Showing posts with label post-apocalyptic. Show all posts
Showing posts with label post-apocalyptic. Show all posts

Tuesday, 21 June 2022

全球第一食物供应商 // No. 1 Food Supplier in The World

อ่านเพราะพล็อตวันสิ้นโลกและการปลูกผัก และแรงค์เรื่องเถอะ  ก็ยังสาย infra กันต่อไปไหมคะ


คนเขียน: 达夫子

แนว: วันสิ้นโลก, ปลูกผัก, ระบบ, พลังวิเศษ

ความสัมพันธ์: นักล่า X “คนปลูกผัก”

จำนวนตอน: 138 ตอน (ยังไม่จบ)

ปี: 2022


Mo Yao ผู้ชอบเล่นเกมปลูกผักรู้สึกตัวอีกทีก็ตื่นมาอยู่ในวันสิ้นโลกแล้ว และอยู่ในส่วนห้องพยาบาลของฐาน หลังจากถูก Jiang Yixi ช่วยไว้และพากลับมา ความหิวโหยจากสภาพร่างกายที่ขาดอาหารจนถึงขั้นทุโภชนาการกับการไม่รู้จักโลกที่ต่างไปจากตัวทำให้ Mo Yao รู้สึกสิ้นหวังมาก โดยเฉพาะเมื่อตัวเองไม่มีอะไร ไม่รู้จักใครเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย และเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น พอครบ 7 วันที่กักตัว Mo Yao ที่เข้าไปในฐานได้ก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไร แต่เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำเอกสารให้ Mo Yao เห็นว่าคนที่ช่วยและพา Mo Yao เข้ามาที่ฐานคือ Jiang Yixi ก็เลยออกปากให้ไปอยู่ที่ตึกพักตึกเดียวกัน


ซึ่งพอมาถึงตึกก็กลายเป็นว่าจะเข้าพักได้ ก็ต้องใช้แต้มเช่ารายเดือน แต่ตัวเองไม่มีแต้มใดๆ เลย ... จนกระทั่งคิดว่าจะขอยืมแต้มฐานจาก Jiang Yixi และจะรออยู่หน้าตึกจนกว่าอีกคนจะกลับมา .... และเมื่อเจอกัน ก็ขอได้เงินยืม 50 แต้มมาจาก Jiang Yixi จริงๆ ซึ่งแม้แต้ม 50 แต้มเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับ Mo Yao แต่ว่าเป็นเศษเงินสำหรับอีกคน เพราะ Jiang Yixi เป็นนักล่าระดับเอสที่มีจำนวนน้อยมากในฐาน และทั้งความสามารถและบุคลิกก็ทำให้เป็นที่ยกย่อง นับถือรวมไปถึงขั้นเกรงใจจากคนในฐานด้วย ถือได้ว่าเป็นนักล่าอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ ทุกคนเรียกว่าหัวหน้า Jiang เป็นทั้งชื่อและฉายาไปพร้อมกัน และเพราะเจ้าหน้าที่ดูแลตึกเห็นว่า Mo Yao รู้จัก Jiang Yixi ก็เลยให้ Mo Yao เช่าห้องที่อยู่ติดกับ Jiang Yixi และทั้งสองคนก็กลายเป็นเพื่อนบ้านกัน


ระหว่างนี้ Mo Yao พยายามตั้งหลักปรับตัวเข้ากับชีวิตในหลังวันสิ้นโลก และหารายได้เลี้ยงชีพ 50 แต้มที่ได้มาจ่ายค่าห้องซึ่งแม้จะขนาดเล็กที่สุดก็กินไป 10 แต้ม/เดือนแล้ว ไม่นับว่าต้องซื้อของใช้อย่างฟูก ผ้าปู เครื่องครัว ของใช้จำเป็น และอาหารอีก เงิน 50 แต้มก็หายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็กลายเป็นไปทำงานเก็บหัวไชเท้ารายวันได้มาวันละ 10 แต้ม .... แต่ว่าขณะเดียวกัน คืนแรกที่ขดตัวนอนหลับบนเตียงที่ยังไร้ฟูก ก็กลายเป็นว่าได้ยินเสียงระบบขึ้นมา และก็เปิดหน้าอินเทอร์เฟซเกมปลูกผักเหมือนที่เคยเล่นได้ โดยที่ค่าสูงสุดจากการที่เคยเป็นอันดับหนึ่งในเกมหายไปแล้ว และทุกอย่างถูกรีเซ็ตใหม่ที่ 0 และ 1 แต่อย่างน้อยก็ได้เมล็ดผักกาดมา ที่เจ้าตัวลงมือปลูกที่ระเบียงในคืนนั้นเลย และก็เลยทำให้ Mo Yao มุมานะที่จะปลูกผักจากระบบ (เกม) ให้ได้ เพื่อที่จะได้กินผักรสชาติอร่อยที่ผิดจากผักที่ทั้งรสชาติและหน้าตาแปลกประหลาดแต่ราคาแพงในฐาน และเพื่อจะได้เร่งไปถึงระดับ 5 แล้วเปิดส่วนหน้าเทรดกับระบบได้


จริงๆ ควรจะเป็นต่างคนต่างอยู่ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ให้ Jiang Yixi ช่วย Mo Yao มาแล้วจบกันไป แต่เพราะการเป็นเพื่อนบ้านกัน ชั่วโมงการทำงานที่ออกไปนอกบ้านพร้อมกันก็ทำให้สองคนเจอกัน และ Mo Yao ก็ทัก Jiang Yixi อย่างกระตือรือล้นและสำนึกบุญคุณทุกครั้ง ซึ่งถ้ามีเด็กหน้าตาน่าเอ็นดู เชื่อฟัง และว่าง่ายมาให้ความเคารพตัวเอง ก็ไม่แปลกอะไรที่ Jiang Yixi จะเอ็นดูและใจอ่อนกับ Mo Yao ทุกครั้งที่เจอ โดยเฉพาะเมื่อ Mo Yao มองตัวเองอย่างพึ่งพาและเชื่อใจด้วย และหลังจากนั้น มีคนเข้ามาหาเรื่องและคุกคาม Mo Yao ตัว Jiang Yixi ที่อยู่ห้องติดกันก็เลยยื่นมือมาช่วย และ Mo Yao ที่สำนึกบุญคุณ แต่ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ก็เลยใช้วิธีเอาผักกาดที่ตัวเองปลูกไปให้ Jiang Yixi และก็ตามมาด้วยการที่ Jiang Yixi ดึงอีกคนเข้าไปปฎิบัติหน้าที่กับทีมตัวเองนอกฐานต่อมา


