Saturday, 7 March 2015
Vision in Silver by Anne Bishop
Sunday, 11 May 2014
Scarlet by A.C. Gaughen
"A desperate tale with a cause"
Hmm, although the characters are all believable, I feel there are some elements missing for me. I fear, in the search of happy ending happy reading, I did not expect for a little grim story.
We all know the story of a benevolent Robin Hood since we were young. Still, a child's perception does not imagine much cruelty exists in this world, and we all learn this story without much thoughts. But what if the story behind is more complex than that? And maybe that's my reaction when I read Scarlet.
Since the storyline is much on the heroine, it's easiest to look into her head. And her point of view is rather grim. She can not stop acting, she can not stop doing something, anything... as she fears the moment she stops, someone might go hungry, get hurt or be killed. She never truly eats because another mouthful for her belly can also be another mouthful for other hopeless people out there. Worst of all, she regards herself beyond redemption, for she is a thief.
I used to love this fanciful tale of Robin Hood when I was young. However, by always providing for his people, how can Hood and his band can truly sustain the needs of so many people? There are too many people and too many needs VS too little manpower the band has. Indeed, 4 thieves against a sheriff and his army.
Somewhat that affects Robin Hood's attitude towards Scarlet as well. I normally go for aloof characters over lover boys. Yet, in this book, I feel Hood does not really deserve her. He says he does not know how to sort out his feelings towards her, and instead uses scornful insults as his protection. Also, I feel Scarlet is a convenience for Hood when it comes to stealing and intelling. A noble he is, Hood should have respected Scarlet more.
Despite hope the characters insist, I still feel despair looming in. Maybe I'm not a believer, maybe I'm too tired with donation fatigue.
The rate is B. I like the details given to the characters and yes, all action scenes.
With the summary for Book 2, not sure if I dare to read it!
Wednesday, 12 October 2011
‘The High Lord’s Daughter’ in Twilight's Dawn by Anne Bishop

เรื่องนี้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ Jaenelle ตาย และเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อไปหลังจากนั้น
Jaenelleเป็นคนที่ Daemon รอคอยมาทั้งชีวิต (ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ยาวนานเสียด้วย โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นเผ่าอายุยืน) แต่การได้อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้หมายถึงชีวิตนิรันดร์หลังจากนั้น เพราะช่วงอายุของ Janelle ไม่สามารถเทียบเท่าได้ และการจากกันก็มาถึงอยู่ดี
เรื่องเปิดตัวหลังการตาย และเป็นวันสิ้นสุดที่ Daemon จะยอมให้ตัวเองจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่ก็ไม่ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวรู้ว่า ผู้เป็นพ่อ ก็กำลังนับถอยหลังเวลาของตัวเองเช่นกัน
หลังการตายของคนที่รักที่สุดในชีวิตสองคน สำหรับ Daemon และคนที่เสมือนพ่อสำหรับ Surreal ก็ทำให้ทั้งสองลงเอยด้วยค่ำคืนด้วยกัน และน่าจะจบเพียงแค่นั้น ถ้าไม่ด้วยผลลัพธ์ที่ตามมา
