อยู่เกาะนั้นอย่างโดดเดี่ยวตลอดไป ซึ่งตามความเป็นจริง ในฐานะผู้นำทางยุทธศาสตร์และผู้นำเชิงสัญลักษณ์เขาอยู่ที่นั่นไม่ได้ และในตอนจบก็กลายเป็น Fainne นั่นเองที่ยอมใช้ชีวิตโดดเดี่ยวและสันโดษอยู่ที่เกาะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พ่อของเธอวางแผนไว้ให้เธอตั้งแต่ต้น แม้เธอมารู้ภายหลังว่าพวก higher beings ทั้ง Old Ones และ Fair Folk วางแผนให้ Darragh อยู่กับเธอที่เกาะได้ แต่ก็ไม่เป็นการยุติธรรมกับเธอเลย หน้าที่ที่เธอได้รับมอบหมายเช่นนี้ดูจะไม่เกี่ยวข้องกับเธอแม้แต่น้อย เธอไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่พวก Sevenwaters และไอริชต้องการก็ได้ ยิ่งเมื่อญาติของเธอปฎิบัติต่อเธอไม่ดีก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นที่เธอต้องเสียสละเพื่อพวกเขา เป็นทางออกที่ง่ายและเห็นแก่ตัวเกินไปที่พวก Sevenwaters และ Liadan ยอมรับเช่นนี้

ส่วนตัวเอง อย่างเล่มแรก (Daughter of the Forest) ยอมรับทางเลือกของ Sorcha ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยให้พวกพี่ชายที่กลายเป็นหงส์ให้กลับเป็นคนได้ รู้สึกเข้าใจ และอยากเอาใจช่วยให้ทุกอย่างลงตัวได้ไว ๆ เพราะถึงที่สุดแล้ว การกระทำเช่นนั้นก็เป็นการทำเพื่อคนที่รัก และครอบครัว เป็นสาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปได้ ในเล่มสอง (Son of the Shadows) แม้จะเหมือนว่าตัว Liadan ทำไปเพื่อชายคนรัก (และพ่อของลูก) แต่ถ้ามองให้ให้ดี ก็คือการทำใจตัวเอง และทำเพื่อให้ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ซึ่งที่สำคัญก็คือการทำเพื่อตัวเองเพียงเท่านั้นด้วย (ปฎิเสธไม่ได้ว่าความผิดหวังอย่างหนึ่งที่ Red มีต่อลูกสาวก็คือ การที่เธอเลือกผู้ชายที่ไม่คู่ควรมาเป็นสามี และต้องจากจากบ้านและครอบครัวไป) แต่ดังนั้น ในกรณีของ Fainne จึงไม่มีเหตุผลที่เธอต้องมารับผิดชอบแทนแต่อย่างใด


ในเรื่องนี้ Fainne เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุด การก้าวออกไปสู่โลกที่ไม่คุ้นเคย ประกอบกับความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของพ่อทำให้เธอสับสน และแปลกแยกกับคนรอบตัว โดดเดี่ยวและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา หากก็ต้องทนอยู่อย่างไร้ทางออก และเราก็รับรู้ถึงความรู้สึกเช่นนี้ของเธอตลอดทั้งเรื่อง และก็ทำให้รู้สึกหดหู่และเศร้าไปกับเธอ การที่พ่อของเธอให้เธอไปใช้ชีวิตที่ Sevenwaters ก็น่าจะเป็นเพื่อให้ได้รู้จักญาติและเข้าใจหน้าที่ที่เธอจะได้รับในภายหลัง แต่เขาก็ลืมคิดไปว่าวิธีที่เขาเลี้ยงดูเธอมาจะทำให้เธอไม่รู้จักโลก ไม่เข้าใจวิธีเข้าสังคม หรือแม้แต่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าได้

สำหรับการปิดฉากด้วยเหตุการณ์เล่มนี้ในชุดอาจจะรับได้ในฐานะวิธีแก้ปัญหาให้กับไอริชที่ได้ดินแดนที่ต่อสู้แก่งแย่งมาอย่างเนิ่นนานกับไบรตันคืน แต่ส่วนตัวไม่ชอบในฐานะวิธีปฎิบัติกับตัวละครอย่าง Fainne ซึ่งแม้ว่าชีวิตของเธอจะคุ้นเคยกับการอยู่อย่างสันโดษและแปลกแยกมาตลอดชีวิตก็ตาม แต่เธอไม่มีความจำเป็นต้องเสียสละตัวเช่นนี้ เมื่อจบเล่มนี้แล้วทำให้การรอคอยเล่มต่อไปกลายเป็นศูนย์ และความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของ Liadan กับ Bran และกลุ่ม Painted Man หายไป ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ Liadan เติบโตและเห็นโลกมากขึ้น หรือว่าเธอต้องเอาตัวรอดไปพร้อมกับกลุ่ม Painted Man ที่ทำให้เธอกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เย็นชา และไม่มีความเห็นใจใด ๆ

อย่างไรก็ดี ตัวละครที่ได้เรียนรู้ และทำความรู้จักมากขึ้นก็คือ Eamonn เล่มที่แล้วทำให้เราเห็นภาพของเขาเป็นผู้ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นและเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความอาฆาตที่มีต่อ Bran แต่เมื่อมาดูเล่มนี้ เขามีสิทธิเต็มที่ที่จะโกรธแค้น เพราะแม้ว่าเขาจะถูกสร้างภาพให้เป็นผู้ร้าย แต่เราก็ต้องนึกถึงว่าในตอนต้นสิ่งที่กลุ่มทหารรับจ้าง Painted Man ทำกับเขาก็เลวร้ายไม่แตกต่างกัน (ฆ่าทหารพรรคพวกของ Eamonn ทีละคนต่อหน้าเจ้าตัว และบังคับให้ Eamonn ทนดู) และการที่เขายอมรับคมหอกแทน Fainne จนต้องตายในตอนจบก็ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่มชมมาก แม้ว่าในเรื่องจะดูเหมือนเขาพยายามหาประโยชน์จากเธอ (ทั้งในด้านชู้สาวและการสืบข่าว) ตลอดเวลาก็ตาม ซึ่งอันที่จริงแม้แต่ญาติของเธออย่าง Johnny ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมทำเช่นนั้นเพื่อเธอหรือไม่ และถ้าไม่มี Darragh ก็เป็นไปได้ว่า เธอสามารถจะมีอนาคตร่วมกับ Eamonn และเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้นได้

เล่มนี้น่าเสียดายว่าตอนจบ Finbar จบชีวิตเพราะยอมตายแทน Ciaran ในฐานะพี่ชาย (แต่ความแค้นสามเล่มที่พี่น้อง Sevenwaters มีต่อ Lady Oonagh ก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เพราะท้ายที่สุด Fainne ก็ฆ่า Lady Oonagh ได้สำเร็จ) ซึ่งกลายเป็นว่า เป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่รู้สึกผูกพันและไม่เคยรู้สึกว่าถูกทรยศ (จากการที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนหลัง – ต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Liadan) เขาไม่ควรจบชีวิตที่นี่เช่นนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่งการที่ถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างการเป็นหงส์ก็หนักหนาและทำลายชีวิตเขามาตลอด

เล่มนี้ Conar แตกต่างจากเล่มที่แล้ว เพราะการที่สูญเสีย Ciaran ไป และได้ Fainne ที่เฉลียวฉลาด และรอบรู้กลับมา ทำให้เขา “เชื่อ” ขณะที่เล่มที่แล้วเขาเป็นคนที่ “ไม่เชื่อ” และมองโลกในแง่ร้าย แต่สำหรับ Liadan เปลี่ยนสภาพจาก “คนที่เชื่อ” เป็น “ไม่เชื่อ” ไปแล้ว – อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ชอบอย่างหนึ่งสำหรับ Conar ก็คือ แม้ภายหลังเขาจะเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดจากการกระทำของตัวเอง แต่ทว่าเขากลับแค่เสียใจมากกว่าจะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

สรุปหนังสือเล่มนี้ว่า A distressingly encouraging story of a dutiful lonely girl. และตัดสินคะแนนให้ลำบากมาก เพราะไม่แน่ใจว่าคาดหวังมากไปไหม (หรือคาดหวังความสุขมากไปไหน) ให้คะแนนที่ B-/C+

Friday, 17 April 2009

Spiral Hunt by Margaret Ronald (n)

หยิบมาดูเพราะชอบปก (โทนสีปกเขียวกับส้ม) พลิกดูเรื่องก็เหมือนจะใช้ได้ หน้าแรกที่อ่านไปก็เหมือนจะดู ก็เลยตัดสินใจเอากลับมาด้วย แล้วก็พบว่าสัญชาตญาณทำงานได้ดีมาก เป็น UF ที่ผูกเรื่องดีที่สุดที่เคยอ่าน และก็ดีใจที่เจอ



ชนิด : Urban Fantasy / Magic/ Folklore/ Suspense
ชุด : Evie Scelan Novels, Book 1
สำนักพิมพ์ : Eos (January 27, 2009)
จำนวนหน้า : 320 หน้า


Evie ถูกเรียกว่า Hound เพราะประสาทการรับรู้กลิ่นที่โดดเด่นของเธอช่วยให้เธอค้นหาสิ่งของ และคนที่ไกลออกไป หรือแม้แต่สูญหายจนเจอ และแม้มีอำนาจพิเศษที่ทำให้เธอเข้าใจถึงโลกอีกด้านของบอสตันที่การใช้อำนาจพิเศษและเวทย์มนต์เป็นเรื่องปกติ (โลกที่ในเรื่องเรียกว่า Undercurrent) เธอก็วางตัวเองในฐานะคนธรรมดา จนกระทั่ง Frank แฟนเก่าที่สาบสูญไปนานโทรหาเธอในกลางดึกคืนหนึ่งที่ความปกติของเธอจบสิ้นลง

เธอพบ Brendan ชายที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนของ Frank ผู้ต้องการตามหาเขาให้เจอ และช่วยเขาหนีออกจากเมือง (โดยเฉพาะหมายถึงหนีออกจากกลุ่มคนที่กักขังตัว Frank มานาน) ระหว่างเดียวกัน Rena เพื่อนของ Evie ก็ขอให้เธอช่วยไขคดีการฆาตกรรมแปลกประหลาดที่ดูจะเกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์ ซึ่งกลายเป็นว่าเชื่อมโยงกับ Frank อย่างไม่คาดฝัน

หากเมื่อสืบสาวลึกไปมีเงื่อนงำและปริศนาลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ และอันตรายรอบตัวเธอก็ทวีขึ้นทุกขณะ โดยเมื่อกลุ่มคนที่เคยได้ตัว Frank ไป มุ่งมั่นที่จะได้ตัว Evie ไปอีกคน และเธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าเธอจะไว้ใจใครได้!

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ก็คือโครงเรื่องที่ผูกไว้ลึกซึ้งมาก แม้จะเป็นหนังสือแนว Urban Fantasy แต่ก็ถือว่าระดับการเป็น Suspense ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ตั้งแต่เปิดเรื่องมาที่การรับโทรศัพท์เป็นการเริ่มต้นปริศนาที่ลึกซึ้งให้ต้องหาคำตอบ ตั้งแต่เมื่อคนรักเก่าของเธอบอกว่าจะหนีออกจากเมือง และมีอีกเสียงที่บอกให้เธอระวังตัวว่าการล่าจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตัวเอก คือ Evie จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่า Frank อยู่ที่ไหน และ ‘ใคร’อีกเจ้าของอีกเสียงขึ้น และการตามล่าคืออะไร

ระหว่างเดียวกัน เหตุการณ์รอบตัวที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับเธอก็มีผลต่อเธอไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องออกไปช่วยเพื่อนตำรวจสืบสวนหาสาเหตุของการฆาตกรรม และการที่เพื่อนของเธออีกคนหนึ่งขอให้เธอช่วยตามหาของบางอย่างให้ แม้ว่าดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่เหตุการณ์ทั้งหมดก็ถูกเชื่อมโยงและถักทอไว้ด้วยกันอย่างชาญฉลาด ถือได้ว่าคนเขียนวางโครงเรื่องไว้ดี และก็ดำเนินเรื่องตามกรอบที่ตัวเองตั้งไว้ได้โดยที่ไม่หลุดออกไปแม้แต่น้อย

ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Spiral Hunt เป็นหนังสือที่ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ เพราะเมื่อวางโครงเรื่องใหญ่ไว้และดำเนินเรื่องตามนั้นไว้แล้วก็หมายความว่าเงื่อนงำต่าง ๆ ถูกซ่อนไว้ในเนื้อเรื่องอยู่เป็นระยะ การอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนการต่อรูปปริศนาที่ตัวต่อแต่ละชิ้นจากเงื่อนงำที่คนอ่านได้รับระหว่างอ่านเรื่อง อันหมายถึงว่าเมื่อจบเล่มก็จะได้รูปปริศนาที่มีคำตอบสมบูรณ์

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการวางโครงเรื่องที่แหลมคมแล้ว สิ่งที่ไม่ด้อยไปกว่ากันเลยก็คือ จินตนาการที่ใส่ไว้ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นจินตนาการทางความคิดที่สร้างเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมา หรือแม้กระทั่งจินตนาการทางการเรียบเรียงใช้ถ้อยคำ อย่างที่การใช้ประสาทสัมผัสของเธอถูกบรรยายไว้ว่าอยู่ในรูปเส้นสายที่โยงใยอยู่ด้วยกัน ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้สึกตามไปได้ชัดเจนในใจ หรือจุดที่เด่นที่สุดอีกจุดหนึ่งก็คือการใช้ตำนานพื้นบ้านไอร์แลนด์มาสร้างเป็นสิ่งใหม่ในเรื่อง โดยเฉพาะในส่วนตัวของ Evie เอง ที่การถูกเรียกว่า Hound ไม่ใช่เหตุบังเอิญ และความสามารถในการดมกลิ่นของเธอก็มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน ชอบที่การใช้ประโยชน์จากการเล่นเสียงนามสกุลของเธอ (Scelan) ซึ่งกลายเป็นคำอธิบายปริศนาที่ใหญ่มากที่สุดอันหนึ่งในเรื่อง