และด้วยพื้นที่เพาะปลูกที่ใหญ่ชึ้นเรื่อยๆ ก็เลยทำให้ Mo Yao ไปขอเช่าที่ฐานเพื่อปลูกแปลงพืชผักของตัวเอง .... แต่เพราะผลผลิตที่คุณภาพดีกว่าพืชผักที่ปลูกในฐานก็ทำให้มีคนมาเห็น โดยเฉพาะตอนที่ปลูกต้นแอปเปิ้ลแล้วกลิ่นหอมของผลแอปเปิ้ลตอนสุกเรียกคนมาด้วย ทำให้ถึงแม้จะอยากปกปิดความสามารถตัวเองก็ปิดไม่ได้ พอหลังขายแอปเปิ้ลให้คนที่มามุง ก็กลายเป็นทุกคนเชื่อว่า Mo Yao มีพลังในฐานะ planter และทำให้ผักออกมารสชาติอร่อยและคุณภาพดีแล้ว เป็นเรื่องลือถึนักปลูกคนใหม่ที่มีในฐานไป


และเมื่อชื่อเสียงเริ่มกลายเป็นภัย และสถาบันวิจัยเริ่มสนใจในตัว Mo Yao ขึ้นมา Jiang Yixi ก็เลยตัดสินใจให้ Mo Yao คืนห้องพักที่เช่าไป แล้วย้ายไปอยู่กับตัวเองในเขตบ้านเดี่ยวที่มีความเป็นส่วนตัว เพื่อความปลอดภัยของ Mo Yao เอง

.

.

.

เอาจริงมันดูเป็นชีวิตสบาย แต่ไม่สบายเพราะระบบเอาแต่ใจออกคำสั่งที่ต้องทำตามเพื่อแต้มอัพเกรดเป็นระยะๆ อย่างที่กำลังเอื่อยๆ เฉื่อยๆ อยู่ ระบบก็สั่งมาว่าให้รีบปลูกทันหวานที่ได้มาในเวลา 1 ชั่วโมง และ Mo Yao ก็ต้องทำตามอย่างเดียว


ทั้งนี้ คำอธิบายผักของระบบเพี้ยนมาก ออกไปทางพรรณนาอารมณ์ผักผลไม้ทุกครั้ง อย่าง แครอทยักษ์ที่มีเป้าหมายจะเอาชนะใจ (ท้อง) ของมนุษย์ และกลายเป็นผักที่เป็นที่นิยมที่สุดน่ารักดี ข้าวสาลีถูกบรรยายว่าถูกมนุษย์ทอดทิ้ง โดยที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ยังมีความหวังและรอคอยที่จะเจอญาติพี่น้องตัวเองอีก อันนี้ก็น่าสงสาร ส่วนมันหวานกลายพันธุ์ เคยเป็นมันหวานน่ารักน่าเอ็นดู แต่เจอคนโรคจิตทำให้กลายพันธุ์ไป ล่าสุดไปได้กระหล่ำจากฐานอื่นมาก็บอกว่าเป็นกระหล่ำที่ความหยิ่งทะนงหายไปเมื่ออยู่ต่อหน้าระบบ กลายเป็นแค่ของคุณภาพด้อย (และพอจ่ายเงินอัพเกรดก็เปลี่ยนชื่อจาก “กระหล่ำคุณภาพต่ำ” เป็น “กระหล่ำแสนอร่อย” ตั้งชื่อกันง่ายไปไหม?)


แต่เอาจริงว่าอ่านโปรยตอนแรกคิดว่าคุณพี่พระเอกจะเป็นพวกเย็นชา แต่อ่านจริง นี่คือใจดีด้วยตั้งแต่เจอแรกๆ เลย เหมือนเจ้าของกับกระต่ายขาวขี้ตื่น/หนูแฮมเวลาเห็นอาหาร ไหนคือ gāo gāo lěng lěng ไม่เห็นจะมีเลยย... แล้วทุกคนที่รู้จัก Jiang Yixi ก็ยังตกใจถึงขั้นช็อค ทำไมเวลาอยู่กับ Mo Yao พูดจาใจดี อดทน อ่อนโยนขนาดนั้น อืม อืม อืม .... ไหนบอกว่าเป็นภูเขาน้ำแข็งพันปีไม่มีวันละลาย นี่มันละลายแล้วชัดๆ ไม่ใช่เหรออ มีอะไรก็ยิ้ม (ไม่ว่ายิ้มออกมาหรือยิ้มในใจ) เอ็นดู ดูแลกันไม่มีตกหล่น ขนาดออกไปปฎิบัติภารกิจและถุงนอนไม่พอ ก็ให้ Mo Yao ใช้ถุงนอนตัวเอง และแทนที่จะให้ยืมถุงนอนไปนอนกับเตนท์พวกเจ้าหน้าที่โลจิกติกส์ก็มาให้มานอนที่เตนท์ตัวเองอีก ออกนอกหน้าขนาดนี้ แต่ว่า Mo Yao ที่แสนจะซื่อก็ไม่เคยคิดอะไรเลย แม้จะมีข่าวลือในหมู่ฮันเตอร์จนถึงขนาดเพื่อนในกลุ่มโลจิกติกส์ตื่นเต้นมาถาม Mo Yao ตัว Mo Yao เองก็ตำหนิและดุเพื่อนไปหลายหนว่าไม่มีอะไรกัน เอามาพูดแบบนี้จะทำให้ชื่อเสียง Jiang Yixi เสียหายนะ ... Jiang Yixi บุคลิกเย็นชาน่าเคารพ จนทำให้ Mo Yao ไม่เคยระแคะระคายอะไรจริงๆ พี่เขาพามาอยู่ด้วยที่บ้านก็ไม่เคยคิด ซื่อเกินไปแล้ววว ใสเกินไปแล้วว กระต่ายน้อยยย!!


แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ คุณพี่ Jiang Yixi ก็มองว่าตัว Mo Yao เป็นกระต่ายน้อยใสซื่อจริงๆ ดูไร้เดียงสา ไม่มีพิษภัย และขี้อาย ทำอะไรเด๋อๆ ออกไป แล้วพอรู้สึกตัวว่า Jiang Yixi มองดูอยู่ ก็จะหน้าแดงหูแดงแล้วพยายามทำเป็นหน้านิ่งเสมอ หรือถ้าเจอใครแปลกหน้า สถานการณ์ไม่แน่ใจก็จะแอบอยู่หลังคุณพี่ (หรือคนอื่น) อยู่เสมอ