ย่อเรื่องได้แย่เป็นปกติ และอ่านเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน เพราะว่าตัวละคนหลักสองตัวหายไป และไปเน้นที่เรื่องราวของ Surreal กับ Daemon แทนที่
ส่วนตัวเอง เป็นจบที่ลงตัวในระดับหนึ่ง (ถึงแม้ว่าความคิดการสลับคู่เช่นนี้จะเหมือนกับการอ่านเรื่องแต่งของแฟนมากกว่าเป็นเรื่องของ Anne Bishop และเน้นที่ความสัมพันธ์มากกว่าเป็นที่อำนาจอย่างที่เคยเป็น) นอกจากไปจากความชอบ Surreal ส่วนตัว ยังรู้สึกว่าคนเขียนกล้าที่จะเขียนมิติความเป็นจริงลงไปในนิยาย เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง และดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ (และการเขียนเรื่องตามที่คนอ่านชอบและคาดหวังต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดจบ ก็เป็นการดูถูกทั้งตัวคนเขียนและคนอ่านเองด้วย)
แอบยอมรับไม่ได้ว่าเหมือนอ่านนิยายรักพล็อตน้ำเน่า แต่ก็ชอบ เพราะตัวละครดี และการดำเนินเรื่องดี สร้างภาพความการก่อร่างความสัมพันธ์ มากกว่าจะเน้นที่อารมณ์ (แม้ว่าจะต้องยอมรับว่ากระโดดและผ่านไปเร็วจนงงในบางครั้ง .... และก็อยากอ่านอารมณ์ในบางครั้งเหมือนกัน) คนหนึ่งเริ่มชีวิตแต่งงานด้วยความต้องการลูก และคนหนึ่งเริ่มด้วยการเสียสละตัวเอง (เพื่อไม่ให้ Daemon โดดเดี่ยวหรือแปลกแยก) และดังนั้น สัมพันธภาพความเป็นเพื่อนลงลึกระหว่างทั้งสองคน แม้จะมีความรู้สึกใด ๆ ตามมา ก็เต็มไปด้วยความระแวง และคำถามที่ไม่กล้าตอบกันทั้งคู่ ความเปราะบางนี้มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ อย่างตอนที่จะคลอด Surreal ระแวงและระวังสวัสดิภาพของลูกที่เพิ่งเกิดจนทำร้าย Daemon และฝ่ายชายก็คิดว่า เป็นความจงใจของเธอ และส่วน Surreal ก็คิดไปว่าการที่ Daemon เลี่ยงไปจากการบาดเจ็บ เป็นเพราะต้องการเลี่ยงตัว Surreal เอง หรือแม้แต่หลังจากนั้นก็ยังมีคำถามต่อไปว่าหลังจากที่ ได้สิทธิความเป็นพ่อ อีกฝ่ายจะยังอยากคงสภาพแต่งงานอยู่ไหม
สรุปแล้ว การที่เด็กเกิดมาก็เพราะ Jaenelle ต้องการให้เกิด และก็ต้องการให้ฝันของทั้งคู่ (การได้เห็น Jaenelle ภาคที่ไม่มีบาดแผล และไม่มีเรื่องเลวร้ายในชีวิต และเป็นที่รักของทุกคน) และของตัวเอง (ทิ้งส่วนหนึ่งของตัวเองไว้) เป็นจริง และก็เป็นการหมุนวนกลับมาของทุกอย่าง ... เหมือนเป็นการเริ่มเรื่องใหม่ที่โศกเศร้าและบาดแผลน้อยกว่าไว้
ส่วนตัวอีกนิด มองว่า Surreal เป็นตัวเลือกที่ถูก และส่วนหนึ่งอาจจะถูกกว่า Jaenelle ถ้าพล็อตเรื่องไม่ได้วางไว้เช่นนั้น เพราะจากต้นจนจบ เจ้าตัวเป็นคนที่เข้าใจและรู้จัก Daemon ดีที่สุด (ดูจากแม้แต่ตอนที่เธอให้คำปรึกษา Jaenelle เกี่ยวกับเขาได้) ไม่ใช่แค่ Daemon ในฐานะที่เป็น Daemon ด้านดี แต่เป็นในฐานะ The Sadist ด้านมืดด้วย .... และการเลือกตัดสินใจเช่นนี้ของ Surreal ก็เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญเพราะเธอเลือกที่จะเสียสละไม่ให้ Daemon ต้องโดดเดี่ยว และตัดสินใจพลาดเหมือนที่ Saetan เคยเป็น
(แต่บางทีการพูดแบบนี้ก็คงไม่ถูก เพราะคนสองคนอยู่ด้วยกัน ผลลัพท์ความสัมพันธ์ไม่เคยเท่ากันอยู่แล้ว)
รู้สึกว่าเป็นความเป็นจริงที่ขมขื่น Bittersweet reality. Everything good comes to an end … and starts again. คิดว่าคงชอบ เพราะอ่านเรื่องนี้ไปสองรอบ คืนละรอบสองคืนติด
ปล. เหมือนเล่มนี้ที่อ่านเป็นเล่มเดียวที่พูดเรื่องทิศทางในอนาคตที่จะเป็นต่อไป สิ่งนี้มีเริ่มในเล่ม ..... แต่ก็ดูเหมือนการปรับสภาพเป็นปกติ ขณะที่เล่มนี้พูดเรื่องสิ่งที่จะเกิด ... การเริ่มต้น การแต่งงาน และใช้ชีวิตครอบครัว (ตัว Anne เองก็พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้เช่นกันในเวบของเธอ )
คนเขียนโตขึ้น และคนอ่านก็โตขึ้น?