สิ่งที่ไม่คิดฝัน และจุดพลิกผันก็ถือเป็นความยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน สิ่งที่ไม่คิดฝัน และจุดพลิกผันก็ถือเป็นความยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน (สปอยล์) [โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าการตามหา Frank เป็นจุดประสงค์หลักของเรื่อง การตายของเขาเป็นจุดหักมุมที่ยอดเยี่ยมที่สุดจุดหนึ่ง เพราะกลายเป็นว่า Rena พบศพเขาอยู่ในสภาพแปลกประหลาด และจากที่ตามหาตัวคนรักเก่า ก็กลายเป็นตามหาคนที่ฆ่าเขา และสาเหตุ รวมไปถึงความจริงที่ว่าเธอเข้าไปใกล้เหล่าร้ายมากขึ้นอีก] ปกติแล้ว หากตัวละครถูกทรยศ หรือถูกช่วยจากตัวละครอื่นแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในครั้งเดียว แต่ในเรื่องไม่ใช่เลย ตัว Evie เองได้รับการช่วยเหลือจากตัวละครบางตัวนับไม่ถ้วน ก่อนที่จะถูกหักหลังจากตัวละครตัวเดิม และได้รับความช่วยเหลืออีกครั้ง ขณะที่ตัวละครอีกตัว ได้รับความไว้วางใจจากเธอ ก่อนจะหักหลังเธอและช่วยเหลือเธอในที่สุด ทำให้การอ่านไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าตัวร้ายที่แท้จริง และมิตรแท้ของเธอคือใคร และแต่ละคนมีจุดประสงค์อะไรในใจ (สปอยล์) [อย่างตัว Brendan เองที่หักหลังเธอด้วยการสวมรอยมาช่วยเธอตั้งแต่เริ่มต้น และก็มีเป้าหมายของตัวเองในใจ จนทำให้เชื่อมากว่า แม้เขาจะทรยศ Evie แต่ก็มีเป้าประสงค์มากกว่านั้น และแม้จะเป็นศัตรูที่แฝงตัวมาเป็นมิตร แต่ก็ยังคงความเป็นมิตรอยู่ บทบาทไม่ชัดเจนหรือแน่นอนแต่อย่างใด จนกระทั่งตอนใกล้จบที่ช่วยเธอไว้อีกครั้ง แต่ในที่สุด ก็เป็นศัตรูจริง ๆ และลงเอยด้วยความตาย – นึกว่าจะมีโอกาสแก้ตัวแท้ ๆ] แม้ว่าเราจะเห็นตัวละครอื่น ๆ ทำสิ่งที่น่าสงสัย และไม่น่าเชื่อใจเป็นระยะ ๆ ก็ตาม (สปอยล์) [ยกเว้นแต่ตัว Connor ที่ปรากฏตัวออกมาก็รู้แน่ชัดว่าเป็นตัวร้ายแน่ ๆ และก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย]

Evie เป็นตัวละครที่ต่างจาก Urban Fantasy ทั้งหลายที่ความอ่อนโยน และการคิดถึงคนอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการรับรู้อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากลิ่นของคนรอบตัวก็ได้ แต่ถึงกระนั้น ก็ทำให้เธอแกร่งแต่ไม่กร้าวกระด้าง อย่างที่เธอแสดงออกกับ Katie น้องสาวของเพื่อนที่ถูกลักพาตัวไปเพราะเหล่าคนร้ายต้องการล่อให้เธอออกมา และจับเธอให้ได้ เมื่อทั้งคู่หนีออกมาได้ เธอให้เด็กหญิงขี่หลัง และพยายามเล่าเรื่องให้ฟัง เพื่อให้ผ่อนคลายความกลัว ก็เป็นฉากที่ชัดเจนที่สุดฉากหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ หากจะมองว่าเรื่องลักษณะ Urban Fantasy ต้องดำเนินเรื่องอย่างฉับไว ในลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟันแล้ว ก็ถือว่า Spiral Hunt ก็สอบผ่านอีกเช่นกัน ฉากที่เธอสู้กับตัวร้าย และฆ่าตัวร้ายเป็นฉากที่สะใจมากที่สุดฉากหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวละครนั้นทำมาตลอด แม้จะโหดไปบ้างก็ตาม
"With one hand I kept my grip on his windpipe, crushing it bit by bit. The other I drove up into his stomach, my fingers pointed together into a single claw, striking, pushing, rending –
The Morrigan’s power screamed through me, and Boru’s pupils dilated as I dug into his flash. What had been the doughly solidity of his stomach below the sternum gave way to something soft and warm, and I reached in, reached further - " (หน้า 283-4)

คำคมในเรื่องที่ชอบก็คือ “No geis is harder than the ones we lay upon ourselves.” (หน้า 295) เพราะในเรื่องเธอหวาดระแวงมาตลอดว่าจะมีมนต์บางอย่างเข้ามาครอบงำเธอ และทำให้เธอต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ร้าย หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือให้ใช้งาน แต่ในตอบจบ Morrigan เทพีไอริชได้พูดประโยคนี้กับเธอ และก็ทำให้เธอได้คิด (และทำให้ตัวคนอ่านอย่างอีฉันได้คิด) ในเรื่องก็พูดถึงตัวละครหลายตัวที่ตกอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ตัวเองสร้างขึ้น และถูกครอบงำจากความเชื่อและความคิดจากบทบาทเช่นนั้นจนสูญเสียความเป็นอิสระหรือแม้กระทั่งตัวของตัวเองไปในระดับหนึ่ง (ซึ่งตอนที่พิมพ์ก็คิดต่อ .... ว่าบทบาทของเราเป็นตัวจำกัดอิสรภาพของเราจริงหรือ และถ้าเราไม่มีบทบาทหรือความเชื่อนั้น เราจะเป็นอย่างไร เพราะตัวเราไม่มีทางอยู่โดยปราศจากความเชื่อหรือบทบาทเช่นนั้นได้ ก็เป็นปัญหาที่ตอบยาก และมีเส้นแบ่งข้อจำกัดและโอกาสที่เกิดขึ้นจากบทบาทความเชื่อเหล่านั้นที่แสนจะไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง)

สรุปว่าพระเอกตัวจริงในเรื่อง (สปอยล์) [Nate เพื่อนของ Evie ตั้งแต่สมัยเรียน และพี่ชายของ Katie] ก็เป็นพระเอกที่คนอ่านอย่างอีฉันกึ่งลุ้นมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้น และก็จบลงอย่างชื่นมื่น ... อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง เพราะเห็นตัวจริง/ ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอกแล้วไม่หวาดกลัวจนหนีหายไป (เปรียบเทียบ Hunter/ Clayton/ Daemon เป็นต้น) แต่กลับกลายเป็นว่าการรู้จักตัวจริงทำให้ตัดสินใจเดินหน้าต่อเพราะได้รู้จักกันมากขึ้น (หรืออย่างน้อยก็ผ่านอันตรายมาด้วยกันแล้ว) แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าพระเอกอ่อนแอกว่าจะมีทางออกที่สมบูรณ์ให้กับทั้งคู่แน่หรือ .... ถ้าเขาจะกลายมาเป็นจุดอ่อนของเธอ ทั้งนี้ ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะเหมือนว่าพระเอกอาจจะมีความสามารถบางอย่างอยู่ในตัวก็ได้

จากการตามล่าหาเกี่ยวกับ Margaret Ronald เธอมีเล่มที่สองในชุด คือ Wild Hunt ซึ่งไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไหร่ หรือว่าจะเป็นเกี่ยวกับอะไรชัดเจน (นอกเหนือจากความสามารถที่ถูกปลุกให้ตื่นแล้วของ Evie ในเล่มแรก) ซึ่งตอนนี้อีฉันก็อยากอ่านมาก ... และก็ต้องขอบอกว่าเป็นหนังสือที่ลงตัวที่สุดเล่มหนึ่งตั้งแต่อ่าน UF มา ในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ คิดว่าเธอทำได้ดีมาก ๆ (เพราะถึงจะเขียนมาก่อนแล้ว การวางโครงและตามโครงเรื่องอย่างนี้ก็ยากแล้ว) ถึงขั้นอ่านไปกลางเล่มก็คิดว่า A ได้ A แน่ ๆ (เพียงแต่กลัวพลิกผันตอนจบว่าจะทำให้คะแนนน้อยลง) และดังนั้น เมื่อดำเนินไปได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้ ก็ให้คะแนนที่ A+ อย่างไม่ต้องสงสัย ชอบมาก มาก และมาก สรุปว่า A perfect combination of clever and imaginative enigma and everything … just right combination!

คิดว่าอาจจะต้องอ่านซ้ำอีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดในการตีความ คิดว่าอาจจะต้องอ่านซ้ำอีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดในการตีความ เหมือนเป็นหนังสือเกม Whodunit ที่คนอ่านต้องเก็บเบาะแสในระหว่งอ่าน และก็คิดว่าจะไปเขียนรีวิวใน Amazon ให้ด้วยซ้ำ!!!

อีกประการหนึ่งก็คือ คิดว่าเข้าใจ Celtic myth/ folklore แต่สงสัยจะน้อยเกินไป หลังจากนี้จะไปหาอ่านเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความชัดเจนเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้มากขึ้น

ปล. มีจุดที่ยังไม่เข้าใจอยู่อีกจุดคือ ความรู้สึกจริง ๆ ของ Brendan ที่มีต่อ Evie ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนของเขา หลายครั้งที่เขาดูจะมีความรู้สึกต่อเธอ สงสัยจะชัดขึ้นหลังอ่านซ้ำ

Monday, 13 April 2009

Son of the Shadows by Juliet Marillier (n)

หลังจากอ่านเล่มหนึ่งจบ ก็ไม่กล้าอ่านเล่มสองต่อ เพราะยังอินอยู่มาก และกลัวว่าถ้าอ่านเห็นใครตายคงจะสติหลุดไป และดังนั้นก็เลยเป็นการไปอ่านเรื่องย่อจาก wiki ด้วยตัดสินว่าฉันคงไม่อ่านต่อเร็ว ๆ นี้ และพอจะอ่านต่อก็คงลืมไปแล้ว แต่เอาเข้าจริง พอเห็นอยู่ที่ชั้นก็อดไม่ได้ที่จะพลิกดูครั้งแรก แครั้งที่สอง จนกระทั่งไปพารากอน แล้วต้องไปเอาหนังสือที่เอ็มโพเรียมจากโทษของการไม่ได้สั่งจองไว้ทำให้ต้องขึ้นรถไฟฟ้าไปกลับเพื่อหนังสือหนึ่งเล่ม ก็เลยหิ้ว Son of the Shadows มาอีกเล่ม (และสี่เล่มในตอบจบ) – เป็น shadow เงามืดมาก เพราะพอได้หนังสือมาก็เป็นช่วงปั่นงานยุ่งเหยิง จนกลางอาทิตย์ทนไม่ได้ ต้องหนีไปอ่าน และพออ่านจบก็ไม่ได้ฤกษ์เขียนรีวิวเสียอีก จนกระทั่งวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไร ล่าไปทั้งการอ่านและการรีวิว โอ ลา!


ชนิด : folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 2
สำนักพิมพ์ : Tor Fantasy (June 17, 2002)
จำนวนหน้า : 608 หน้า


รางวัล : 2001 Aurealis Awards for Fantasy Novel

หลังจากเล่มแรกลงเอยด้วยการที่ Red ละทิ้งที่ดินของตัวเพื่อมาอยู่กับ Sorcha แล้ว เล่มนี้พูดผ่านมุมมองของ Liadan ลูกสาวคนสุดท้องของทั้งคู่

Liadan เป็นเด็กเรียบร้อย ขยันขันแข็ง และว่านอนสอนง่าย เธอเหมือน Sorcha ทั้งรูปร่างหน้าตา และความรู้เรื่องสมุนไพรและการรักษาโรค ความสุขของเธอคือการได้อยู่กับครอบครัวที่รัก และทำสวนสมุนไพร หากทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ Niamh พี่สาวคนโตผู้รักสนุก ทำอะไรตามใจตัวเอง ไปรักกับนักบวชฝึกหัดลูกศิษย์ของ Conar น้าชายที่ปัจจุบันกลายเป็นหัวหน้านักบวช และถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อสร้างฐานพันธมิตรเป็นการตัดปัญหา

นั่นก็เพราะระหว่างกลับจากเดินทางไปส่งพี่สาวที่แต่งงานออกไป Liadan ถูกกลุ่มโจร/ทหารรับจ้างนอกกฎหมายลักพาตัวไปเพื่อช่วยรักษาช่างเหล็กของกลุ่ม ความสามารถในการรักษาประกอบกับความกล้าและมุ่งมั่นของเธอทำให้เด็กสาวได้ความเคารพจากกลุ่ม และระหว่างนั้น เธอและ Bran (หรือ Painted Man ตามชื่อที่คนอื่นเรียก) หัวหน้าพวกนอกกฎหมายก็ตกหลุมรักกันและกัน แต่ทว่า Bran ตัดสินใจส่ง Liadan กลับบ้าน เมื่อเขารู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อย่างไรก็ตาม Liadan ตั้งท้องกับเขา และด้วยความรักที่มีต่อ Bran ทำให้เธอยิ่งตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอยู่ที่ Sevenwaters โดยที่ไม่ยอมแต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตรใด ๆ จนเมื่อ Bran ถูก เจ้าของที่ดินที่มีความแค้นกับเขาอยู่จับตัวไปทรมานเพราะความแค้นที่เจ้าตัวมีต่อกลุ่มนอกกฎหมาย และต่อตัว Bran ที่ได้หัวใจของ Liadan ไป และ Liadan หาทางช่วยเขาออกมาที่ความรักของทั้งคู่เห็นทางออกในที่สุด