กับอีกอย่างนึกว่าจะถูกคนในฐานกลั่นแกล้งเย็นชาใส่ แต่ว่าไม่เลย ด้วยความที่น่ารักน่าเอ็นดู ทัศนคติดีไปไหนใครก็รัก ช่วงแรกที่ไม่มีรายได้แล้วไปหางานทำด้วยการดึงไชเท้ารายวัน หัวหน้าก็รักและเอ็นดูเป็นพิเศษ ไปปฎิบัติภารกิจนอกฐานกับทีม คนในทีมก็คอยเอ็นดู นี่คือเหมือนเป็นกระต่ายเลี้ยงของทุกคนแล้วนะ ช่วยกันเลี้ยงมาก เวลามีปัญหาอะไร ทำหน้าตกใจ คนที่เห็นก็พร้อมยื่นมือมาช่วย .... แต่คือว่าทุกคนที่เจอไม่มีใครระดับรากหญ้าเลย Jiang Yixi คนเดียวก็แทบจะเหลือเฟือแล้ว ไม่นับเหล่าหัวหน้าหน่วยทั้งหลายอีก น่ารักมากที่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว หัวหน้าหน่วยโลจิกติกส์สองสามคนก็มาช่วยเก็บอย่างแข็งขัน ใช้พลังตัวเองเก็บเกี่ยวเร็วมากจนเห็นเป็น afterimages ได้ แล้วยิ่งพอชัดว่ามีความสามารถเพาะปลูก ทุกคนก็ยิ่งช่วยกันดูแล เพราะว่าคนที่มีความสามารถปลูกพืชได้แบบนี้มีอยู่น้อยมาก น้อยกว่าพวกนักล่าอีก อย่างตอนที่ออกไปนอกฐานแล้วรถถูกสัตว์ประหลาดโจมตี คนในทีมที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกันให้ Mo Yao มาอยู่ตรงกลางเลย ถ้าจะเกิดอะไรอย่างน้อยก็ต้องให้ Mo Yao รอดไปให้ได้


มีประเด็นที่กลัวตอนแรก ก็คือถ้าปลูกผักในแปลงผักที่เช่าไว้จะถูกใครมาขโมยไปไหม แต่กลายเป็นระบบความปลอดภัยดีมาก ในแง่ที่ว่าไม่มีใครบุกรุกเข้ามา และทุกคนก็จะเข้ามาถามอย่างสุภาพว่าเมื่อไหร่จะไปตั้งแผงผักอีก ... กับทุกคนที่เลี้ยงกระต่ายพยายามใช้ความสนิทสนมเพิ่มโควต้าผักตัวเองน่ารักดีที่พยายามหาวิธีการมาหว่านล้อมอย่างหน้าตาย ทุกคนเถียงกันว่าตัวเองสนิทที่สุด ฉะนั้นต้องได้ผักกว่าใครนะ


ปล. น่ารักดีที่ตอนที่ถูกช่วยมาที่ฐานใหม่ๆ Jiang Yixi ส่ง nutrition tube ไปให้ผ่านทางหมอ เพราะสงสารว่าดูทุโภชนาการเหลือเกิน แล้วจากสภาพผอมแกร็นไม่มีอาหารกินก็กลายเป็น raised to be white and tender แล้ว (ถึงแม้ส่วนหนึ่งจะเลี้ยงตัวเอง แต่ส่วนหนึ่งคุณพี่พระเอกเราก็ช่วยเลี้ยงเหมือนกัน .. ถ้าไม่มีพระเอก ถูกจับไปไหนนานแล้ว TT) แต่ขำที่บอกว่าในฐานนี้ไม่มีใครขาวจั๋วะเหมือน Mo Yao อีกแล้ว ชนิดที่ใช้คำว่า doesn’t exist เลย


แต่ไม่ชอบ 2 ประเด็น คือพวกผู้บริหารในฐานคาดหวังและกดดันให้ทำเพื่อฐานไปหน่อย หน่วย logistics ก็มาบอกว่าให้ผลิตผักให้เพิ่มและให้ส่งหน่วยเป็นจำนวนเจาะจง ซึ่งจะมาคาดหวังอะไรกับเด็กอายุ 18-19 ปี โดยที่คนอื่นในฐานก็ยังอยู่เรื่อยๆ ต่อไปเหรอคะ? ไหนจะสถาบันวิจัยที่บอกให้เอาตัวอย่างพืชผักที่เก็บเกี่ยวได้แต่ละครั้งให้ตัวเองไปทำการทดลองอีก ตัวเอกยอมมากไปแล้ว กับอย่างที่สอง เอาจริงไม่ชอบนิสัยตัวเอกหน่อยๆ เพราะไม่ชอบแนวนิสัย ignorant ไม่รู้ไม่สนใจอะไรเลย ถ้าอยู่เรื่อยๆ แบบนี้แล้วไม่มีพระเอกที่ OP มาหนุนหลังนี้ไม่รอดไปนานแล้วนะ พื้นหลังบอกว่าทำงานแล้ว แต่นิสัยไม่ค่อยรับผิดชอบไม่เหมือนผู้ใหญ่อย่างที่สร้างภาพให้เป็นมาก่อนเท่าไหร่เลย


ตอนนี้อ่านไปถึง 80+ แต่ขัดใจเป็นระยะๆ เลยว่าจะไปหาตัวเอกที่นิสัยเข้าทางกันแทนดีกว่า

Sunday, 9 January 2022

丧尸皇的家养猫 // The Zombie Emperor’s Domesticated Cat

//เล่าไม่ค่อยรู้เรื่อง อยากกรีดเป็นช่วงๆ มากกว่า//




คนเขียน: 水杉
แนว: AZ, วันสิ้นโลก, ซอมบี้, พลังพิเศษ, เกิดใหม่, แมว, เลี้ยงแมว
ความสัมพันธ์: คนเลี้ยงแมว/ซอมบี้ (?) X แมว (?)
จำนวนตอน: 95+2
ปี: 2017


ในยุควันสิ้นโลก Fang He ถูกลุงขายให้กับห้องทดลองตอนที่อายุ 8 ขวบ และเมื่อหนีออกมาได้ 13 ปีหลังจากนั้น ก็ตายเพราะถูกซอมบี้กิน แต่ว่าเจ้าตัวกลับย้อนเวลามาเกิดเป็นลูกแมวขาวดำก่อนจะเกิดวันสิ้นโลกอีกครั้ง 

พอย้อนกลับมา ตัวเองเปียกฝนอยู่กลางถนนแล้วก็ถูก Li Zhen เก็บได้ ด้วยความที่ไปบ้านแล้วเจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยรูปศพ Fang He ก็เข้าใจว่าอีกคนเป็นฆาตกรโรคจิตเสียแล้ว แต่ว่า Li Zhen เข้าใจว่าลูกแมวกลัวตัวเองเหมือนสัตว์ทั่วไป จากความคิดตอนแรกที่คิดว่าจะเลี้ยงแมวก็เลยเอาแมวไปให้ร้านขายสัตว์เลี้ยงแทน แล้วก็พบว่าตัวลูกแมวที่ตัวเองเก็บมาได้ เป็นลูกแมวที่หนีออกจากร้านไป 