Friday, 21 May 2010
The Drowning City by Amanda Downum

ชนิด : Semi-Urban Fantasy / Fantasy/ Magic/ Necromancer / Mage/ Politics/ Spy
ชุด : The Necromancer Chronicles, Book 1
สำนักพิมพ์ : Orbit; 1 edition (September 1, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า
เปิดฉากที่ Isyllt ผู้มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณและคนตาย ถูกมอบหมายให้มาที่เมือง Symir ที่อยู่ข้ามทะเลออกไป เพื่อติดต่อและช่วยเหลือคนพื้นเมืองที่กำลังก่อกบฏ ด้วยจุดมุ่งหมายว่า หากจักรวรรดิต้องวุ่นวายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ความตั้งใจรุกรานประเทศของเธอล่าช้าลงไป เมื่อเดินทางมาถึงเมือง เธอได้พบกับ Asheris ผู้ที่ทำให้เธอต้องยุ่งยากใจทั้งจากความสามารถในการใช้ไฟ ระดับสติปัญญา และจากความจริงที่ว่าเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเธอ
ซ้ำร้าย Xinai หนึ่งในสองนักรบรับจ้างที่เดินทางกับเธอ กลับกลายเป็นคนพื้นเมืองของ Symir ที่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน และเมื่อได้พบกับคนต่างเผ่าที่เคยช่วยเหลือให้รอดชีวิต Xinai ก็เข้าไปผูกวนอยู่กับการล้างแค้นและปลดแอกให้กับชนพื้นเมือง จนหันหลังจากทั้ง Isyllt และ Adam นักรบรับจ้างอีกคนที่เป็นทั้งคู่หูและคนรักของตัวเอง
อีกทั้ง Zhirin ลูกศิษย์ของผู้ใช้เวทย์มนต์ที่ Isyllt รู้จัก อยู่ในสถานะทั้งคนรักของผู้นำกลุ่มก่อกบฏฝ่ายสันติ และฐานะลูกสาวของนักการเมืองทรงอำนาจที่สนับสนุนวัง
และดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายมีความต้องการและจุดประสงค์ของตัวเอง สถานการณ์จึงตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนปะทุเมื่อถึงขีดสุดในช่วงหลัง และ Isyllt ก็ต้องเลือกทางที่ให้งานที่ได้รับมอบหมายมาสำเร็จลุล่วง โดยที่ยังรักษาชีวิตของเธอ และคนที่เธอเข้าไปผูกพันในเมืองให้ได้
เลือกหนังสือเล่มนี้จากปกและการใช้คำอย่างที่ได้บอกไป แต่เมื่อมาอ่านเข้าจริง ๆ รู้สึกว่าการใช้คำพรรณนากึ่งบรรยายในเรื่องใช้คำเยอะ และฟุ่มเฟือยมากไปในบางจุด และบางจุดก็ใช้สำนวนภาษาที่วกวนจนอ่านแล้วงง สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเรียกชื่อเฉพาะด้วยชื่อมากกว่าหนึ่งชื่อด้วยก็ได้ ซึ่งเมื่อประกอบกับตัวละครที่มีอยู่มากแล้วก็ทำให้สับสน และงุนงงจนต้องพลิกกลับมาดูหลายครั้ง และการใส่รายละเอียด และการใช้คำก็ก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง ซับซ้อน และ สับสน (complex กับcomplicated ได้) ซึ่งถือเป็นจุดด้อยที่สุดในหนังสือเล่มนี้ และทำลายอรรถรสในการอ่านไปบางส่วน ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นคนเดียว (และทำลายความเชื่อมั่นในเรื่องการอ่านหนังสือและตีความส่วนตัวไปมากโข ก่อนจะพบว่ามีหลายคนที่บ่นแบบเดียวกัน) และดังนั้น การมีรายชื่อศัพท์มาให้ อาจจะช่วยได้บ้าง
.... ซึ่งจุดที่สำคัญที่สุดที่รู้สึกว่าตัวเองต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากเกินไปก็คือ สภาพฝ่ายกบฏ (สปอยล์) [ที่มีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม และแบ่งเป็นฝ่ายที่รักสงบ และใช้ความรุนแรง ซึ่งกว่าจะเข้าใจก็งงไปหลายรอบ]