เทียบกับเล่มที่แล้ว การดำเนินเรื่องเล่มนี้ว่องไวกว่ามาก และเน้นหนักที่การเล่า/ บรรยายเรื่องแทนที่จะเป็นพรรณนาแบบเดิม ซึ่งก็หมายถึงว่าเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เยอะมาก และตลอดเวลา อย่างที่การเล่าเรื่องย่อข้างต้นก็ย่นและย่อจนเหลือแต่โครงหลักอย่างที่สุดมา เมื่อแรกอ่านคิดไว้ว่าจะเหมือนกันงานชิ้นอื่นที่ได้อ่านของ JM (Daughter/ Wildwood/ Cybele’s) ซึ่งทั้งสามเล่มมีความคล้ายคลึงและรูปแบบบางอย่างอยู่ และดังนั้น เมื่อมาอ่านเล่มนี้ก็แปลกใจที่การดำเนินเรื่องแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง และส่วนตัวเองก็มองว่าเหมือนเป็นเรื่องรักมากกว่าจะเป็นแฟนตาซี ทั้งที่ก็มีมิติของเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้องเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะเมื่อตัว Liadan มีพลังเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และใช้ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างได้หลายครั้ง รวมไปถึงความสามารถในเยียวยาจิตใจ ซึ่งช่วยพี่สาวและคนรักของตัวเองมาได้

อย่างที่บอกว่าความโดดเด่นอย่างหนึ่งในงานของ JM ก็คือ “ความรักที่ละเมียดละไม” เป็นความรักที่ผ่านการกลั่นกรองและใช้เวลาจนรู้ใจและเข้าใจตัวเอง หากในเรื่องนี้ในแว่บแรก แทบจะไม่เป็นเช่นนั้นเลย เรียกได้ว่า “โลดโผน” กว่านั้นมาก เพราะตัว Liadan และ Bran เจอกันในช่วงที่ลูกน้องของเขาลักพาตัวเธอมา ในช่วงระยะเวลานั้นจนถึงเมื่อเขาส่งตัวหญิงสาวกลับไปไม่น่าจะเกินสิบวันเป็นอย่างมาก แต่ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างลึกซึ้งและจริงจังเสียแล้ว หลังจากนั้น ทั้งคู่พบกันอีกเพียงสามครั้ง ที่แต่ละครั้งก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นอกเหนือไปจากการพบกันผ่านทางการเห็นของ Liadan อีกไม่กี่ครั้ง แต่ความรักของทั้งสองก็ยังคงอยู่ และก็คงจะเรียกได้ว่าละเมียดละไมในรูปแบบของตัวหนังสือเล่มนี้เอง เพราะแม้จะผ่านมาเป็นเดือนเป็นปีแต่ความคิดคำนึงที่อีกฝ่ายมีต่อกันไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย และการที่ไม่ได้เจอกันก็ยังเพิ่มพูนความรู้สึกในใจอีกฝ่ายได้เสียด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ทั้งสองคนคิดแทนอีกฝ่าย และพยายามช่วยเหลือกันมาตลอด อย่างที่เธอส่งพลังใจไปให้เขาในทุกครั้งที่เป็นคืนเดือนมืดเป็นปี ๆ (สปอยล์) [เพราะในวัยเด็ก Bran ถูกคนที่เกลียดชังพ่อและ Red จับไป และถูกขังไว้ในห้องใต้ดินอยู่เสมอ] และ Bran ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะเข้ามาสู่ดินแดนของศัตรู และเสี่ยงตัวเองเพียงเพราะรู้ว่า Liadan เดือดร้อนและกำลังต้องการเขา

หลังอ่านจบมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องรักในลักษณะ The Lady and the Outlaw ที่อ่านไปก็ลุ้นไปว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะช่วงที่ตามอ่านไม่เห็นทางออกเลย แม้ตัว Liadan อาจจะออกจากครอบครัวไปอยู่กับ Bran ได้ แต่ที่อยู่ของ Bran ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเธอ และฝ่ายชายก็ไม่มีวันยอมให้ Liadan ต้องมาใช้ชีวิตที่ต้องระวังหลังตลอดไปอีกด้วย อย่างที่ในเรื่อง เจ้าตัวสร้างความแค้นไว้กับหลายคน และก็เป็นเรื่องยากที่จะแม้แต่เป็นที่ต้อนรับ และตัว Bran เองก็ไม่สามารถอยู่ที่ Sevenwaters เหมือนอย่าง Red ได้ (อย่างที่มี Finbar บอก Liadan ไว้ว่า “You captured a wild creature when you had no place you could keep him.” (หน้า 241))

ชอบที่แต่ละคนเปลี่ยนชีวิตของอีกฝ่ายได้ และความสัมพันธ์ระหว่างกันก็พัฒนาตัวเองให้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่แน่ใจว่าใครเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายมากกว่ากัน อย่างตัว Liadan เอง ก่อนมาเจอกับ Bran เธอเป็นเด็กที่เงียบ เรียบร้อย เชื่อฟังคำสั่ง และมีความสุขกับการทำงานบ้าน แต่พอพบ Bran แล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาทำให้เธอเข้มแข็งขึ้น กล้าขึ้น และมุ่งมั่นขึ้น จนอาจถึงขั้นรั้น อย่างที่กล้าเลี้ยงลูกตามลำพังโดยที่ไม่แต่งงาน (โดยไม่ยอมบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก) และก็ไม่ยอมปล่อยมือจาก Bran แม้ทั้ง Fair Folk หรือ Conar จะบอกว่า Bran มีประโยชน์แค่เป็นพ่อของลูกที่เกิดตามคำทำนายของ Sevenwaters เช่นนั้นก็ตาม เธอแกร่งพอที่จะเลือก Bran ซึ่งเธอรู้ว่าโลกหรือแม้แต่ครอบครัวเธอจะไม่เห็นด้วย เธอแกร่งพอที่จะไม่ยอมปล่อยมือ และขณะเดียวกันก็แกร่งพอที่จะเปลี่ยนแปลง Bran โดยเฉพาะการช่วยเขาในคืนเดือนมืดและอย่างยิ่งในตอนจบ ทัศนคติและความเข้มแข็งของเธอชัดมาก ดังเช่นตอนนี้ “… I do not seek to make these wounds vanished as if they had never been. I know he will always bear the scar. I can not make his path grow broad and straight. It will always twist and turn and offer new difficulties. But I can take his hand and walk by his side.” (หน้า 550)

สำหรับ Bran เอง มิตินี้อาจจะไม่ชัดมากนัก เพราะเราอ่านเรื่องผ่านมุมมองของ Liadan แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เขากล้าคิดต่างไปจากเดิม อย่างที่ความเกลียดชังบางอย่างที่เขามีต่อคนใน Sevenwaters ลดน้อยลงไปเพราะความรู้สึกที่มีต่อ Liadan จนเขาเลือกที่จะรับข้อตกลงที่ Sean พี่ชายฝาแฝดของเธอเสนอ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Liadan มีให้ฝ่ายชายอาจจะเป็นความหวัง – ความหวังทำให้กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นในสิ่งที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเพื่อให้คู่ควรกับเธอ จากที่เขามีชีวิตอยู่อย่างเกรี้ยวกราด ขมขื่นเพราะเชื่อมาตลอดว่า เขาไม่มีค่าอะไร และความกล้าที่จะมีความหวัง ทั้งนี้ จากพื้นฐานของตัว Bran เองก็ส่งผลให้ความกล้าเช่นนี้เกิดขึ้นและหายไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ในเรื่อง ทำให้เจ้าตัวเป็นคนที่ hypocrite ปากอย่างใจอย่างที่สุดคนหนึ่ง เพราะ Bran เอง เป็นคนบอกให้ Liadan ตัดใจจากเขาทุกครั้งที่เจอกัน (รวมไปถึงที่แยกจากกันในครั้งแรก) แต่ก็ไม่ยอมให้เธอไปมีใครอื่นแต่อย่างใด

Then his hands came around my waist, and he lifted me into the saddle; but one hand still lay against my thigh as if he could not quite let go.
“Liadan,” he said, staring intently at the ground.
“Yes,” I whispered.
“Don’t wed that man Eamonn. Tell him, if he takes you, he’s a dead man.” His tone was intense. It was a vow. (หน้า 201)

“…. You must move on without me, Liadan.”
There was a terrible ache in my heart, but I kept my tone light. “Then you think I should have married Eamonn when he asked me?”
………..
”What?” He sprang to his feet in outrage. “That man would have taken my woman and my child for his own?” (หน้า 439)

ซึ่งจริง ๆ ในแง่หนึ่งคนที่ปล่อยมือจากอีกฝ่ายไม่ได้มากที่สุดอาจจะเป็นตัวชายหนุ่มมากกว่า Liadan ก็ได้ ตอนที่อธิบายความรู้สึกของเขาได้ดีที่สุดมาจากคำพูดของ Snake รองหัวหน้าในกลุ่ม
“… He wants you. You want him. But he’d never agree to keep you here with us; no life for a lady, not for a little lad. He’d never risk you that way. And he’ll never give up. It’s all he knows; the only way he can justify going on….He won’t let you stay. Pack you off home and then go and get himself killed as soon as he can.” (หน้า 525-6)

ซึ่งทั้งนี้ก็ถูกใจมากกับทางออกที่ลงตัวในตอนจบ ที่ Bran บอกว่า “And yet I long to return and make things right again. I long to prove what seemed impossible: that I can be my father’s son.” (หน้า 563)

เมื่อพูดถึงกลุ่มของ Painted Man ก็ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มที่ชอบที่สุดในเล่ม เริ่มแรกเปิดตัวมามีการบรรยายถึงการฆ่าของคนกลุ่มนี้ทำให้รู้สึกว่าเหี้ยมโหด เลือดเย็น และป่าเถื่อน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย คนกลุ่มนี้ถูก Bran รวมรวบมาจากที่ต่าง ๆ และก็เป็นคนที่สิ้นหวังกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีที่ให้กลับไป (ไม่ว่าจะเป็นถูกจับเป็นทาส และครอบครัวถูกฆ่าต่อหน้าอย่าง Gull/ บ้านถูกเผากลายเป็นเถ้าในกองเพลิงและเหลือรอดมาได้ตัวคนเดียวอย่าง Rat ฯลฯ) จนกระทั่ง Bran พามาอยู่ด้วยกัน และให้ความหวัง และเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นกลุ่มที่ถูกสังคมทำร้าย และพยายามลืมสิ่งที่เกิดโดยละทิ้งอดีตของตัวเองด้วยการเรียกชื่อตัวเองเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ และสัก/ ทำเครื่องหมายตัวเองไว้เหมือนสัตว์ชนิดนั้น พอสัมผัสจริง คนกลุ่มนี้เป็นคนที่น่ารัก จริงใจ และซื่อสัตย์อย่างมาก และเป็นกลุ่มที่ถูกทำให้เชื่องจากความกล้าของ Liadan และไร้เดียงสาอย่างไม่น่าเชื่อที่ถูกใจกับนิทานของ Liadan อย่างมหาศาล (ซึ่งต่างจาก Beauty and the band of beasts อย่างที่คิดว่าจะเป็นในหนังสือรักมาก) จนกลายเป็นตายแทนได้ (ตลกที่ Red บ่นให้ Liadan ฟังว่าฟังพวกนี้พูดถึงลูกสาวแล้วนึกว่าเป็น half queen half goddess creature)

จากเล่มเก่าที่เอาใจช่วย Sorcha จนรู้สึกผูกพันกับตัวละครและพี่ชายทั้งหกคนของเธอ พอมาถึงเล่มนี้กลายเป็นว่าเหลือเพียง Finbar พี่ชายที่หายไปในป่าคนเดียวเท่านั้นที่ยังชอบอยู่ ชอบวิธีคิดและความเฉลียวฉลาดของเจ้าตัวมาก ยิ่งเมื่อเขาเข้าใจโลกอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ Liam และ Conar ต่างยึดกับหลักการของตัวเองมากไปจนลืมความเป็นไปได้หลายอย่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว Conar ที่เชื่อในความคิดของตัวเองมากไปจนทำลายชีวิตหลานสาวตัวเอง ในรุ่นนี้เรื่องราวของพี่ชายที่เหลืออยู่มีบทบาทลงไปมาก นอกเหนือจากสองคนที่ตายไปแล้ว ตัว Padriac เองก็มีวิธีชีวิตของตัวเองด้วยการเป็นนักเดินทางและปรากฏตัวในเล่มนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น (และเท่าที่รู้ก็เป็นครั้งสุดท้ายด้วย - ซึ่งทั้งนี้กลายเป็นว่าในบรรดาทั้งหกคน Padriac เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการกลายเป็นหงส์น้อยที่สุด และดังนั้น มีความสุขกับชีวิตหลังจากนั้นได้มากที่สุด) ซึ่งขณะเดียวกันตัวละครที่รู้สึกว่าน่ารักไม่เปลี่ยน ก็คือ Red ที่รับฟังด้วยใจประกอบพร้อมไปกับเหตุผลเสมอมา (แม้ว่าจะลดน้อยลงไปอย่างมาก เมื่อเกี่ยวกับลูกสาวในตอบจบ ขณะเผชิญหน้ากับ Bran และสมาชิกในกลุ่มก็ตามที)

ทั้งนี้เปรียบเทียบกัน ตัว Liadan ได้เปรียบกว่าแม่มาก เพราะฐานครอบครัวที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่า และการมีคนคอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ข้างหลังทำให้เธอทำอะไรตามใจตัวเองได้เยอะ ซึ่งก็เพราะไม่ต้องมีเงื่อนไขที่คอยเหนี่ยวรั้งความเป็นไปได้และความต้องการของตัวเองด้วย ในแง่นี้ตัว Liadan อาจจะเป็น Sorcha ที่ไม่มีเงื่อนไขและความเลวร้ายของชีวิตใด ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรคของตัวเองก็ได้ ... ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นในทัศนคติที่เธอมีต่อคนรักของเธอ เมื่อเธอมาจากครอบครัวที่อบอุ่นมากพอจนสามารถที่จะเป็นคนให้ และอย่างยิ่งคนไล่ตามความฝันของทั้งคู่ได้ ขณะที่ Bran เลือกที่จะถอยห่างไป และก็กลัวที่ Liadan จะไม่ยอมรับเขาแม้ในตอนจบเรื่อง