แต่ว่าตัว Li Zhen ที่ทิ้งแมวไว้ที่ร้านก็อดคิดถึงแมวไม่ได้ และในที่สุดก็กลับมาเอาลูกแมวขาวดำไปเลี้ยงอยู่ดี แล้วก็เอากระดิ่งแกนต้นท้อที่เป็นของประจำตระกูลแขวนคอให้แมว แล้วตั้งชื่อว่า He Miao 

แต่ว่าเมื่อกลายเป็นแมวจะสื่อสารกับอีกคนอย่างไรให้เข้าใจกัน เพราะ Fang He อยากจะบอกให้รู้ถึงวันสิ้นโลกที่จะมาถึงเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อเจ้านายตัวเองทำงานเป็นแพทย์ชันสูตรศพ โอกาสอยู่นอกบ้านและเจอกับไวรัส หรือแม้กระทั่งซอมบี้ก็ยิ่งสูง โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายต้องไปทำงานล่วงเวลา 

แมวพยายามเอาซอสมะเขือเทศมาบีบเป็นข้อความบอกนาย แต่ด้วยที่ Li Zhen ต้องทำงานหนัก และคิดว่าเพื่อนร่วมงานตัวเองเป็นคนทำ ฝ่ายคนก็ไม่เห็น จนกระทั่งไปทำงานแล้วไม่กลับบ้านเสียที ลูกแมว He Miao ก็เลยตัดสินใจปีนนอกมาจากหน้าต่างแล้วเดินไปหาคนที่ที่ทำงาน  

สุดท้ายก็เจอกัน โดยที่แมวเดินจนอุ้งเท้าเลือดซิบเป็นแผล ส่วนคนที่อุ้มแมวอย่างประคองขึ้นรถกลับบ้าน และเห็นสิ่งที่แมวเขียนไว้ก็ค้นพบว่าตัวเองติดไวรัสเสียแล้ว จากรอยข่วนที่ลูกแมวตบไว้วันก่อน 

แล้วแมวจะทำอย่างไร ถ้าคนเป็นซอมบี้ไปแล้ว??
.
.
.

จริงๆ ชื่อเรื่องมันก็บอกแล้วว่าแมวหนีชะตากรรมจากคนติดไวรัสแล้วกลายเป็นซอมบี้ไม่พ้น แล้วน่ารักที่พอรู้ว่าคนติดเชื้อก็กระโดดกัดข้อมือให้ติดเชื้อเป็นซอมบี้ไปด้วยกันนี่แหละ 

แต่กลายเป็นว่า Fang He ได้พลังพิเศษมา แล้วก็ได้มิติพิเศษที่เกิดจากกระดิ่งท้อด้วยเหมือนกัน ดังนั้น แมวที่มีนิสัยเก็บกดจากการกลัวอดกลัวไม่มีจากวันสิ้นโลกรอบที่แล้ว ก็เลยจะเอาทุกอย่างในบ้านคนใส่มิติพิเศษไป และด้วยความที่ Li Zhen บอกพี่สาวตัวเองที่กำลังจะคลอดลูกว่าอย่าไปที่โรงพยาบาล แต่ให้ไปอยู่ที่บ้านเก่าชานเมืองของครอบครัว แมวก็เลยคิดว่าจะเดินทางไปดูแลพี่สาวคน 

ซึ่งระหว่างทางก็กลายเป็นแมวเลี้ยงคน หรือแมวเลี้ยงซอมบี้ เพราะ Fang He เชื่อว่าถ้าปล่อยให้ Li Zhen กินคนไปจะเข้าเส้นทางกู่ไม่กลับ และทุกครั้งที่ Li Zhen เห็นคนหรือถูกกระตุ้นจากกลิ่นเลือด แมวก็จะทำทุกอย่างเพื่อหลอกล่อ เบี่ยงเบนความสนใจคนออกไปทางอื่น โดยเฉพาะเมื่อ Li Zhen ทิ้งสัญชาตญาณทุกอย่างไป ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับแมวตัวเอง ... อย่างเช่น จำได้ว่าแมวตัวเองชอบปลาแห้งที่ถูกปั่นเป็นชิ้นฝอยๆ ก็กลัวว่าปลาแห้งจะหมด แล้วก็ไปที่ฟาร์มปลาเพื่อเอาปลามาตุนให้แมวตัวเอง ซึ่งก็แน่ใจได้ว่าความงกเก็บของของแมวก็คือเก็บทั้งปลาทั้งน้ำเข้ามิติพิเศษไปไม่มีเหลือ 

แต่ว่าความห่วงใยกันก็เป็นไปสองฝ่ายเหมือนกัน เพราะขณะเดียวกันแมวก็คิดว่าจะไปซุปเปอร์หาอาหารและของใช้อื่นๆ มาตุนให้นายที่กลายเป็นซอมบี้ไปแล้วด้วย ระหว่างเดินทางไปหาพี่สาวก็กลายเป็นเข้ารูทเก็บของเข้ามิติไป เก็บของไม่มีขอบเขตสนุกสะใจมาก 

เพราะแมวเก็บทุกอย่างตั้งแต่ทะเลสาป สัตว์ในฟาร์ม กองเมล็ดพืช ของในครัว หม้อ กระทะ รวมไปถึงผลไม้ในป่าที่เอามาทั้งต้น แล้วพอวิ่งไปเจอไร่ข้าวโพดก็เก็บแล้ว ส่วนคนที่เป็นซอมบี้ไปแล้ว หลับอยู่ที่เปลจ๊ะ ... แต่ตอนนี้ตื่นแล้วเพราะแมววิ่งเตลิด (คึก) ไปไกลมาก ตอนที่วิ่งออกมาตามแมวง่ายมาก เพราะว่าแมวเก็บแหลกทุกสิ่งอัน ดูที่โล่งๆ ก็รู้ว่าแมวอยู่ไหน และตอนนี้ก็เก็บต้นไม้ใบหญ้าในรัศมี 10 โลหมดแล้ว คือถ้านายไม่มาตามก็ยังบ้าคลั่งไม่รู้ตัวต่อไป แต่ตอนนี้สติกลับมาแล้ว รู้ว่าถ้าขืนทำตายคือทำงานหนักจนตายแน่นอน ลูกแมวเอ๋ย

แต่ตอนที่แมวหลับคนก็อุ้มแมวพอเดินเหมือนกัน แล้วก็ฆ่าซอมบี้ตัวอื่นตามรายทางไปเรื่อยด้วยนะ อย่าว่ากันว่ากินแรงลูกแมววัยสองเดือนเลย คือตอนนี้ที่ในมิติพัฒนา/ขยายไปอีกส่วนแล้ว เอาเป็นต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเองเนาะ นี่เข้ามิติไป แมวตกใจแล้วนะเนี่ย เพราะว่าคนช่วยเก็บถั่วลิสงกับถั่วเหลืองมาให้ตอนแมวหลับด้วยย ไม่นับน้ำมันจากสองอย่าง เอาจริงก็เป็นพวกตุนแหลกๆ พอกันทั้งคน ทั้งแมวนี่นา ย้อนกลับไปที่เอาปลามาทั้งฟาร์มก็คือคนด้วยยย