อย่างไรก็ตาม ปฎิเสธไม่ได้ว่ารายละเอียดมากมาย หลายหลากเช่นนี้ก็มาเพิ่มความสมจริง และใส่มิติให้กับตัวละครจริง ๆ (จุดแบ่งของความรก และรายละเอียดสมจริงแทบจะไม่ชัดเจนเลย และถ้าตัวคนเขียนปรับแก้ได้ เรื่องนี้ก็คงอ่านง่ายกว่านี้มาก) หนังสือมีด้านที่เป็นทั้งแฟนตาซี (การสมมติเมือง สภาพสังคม ทัศนคติ และการใช้ชีวิตต่าง ๆ การพรรณนาความ) แต่ขณะเดียวก็มีมุมที่เป็นแฟนตาซีในเมืองด้วย (วิธีการดำเนินเรื่อง ความฉับไว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกล้าได้กล้าเสีย และแนวคิดของตัวละคร) ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นสิ่งที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้หนังสือ เพราะอยู่ระหว่างสองอย่าง และดังนั้น สามารถแก้ความซ้ำเดิมที่มีมาของหนังสือทั้งสองประเภทได้ (และก็คิดว่าสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ซื้อมาก็คือการดำเนินเรื่องผสานกันเช่นนี้)
มุมมองที่มองผ่านเรื่องไม่ได้มองผ่าน Isyllt เพียงคนเดียว แต่มองผ่าน Xinai และ Zhirin ด้วย โดยการใช้บุคคลที่สามมาเป็นคนเล่าเรื่อง และตัดเรื่องผ่านตัวละครทั้งสามไปมา ทำให้นอกเหนือจากจะรู้สถานะความเป็นไปของตัวละครนั้น ๆ ในขณะนั้นแล้ว ก็ยังรู้ความคิด ความต้องการ และสถานการณ์รอบข้างด้วย ซึ่งสนุกและเร้าใจมาก เมื่อตัวละครแต่ละตัวกระทำการที่ขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคน และก็ทำให้คนอ่านเกิดความคาดหวัง และเอาใจช่วยตาม โดยเฉพาะเมื่อตัวคนเขียนสามารถสร้างภาพของผู้หญิงสามคนที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ทั้งนิสัย ความสามารถ ความเข้าใจต่อชีวิต ความต้องการ และสิ่งเร้าในชีวิตของแต่ละคนผิดแผกจากกันด้วย
และดังนั้นชอบการดำเนินเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ความเรียบง่าย และจังหวะในการตัดเรื่อง (ผ่านมุมมองของแต่ละคน) เราเห็นสภาพเมืองที่มีปัญหาภายในและรอจุดประทุขึ้นมา และก็เห็นการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชอบความกล้าที่จะตัดสินใจ และโลกหลายมิติที่คนเขียนสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างโลกวิญญาณและชีวิตหลังความตายที่มีอยู่ในเรื่อง (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้เรื่องเช่นนี้มาก่อน?)
อย่างไรก็ตาม มีจุดที่ไม่น่าจะมีผลกับเรื่องแทรกเข้ามาในเรื่อง และ/หรือ อธิบายเหตุผลได้ไม่ดีพอหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง(สปอยล์) [ฆาตกรที่เป็นคนฆ่าอาจารย์ของ Zhirin ซึ่งหาแรงจูงใจที่ชัดเจนในการฆ่าไม่ได้พอ นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนจุดโฟกัสให้ตัว Zhirin กลับไปอยู่ที่บ้าน และเน้นความสัมพันธ์กับแม่ของเธอ นอกเหนือจากความจริงที่อาจารย์ก็เป็นผู้ใช้เวทย์มนต์และเป็นสายลับเก่าที่ไม่น่าจะถูกฆ่าง่าย ๆ]