อ่านชุดนี้แล้ว คิดว่าชีวิตสมัยก่อนคงเป็นอย่างที่ Hobbes บอกจริง ๆ ว่า ใน "solitary, poor, nasty, brutish and short" (ถึงจะไม่ใช่ในสภาพธรรมชาติที่ก่อให้เกิดสัญญาประชาคมก็ตามที) เพราะคนสมัยก่อนอายุสั้นมาก อย่าง Sorcha เล่มนี้เธอก็ตายเสียแล้ว ด้วยอายุไม่น่าเกิน 36 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก และถ้าไม่ตายด้วยความเจ็บป่วยก็คงเป็นแบบ Diarmid กับ Cormack พี่ชายทั้งสองคนที่ตายในสนามรบ (จะพูดไป การกลายเป็นหงส์อาจทำให้ตายช้าลงกว่าที่จะเป็นจริง ๆ ก็ได้)

สำหรับเล่มนี้ เรื่องความรักระหว่างชาวประมงกับนางเงือกที่ Red เคยเล่าให้ Sorcha ฟังก็กลับมาอีกครั้ง ในฉากที่ Sorcha กำลังจะตาย และเธอขอให้เขาเล่านิทานเรื่องนี้ให้ฟังอีกครั้ง ซึ่งเป็นฉากที่เศร้ามากฉากหนึ่ง ด้วยความสงสารความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Red อย่างไรก็ตาม นิทานที่ถูกเล่าในเรื่องมีนัยซ่อนอยู่ทั้งสิ้น อย่างระหว่างที่ Liadan เล่านิทานให้กลุ่มของ Painted Man ฟัง เรื่องเหล่านี้ก็กลับมามีความหมาย และเป็นตัวบ่งบอกอนาคตของเธอเอง ยิ่งเฉพาะเรื่องของหญิงสาวที่ทำทุกอย่างที่จะได้คนรักของเธอกลับคืนมาจากอีกโลกหนึ่ง

จุดหนึ่งที่ต่างไปจากเล่มอื่นอย่างมากก็คือ ตัวละครในเรื่องอื่นเชื่อฟังคำสั่งของโลกอื่นอย่างเคร่งครัด และไม่กล้าทำตามสิ่งที่ขัดไปจากคำสั่งนั้น แต่ Liadan ไม่ใช่เลย เธอเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก จนกล้าและเชื่อที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้องและสมควร เธอทุ่มเถียงและโต้แย้งกับคนเหล่านั้นหลายต่อหลายครั้ง จนฉากที่พระราชาและพระราชินีของเหล่า Fair Folk ปรากฏตัวทำให้คิดว่าเป็นตัวร้ายไป ทั้งที่ในเล่มที่แล้ว ตัวละครสองตัวนี้เป็นคนช่วยแม่ของ Liadan ด้วยซ้ำไป และเล่มนี้ ก็มี Old Ones ซึ่งเป็น higher being อื่นเข้ามาอีก และก็กลายเป็นว่า Old Ones ซึ่งเก่าแก่กว่า Fair Folk มาก มีเพียง Liadan ที่ได้ยิน (Old Ones benign กว่า??)

ครั้งแรกที่อ่านจบให้แค่ B เพราะไปยึดติดกับรูปแบบในเล่มแรกมาก มากจนเล่มนี้ผิดจากทิศทางที่คาดหวังไว้ว่าจะเป็นอย่างมหาศาล อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นมีเวลามาพลิกดูใหม่ คิดว่าเล่มนี้ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง (และกลายเป็นได้รับคำชมที่เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมได้) และที่สำคัญคืออ่านสบายกว่าเล่มแรกมาก ไม่รู้สึกว่าเครียดหรือกดดันมากเท่าไหร่ แต่จะชอบมากกว่านี้ ถ้าพูดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ชัดเจนแน่นอน เพราะมีแผนการวางไว้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะจากบริบทสถานการณ์ในเรื่อง การจบแบบให้ต่อยอดเอาเองเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านช่างลุ้นอดค้างคาใจไม่ได้เป็นที่ยิ่ง และดังนั้นสำหรับแฟนตาซีให้ B และฐานะเรื่องรักให้ B+/A (ถ้าให้สมาชิกในกลุ่มออกมามากกว่านี้ก็คงได้ A ไป) The book got me beaming - feel like smiling, laughing, grinning!

วิจารณ์ที่ชอบจาก Trine D. Paulsen

ปลีกย่อย
1. สารภาพว่าไม่ชอบคำเรียกว่า Dear heart เลย เห็นมาตั้งแต่เล่มแรกก็ยังพอรับได้ว่าเข้ากับบุคลิกตัวละครดี แต่พอเล่มนี้ Liadan เรียก Bran เช่นนั้นในตอนจบรู้สึกไม่ถูกใจอย่างที่สุด รู้สึกว่ามันแสนจะเชย ถ้ายุคนั้นเรียกว่า My love หรืออะไรแบบนี้ไม่ได้หรือไร อีฉันชอบกว่ากันเยอะ

2. ไม่เข้าใจอย่างมาก ว่าทำไม Dog สมาชิกในกลุ่มถึงได้แยกตัวออกไป ระหว่างปฏิบัติภารกิจและถูกทหารของ Eamonn รุมทำร้ายได้ จากบริบทสถานการณ์ในเรื่องไม่น่าที่จะอยู่ตรงนั้นจนเกิดเรื่องได้ เหมือนมีเพื่อจุดประสงค์สองอย่าง คือ ตัดคนที่อาจเป็นปัญหาเรื่องความรักระหว่าง Liadan และ Bran ออกไป (เมื่อ Dog หลงรัก Liadan จนกล้าขอเธอแต่งงาน) และที่สำคัญ ให้เห็นความกล้าของ Liadan ที่ใช้มีดลงมือฆ่า Dog ด้วยตัวเองเพื่อให้เขาหายทรมาน หลังจากที่รู้ว่าไม่มีทางรอด

3. จริง ๆ ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Niamh และ Liadan ที่จะเลือกคนรักของตัวเอง แต่อะไรที่ทำให้สองพี่น้องต่างกันในเรื่อง? เพราะ Liadan ลงมือทำไปแล้ว หาทางออกให้กับการกระทำของตัวเองมากกว่า Niamh ที่ต้องให้คนอื่นหาทางแก้ให้? คิดว่าในจุดนี้เธอแกร่งกว่าพี่สาวมาก เพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก และไม่มีวันเสียใจ .... ซึ่งถึงความรักของเธอจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพี่สาว เธอก็หาทางออกให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน

4. จบเล่มแรก คิดว่า anti-climax อยู่ที่เมื่อกลายเป็นคนอีกครั้ง พี่ชายทั้งหกรีบกลับมาที่ Sevenwaters เพื่อล้างแค้นแม่เลี้ยง แต่ตัวแม่เลี้ยงกลับหนีออกไปจาก Sevenwaters แล้ว – ซึ่ง anti-climax ทั้งในแง่ที่ทำร้ายทำลายคนอื่นเพื่อให้ได้อำนาจมา แต่ไม่อยู่ครอบครอง และในแง่ที่ตัวร้ายลอยนวลหายไป แต่จากเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ระหว่างกันยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งจากเรื่องย่อใน wiki เล่มสามจะชัดเจนยิ่งขึ้น

5. พล็อต The Lady and the Outlaw ทำให้คิดถึงสองเรื่อง คือ (1) The Pearls and The Crown Duology ตรงที่นางเอกถูกลักพาตัวไป และรักกับพระเอก (แม้เล่มนี้จะเป็นลูกน้องเป็นคนตัดสินใจลงมือก็ตาม) แต่ต่างกันอย่างมากที่เล่มนี้ก่อร่างความพึงใจ และการชอบพอระหว่างทั้งสองคนขึ้นมาได้อย่างที่คนอ่านเชื่อได้ ต่างจากชุดนั้นอย่างสิ้นเชิง แล้วก็รวมไปถึงการสร้างตัว outlaws ที่รวมพระเอกให้ดูมีมิติขึ้นมาได้ด้วย (2) The Dream Thief ชอบที่ความรู้สึกรักและชอบพอใครสักคนเปลี่ยนแปลงให้เราแตกต่างออกไปจากเดิม และกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ... คิดว่าเหมือนผสมสีที่น้ำเงินผสมแดงเป็นม่วง อะไรอย่างนี้ เพราะสิ่งที่เป็นตอนอยู่คนเดียว แตกต่างจากสิ่งที่เป็นได้ขณะอยู่ด้วยกันสองคนมากในทั้งสองเรื่อง

6. จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าตระกูล Sevenwaters สองรุ่นหลังเลี้ยงลูกสาวตามใจมากไปหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างบ้านอื่น ไม่มี own will/ free spirit ชีวิตก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม (ซึ่งอาจไม่สุขเท่าเดิมก็ได้) อย่างที่ Aisling น้องสาวของ Eamonn รักกับ Sean และก็มีชีวิตตามแบบหญิงสาวสูงศักดิ์ที่ควรจะเป็น ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งแปลว่าทำตามความต้องการของตัวเองแต่อย่างใด

7. แปลกที่กลายเป็นว่า เสีย Red ให้ไอริช และเสีย Liadan ให้ไบรตัน เพราะท้ายเรื่องแล้ว หลังจากที่รู้ว่า Bran เป็นใคร Red เสนอให้เขากลับไปที่ Harrowfield เพื่อช่วย Simon ปกครองที่ดิน – และก็เป็นการผลของการกระทำที่ผ่านมาของ Sorcha และ Red ที่ทั้งคู่ต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงด้วย ที่มาของ Son of the Shadows ก็คือตัว Bran เองที่อยู่ในเงามืดจากผลของการกระทำนั้นในแง่หนึ่ง (ซึ่ง Liadan ในฐานะเด็กที่อยู่นอกวงก็ดึงเขากลับมาได้)

8. รอเล่มสามที่สั่งเข้ามา และรอเล่มสี่ที่จะเป็นปกอ่อนเดือน พ.ย. – อย่างไรก็ดี อยากจะกรีดมากว่าปก US ซึ่งเป็นปกที่มี เป็นปกที่ห่วยที่สุด ออกแบบได้ทึมซึมเศร้าเป็นที่สุด ออกแบบปกออกมาแบบนี้จะขายได้ไหม เห็นปกก็สลดแล้วนะคะ เลือกคนออกแบบปกดี ๆ หน่อย!

9. ทำไมหลัง ๆ เขียนรีวิวต้องมีเพลงที่นึกได้ประกอบด้วยคะ? ความรู้สึกของ Liadan ต่อ Bran ชัดมากที่ 3D ของ TLC
I know I've always been down
No matter who else was around
Those crazy things we've been through
Will always make me love you


I'll never let you forget me
You know I'm the best girl you've ever seen
Just when you think you'll never see me
I can bring it to you in 3D

และสำหรับ Bran ต่อ Liadan นึกถึง Love Is A Place I Dream Of ของ Luka Bloom – สำหรับตัวตนของ Bran ความรักและความอ่อนโยนอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงจนระทั่งเจอ Liadan ก็ได้
Love is a place I dream of
A face that never leaves my mind
Sorrow is over my shoulder
But it's over

Someday I will cross the world for you
No matter how far
Just to be there
Someday I will hold you in my arms
So special you are
Wait and see my love, set you free (ยกเว้นท่อนนี้ที่น่าจะเป็น set ME free มากกว่า!)

Love is a place I dream of
I hear you cry so far away
There is a bridge I'm building
Take me to the one I love someday

Wednesday, 25 February 2009

Daughter of the Forest by Juliet Marillier (n)

อ่านเพราะชอบวิธีเขียนจากชุด Wildwood Dancing แม้ว่าจะหวั่นใจว่าแนวจะใช่หรือเปล่า

- ปกนี้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ที่มีเป็นโทนม่วงพาสเทล แต่ก็หม่นพอกัน

ชนิด : Rich Fantasy/ fairytale retelling/ folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 1
สำนักพิมพ์ : Tor Books; 1st edition (February 18, 2002)
จำนวนหน้า : 560 หน้า


(**สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าเรื่องไหนอ่านแล้วอินจะพล่ามมาก.. และเป็นแบบไม่รู้เรื่อง)

จากเรื่องเล่าของพี่น้องกริมม์ “The Six Swans”Sorcha เติบโตมาด้วยความรักและความเอาใส่ใจของพี่ชาย 6 คน และมีความสุขกับชีวิตรอบตัว แม้ว่าพ่อซึ่งสูญเสียแม่ไปหลังการเกิดของเธอจะไม่สนใจเธอนัก จนกระทั่งพ่อแต่งงานใหม่ และผู้หญิงของพ่อพยายามเข้ามามีอำนาจครอบงำในครอบครัว และพี่ชายทั้งหกถูกคำสาปให้กลายเป็นหงส์ เหลือแต่ Sorcha ซึ่งแม่เลี้ยงมองว่าหากปราศจากพี่ชายเธอก็คงไม่มีชีวิตรอดต่อไป .... หากแต่เด็กสาวได้ความช่วยเหลือจากป่า พร้อมกับคำแนะนำที่บอกว่า หากเธอนำต้นไม้หนามมาเป็นเสื้อให้พี่ชายได้ คำสาปก็จะหมดไป โดยที่ระหว่างนั้น เธอจะต้องไม่พูด ไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย

Sorcha เริ่มต้นชีวิตโดดเดี่ยวในป่า และพยายามทำหน้าที่ของเธอ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนผันให้เธออยู่ในป่าไม่ได้อีกต่อไป ระหว่างนั้น เธอได้พบกับ Red ซึ่งเชื่อว่าเธอมีเบาะแสเกี่ยวกับน้องชายที่หายไป เขาจึงตัดสินใจพาเธอกลับบ้านด้วย ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย ผู้คนของเขามองว่า Sorcha เป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงรักเธอจนนำเด็กสาวจากเผ่าศัตรูกลับมาด้วย ยิ่งประกอบกับการไม่พูด และเสื้อประหลาดที่เธอตั้งใจทอ ความน่าจะเป็นไปได้นี้ก็สูงขึ้น และความกดดันก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้มีแค่ความมุ่งมั่นที่จะช่วยพี่ชายเท่านั้น