เอาจริงคือคนไม่สนอาหาร แต่เห็นแมวหมกมุ่นเลยช่วยเก็บ แล้วก็เอารถ รถแทรกเตอร์ สามล้อ โน่น นี่ นั่นตามรอยทางมาด้วยเหมือนกัน จะไปช่วยพี่สาวคน แต่ว่าขอให้ได้แมวได้เก็บของไปด้วยนะ โอ๋มาก แมวอยากอะไรก็ให้ทำ ขำที่บอกว่าไม่เป็นไรเลยที่จะไปวิ่งวุ่นวายข้างนอก เพราะรู้ว่าลูกแมวตัวเองมีนิสัยชอบตุนอาหาร (แต่คือพี่คะ นี่มันไม่ใช่พฤติกรรมแมวนะคะ)

พอแมวได้เข้าซุปเปอร์แล้ว เย้ ได้จานชาม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผงซักฟอก สบู่มาแล้ววว แมวคิดว่าชีวิตดีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าเมื่อไหร่จะสื่อสารกันได้? คิดไปก็สลดขี้เกียจเก็บของแล้ว ... แต่ว่าแมว เก็บมาแล้วครึ่งซุปเปอร์แล้วเปล่า ช่วงนี้สงสัยมากว่าเมื่อไหร่คนจะสื่อสารได้ เมื่อไหร่แมวจะได้ร่างคน

แต่ว่าไม่ว่าคนจะสื่อสารได้ หรือจะเป็นซอมบี้อยู่ ตอนโอ๋ลูกแมว และหวงลูกแมวตัวเองแบบแปลกๆ ก็เกิดต่อเนื่อง เพราะพอ ต่อมาหนึ่งคนหนึ่งแมวเจอเพื่อนที่ทำงานเดิมของ Li Zhen ที่มีพลังพิเศษ แล้วอีกฝ่ายพยายามเกลี้ยกล่อม Li Zhen ให้เข้ากลุ่มตัวเองโดยที่ไม่สนใจอาการแปลกๆ ของ Li Zhen (ที่ใส่แว่นตาดำปิดสภาพตาแดงก่ำแบบซอมบี้จนไม่รู้ว่าเป็นซอมบี้แล้ว) เลย Fang He ที่พูดได้แล้วก็เริ่มอาละวาด ตำหนิเพื่อนไม่ยั้ง แล้วก็ทำให้ Li Zhen หงุดหงิด คิดว่าทำไมลูกแมวตัวเองพูดกับคนอื่นมากขนาดนั้น ทั้งที่ไม่พูดกับตัวเองเลยนอกจากเมี้ยว ... ซึ่งก็ไม่ได้คิดเลยว่าแมวไม่ควรพูดได้ไหมคะ?

แต่สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้อย่างงงๆ เพราะ Li Zhen ลบความทรงจำเพื่อนร่วมงานและกลุ่มไป โดยที่ไม่ใช่เพราะอยากตัดปัญหา แต่เป็นเพราะอารมณ์เสียที่คนอื่นเห็นแมวตัวเอง และได้ยินแมวตัวเองพูด  สรุปให้สั้นว่าเพราะหวงแมว ไม่ได้คิดว่าจะเป็นประเด็น แต่เอาเถอะ จุดประสงค์ต่างกัน แต่ผลลัพท์ก็ยังโอเคอยู่

จริงๆ เรื่องเล่าช่วงเก็บของสนุกมาก เพราะหลังจากนั้นก็มีไปเอาหยกที่ภูเขาอีก ตอนแรก Fang He แค่คิดง่ายๆ ว่าถ้าเจอหยกที่มีมิติพิเศษแล้วเอาไปให้พี่สาวของ Li Zhen ได้ก็ดี แต่ Li Zhen คิดว่าแถวนี้มีเหมืองหยก และพาแมวไป และพอแมวขึ้นภูเขาก็กลายเป็นเก็บทุกอย่างลงมิติไปเหมือนเดิม  

ซึ่งระหว่างนี้ก็คือการฆ่าซอมบี้ไปด้วย เพราะความสำนึกรู้ (หรือว่า “สติ”) ของซอมบี้ที่ถูกฆ่า จะช่วยลดความกระหายเลือดของ Li Zhen ได้ และที่นิวเคลียสในหัวซอมบี้ก็ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับมิติพิเศษเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อแมวงกเอาน้ำจากทั้งทะเลสาบเก็บเข้าไป และผสมกับน้ำในบ่อเดิมจนความเข้มข้นเจือจางจนต้องใช้นิวเคลียสมาฟื้นให้กลับสภาพเดิม กับเพราะการแช่น้ำในมิติช่วยให้การรับรู้ของ Li Zhen กลับคืนมา ซึ่งในแง่หนึ่งก็ตอบคำถามเรื่องการเป็นซอมบี้ของ Li Zhen และการเป็นแมวของ Fang He ด้วย เพราะการฝึกปรือร่วมกันที่ใต้ต้นท้อในมิติพิเศษ ช่วยให้ Fang He ได้ร่างคนมาภายหลัง เกิดเป็นลูปที่ฆ่าเดินทางเก็บของ ฆ่าซอมบี้ สลับกับการกลับเข้าไปในมิติเพื่ออาบน้ำ (แช่น้ำในมิติและอัพเกรด) และทำอาหาร 

ช่วงแรกเป้าหมายของเรื่องก็คือเดินทางไปหาพี่สาว (และเก็บของ ฆ่าซอมบี้ไปตามทาง) แต่เพราะตัวพี่สาวต่อต้านซอมบี้มาก และเด็กที่เพิ่งเกิดกระตุ้นสัญชาตญาณซอมบี้ของ Li Zhen หนึ่งคนหนึ่งแมวก็เลยทำให้ได้แค่ทิ้งอาหารและของใช้ทั้งหลายให้พี่สาวเท่านั้น 

แต่เพราะ Li Zhen รับรู้เรื่องในอดีตว่าลูกแมวสุดที่รักถูกลุงกับป้าขายแล้วถูกทรมานในห้องทดลองเป็นแรมปีก็เปลี่ยนจุดประสงค์เรื่องไปล้างแค้นลุงกับป้าในเมืองที่ลูกแมวตัวเองเคยอยู่ก่อนย้ายไปที่ฐาน แต่กลายเป็นว่าชาตินี้เพราะตัวเองเป็นแมวไปแล้ว ก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ป้ากลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว ลุงหายไป แล้วห้องนอนที่เคยอยู่ก็เป็นแค่ห้องเก็บของเหมือนเดิม กลายเป็นว่ามาที่เมืองเพื่อช่วยคนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นฆ่าซอมบี้ กำจัดคนที่มีอำนาจในเมือง บอกวิธีสร้างฐาน ให้ของใช้ ฯลฯ แทน ซึ่งเอาจริงก็เหมือนจะเป็นเรื่องปกติของคู่หนึ่งคนหนึ่งแมวที่ฆ่าซอมบี้แล้วช่วยคนให้รวมกลุ่มสร้างฐานได้มาเรื่อยๆ ตามทางโดยตลอด