ช่วงที่เหตุการณ์เข้มข้นขึ้นไปถึงตอนจบคิดว่าสมจริง และเป็นจริงที่สุด แม้จะบอกไม่ได้ว่าเป็นอย่างที่อยากให้เป็นหรือไม่อย่างไร (สปอยล์) [ดังเช่น Isyllt เสียความสามารถในการใช้มือที่ถนัดไป / Adam เลือกที่จะทั้ง Xinai ไว้ที่เมืองก่อนเดินทางกลับ เพราะมองว่านี่เป็นสิ่งที่เธอเลือกแล้ว/ และ Zhirin สังเวยชีวิตตัวเองให้กับเทพแห่งแม่น้ำ เพื่อช่วยเหลือเมืองไว้เมื่อภูเขาไฟปะทุ และเมืองก็ถูกทำลายไปเกือบครึ่ง ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สมจริงครั้งใหญ่ จะมีก็เพียง Asheris คนเดียวที่ดูจะได้ประโยชน์ เมื่อได้กลับเป็นอิสระอีกครั้ง]
อ่านเรื่องนี้ตอนเกิดเรื่องร้าย ๆ ในบ้านเรา และก็เห็นความคล้ายคลึงที่ว่า ความบ้าคลั่ง และใจที่จ้องทำลาย แม้จากความต้องการแสดงออก และเรียกร้องสิทธิของตนไม่เป็นประโยชน์กับใคร แต่กลับเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม ให้คะแนนหนังสือที่ B-/B และสรุปให้ว่า "darkly brilliant madness, darkly brilliant illness." ซึ่งแปลว่าพูดไม่รู้เรื่องอีกแล้ว
ปลายปีน่าจะออกเล่มสอง The Bone Palace ดูอารมณ์อีกที เพราะคะแนนหนังสือที่จะอ่านต่อได้ก็คือ B แต่จากปกแล้วน่าจะซื้อได้อยู่
ปล. ทั้งนี้ คิดว่าสภาพสังคมที่เธอสร้างขึ้นมาจากเมืองในเอเชีย (โดยเน้นที่เอเชียตะวันออก เกือบเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง) ผสมกับแนวคิดบางส่วนจากแอฟริกา (ถ้าไม่เข้าใจผิดไปเอง) ชัดเจนที่สุดที่สภาพอากาศ อาหาร (เน้นที่เครื่องเทศรสจัด และแกงกะหรี่) ภาชนะ (ไม้ไผ่ และลำไม้ไผ่) ฯลฯ โดยที่สังคมเป็นจากเอเชียตะวันออกอย่างอินเดีย และการเรียกชื่อ (โดยเฉพาะเผ่าพื้นเมือง) มีส่วนผสมระหว่างจีนและเวียดนาม ดังเช่น Cay Linn และ Cay Xian ซึ่งอย่างหลังนี้ คนเขียนเขียนแล้วเข้าใจ แต่คนอ่านต้องใช้เวลาตีความเข้าสมองอยู่ระยะหนึ่งเสมอ
Thursday, 12 March 2009
Tangled Webs by Anne Bishop (n)

ชนิด : Fantasy / Dark
ชุด : Black Jewels, Book 6
สำนักพิมพ์ : Roc (March 3, 2009)
จำนวนหน้า : 368 หน้า
เล่มนี้ Jaenelle ได้ความคิดจากเด็ก ๆ Landen (พวกไม่มีเวทย์มนต์) เกี่ยวกับความเชื่อผิด ๆ ที่มีต่อชาว Blood (พวกที่มีเวทย์มนต์ และมีอำนาจตามอัญมณีที่ตัวเองครอบครอง ยิ่งสีเข้มมากก็จะยิ่งมีอำนาจมาก) จึงคิดสนุกที่จะสร้างบ้านผีสิงที่ล้อเลียนความเชื่อนี้ขึ้นมา
บัตรเชิญถูกส่งไปถึง Surreal ซึ่งต้องตอบรับคำเชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอและ Rainier ก้าวเท้าสู่บ้านผีสิงแห่งนี้โดยมีเด็ก Landen อีก 7 คนร่วมขบวนไปด้วย โดยได้รับคำใบ้ว่า มีทางออกอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งจะปิดตัวลงไปทุกครั้งที่ใช้เวทย์มนต์ และหากทางออกถูกปิดจนหมด คนที่อยู่ในบ้านก็จะถูกขังอยู่ตลอดไป
หากแต่ Jaenelle ไม่ได้ส่งคำเชิญใด ๆ มา และบ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านผีสิงที่เธอสร้างแต่อย่างใด ... เจตนาของผู้ที่สร้างบ้านนี้ เป็นเพราะต้องการที่จะแก้แค้นและต่อกรกับตระกูล SaDiablo โดยไม่ได้ต้องการให้คนที่อยู่ข้างในรอดชีวิตออกไปได้ และระหว่างที่ Surreal และ Rainier พยายามรอดชีวิต และหาทางออกมาให้ได้นั้น Jaenelle Daemon และ Lucivar ที่อยู่ข้างนอกก็กำลังช่วยพวก Surreal เช่นเดียวกัน