ที่ย่อมาเหมือนจะเป็นนิทาน และเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ Daughter of the Forest แสดงให้เห็นว่านิทานเป็นแค่เรื่องเล่าอย่างง่ายและรวบรัดของเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะนิทานไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่ารายละเอียดเบื้องหลังความสำเร็จความลงตัวที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เสียสละ อันตราย หรือแม้แต่สิ้นหวังได้เลย ... เมื่อต้องหนีจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง Sorcha ไม่มีทางเลือก นอกจากหนีเข้าไปในป่า และต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติ หิวโหย โดดเดี่ยว และหวาดกลัว หลังจากสองปีผ่านไป เธอถูกข่มขืน ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายติดตัวเธอมาอีกนาน และทำให้เธอต้องหนีออกมาจากที่ที่เคยอยู่ ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวทำให้เธอเกือบฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่ง Red ช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ และพาเธอกลับไปที่บ้าน

หากความจริงที่ว่าเธอเป็นคนต่างเผ่า เป็นไอริชขณะที่เขาเป็นไบรตันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เผ่าพันธุ์ของทั้งคู่ทำสงครามต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และไม่วางใจกัน ที่นี่ ในถิ่นของศัตรู Sorcha ก็ถูกมองอย่างหวาดกลัว เดียดฉันท์ ตำนานและความเชื่อที่คนไอริชมีก็ทำให้เธอถูกมองเป็นคนหลังเขา และเป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงงมงาย และการที่เธอไม่พูดก็ทำให้เธอไม่สามารถแก้ตัวหรือแก้ความเข้าใจผิดใด ๆ ได้ โดยเฉพาะสถานะของเธอที่มีต่อชายที่เป็นเจ้าที่ดินคลุมเครือ ไม่ชัดเจน แม้สถานภาพของเธอจะดีขึ้นที่มีอาหารกินครบมื้อ และมีที่อาศัย แต่การอยู่รวมกับผู้คนที่ไม่เป็นมิตร ไม่เข้าใจ และทำร้ายเธอด้วยคำพูด ความเกลียดชังและความแปลกแยก

ลับหลังชายหนุ่ม ความต้องการทำร้ายทำลายเธอคงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อชายหนุ่มออกเดินทางไกล Sorcha ก็ถูกลุงของเขาจับขังคุกใต้ดินอยู่ในความมืดเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขื่นขม และสิ้นหวังอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะถูกจับเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มด และสายลับฝ่ายศัตรู และอาจจะทอเสื้อให้พี่ชายไม่เสร็จทันการ ซึ่งจะทำให้พวกเขาหมดโอกาสกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง

เหมือนเล่าเรื่องย่อสองครั้ง ย่ออย่างสั้นกับย่ออย่างยาวกว่า เหมือนจะง่ายแต่ยากมาก อ่านแล้วพูดไม่อกบอกไม่ถูกนอกจากจะรำพึงกับตัวเองว่าจะรันทดไปถึงเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะทำเสื้อเสร็จแล้วพ้นทุกข์สักที เมื่อไหร่จะพูดได้ อะไรเช่นนี้อยู่เนือง ๆ เข้าใจว่าตัวเอกมีบททดสอบที่ต้องทำ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เหนื่อยยาก ทนทุกข์เช่นนี้ คลื่นชีวิตถาโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ ถึงมองว่า Juliet Marillier เก่งที่เขียนเรื่องออกมาเช่นนี้แล้วทำให้คนอ่านยังอ่านต่อไปได้โดยที่ไม่โยนหนังสือทิ้ง หากแต่จมจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องได้ต่อไปจนจบ

วิธีเล่าเรื่องที่ให้รู้สึกเข้าถึงและรับรู้ตามยังเป็นเอกลักษณ์ในงานของเธอ นอกเหนือจากการพรรณนาให้เห็นภาพตามเสมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเองเอง ยังเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงพี่ชายทั้งหกคนของตัวเอกด้วย เราได้เห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของผู้ชายหกคน ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งจากแรงจูงใจ คำพูด การแสดงออก ตั้งแต่พี่ชายคนโต Liam ที่ถูกวางให้เป็นหัวหน้าครอบครัว เคร่งขรึม เอาจริงเอาจริง Diarmid พี่ชายคนรองที่ขี้เล่น เจ้าเสน่ห์ ฝาแฝด Conar กับ Cormack ที่แตกต่างกันด้วยบทบาทนักปราชญ์และนักรบ Finbar ที่มีโลกส่วนตัวและความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง และ Padriac ที่กระตือรือร้น

สิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีก็คือ ผลลัพธ์ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างที่ Sorcha รำพึงกับตัวเองในตอนใกล้จบว่า “Real life is not quite as it is in stories. In the old tales, bad things happen, and when the tale has unfolded and come to its triumph conclusion, it is as if bad things had never been. Life is not as simple as that, not quite. (หน้า 532-3) ชีวิตจริงแตกต่างจากนินานไม่ใช่แค่ในด้านการย่อความและละทิ้งความยากลำบากไว้เท่านั้น แต่ยังทิ้งบาดแผลและความสูญเสียไว้ด้วย นอกเหนือจากตัวเอกเองที่สูญเสียความเดียงสาและความไว้ใจในระหว่างทางแล้ว พี่ชายของเธอก็ไม่แตกต่างกัน ความขื่นขมที่ต้องกลายเป็นหงส์ ไม่สามารถปกป้องน้องสาวของตัวเอง หรือกลับไปต่อสู้เพื่อพ่อได้มีอยู่อย่างรุนแรง รวมไปถึงความสูญเสียเฉพาะตัวของแต่ละคน ดังเช่น Liam สูญเสียผู้หญิงที่รักและคู่หมั้นไประหว่างคำสาป และเมื่อกลับมา เธอก็แต่งงานและกลายเป็นแม่ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถรักใครได้อีกเลย Finnar ผู้เห็นโลกอย่างที่ตัวเองเชื่อ สูญเสียตัวเองไปหลังที่กลายเป็นหงส์ และลังเลที่จะกลับมาเป็นคน หรือ Diarmid ชายขี้เล่นที่เปลี่ยนเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นเพราะความเกลียดชังที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของแม่เลี้ยง

ความสูญเสียที่นำมาซึ่งความได้มา และความได้มาซึ่งมาจากความสูญเสียก็เห็นได้ชัดสำหรับ Red และ Simon น้องชายของเขาด้วย ... พี่ชายที่ถูกเลี้ยงมาให้สืบทอดความเป็นเจ้าของที่ดิน พึ่งพาได้ คาดหวังได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้เจอกับ Sorcha ผู้ซึ่งทำให้เขาเห็นว่าชีวิตที่ถูกคาดหวังและวางแนวทางไว้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และเมื่อเขารักหญิงสาวและรู้ว่าเธอไม่สามารถอยู่กับเขาได้ ชายหนุ่มก็กล้าที่จะละทิ้งทุกอย่างมา เพื่อมาอยู่กับเธอ หรืออย่าง Simon ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการมาสืบความลับในดินแดน Sevenwaters เพราะคิดว่าเขาไม่มีทางทัดเทียมพี่ชาย หรือเป็นเจ้าของที่ดินได้ จนทำให้ถูกจับและทรมานในฐานะเชลย และเมื่อถูกพวกพี่ชายและ Sorcha ช่วยออกมา ระหว่างที่ Sorcha รักษาและเยียวยาเขา เธอกลายเป็นโลกของเขา และเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยว Simon ไว้หลังจากนั้น แต่เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เธอแต่งงานกับ Red เสียแล้ว และเมื่อ Red ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง ชายหนุ่มก็กลายเป็นเจ้าของที่ดินอย่างที่ตัวเองต้องการตลอดมา หากแต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องการกลายเป็นอีกอย่างที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

เหมือนเรื่องของเธอในชุด Wildwood Dancing ที่ Juliet Marillier เขียนให้ตัวละครของเธอมีความผูกพันกับป่าและคุ้นเคยกับเวทย์มนต์ที่อยู่ในนั้น และต้องทำบททดสอบซึ่งผลสำเร็จที่ได้เป็นทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว และส่วนรวม ... แต่ในเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะมืดกว่ามาก ซึ่งก็ทำให้เข้าใจและเกือบจะถูกใจอารมณ์หนังสือ Young Adult (อย่างน้อยก็กับงานของ Juliet Marillier) มากกว่า เพราะอ่านสบาย และบีบคั้นน้อยกว่ามาก ... จริง ๆ แล้วชุดนี้มีคนพูดถึงเยอะ และเมื่อเริ่มอ่านแฟนตาซีภาษาอังกฤษก็ก้ำกึ่งจะอ่านเหมือนกัน แต่เพราะความกดดัน และฉากข่มขืนที่ได้ยินมาก็ทำให้ชะลอไว้เสมอ และก็ดีใจที่เพิ่งอ่านตอนนี้ เพราะสมัยนั้นคงจะอ่านแล้วจิตหลุดไปเลย หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีทางได้อ่าน Cebele’s Secret ได้แน่

ความคล้ายคลึงอีกอย่างก็คือความรักระหว่างตัวเอก ซึ่งจะเป็นความละเมียดละไม และใช้เวลาก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ และแอบแฝงอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลย (อย่างน้อยก็ในกรณีฝ่ายหญิง ที่ตอบรับมิตรภาพและสร้างความผูกพัน แต่ไม่รู้ตัวจนเกือบจะสายว่าเป็นความรักเช่นใด ขณะที่ฝ่ายชายจะอดทนและรอคอยอย่างน่าอัศจรรย์) ในเรื่อง Red รักและต้องการที่จะปกป้องเธอ โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะรู้ว่า วันหนึ่งเธอก็ต้องกลับไป และกลัวว่าคำพูดที่มีจะทำให้เธอกลัว และเขาก็บอกรักเธออย่างเงียบ ๆ แฝงผ่านนิทานความรักระหว่างชายชาวประมงและนางเงือก

ทั้งนี้ Red ได้รับคำแนะนำจากสิ่งมีชีวิตในป่า ว่าหากเขาพยายามที่จะเรียนรู้ ชายหนุ่มก็จะสามารถเข้าใจ Sorcha ได้ แม้เธอไม่พูดออกมา แต่ผ่านการสังเกต การตีความ และความพยายามเข้าใจ ซึ่งก็นอกเหนือจากด้านความรู้สึกที่เธอมีให้เขา ซึ่งชายหนุ่มไม่กล้าตีความใด ๆ เรื่องนี้แล้ว กลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจและอ่านเธอได้มากกว่าใคร และก็แปลกที่ว่า ในทางกลับกัน Sorcha ไม่สามารถตีความเข้าใจชายหนุ่มได้เลย แม้ว่าเขาจะพูดผ่านการกระทำและการแสดงออกก็ตาม เธอเข้าใจว่า สิ่งทั้งหมดที่เขาทำให้เธอเป็นเพราะเขาต้องมนต์สะกดของป่ามากกว่าจะที่สนใจเธอที่ตัวเธอจริง ๆ และท้ายสุดแล้ว เธอก็รู้ว่าเธอต่างหากที่ไม่ได้ยินเสียงที่เธอควรจะได้ยิน ซึ่งคิดว่าหนังสืออ่านเรื่องการเข้าใจคำพูดที่ไม่ได้ “พูด” ได้ดียิ่ง [ย่อหน้านี้ เพิ่ม 040309]

จุดแข็งของงานเขียนที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับตัวละคร ทำให้ทำใจรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อรู้สึกว่าโลกของเธอจะครบถ้วนเมื่อมีพี่ชายทั้งหกคนอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เห็นนั้นเสมอไปเมื่อการผจญภัยและเวลาทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป และเธอไม่ใช่เด็กหญิงที่ต้องขอความช่วยเหลือและการตัดสินใจของพี่อีกต่อไป และที่สำคัญ เมื่อต่อมา พี่ชายของเธอจากเธอไปทีละคน ทั้งจากการเติบโต และเดินทางเพื่อหาที่ของตัวเอง และสงคราม เพราะความรู้สึกผูกพันโดยเฉพาะเมื่อรับรู้ความยากลำบากของ Sorcha ทำให้รู้สึกหวงแหนชีวิตของแต่ละคน และเป็นอารมณ์ที่คงอยู่ชัดที่สุดหลังอ่านจบ และก็เลยทำให้ขอสรุปเรื่องนี้ว่า Beautifully heartbreaking หรือว่า Beautifully disturbing ก็ได้ รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อ่านจบแล้วนอนไม่หลับ

ให้คะแนนที่ B+ เพราะชอบความสมจริง แต่ไม่สามารถทนเห็นหนังสือได้อีก อย่างน้อยก็ตอนนี้ A realist's fairy tale .. while I ain't one!

ปล. ตอนแรกจะไปเอาเล่มสองมาอ่านต่อ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทิ้งไว้ก่อนดีกว่า ยิ่งรู้ว่าเล่มสอง Sorcha กำลังจะตายนี่รับไม่ได้จริง ๆ ไม่ชอบอารมณ์ dark age

ย่อปกหลังเว่อร์ชั่นอื่นจาก wiki

“Lord Colum of Sevenwaters is blessed with six sons: Liam, a natural leader; Diarmid, with his passion for adventure; twins Cormack and Conor, each with a different calling; rebellious Finbar, grown old before his time by his gift of Sight; and the young, compassionate Padraic.

But it is Sorcha, the seventh child and only daughter, too young to have known her mother, who alone is destined to defend her family and protect her land from the Britons and the clan known as Northwoods. For her father has been bewitched, and her brothers bound by a spell that only Sorcha can lift.