แล้วก็เปลี่ยนไปหาอุกกาบาตที่เพิ่งตก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซอมบี้แบบในอดีต ซึ่งกลายเป็นว่า Li Zhen ดูดพลังของอุกกาบาตจนกลายเป็นราชาซอมบี้ไป ตอนนี้ก็มีอำนาจสั่งการและควบคุมซอมบี้ได้ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป้าหมายไปทำลายห้องทดลองในฐานเดิมที่เคยทดลอง (ทรมาน) Fang He และไม่ให้มีคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ถูกทรมานอีก 

รวมๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยมีพล็อตยาวรวบทั้งเรื่องมาก เพราะเปลี่ยนจากการหาพี่สาว-แก้แค้นให้แมว-หาอุกกาบาต-ไปจบที่ทำลายห้องทดลองที่รู้สึกว่าเปลี่ยนไปตามช่วงสถานการณ์ในเรื่องที่อยากเขียนมากกว่าจะมีพล็อตชัดเจน และรู้สึกว่าตอนจบตัดเร็วไป เหมือนรวบรัด 4-5 ตอนจบหลังจากที่เอื่อยมานาน ถ้าช่วงนี้ยืดได้จะแก้ความรู้สึก anti-climax ได้นะ กับตอนจบก็ที่เหมือนวิธีการและหลักการ Li Zhen ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่  อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สนุกก็คือความ OP ของทั้งคนทั้งแมว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงการเก็บของ และการสู้รบ เป็น “You And Me Against The World” รู้กันสองคน คุย ปรึกษากันสองคนไม่เคยสนใจใครอะไรเลย 

จากใจอยากบอกว่า ชื่อ The Zombie Emperor’s Domesticated Cat ที่แปลเป๊ะๆ ตามตัวได้ว่า "แมวเลี้ยงของจักรพรรดิซอมบี้" สรุปความได้ระดับหนึ่ง มาเพื่อเลี้ยงแมว โอ๋มาก รักมากเป็นสาระแค่นั้น เป็นธีมหลักถ้าดูทั้งเรื่อง กับอยากจะตั้งให้อีกชื่อด้วยว่า "การโอ๋แมวในวันสิ้นโลก" สรุปใจความได้ตามนี้จริงๆ  เช่นถามแมวว่า มาคุยกันก่อน ฟังดูจริงจัง แต่คำถามต่อมา คืออยากกินอะไร จะได้ทำถูก กินกุ้งไหม โอ๋กันไปแล้ว รู้ว่าทำไข่ตุ๋นกุ้งแล้วแมวชอบก็ทำให้บ่อยๆ คำก็ He Miao สองคำก็ He Miao เรียกแมว แมวอยากทำอะไรก็ให้ทำ มีอะไรก็ปรึกษาทำให้อย่างที่แมวต้องการ ถามว่า He Miao อยากได้อะไร อยากทำอย่างไร ว่าตาม He Miao  ตลอด โดยเฉพาะการบรรยายว่าเดินไปเดินมาโดยอุ้มแมวไปด้วยเป็นเรื่องปกติมาก ไหนจะลูบหูแมว บีบอุ้งเท้าแมวอีก ทั้งเรื่องคุณพี่ Li Zhen พยายามปิดหน้าปิดตา ไม่ให้คนรู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ว่าการที่ไปไหนแล้วมีลูกแมวอยู่บนบ่า ไม่ต้องปิดหน้าคนก็จับได้อยู่ดี โถ พี่คะ พี่ ไม่รู้จะพูดอย่างไรแทน 

กับน่ารักดีที่ตอนแรกสติยังไม่กลับมา แมวไม่ยอมให้คนฆ่าคนอื่นก็เลยพยายามทำอาหารตอนอยู่ในมิติด้วยกันเลี้ยงคน ซึ่งทำได้อย่างเดียวคือต้มปลา แล้วพอคนเริ่มมีสติก็เริ่มกลับมาทำอาหารให้แมวแทน ทำโน่น ทำนี่ โอ๋แมวด้วยอาหารอร่อยแปลกใหม่สารพัดไปด้วย พอเห็นแมวกินก็มีความสุข ตัวเองก็สบายใจ พอแมวหลับก็ลูบหัวลูบตัวแมว (แอบขำเรื่องทำกับข้าวมาก เพราะพอ Li Zhen สติกลับมากึ่งเป็นมนุษย์เหมือนเดิม กินน้อยลง แมวก็แอบคิดในใจว่าควรจะเป็นคนตั้งนานแล้ว เพราะตอนนี้เหลือกินแค่ 1/10 ของที่กินเดิม ช่วยประหยัดเสบียงไปได้เยอะดีมาก)

ตอนที่จะไปหาพี่สาวของ Li Zhen แล้วหลานชายที่เพิ่งคลอดมีพลังไฟฟ้า ครั้งแรกแมวถูกไฟช็อตไปแล้วทีนึง พอไปจะหาพี่สาวอีกรอบ คนเป็นห่วงมาก ก็ทำชุดพลาสติกกันไฟฟ้าจากของสารพัดที่เก็บมาให้แมวใส่ แล้วก็พูดเตือนอย่างเป็นห่วง อย่างไม่อยากปล่อยไป พูดเตือนพูดบ่นพูดห่วงจนหมดภาพผู้ชายใส่แว่นเย็นชาในตอนแรกๆ ที่เจอแมว แล้วที่ใจร้ายก็คือ แมวตัดบทด้วยการการบอกว่า หยุดบ่น ตอนนี้แมวจะไปได้หรือยัง 

อีกตอน ตอนที่รู้ว่าแมวเสียใจจิตตกหลังแก้แค้น ก็พาแมวไปเล่นสวนสนุก (อย่าถามว่าแมวจะเล่นเครื่องเล่นได้อย่างไร) ตราบใดก็ตามที่แมวตัวเองมีความสุข คุณพี่ Li Zhen ทำให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ความโอ๋แมวมากทะลุระดับร้อย
 