ขออนุญาตถอนหายใจ เพราะไม่สามารถเขียนเรื่องย่อเกี่ยวกับตัวละครส่วนที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องได้ เรื่อง Tangled Webs เป็นเล่มที่ 6 ในชุด Black Jewels (และถึงแม้จะตัด Invisible Ring ออกไปทำให้เหลือเป็นเล่มที่ 5 ก็ตาม) ก็ยังเป็นจำนวนสูงอยู่ดี และถึงขั้นนี้ก็ย่อให้เข้าใจที่ไม่ใช่เข้าใจเองลำบากมาก ทั้งความเป็นมาตัวละคร ทั้งโลก และทั้งชนชั้นของตัวละคร แต่ก็คิดว่าบล็อกนี้คนมาอ่านไม่ค่อยมี (ไม่มี อันที่จริง) ดังนั้นจะถือโอกาสข้ามไป
ระหว่างที่ 3 เล่มแรกพูดเกี่ยวกับการพยายามอยู่รอด และเอาชนะความบิดเบี้ยวของโลกรอบตัว เล่มที่ 5 พูดถึงเรื่องการปรับสู่สภาพปกติของตัวละครหลังการต่อสู้ครั้งใหญ่นั้น ซึ่งการที่เป็นเรื่องสั้นทำให้พูดค้างไว้และเป็น transition มาต่อในเล่มนี้อันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตตามปกติ คือใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น มีโอกาสที่จะมีความสุขกับชีวิต และไม่ทุกข์ทรมาน ซึ่งในบางแง่จะเรียกว่าชีวิต happily-ever-after ได้ในระดับหนึ่ง (ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน ฟังดูเหมือนเขียนเกินจริง แต่ถ้าอ่านเล่มต้น ๆ มาก่อนจะรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คืออย่างน้อยก็หลับได้โดยที่รู้ว่าพรุ่งนี้ยังตื่นอยู่ และ/ หรือไม่ถูกฆ่าในระหว่างวัน)
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ชีวิตอยู่ในอันตรายมาตลอด การมีความสุขและมีชีวิตเรียบง่ายอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นตัว Daemon ที่หวาดกลัวอยู่ในส่วนลึกในจิตใจเกี่ยวกับชีวิตที่ตัวเองกำลังมี และตั้งคำถามกับ Saetan ผู้เป็นพ่อถ้าหากเขาจะเปลี่ยนไปเพราะสิ่งเหล่านี้จนไม่สามารถปกป้องสิ่งที่รักได้หากมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น
“But sometimes I wonder if I’ll lose the edge that makes me who and what I am. Sometimes I wonder, when the day comes for me to stand as defender, If I’ll have become too soft, too tame, to protect what matters most. Is that the price I’ll have to pay for a pleasant life?” (หน้า 43)
ซึ่งจุดนี้ถือเป็นประเด็นที่ใช้ดำเนินเรื่อง เพื่อให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีอันตรายเข้ามา ตัว Daemon เองจะได้รู้และเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเป็นจะไม่มีวันจางหายไป และเขาก็สามารถดูแลและคุ้มครองคนในครอบครัวได้ และผู้ที่เข้ามาท้าทายและทำอันตรายต่อคนในครอบครัว (Surreal และ Rainier ในกรณีนี้) ก็ได้บทเรียนที่แลกด้วยชีวิตอย่างสาสมในตอนท้าย
และการสู้กับศัตรูที่สร้างบ้านผีสิงนี่เองก็เป็นบททดสอบให้ Daemon เข้าใจ แล้วดังนั้น แม้จะให้น้ำหนักความสำคัญกับการหาทางออกมาจากบ้านผีสิงของ Surreal และ Rainier แต่น้ำหนักจริง และประเด็นเรื่องอยู่ที่ตัว Daemon ดังที่กล่าวไป จึงน่าเสียดายที่บทบาทของ Surreal และ Rainier ในเรื่องด้อยลงไปกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงตัว Surreal ที่เติบโตมาโดยลำพัง และต้องสู้ด้วยตัวเองมาตลอด และใช้ชีวิตด้านหนึ่งในฐานะมือสังหาร เธอน่าจะเตรียมพร้อมและตั้งรับได้ดีกว่านี้ในการรับมือกับอันตรายที่มองไม่เห็นในบ้าน การแสดงออกในบ้านของ Surreal ตั้งรับมากเกินไป และมีน้อยเกินไป และอีกจุดหนึ่งก็คือ ในการแก้แค้นตัวร้าย Surreal น่าจะมีส่วนร่วมด้วย และเป็นจบทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่าจะเป็น Daemon แต่เพียงลำพัง (ซึ่ง Surreal กับ Daemon เป็นตัวละครที่ชอบที่สุดในเรื่องแท้ ๆ)