To reclaim the lives of her brothers, Sorcha leaves the only safe place she has ever known and embarks on a journey filled with pain, loss and terror.

When she is kidnapped by enemy forces and taken to a foreign land, it seems there will be no way for her to break the spell that condemns all she loves. But magic knows no boundaries, and Sorcha will have to choose between the life she has always known and a love that comes only once.”

Sunday, 15 February 2009

Cybele's Secret by Juliet Marillier (n)

เพราะว่าติดใจกับ Wildwood Dancing พอตัว และเมื่อรู้ว่ามีหนังสือในชุดเดียวกัน ก็เลยอดไม่ได้ที่จะสั่งต่อมา ซึ่งกว่าจะได้หนังสือมาก็ผ่านไปนานโข และอยู่ในช่วงที่กระหน่ำอ่าน Urban Fantasy ที่วิธีการใช้ภาษา การบรรยายความเป็นคนละแนวกัน ประกอบกับราคาหนังสือที่แพงมาก แพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อปกอ่อนมา (เกือบจะสองเท่า ฮือฮือ) ก็แทบจะทำให้ทนอ่านไม่ได้ ... แต่พอเริ่มลงมืออ่านก็ติดหนึบตั้งแต่หน้าที่ 20 แล้วก็ถูกดูดเข้าไปตั้งแต่นั้นยันจบ ถ้าคิดว่าชอบ Wildwood Dancing ขอบอกว่าหลงรัก Cybele's Secret เลยก็แล้วกัน!



ชนิด : Young Adult / Fantasy/ Folklore
ชุด : Wildwood Dancing, Book 2
สำนักพิมพ์ : Tor (5 Dec 2008)
จำนวนหน้า : 407 หน้า


รางวัล :
An American Library Association Best Book for Young Adults 2009
Winner of the 2008 Sir Julius Vogel Award for best young adult novel.
Finalist in the 2007 Aurealis Awards.
Finalist in the Western Australian Premier's Book Awards for 2007.


หลังจากที่ Wildwood Dancing พูดถึงเรื่องราวของพี่น้อง 5 คนผ่านทางทางเล่าเรื่องของ Jena พี่สาวคนที่สอง Cybele's Secret เริ่มต้นจาก Paula น้องสาวคนที่สามซึ่งเป็นเด็กขยันเรียน ฉลาด เอาจริงเอาจัง

ผ่านไปหกปีหลังจากเหตุการณ์ในเล่มที่แล้ว Paula ร่วมเดินทางไปกับพ่อจากทรานซิสวาเนียสู่อิสตันบูลเพื่อการค้าขาย และค้นหา Cebele’s Gift เครื่องรางเก่าแก่ที่กล่าวกันว่า มีอำนาจและเป็นสิ่งที่เหลืออยู่ก่อนละทิ้งโลกมนุษย์ของ Cebele (อ่านว่า kee-beh-leh) เทพีแห่งผืนดินที่กลายเป็นเพียงตำนานเลือนลางในปัจจุบัน

เมื่อไปถึงอิสตันบูล ทั้งคู่ค้นพบว่าเพื่อนและหุ้นส่วนทางการค้าของพ่อที่เป็นคนแจ้งข่าวเกี่ยวกับ Cebele’s Gift เพิ่งถูกฆ่าตาย และแม้ว่าจะมี Stoyan การ์ดหนุ่มตัวโตที่ถูกจ้างมาให้ดูแล Paula คอยระวังหลัง การตามหาเครื่องรางก็เต็มไปด้วยอันตรายและการแข่งขันที่เหนือกว่าที่สองพ่อลูกคิดไว้มาก โดยเฉพาะเมื่อ Other Kingdom กำลังรอที่จะทดสอบ Paula อยู่

และเรื่องราวก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อ Paula และ Stoyan มีเหตุให้ต้องร่วมเดินทางไปในเรือของ Duarte โจรสลัดมากไปด้วยปริศนา

แม้ว่า Cybele's Secret จะเป็นหนังสือที่ต่อมาจาก Wildwood Dancing แต่เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มก็เป็นเอกเทศจากกันมาก เป็นบทละครคนละบทที่เล่าผ่านตัวละครที่แตกต่างกัน จนเรียกได้ว่าสามารถเป็น standalone ได้เลย อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรยาย การพรรณนาจนผู้อ่านเห็นภาพและเกิดจินตนาการตามนั้น ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือทั้งสองเล่มคงความเชื่อมโยงกันอยู่ และก็ถือเป็นเสน่ห์หลักอย่างหนึ่งของชุดด้วย (ทั้งนี้ ต้องสารภาพว่าไม่เคยอ่านเรื่องอื่น ๆ ของ Juliet Marillier แต่รู้สึกว่าวิธีเขียนและเล่าเรื่องของเธอทำให้นึกถึง Patricia A. McKillip แม้ว่าฝ่ายหลังจะมีวิธีเล่นกับจินตนาการและความเป็นไปได้ รวมไปถึงความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝันมากกว่าก็ตาม)

เนื่องจากเล่มนี้เป็นการดำเนินเรื่องในอิสตันบูล และในเรือมีเรื่องราวเข้ามามาก จึงทำให้ต่อเรื่องไปได้เร็วและมีสีสันกว่าในเล่มแรก คนเขียนบรรยาย และพรรณนาสภาพเมืองและความเป็นอยู่ได้ดี (ซึ่งถือว่าในจุดนี้ ทำได้ดีกว่า Patricia A. McKillip เสียด้วย เพราะฝ่ายหลังเน้นเขียนให้ผู้อ่านต่อยอดต่อไปเอง มากกว่าจะติดอยู่แค่ความรุ่มรวยของภาษาที่ใช้ จึงทำให้เห็นภาพได้น้อยกว่า) ตัวละครที่เสริมเข้ามาจากพื้นหลังและความเชื่อที่แตกต่างกันช่วยสร้างภาพความสำคัญของการเป็นเมืองท่าในสมัยทศววรษที่ 14 ของอิสตันบูลได้ดี ทำให้เห็นว่าคนเขียนทำการบ้านและค้นคว้ามาจริง ๆ

ประเด็น gender ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ยังคงถูกกล่าวถึงในหนังสือชุดนี้ อย่างไรก็ตาม การเป็นอิสระของผู้หญิงในเล่มแรกถูกกำหนดไว้ด้วยทัศนคติของตัวละครชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของห้าสาว แต่ในเล่มนี้เป็นประเด็นที่เกิดจากวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคมแบบมุสลิม ซึ่งเริ่มตั้งแต่การที่ผู้หญิงจะต้องแต่งกายให้มิดชิด อยู่แต่ในบ้าน แทบจะไม่มีสิทธิออกไปข้างนอก หรือถ้าออกไป ก็ต้องเป็นการไปที่มีญาติฝ่ายชายร่วมเดินทางอยู่ด้วย ซึ่งก็คือสิ่งที่ยังเป็นอยู่ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกัน โดยส่วนตัว ประเด็นความเป็นอิสระนี้น่ารำคาญน้อยกว่าเล่มแรก เพราะเมื่อเป็นเรื่องของธรรมเนียมปฏิบัติจึงไม่มีความก้าวร้าวที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวอย่างเล่มแรกมาร่วมด้วย และก็เพราะเมื่อกฏเกณฑ์สังคมหลายอย่าง ตัวละครในเรื่องหาทางออกและวิธีการแก้ไขได้อย่างราบรื่น

การแก้ไขปริศนาก็เป็นส่วนสำคัญในหนังสือเล่มนี้เหมือนชุดที่แล้ว และก็ยังคงบทบาทเดิม คือเป็นบททดสอบให้ตัวละครแต่ละตัวได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำมาเป็นบทเรียนการดำเนินชีวิตและเป็นคนที่ดีกว่าเดิมอยู่ เทียบกันแล้ว แม้ใน Cybele's Secret บททดสอบที่เข้ามาจริงจังกว่า เร่งเร้ากว่า แต่เหตุการณ์ที่เกิดจากทางเลือกส่งผลให้กับตัวละครน้อยกว่าและการผิดพลาดที่เกิดจากการเรียนรู้บทเรียนนั้นก็อันตรายน้อยกว่า ... แม้ว่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่ควรเกิด คือการเข้าใจกันของ Paula และ Stoyan ล่าช้าไปบ้าง

ในหนังสือมีประเด็นที่พลิกผันอยู่นิดหน่อยที่ผู้ร้ายตัวจริงเป็นคนที่ไม่ได้คาดคิดว่าน่าจะเป็น และก็เป็นตัวละครที่ตัว Paula เชื่อถือและไว้ใจมากที่สุดตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า เป็นสิ่งที่คิดและก็คาดการณ์ไว้แล้วอยู่บ้าง เพราะตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เหมือนจะดีจนเกินไป และทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองเท่าไรนัก ซึ่งในองค์ความรู้ของคนอ่านช่างจับผิดก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีคนดีขนาดนี้อยู่ โดยเฉพาะในหนังสือที่ตัวละคนทุกคนออกมามีบทบาทเพราะจุดประสงค์บางอย่างเสมอ ... ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะยินไว้อาลัยให้ตัวเองที่ช่างระแวงระวังไปเรื่อย หรือแสดงความยินดีให้กับตัวเองดี

คนเขียนผูกปมปริศนาการทิ้งท้ายของ Cebele’s Gift ได้ดีอย่างยิ่ง เพราะคนจำนวนมากต้องการคำพูดสุดท้ายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนจากของ Cebeleในเครื่องราง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดอำนาจ ความรุ่งเรือง และสำหรับตัว Paula และคนอ่าน เมื่อมีการเชื่อมโยงถึง Other Kingdom เข้ามาก็ยิ่งเชื่อเช่นนั้นเข้าไปอีก หากเมื่อมองให้ชัดเจน คำตอบที่มีเป็นคำตอบที่มีเพื่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข ให้ชีวิตให้คุ้มค่า และรู้คุณค่าของผืนแผ่นดินและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและธรรมชาติ อย่างที่บอกว่า ‘Eat of my deep earth; drink of my living streams, for I am your Mother. Your heart is my wild drum; your breath my eternal song. If you would live, dance with me!’ (หน้า 347)

นอกเหนือจากการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจแล้ว ตัวละครเองก็น่าสนใจไม่แตกต่างกัน เนื่องด้วยตัวเอก ซึ่งก็คือ Paula เป็นคนฉลาด และใช้ปัญญาไตร่ตรองแก้ไขปัญหาที่เกิด และพยายามทำหน้าที่ผู้ช่วยของพ่อระหว่างที่ออกเดินทางมาด้วยกันให้ดีที่สุด จึงเกิดภาพของเด็กสาวที่มีเหตุผล ตัดสินปัญหาด้วยความรอบคอบ สุขุม และเป็นผู้ใหญ่กว่าวัยมาก รูปแบบวิธีการคิด การวางแผน การโต้ตอบสนทนากับตัวละครทั้งหลายทำให้เห็นภาพเช่นนี้ได้ดี และก็ถือว่าคนเขียนประสบความสำเร็จมาก .... อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาฉุดเธออยู่หลายครั้งในเรื่อง เพราะการเป็นคนรู้มากและฉลาด ทำให้ตัวเธอคิดมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ได้มาจาก Other Kingdom และกลับกลายเป็นว่า Stoyan ผู้ซึ่งประกาศตัวกับ Paula อยู่เสมอว่าเป็นคนรู้น้อย และไม่ได้เรียนหนังสือ กลับเป็นคนชี้แนวทางและแก้ปัญหาให้ Paula ได้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งในช่วงการทดสอบ Paula เองก็พูดเองว่า หลายอย่างซับซ้อนน้อยกว่าที่คิดไว้ และสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้ระหว่างการเดินทางก็คือ เห็นคุณค่าของ wisdom มากกว่า scholarship ทั้งในเรื่องการแก้ไขปริศนา และการเข้าใจโลก ‘I have overestimated the role scholarship plays in finding answers and in understanding the world…. I have learnt that there are deeper kinds of wisdom.' (หน้า 326)

สำหรับตัว Stoyan เอง ภาพที่ปรากฏในตอนแรกก็คือ ผู้ชายเคร่งขรึม ซื่อสัตย์ และจริงจังในการทำงานที่ถือการทำหน้าที่การ์ดให้ความปลอดภัยของ Paula และพ่อมาก่อนทุกอย่าง (อย่างที่ค้นในเวบว่าชื่อนี้มาจาก "stoya" ที่หมายถึง "to stay/to stand" หรือ "hardly” เหมาะมาก ๆ) แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ผู้ชายตัวโตน่าทางน่ากลัวนี้กลับมีด้านอ่อนโยนและละเอียดอ่อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่ตัว Paula เอง คิดด้วยความหลากใจหลังที่ตื่นจากฝันร้ายและนั่งพูดคุยกับ Stoyan ในคืนแรกว่า ‘There were hidden depths beneath that impassive exterior. A sweet kernel shielded by a tough shell; dancing fire concealed in stone.’ (หน้า 83) (ซึ่งถ้าอ่าน นอกเหนือจากบรรยายถึงความเป็นตัว Stoyan แล้ว การเปรียบเทียบเช่นนี้ก็ช่วยให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางวิชาการของตัวเอก – และความรุ่มรวยทางภาษาของคนแต่ง – อีกด้วย) ซึ่งอย่างที่ได้พูดไปในย่อหน้าที่แล้วว่า Stoyan รู้ว่าตัวเองไม่ได้เรียนหนังสือ และมองสิ่งนี้เป็นปมด้อยอย่างหนึ่งของตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนที่เฉลียว และก็แก้เป็นผู้ที่แก้ปริศนาให้ Paula ได้หลายครั้ง และก็ต้องขอสารภาพว่าไม่ได้ตกหลุมรักตัวละครมานานมาก แต่ก็เป็นไปแล้วกับการ์ดร่างยักษ์เช่นนี้