ซึ่งถ้าถามในแง่ความฟลัฟและการเลี้ยงแมวให้เต็ม ให้เต็มความ OP อีกอย่าง แต่ไม่ชอบทิศทางเรื่องกับการจบตัดเท่าไหรร่ ก็ให้ B+ เพราะเติมเต็มความบ้า AZ จีนได้ระดับหนึ่งเลย กับอีกอย่างที่นึกได้ จุดเด่นเรื่องนี้ก็คือ reversible process ที่ให้พระเอกกลับมาเป็นคน (อย่างน้อยก็กึ่งๆ คน) ได้ และซอมบี้อื่นๆ ใต้พระเอกก็มีสติและไม่ฆ่าคนเหมือนกัน โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับซอมบี้มากจนพระเอกดูสนใจซอมบี้มือขวามากกว่าพี่สาวตัวเองด้วยซ้ำ 

กับน่ารักที่พอพลังเริ่มแกร่งก็ได้ซอมบี้ตัวนึงที่ตามมาอยู่ด้วยตลอด และต่างจากเรื่องอื่นที่เจอซอมบี้ลูกแมวด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ สองตัวนี้ก็อยู่ด้วยกันและตาม Li Zhen กับ Fang He ตลอด และด้วยการที่ต้องอยู่ด้วยกันก็เพราะ Li Zhen ก็หวงแมว He Miao ตัวเองมากตลอด อย่างลูกแมวซอมบี้จะโผเข้าไปซุกขนท้อง He Miao คนก็ตาขวางว่านี่ตัวเองจับปุยท้องแมวตัวเองได้คนเดียวแล้วเขวี้ยงลูกแมวไปให้ซอมบี้ไป

แต่ก็นะ คิดในแง่นี้ก็เลี้ยงแมวในโลกซอมบี้จริงๆ มีลูกแมวตั้งสองตัวแน่ะ!!


ปล. ตามที่อยากกรีด 

1. เวลาแมวตกใจทำหน้าแบบนี้น่ารักดี  Σ(;Φ ω Φ) กับน่ารักที่แมวอ่านหนังสือไม่ค่อยแตกฉาน แล้วคิดว่าการฝึกวิชาคู่ก็คือแมวต้องนั่งขัดสมาธิ เอาขาพับซ้อนกัน ซึ่งทรมานแมวมาก แต่จริงๆ ก็คือแค่เอามือแตะกันก็พอ (Li Zhen มารู้จากตำราหลังจากที่แมว He Miao ทรมานไปหลายครั้งแล้ว)

2. 猫星语-/māo xīng yǔ/ คำว่าภาษาดาวแมวน่ารัก

3. คนกับแมวเก็บของแหลกมาก มีอยู่ตอนที่ไปรับงานระดับ SSS จากกิลด์มา ต้องส่งมอบเหล็กจำนวนหลายแสนตันให้กับฐาน ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่หาเหล็ก แต่อยู่ที่จะเอาเหล็กในมิติออกไปอย่างไรให้เนียน ตลกตอนที่บอกคนที่มาเป็นพวกว่ามีเรื่องนิดหน่อยให้ช่วย ก็คืองานระดับ SSS นะ เหล่าคนฟังก็ฟังแล้วนิ่งว่านิดหน่อยตรงไหน ... ยิ่งตอนพอรู้ว่ามีเหล็กแล้วแต่หาคนช่วยสร้างเรื่องว่าต้องหาเหล็ก ขนเหล็กคือเหนื่อยกว่าเยอะ 

4. ลูกแมวซอมบี้ Xiao Baiqiu น่าสงสารมาก เพราะว่ามีพลัง แต่ว่ายังเป็นลูกแมวก็เลยพยายามซุกตัว Fang He โดยที่คิดว่าเป็นแม่ตัวเอง แต่ว่าคนงกไม่ยอมให้ลูกแมวเข้าใกล้ He Miao ตัวเองเลย แล้วพอลูกแมวซอมบี้ไม่มั่นใจก็บอกลูกแมวซอมบี้ว่าจริงๆ ไม่ใช่ลูกแมว แต่ว่าเป็นเสือดำต่างหากนะ ก็หลอกกันแม้กระทั่งลูกแมวซอมบี้นะคะ แล้วที่สำคัญก็คือลูกแมวเชื่อสนิทใจด้วย Xiao Baiqiu likes mountains and forests, and likes to jump from this tree to that tree. He thinks this is the call of the wild. As a leopard, he likes the mountains and forests. อยากจะบอกมากว่าไม่ใช่นะ เธอเป็นลูกแมว ถึงแม้จะเป็นลูกแมวซอมบี้ก็เถอะ เธอไม่ได้โตในป่าด้วยเหมือนกันนะ เหมียว!

ชื่อ Xiao Baiqiu น่ารักดี กับซอมบี้คู่หู  Xiao Sang เนาะ  ตลกที่ตอนพิเศษพยายามเดินหาไปหา Fang He กับ Li Zhen แต่ว่าหลงไปคนละทางตั้งแต่ต้น 

Tuesday, 30 November 2021

살아서 만납시다 // Let's Meet Alive

//กรีดมาก อวยมาก นี่เป็น AZ ที่ดีที่สุดที่อ่านมาแล้ว โหยหวนยาวมากนะคะ  //



คนเขียน: 할로윈

แนว: ซอมบี้, วันสิ้นโลก, ตัวเอกเก่ง, พระเอกไทป์หมายักษ์, fluff 

ความสัมพันธ์: นายจ้าง X บอดี้การ์ด / หมาจินโด X คนเลี้ยง

จำนวนตอน: 71 ตอน (ยังไม่จบ)

ก่อนเปิดเรื่อง มีการเล่าถึงเฮลิคอปเตอร์ทหารที่ติดต่อกับศูนย์เพื่อให้จัดเตรียมทีมแพทย์ไว้สำหรับคนในทีมที่กำจัดบาดเจ็บและไม่ได้สติ ขณะที่กำลังรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากเฮลิคอปเตอร์ว่าทหารที่บาดเจ็บไม่ได้สติ ลืมตาขึ้นมาแล้ว และก็กระโจน “กัด” นายทหารโดยรอบ ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนกราดยิง และเสียงร้องตะโกนแตกตื่นว่าทหารทำร้ายนักบิน ... ก่อนที่สัญญาณทุกอย่างจะขาดหายไป 

เริ่มเรื่อง Lee Shinhoo ทหารจากหน่วยกองกำลังพิเศษที่เพิ่งลาออกมากำลังจะเริ่มงานในฐานะบอดี้การ์ด และระหว่างที่กำลังแต่งตัวและเตรียมออกจากบ้าน Shinhoo ที่เปิดช่องข่าวไว้ ก็ได้ยินการรายงานข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ทหารตกบนเขาจากการที่เครื่องขัดข้อง โดยเจ้าตัวเองก็คิดว่าแปลก เพราะว่าเฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการดูแลและตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอไม่น่าจะเกิดปัญหาถึงขั้นที่เครื่องตก และยิ่งกว่านั้น ภาพของเฮลิคอปเตอร์ในทีวีก็มีรอยกระสุนปืนยิงกราดอยู่ด้วย 