ก็เลยไม่แน่ใจว่าทำให้เห็นจุดด้อยอื่นตามมาด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะตรรกะของ Daemon ที่พอรู้ว่าเกิดเรื่องก็สั่งให้ Lucivar อยู่ในบ้าน ทั้งนี้ ถ้ามาอยู่ด้วยกันก็อาจจะคิดหาทางออกได้มากกว่า และก็น่าจะใช้การสื่อสารทางจิตเป็นหลักให้รู้เรื่องมากกว่าแค่ออกคำสั่งใส่กระดาษ (ถ้าอ้างว่ามีปัญหาเรื่องระยะทาง เล่ม 1-2 สองคนนี้ก็ทำ ทั้งที่ห่างกันคนละเมือง) หรือเมื่อ Lucivar เข้าไปในบ้านได้ ก็น่าจะสื่อสารกันให้รู้เรื่อง (หรือมิฉะนั้น ตัว Surreal ก็น่าจะหาทางติดต่อและไปรวมกับ Lucivar แทนที่จะสติแตกว่า Lucivar เข้ามาในบ้านและเตลิดหนีไปอีกทาง) และบุคลิกของ Surreal เองก็ด้อยอ่อนกว่าเล่มอื่น ๆ ที่เคยไป โดยเฉพาะเมื่อเธอหวาดหวั่นกับท่าทีของญาติ ๆ ฝ่ายชายทั้งหลายที่ปกป้องเกินเหตุของเธอ ซึ่งทั้งที่ในเล่มสาม (Queen of the Darkness) ตัว Surreal ไม่พอใจและขั้นอาละวาดเกี่ยวกับพฤติกรรมเช่นนี้แท้ ๆ
ในเล่มนี้ ตัวละครแต่ละตัวก็เติบโต ก้าวถึงศักยภาพของตัวเองอย่างที่ควรเป็น และก็ใช้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประโยชน์ได้ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน ซึ่งการให้น้ำหนักหน้าที่ความรับผิดชอบต่อพื้นที่ที่ปกครอง และดังนั้น ให้ความสำคัญและเห็นค่าคนในพื้นที่นั้น ๆ ในฐานะผู้ใต้ปกครองเป็นสิ่งที่ไม่ชัดมากมาก่อนในเล่มแรก ๆ ยิ่งในฐานะต่อปัจเจกบุคคลดังที่ Lucivar สงสารเด็กที่ถูกฆ่าตายและกลายเป็นปีศาจอยู่ในบ้าน และหาทางช่วยออกมา หรือ Jaenelle กับ Daemon รับเด็กกำพร้าที่เจอหน้าบ้านผีสิงนั้นมาอยู่ในความอนุเคราะห์ แม้แสดงให้เห็นว่าตัวละครเติบโตจนให้ความสำคัญกับคนอื่นเป็น แต่ส่วนตัวเองรู้สึกว่าเป็นมิติที่นุ่มนวลขึ้นสำหรับตัว Anne Bishop เอง ดังที่ในเล่มสาม ตัวละครรอบตัวก็ไม่ได้ให้เวลาหรือความช่วยเหลือในการปรับตัวของ Daemon มาสู่ Kaeleer แต่อย่างใด แต่กลับรำคาญกึ่งไม่พอใจที่เขายังคุ้นเคยกับชีวิตใหม่ และในเรื่อง Belladonna ก็เป็นเช่นเดียวกัน
และอีกจุดหนึ่งก็คือเล่มนี้เป็นเล่มแรก ๆ ที่อ่านเจอเกี่ยวกับ Territorial males ซึ่งแม้จะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับหนังสือ paranormal โดยเฉพาะเล่มที่มีมนุษย์หมาป่าแล้วก็ตาม แต่ในเรื่องนี้ก็เด่นที่ปกป้องและดูแลคนในครอบครัว ที่มากไปกว่าแค่คนรักและคู่ครองอย่างที่หลาย ๆ เล่มเป็น อย่างตอนที่ Saetan เสียใจว่าลูกชายสองคนไม่ยอมให้เขาออกจากบ้านตอนเกิดเรื่อง และคิดว่าเป็นเพราะตัวเองแก่ แต่ Draca ตัวละครอีกตัวแย้งว่าเป็นเพราะ Lucivar ไว้ใจให้ Saetan เป็นคนดูแลคนในครอบครัว และเพราะ Daeton ปกป้องใจตัวเองไว้ – และส่วนตัวเอง จุดนี้เป็นจุดที่น่ารักที่สุดในเล่ม
“Lucivar brought his wife and son here because you are here. He depends on you to protect what he holds dear.”