ส่วนตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชอบหนังสือเล่มนี้มากก็คือ ความละเมียดละไมของความสัมพันธ์ระหว่าง Paula และ Stoyan ที่ช่วงแรกเหมือนจะเป็นแค่นายกับบ่าว -ผู้จ้างกับการ์ดที่จ้างมา- แต่เพราะความผูกพันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ถึงขั้นที่ความซื่อสัตย์และมุ่งมั่นของ Stoyan ที่มีให้ Paula ทำให้เขาถูกเรียกว่า watchdog ในสายตาคนนอก ซึ่งก็ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งก็เพราะความรู้สึกภายในที่ Stoyan ที่มีต่อ Paula ด้วย และก็เพราะการอยู่เคียงข้าง คอยคุ้มครอง และพยายามทำความเข้าใจนี่เองก็ช่วยให้เจ้าตัวเอาชนะใจเธอได้ ช้า ๆ มั่นคง และสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การฝันร้ายในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นมากลางดึกของ Paula ในหลายครั้ง รวมไปถึงช่วงที่ผจญภัยไปด้วยกัน ทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีกฝ่าย ได้ทำความรู้จักสิ่งกันและกัน อย่างที่ข้อผูกมัดของระเบียบและกฏเกณฑ์สังคมไม่สามารถเอื้ออำนวยให้ทั้งคู่ได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างที่มีคนเตือน Paula ไว้ก็ได้ ‘Before she knows it, a young woman can find herself swept into very deep waters.’ (หน้า 144)

เหมือนที่ครั้งหนึ่งอ่าน Pillars of the World ของ Anne Bishop แล้วนางเอกเปรียบผู้ชายสองคนให้เป็นฝนกับพายุ แล้วเลือกคนแรกว่าบอกว่า สายฝนอาจจะดูเอื่อย ๆ ไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนพายุ แต่ก็ไม่ทำลาย ช่วยให้ต้นไม้ได้เติบโต ... อะไรสักอย่าง อ่านมานานแล้วจำไม่ได้ แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับเคสนี้ด้วย แต่อ่านแล้วนึกถึง เพราะว่าเลือกใคร นางเอกของเราก็คงหาความสุขให้ตัวเองได้พอกัน

ตัวละครอย่าง Duarte ก็มีความลุ่มลึกในแบบของตัวเองไม่แตกต่างกัน ชื่อเสียงความเป็นโจรสลัดไม่ได้มาในด้านบวกเสมอไป และเมื่อเขาเข้าร่วมการประมูล Cebele’s Gift ก็ยิ่งทำให้เขาถูกมองว่าอยู่เป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังอันตรายทั้งหมด ซึ่งภาพที่ผู้เขียนพยายามให้เกิดก็เป็นเช่นนั้นเสียด้วย แต่เมื่อความจริงเริ่มคลี่คลาย และสาเหตุความต้องการนั้นชัดเจนขึ้นก็ทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ Duarte ไปได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อได้รับโอกาสจาก Other Kingdom ให้เลือกของหนึ่งชิ้น และเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ลังเลที่จะเลือกของเพื่อผู้อื่น มากกว่าเพื่อตัวเอง ประโยคเด็ดมากที่แสดงให้เห็นถึงศักิด์ศรีของเจ้าตัวอยู่ที่หน้า 330 ที่บอกว่า ‘I have come not to take, but to give.’

ปกหลังของหนังสือเขียนไว้ว่าเป็น ‘A startling love triangle’ ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะตอนแรก Duarte ซึ่งเป็นโจรสลัดมากด้วยเสน่ห์ และทำอะไรตามอำเภอใจมีบทบาทในหนังสือก่อน และ Paula ก็ดึงดูดเข้าหาความเชื่อมั่นนั้นด้วย แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าพระเอกเป็นใคร และความรู้สึกของ Paula ก็ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอันที่จริง ถ้าตัว Duarte จริงจังมากกว่านี้ และทำความรู้จักได้เร็วกว่านี้ก็อาจจะชนะใจ Paula ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่เท่าเทียมกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการชาติตระกูล ฐานะ การศึกษา ความรู้ อย่างที่ Paula บอกเองเลยว่า การได้คุยกับ Duarte ทำให้รู้สึกเหมือนได้การโต้เถียงกับเพื่อนในวงวิชาการที่ Other Kingdom ของเธอเป็นครั้งแรก

มีจุดเดียวที่ไม่ชอบในหนังสือ และไม่ชอบเกี่ยวกับ Stoyan ก็คือ หลังแก้ปริศนาสำเร็จ เขาเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาเกี่ยวกับความรู้สึกที่ Paula มีต่อเขา และตัดสินใจที่จะออกหนีออกมา (ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือ เมื่อกลับมาที่อิสตันบูลได้สักพักก็หนีหายไปเลย) และกว่าจะกลับมาหาเธอใหม่ก็ผ่านไปจะร่วมปี ซึ่งแม้จะมองว่าสิ่งที่ต้องทำก็เถอะ รู้สึกว่าไร้เหตุผลไปนิด แต่อย่างน้อย ถ้าคิดในแง่ดี ก็ให้ทั้งคู่ได้ไปทบทวนตัวเอง (สำหรับฝ่ายชาย ไปลับตัวเอง และล้มปมในใจ และฝ่ายหญิงให้รู้ใจตัวเองว่ามากกว่าแค่ความใกล้ชิด) ซึ่งก็อาจจะดีก็ได้

ถึงจะบอกว่าเขียนให้เป็น Young Adult แต่เล่มนี้ดูโตกว่าเล่มที่แล้วหรือเปล่าหนอ สรุปให้ว่า a sweet and refined delight!

ปล. สุดท้าย Stoyan สารภาพออกมาว่ารัก Paula ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคนอ่านก็คิดว่าจะมีพูดต่อ กรี๊ด กรี๊ด เคือง อยากรู้ใจจะขาด

แล้วจะมีเล่มต่อไปไหมคะ เหลือน้องสาวคนเล็กอีกคนให้เล่านะ!!!

เล่มนี้พูดยาวชนะ Wildwood Dancing กับ Od Magic อีก โอ้ ยาวชนิดที่ใช้เวลาเขียนแทบจะพอกับเวลาอ่าน แล้วก็ยังรู้สึกว่าเขียนได้อีก อ่านไปจะ 2 รอบแล้ว!!

นอกเรื่อง
เคยอ่านที่ คุณแม็กซ์ แห่ง Mostly Romance เขียนไว้ว่าพระเอกเป็นหมาป่าก็น่ารักดี แต่มันไม่เท่ ไม่หล่อเร้าใจเหมือนตอนเป็นคน สิ่งนี้ก็อาจจะจริงสำหรับ Wildwood Dancing ก็ได้ ถึงแม้ Gogu จะเป็นกบแสนดี รู้เรื่อง เข้าใจก็ตาม แต่ก็เป็นแค่กบอยู่ดี กว่าจะกลายร่างเป็นคนก็ตอนจบเล่ม นอกจากจะรู้สึกแปลกหน้าไม่ผูกพันแล้ว ยังรู้สึกว่าขาดตัวละครที่ควรจะมีอีกแล้ว และดังนั้น การให้ Stoyan มีบทบาทตั้งแต่แรก ๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง :D :D

เพ้อเจ้อ!!
(สปอยล์แหลก - 170209)

The Book itself!
ต้องสารภาพว่าอ่านเต็ม ๆ แบบหน้าแรกยันหน้าสุดท้าย 2 รอบ และมีครั้งที่พลิกอ่านไปอ่านมาเฉพาะตอนที่ชอบอีกก็เป็นหลายสิบ ก็กลับมาว่าแนว Rich fantasy แบบนี่อ่านเอาเรื่องอ่านเอาความแบบ Urban Fantasy ไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน commit murder and solve crime ไม่พอ แต่ต้องเป็น ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่นไร เพราะเหตุใด และไอ้อย่างไร เช่นไรนี่ก็มีบทบาทสูงเสียด้วย จะไปอ่านเอาความตามเนื้อก็ได้ ต้องดูความหมายของประโยคแล้วดูใจความที่ซ่อนอยู่ข้างใน และความหมายแฝงอย่างหนัก หนังสือรายละเอียดเยอะ ขึ้นขั้นที่คนอ่านละเอียดอย่างอีฉันเสียความเชื่อมั่นทุกครั้งที่อ่านใหม่และเจอสิ่งที่ครั้งแรกไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้เห็น แค่ 50 หน้าแรกก็ดูดเข้าสมองไม่ทันแล้ว รายละเอียดเยอะ ยิ่งบวกกับการตีความอีก symbolism แรงทั้งหนังสือทั้งคนอ่าน ตีความไปเหมือนจะเป็นบ้า โอ กู เอากระดาษมาจดโน้ต จดไอเดียยิ่งกว่าตอนเรียนโท แล้วก็อ่านไปยิ้มไปคนเดียว กรี๊ดไปคนเดียว พฤติกรรมเหมือนบ้า boyband ไม่ได้เกิดขึ้นมาร่วมสิบปีแล้ว กรี๊ด

กำลังสงสัยว่า ถ้า YA ยังขนาดนี้ ต้องไปจิกหา Sevenwaters มาอ่านจะดีไหมคะ? แล้วจะมีเล่มต่อไหม กรี๊ดด ถึงได้ชอบ UF อย่างนึงที่มีให้อ่านไปเรื่อย ๆ กรี๊ดดดด แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับไป Other Kingdom ไม่มีโอกาสเลยเหรอคะ เล่มนี้อุตส่าห์มีหวัง

Gender Matters?
ทั้งที่พูดว่าไม่รู้สึกถึงประเด็น gender มากนี่ แต่ในเรื่อง และในสังคมสิ่งที่แรงนะ อย่างที่ Paula รู้สึก frustrated ที่ไปซื้อของคนเดียวไม่ได้ เพราะพ่อค้าไม่ยอมขายให้ หรือมิฉะนั้นโก่งราคา ไม่ลดให้เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง หรืออย่างที่ชัดมากก็คือ ตัว Irene of Volos ที่เป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด มีอำนาจ ซึ่งอันที่จริง ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็คงได้เป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว อย่างที่มันอาจมาเป็นในรูปที่ เธอวางตัวเองเป็นเจ้าลัทธิ Cebele ในอิสตันบูล และให้คนอื่น ๆ มาบูชาเทิดทูนเธอ และก็รู้สึกสะใจที่ทำให้ Imam ในเมืองปั่นป่วนกันกระแสนอกรีตนอกศาสนา ความเบี่ยงเบนที่ต้องการอำนาจและต้องการต่อกร/ แสดงออกบางอย่างนี่ชัดมาก

Irene of Volos
Irene กับ Paula - จริง ๆ แม้เธอจะหักหลังและใช้ความเชื่อใจของ Paula ให้เป็นประโยชน์กับตัวเธอ และแม้จะสั่งฆ่าคนอย่างเลือดเย็น แต่บางครั้งก็เหมือนว่า Irene จะเอ็นดูและถูกใจ Paula จริง ๆ จากความรู้และความเฉลียวฉลาดที่มี สังเกตได้ว่าเธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้มาเป็นพวกหลายครั้ง และเป็นคนเดียวที่ไม่สั่งให้ฆ่า

Irene กับ Stoyan และ Duarte - ซึ่งก็คงรวมไปถึงความเกลียด Stoyan และ Duarte อย่างจับใจด้วยกระมัง เพราะการที่บูชาปัญญาและความรู้ ทำให้รู้สึกว่าการ์ดตัวโตอย่าง Stoyan ใช้แต่กำปั้นมากกว่าสมอง ยิ่งเธอมองว่าความสนิทสนมที่ Paula มีต่อ Stoyan เป็นสิ่งไม่คู่ควรก็ยิ่งเลวร้ายไปอีก ถึงขั้นสั่งฆ่าเป็นคนแรกทุกครั้งที่ทำได้ กับคนหลัง ไม่ชัดมาก แต่ก็คงไม่ต่างกัน ความเกลียดผู้ชาย เพราะสาเหตุที่ว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นไม่ได้ อิจฉาที่ผู้ชายมีอำนาจได้มากกว่าผู้หญิง และผู้ชายกำหนดบทบาทในสังคมให้ผู้หญิงเป็นได้แต่เมียและแม่ ซึ่งประเด็นหลังเห็นได้ชัดมากในเคส Stoyan และ Duarte ที่เธอมองว่าจะดึงฉุด Paula จากศักยภาพและความเป็นไปได้ของเธอ

Irene กับ Murat - เกือบคิดว่าเธอมีแนวโน้มเลสเบี้ยนซะแล้ว .... อย่างไรก็ตาม ตอนที่ Stoyan ฆ่า Murat แล้วเธอยอมตายอยู่ด้วยกันในถ้ำมากกว่าจะหนีออกมา และยอมทิ้งสิ่งที่ติดตามมาอย่าง Celebe’s Gift นี่มันชัดมากเลยนะ บททดสอบของ Paula Stoyan และ Duarte ส่วนหนึ่งก็เพื่อทดสอบความเชื่อใจ แต่ Irene มีมาให้ Murat มาตลอด ถึงขั้นที่เธอเชื่อมั่นในตัวเขาว่าจะไม่มีทางพ่ายแพ้หรือผิดพลาดถ้าเธอสั่งให้เขาทำอะไร และแววตาที่ Murat มอง Irene ก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เจ้าตัวดูไม่เย็นชานะ Love it has so many beautiful faces. อย่างที่ Gary Barlow ร้องไว้จริง ๆ

Irene กับ Pero - แอบเคืองที่ Pero ตาย แถมตายแบบหาศพไม่เจอด้วย มองว่ามันการเน้นของคนเขียนให้เห็นความโหดร้ายเลือดเย็นของ Irene มากกว่าอย่างอื่น ไม่ให้ตายก็ได้ แต่ถ้าฆ่าแค่การ์ดก็คงมองว่าไม่มี impact ในใจคนอ่านอย่างอีฉันพอ

Those damn tests and trials
เล่มที่แล้วดูมีผลกับส่วนร่วมมากกว่านะคะ เล่มนี้เหมือนเป็น สำหรับ lovers to be อย่าง Paula กับ Stoyan