“And Daemon?” Saetan asked. “What is he protecting?”
“More than Lucivar, Daemon needs a father who understands him. By keeping you here, he is protecting his own heart.” (หน้า 238-9)
อีกประเด็นหนึ่งที่รู้สึกว่าน่ารักในเล่มนี้ คือ การกระดากอายของ Lucivar ที่มีต่อการอ่านหนังสือ ซึ่งเจ้าตัวรู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนและปมด้อยของตัวเองมาตลอด แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ช่วยพวกที่ติดอยู่ในบ้านออกมาได้ก็เป็นตัว Lucivar และด้วยวิธีเฉพาะของเจ้าตัวเอง ทำให้เห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญต่างกัน และความเชี่ยวชาญเหล่านี้ก็มีประโยชน์กันต่างวาระต่างเวลา หรือการที่เจ้าตัวรู้สึกว่าตัวเองหยาบกระด้าง แต่เขาก็สามารถใช้เวลาเป็นวัน ๆ นั่งฟัง Tresa เล่าเรื่องและเข้าใจสิ่งที่เธอพูดได้ และก็ได้รับการตอบแทนเป็นความรู้ที่ Tresa แทรกผ่านการเล่าเรื่อง
เมื่อได้อ่านหนังสือมากขึ้น และได้รู้จักโลกแฟนตาซีมากขึ้น ทำให้คิดว่าการอ่านงานของ Anne Bishop จะไม่เหมือนเดิม เพราะต้องการความลุ่มลึก และรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครที่มากขึ้นกว่าเดิม และคิดว่า งานของ Anne Bishop ขาดสิ่งเหล่านี้ หากแต่เมื่อเริ่มอ่าน Tangled Webs กลับเข้าใจอย่างยิ่งว่า งานของเธอดิบก็จริง แต่การเขียนเรื่องให้ดิบ แต่ยังคงเสน่ห์ความน่าอ่านได้เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย และดังนั้นก็หลงรักงานของเธอเหมือนเดิม หรืออาจจะยิ่งกว่าเดิมก็ได้ ยิ่งเจอะเจอตัวละครที่คุ้นเคยและผูกพันมานานก็เป็นความรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า ระหว่างที่อ่านถึง 60 หน้าแรก รู้เลยว่าอ่านไปนั่งยิ้มอารมณ์ดีอยู่คนเดียวที่เจอตัวละครที่คุ้นเคย และได้เห็นบุคลิกและความเป็นไปเกี่ยวกับตัวละครเดิม ๆ อีกครั้ง (และคิดว่า Anne Bishop ก็น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกันตอนเขียน เพราะว่าเกือบจะเป็นเรื่องยากที่จะอ่านงานของเธอไปเกือบ 100 หน้า เห็นตัวละครเด่น ๆ ทั้งหมดออกมีบทบาทแล้วไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นเลย – ทั้งคนเขียนก็สนุกกับการเขียน และคนอ่านก็มีความสุขกับการอ่านตัวละครที่คุ้นเคย และการกระทำที่คาดเดาและคาดหวังได้) ก็ขอสรุปว่า that same old expresso!
ให้คะแนน B และบอกในบล็อกอีกครั้งว่าคะแนนเหล่านี้เชื่อถือไม่ได้แม้แต่น้อย และก็รอ The Shadow Queen ปกอ่อนปีหน้า
ปล. ก็เช่นเดิม Hell’s fire, Mother Night, and may the Darkness be merciful.
ชอบตรงที่ Lucivar ถาม Daemon ว่าใครอยู่ในบ้าน เพราะถ้าไม่มีใครอยู่ Daemon คงพังบ้านไปนานแล้ว
Black Jewels Series.
Daughter of the Blood (1998)
Heir to the Shadows (1999)
Queen of the Darkness (2000)
The Invisible Ring (2000) * เรื่องเล่าก่อนเรื่องหลัก และมีตัวละครแยกจากกัน
Dreams Made Flesh (2005)
The Shadow Queen (2009)