Paula กับ Stoyan
ความลัมพันธ์ระหว่าง Paula กับ Stoyan อยู่บนพื้นฐานความเป็นเพื่อน และพัฒนาไปจนเป็นความรัก (เหมือนปัญหาไก่กับไข่ เวลาพูดถึง Platonic love ระหว่างความเป็นเพื่อนของคนต่างเพศ ??) ไม่ว่าจะเป็นเพราะรู้สึกตัวช้า หรืออยู่ในสถานะ in denial ก็ตาม (ในแง่นี้ Stoyan หัวไวกว่าเยอะ ฉลาดไม่ต้องเรียนจริง ๆ) แต่ก็นั่นแหละ สำหรับผู้หญิงอย่าง Paula ที่ฉลาด และระวังตัว ความรักที่ดีที่สุดสำหรับเธอก็คือการเริ่มต้นมาจากเพื่อน และพัฒนาไปบนพื้นฐานความเชื่อใจไว้ใจ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Paula คิดว่า ’... it came to me that this would be like discovering a new book, a compelling one full of surprises, and then, just when I was becoming absorbed in the story, having it snatched away half-read.’ (หน้า 140) ไม่ว่าจะเป็นในฐานะเพื่อนหรือที่จะตามมาก็ตามที แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่มีต่อชายหนุ่ม

และถ้ามองว่า Stoyan ไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร และแตกต่างจาก Paula ก็แปลกดีที่มีปริศนาที่ใบ้คำตอบให้เธอก่อนแล้วว่า Water and stone. Flesh and bone. Night and morn. Rose and torn. Tree and wind. Heart and mind. (หน้า 328 และ 373) ที่ใบ้เป็นนัยให้รู้ว่า ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ เพราะทุกอย่างมีความหมายในตัวเอง และของที่แตกต่างกัน ตรงข้ามกัน ก็ช่วยส่งเสริมกันได้

ที่เขียนไปว่าปัญญาพาจนสำหรับ Paula อยู่หลายครั้ง ก็รวมถึงครั้งที่จะสารภาพรักและดันไปเริ่มว่าไม่เหมาะสมกันอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อจะบอกว่า ยังไงก็ไม่อยากจากกัน ไม่อยากอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ผลจริง ๆ เพราะเจ้าหนุ่มก็ฟังจนสลดไปแล้ว บทของ scholarship แรงกว่า wisdom นะ ความรักไม่ต้องใช้เหตุผลก็ได้นะคะ ... แล้วพอเจอกันอีกครั้งก็ขำมาก ที่เธอเห็นลูกหมาวิ่งเข้าไปหา Stoyan แล้วคิดในใจว่า หมาคิดถูก คำพูดที่ดีที่สุดสำหรับเวลาอย่างนี้ก็คือไม่พูดเลย ก่อนจะวิ่งเข้าไปหา แล้วก็ถูกจริง ๆ เพราะทำให้ชายหนุ่มเห็นว่าคิดยังไงโดยไม่ต้องใช้คำตอบ (ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดความเข้าใจผิดก็ได้)

อ้อ ต้องชมด้วย ตรงที่ Irene สั่งยิง Stoyan แล้ว Paula วิ่งมาเอา Cebele’s Gift จากกระเป๋า Duarte ขู่จะโยนทิ้งถ้าจะฆ่าใครในกลุ่มไปเนี่ยขำมาก เพราะว่าคุณเธอบลัฟแหลกชนิดที่หยิบอะไรก็ไม่รู้มา (อยู่นาทีชี้เป็นชี้ตาย) แล้วบอก Stoyan ที่อึ้งภายหลังว่า สิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นนั่นแหละสำคัญ .. เธอทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งที่เอาน้ำเปล่าผสมน้ำพุวิเศษเล่มที่แล้วนะ

ปล. ขอโทษที่นึกถึงเวลาสองคนนี้นั่งคุยกันกลางดึกแล้วคิดถึง คุณหญิงดารินกับตาพรานรพินทร์มาเป็นระยะ ๆ (เกลียดรพินทร์ ชอบ Stoyan)

Stoyan
ได้รับมอบหมายให้พิชิตบททดสอบที่เกี่ยวกับ courage, steadfastness, openness โดยที่บอกว่าสำหรับแต่ละข้อ จะมีรางวัลตามมา สำหรับแต่ละข้อ และสิ่งที่ได้รับ เกี่ยวไหมว่าเป็นลำดับตามกัน และ openness ก็คือตัว Paula เองหรือไม่ หรือว่าทุกข้อโยงใยกันหมด เพราะแง่หนึ่งสิ่งที่ทำให้ Paula เชื่อมั่นและไว้ใจ Stoyan มากก็คือ ใจที่เปิดกว้างรับฟัง และเชื่อเกี่ยวกับ Other Kingdom ซึ่งเป็นสิ่งที่ Duarte ทำไม่ได้หรือไหมหนอ (แต่นะ steadfastness ก็มีผลอย่างยิ่งด้วย)

คืนแรกที่ Stoyan กับ Paula คุยกัน Stoyan บอกว่ามีความฝันจะทำฟาร์มเลี้ยงหมาเลี้ยงแกะบูลกาเรี่ยน (bugarski goran – Stoyan เป็นคนบูลกาเรี่ยน) ซึ่งมีลักษณะเด่นที่ตัวโต แข็งแรง กล้าหาญ และซื่อสัตย์ แล้วอีฉันก็ลืมประเด็นนี้ไปจนหลัง ๆ ที่มีคนเรียก Stoyan ว่า watchdog/ guarddog ทั้งที่ลักษณะเด่นของเจ้าหมานี่ก็สะท้อนตัวการ์ดร่างยักษ์ได้อย่างดี (รวมไปถึงตอนที่ทำเควสหาสัตว์ในถ้ำ แล้วเจ้าตัวได้หมา ส่วน Murat ได้แมวมาด้วย) เอานะ ถ้าจะเป็นหมา ก็เป็น Hot dog! นะคะ :D

ดูว่า Stoyan ไม่ค่อยพูดมาก เป็น A man of few words. (พูดตามการเล่าเรื่องของ Paula) ดู impassive แต่ก็ไม่ได้ความว่าต้อง impassive จริง ๆ เพราะอย่างที่บอกว่าเจ้าตัวเหมือนหมา อารมณ์ก็จะแรงและแสดงออกชัดด้วย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ Paula เป็นเรื่องทุกที ขำตอนที่พอบอกให้เลือกทีมที่เชื่อใจกันที่สุด (จับคู่อันที่จริง) แล้วพอ Paula บอกว่าต้องเป็นเธอกับ Stoyan แล้วเธอหน้าแดง แล้วก็พึมพำตอนสำเร็จว่า You chose the right team. ที่อีป้าต่อยอดไปเองว่าว่าเท่ากับ You chose me.

เสน่ห์ที่ชอบที่สุดก็คือ protective (แม้ว่าจะ over-protective ไปหลายครั้ง) แล้วตรงที่รู้สึกว่าน่ารักที่สุด ก็คือตอนที่ Paula ไม่กล้ากลับไปนอนหลังฝันร้าย แล้วบอกว่า ‘I will be here, just by the outer doorway. I will place the light where you can see from your pallet. Your dreams will be good ones now. I know it.” (หน้า 139) คือที่พูด ๆ มาก็อธิบายลักษณะบุคลิกได้ดีหรอกนะ แต่ตรง I know it. เนี่ย ถูกใจเกินล้านน!

Duarte
จริง ๆ ก็เป็นตัวละครที่น่ารักอีกตัวนะ แล้วก็เป็นเหตุที่ไม่ชอบรักสามเศร้าด้วย สามเส้าสิ เพราะไม่ชอบเวลาที่มีใครต้องผิดหวัง บทบาทของ Duarte เกือบจะเป็นมือที่สามมากกว่าจะเป็นมุมที่สาม (ของสามเส้า) เพราะแทรกเข้ามาทีไร “คู่รักจะเป็น”ของฉันก็เกิดเรื่องระหองระแหงขึ้นมาทุกที ถ้าเป็น IAD ไม่ต้องคิดเลย โจรสลัดโปรตุกีสของฉันเป็นพระเอกเล่มหน้าแน่

บทเรียนที่ Duarte บอกว่าได้รับมา ก็คือ ความเชื่อใจ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงกับ Paula ในทางส่วนตัวหรือเปล่า ถ้าถามส่วนตัว Duarte บอก Paula อยู่เสมอว่าอย่าตัดสินคนที่ภายนอกหรือจากคนอื่นบอก แต่ก็เหมือนว่าเขาก็ทำเช่นนั้นกับ Paula ด้วยเหมือนกัน ยิ่งเมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวก็ยิ่งทำให้เขาระแวงเมื่อคิดว่า Paula เป็นลูกสาวของคู่แข่งคนที่มีสิทธิแย่ง Cebele’s Gift ไปจากเขา และกว่าจะไว้ใจและมอง Paula อย่างที่เป็นก็คือตอนที่อยู่เขาไปแล้ว (ตลกที่ถูกใจว่าเธอเดินเขาปีนเขาได้ ไม่เป็นตัวถ่วง และกล้าที่ข้ามหน้าผา) ... ซึ่งจริง ๆ Duarte อาจจะถูกใจ Paula มาเป็นระยะก่อนหน้านั้นก็ได้ แต่เพราะมีหนี้เกียรติยศที่ต้องคืนให้ Cebele’s Gift อยู่ก็เลยไม่อาจทำตามใจได้เต็มที่

มีคำพูดของ Duarte ที่ชอบอยู่สองตอน คือ พูดถึง Cebele’s Gift ว่า ‘I stand by my comment … Whatever value a merchant may place on this particular piece, it cannot be treated in the same way as silk carpet or a piece of fine silverware. This is a symbol of genuine belief. And faith can not be bought and sold. (หน้า 164) ตอนที่เหล่าพ่อค้าแลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่อง

กับตอนที่ขอ Paula แต่งงาน .. ซึ่งอย่างที่บอกไปว่า Duarte เริ่มมอง Paula จริงจังตอนที่อยู่บนเขา และคิดต่อไประหว่างล่องเรือกลับมา ซึ่งก่อนจะเจอเธอ ก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลย (จริง ๆ ตรงนี้ดูเป็นพล็อตโรแมนซ์ย้อนยุคโจรสลัด/ขุนนางนะ) ชอบคำขอแต่งงาน (ซึ่งน่ารักกว่าของ Stoyan เยอะ!) ‘…I found it difficult to say farewell to you, down at the docks. Then it came to me – I thought, Perhaps I need not to do this. Why would we not go forward together, side by side, companions in an even greater adventure? I believe we would continue to surprise and delight each other and add spice and sweetness to each other’s life.’ (sohk 370) อยากจะแบ่งร่าง Paula ได้ และให้ไปคนละหนึ่ง Paula จริง ๆ

Tati – that sister is back!
โอ๊ยย พูดแล้วอารมณ์ขึ้น คือเป็นตัวละครที่ไม่ชอบมาตั้งแต่เล่มที่แล้ว ไม่ชอบแบบไม่ชอบมาก ๆ แล้วเล่มนี้ก็ยังไม่ชอบต่อไป ไอ้ที่บอกว่าเป็น the pretty one ฉันอยากจะบอกว่าเป็น the brainless one จะถูกกว่า เล่มที่แล้วก็คร่ำครวญจะหาผู้ชาย เล่มนี้ก็บ่นคิดถึงครอบครัว แล้วตอนที่ทำเควสได้จากความช่วยเหลือของน้องและเพื่อน ๆ แทนที่จะทักน้องก่อน ดันไปปลื้มดีใจกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองที่ Duarte เจอระหว่างทางอยู่นานโคตร ก่อนจะทักน้องอยู่ 2 ประโยค แม่ง แม่ง แม่ง อีบ้า

ปล. โอย เหนื่อยมาก เหนื่อย ว่าจะเขียน Iron Hunt พอแล้วดีกว่า โอย เหนื่อยๆๆๆ

อีกนิด 190209
กับสงสาร Duarte แค่จะเอาเครื่องรางมาคืน ต้องบุกป่าฝ่าดงไม่พอ เพื่อนก็ยังต้องมาตายอีก เป็นตัวเองคงเซ็งนะ แค่หจะเอาของมาคืนแท้ ๆ ทำความดีทำยากแล้วก็เหนื่อยจริง ๆ กับอีชาวบ้านบ้า เหนื่อยเลือดสาดยังให้มาเต้น ๆ ฉลองอยู่ได้แล้วก็นะ นะคะ บอกไว้แล้ว ทำนายไว้แล้ว ถ้าคนนอกไม่เอามาคืน ไม่คิดจะออกไปตาล่าหาเองเลยใช่ไหม

แล้วก็คิดจริง ๆ ว่าถ้า Stoyan กลับมาแบบนี้ เป็นนางเอก UF ถูกเตะไม่ก็ชกไปแล้ว แล้วคนที่ขอโทษก็คือ Paula นะเนี่ย

ปกหลังเวอร์ชั่นอื่นจาก amazon
"Bewitching despite flaws, this companion to Wildwood Dancing (2007) picks up six years later. Younger sister Paula, who debated philosophy in the Other Kingdom while her sisters danced, now assists Father on a trade journey to Istanbul. They seek Cybele's Gift, an ancient pagan artifact so threatening to the Muslim political powers that all inquiries must be covert. Personal guard Stoyan sleeps protectively across their doorway and escorts Paula to the lone library open to female scholars in this restrictive city. A shock at the artifact's unveiling leads Paula, Stoyan and condescendingly flirtatious pirate Duarte on a journey underneath a mountain, fulfilling quest tasks set by the Other Kingdom. Such challenges supposedly give mortals "wiser hearts," but these riddles and tests have tepid answers. The story takes too long to find momentum, and Marillier troublingly casts both feminism and Islam in a bad light, heavily exoticizing Istanbul. However, despite these weaknesses, genuine emotion and Paula's alluring love story create a memorable page-turner. (Romanian glossary, not seen) (Fantasy. 11-14) (Kirkus Reviews) --This text refers to an out of print or unavailable edition of this title. "