งานใหม่ของ Shinhoo ก็คือเป็นบอดี้การ์ดให้ Han Taebaek ลูกชาย chaebol บริษัทขนาดใหญ่ตามคำสั่งของประธานบริษัท ซึ่งก็คือพ่อเลี้ยงของ Taebaek เพื่อให้จับตามองลูกเลี้ยงของตน มากกว่าจะเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยจริงๆ และขณะที่แม่ที่เสียไปของ Taebaek เป็นเจ้าของบริษัท แต่ตำแหน่งในองค์กรของลูกชายเจ้าของกลับเป็นหัวหน้าทีมเล็กๆ แม้ว่าจะมีที่ทำงานใหญ่โตหรูหราก็ตาม 

ตอนแรก Shinhoo คิดว่า Taebaek จะเอาแต่ใจ วางท่าตามลักษณะลูกเศรษฐี แต่กลายเป็นผิดจากที่คาด เพราะนอกจากนิสัยชอบแหย่แล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เจ้าตัวมีนิสัยเรียบง่าย และการดูแลและอยู่ร่วมกับ Taebaek ก็ราบรื่นกว่าที่คิด 

แต่ละวันของ Shinhoo เริ่มต้นที่ไปหาอีกคนที่บ้านในตอนเช้า และก็นั่งรถหรูที่ Taebaek ขับไปที่บริษัทด้วย และระหว่างที่เจ้าตัวทำงาน ตัว Shinhoo ก็คอยระวังอยู่ด้วยแค่นั้น ก่อนที่ตอนเย็นจะนั่งรถกลับไปกับ Taebaek ที่บ้าน 

จนกระทั่งครึ่งอาทิตย์ผ่านไป ในตอนเช้า ระหว่างทางที่นั่งไปที่บริษัท เจ้านายเก่าของ Shinhoo โทรมาหา และบอกว่าถ้าอยากรอดชีวิตก็ให้รีบเดินทางไปหาตัวเอง และ Shinhoo ที่ไม่สนใจอะไร โดยเฉพาะเมื่อทำหน้าที่อารักขา Taebaek อยู่ ก็บอกปัดไป และเมื่อมาถึงบริษัทตามปกติ น่าแปลกที่รถของพ่อเลี้ยง Taebaek ที่มาทำงานก่อนทุกวัน และไม่เคยขาดงานไม่ได้อยู่ในที่จอด ยิ่งเมื่อขึ้นไปที่ห้องทำงาน และระหว่างที่ Taebaek นั่งอ่านเอกสารอยู่ก็ได้ยินเสียงอุบัติเหตุดังขึ้นมาถึงห้องทำงานข้างบน เมื่อสองคนและเลขาเดินมาชะโงกดูที่หน้าต่างก็เห็นว่ารถบัสชนกันบนถนน และที่แปลกเกินกว่าจะเป็นแค่อุบัติเหตุจราจร ก็เพราะการทำร้ายร่างกายและนองเลือดต่อมา ขณะที่ Taebaek ที่เห็นเหตุการณ์กำลังจะกลับไปที่โต๊ะเหมือนเดิม ตัว Shinhoo ที่อาชีพและนิสัยทำให้การรับรู้อันตรายและโต้ตอบฉับไวก็ตีความไปถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดว่าเกิดการรัฐประหารขึ้นจากฝีมือของคนในรัฐบาล เมื่อทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ด แล้วเคยเป็นทหารมาก่อน พอสถานการณ์เริ่มผิดปกติ ความปลอดภัยของเจ้านายต้องมาเป็นอันดับแรก ก็บอก Taebaek ทันทีว่าให้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน ไม่นับที่บอกให้เลขาของ  Taebaek สั่งให้เจ้าหน้าที่ในบริษัทปิดประตูทางเข้าออก เอา shutter ลงมาไม่ให้คนนอกเข้ามาได้อีกต่างหาก

ระหว่างทางเหมือนจะไม่มีอะไรปกติ แต่ทว่าก็มีคนที่ขับรถสวนทางมาจะชนรถของ  Taebaek และเมื่อหักหลบ รถก็ชนเสาไฟฟ้าแทน ระหว่างที่คิดว่าจะลงไปช่วยดีหรือไม่ จ้องมองอยู่ก็เจอว่า "บางอย่าง" ที่เหมือนมนุษย์ แต่อ้าปากกว้าง มีฟันแหลมคมกระโดดมาจากท้ายรถ และกัดกินคนขับ โดยที่อ้าปากกว้างที ร่างกายส่วนหนึ่งก็หายไปที ซ้ำร้าย เมื่อเห็นทั้งสองคนก็กระโดดเกาะท้ายรถมาด้วย ขับสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด แถมยังกัดเหล็กรถได้อีก 

สุดท้าย "บางอย่าง" นั้นก็ตามสองคนมาถึงที่จอดรถ และด้วยความที่ไม่มีอาวุธเหมาะสมในมือ Shinhoo ก็บอกให้ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงแล้ว Shinhoo ลงมาสู้ จนในที่สุด ก็จบลงที่ Taebaek ถอยรถให้อัดชนกับกำแพงอีกรอบ และ Shinhoo เอามีดแทงกระโหลกไป 

เมื่อส่งเจ้านายถึงห้อง Shinhoo ก็บอกลาจะกลับไปที่บ้านตัวเอง โดยบอกอีกคนว่าการที่ Taebaek เป็นลูกหลาน chaebol ใหญ่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งรัฐบาลและทหารไม่เข้ามาแตะต้องแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขตที่พักอาศัยเป็นเขตคนมีฐานะ ถ้าเก็บตัวอยู่ในบ้าน อย่างไรก็ปลอดภัย และถ้า Shinhoo จะอยู่ด้วย Taebaek ก็ต้องปันส่วนอาหารและน้ำที่มีให้ Shinhoo จะทำให้อาหารส่วนของ Taebaek หมดไวขึ้น .... หากแต่ Taebaek ที่ไม่อยากอยู่คนเดียวกลับรั้ง Shinhoo ไว้ให้อยู่ด้วยกัน 

และเมื่อยามเย็นมาถึง แปลกที่ไฟที่ควรจะส่องสว่างตามหน้าต่างบ้านรอบๆ กลับปิดมืดกว่าที่เคย ..... ตอนสามทุ่ม ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากป้าคนทำความสะอาดที่มาในสภาพบาดเจ็บเลือดโชก เพราะไม่กล้าหยุดงาน ถึงแม้จะเกิดเหตุผิดปกติที่คนทำร้ายกันทั่วโซล และระหว่างทางก็ถูกเด็กที่หลบอยู่ในพุ่มไม้กัด เมื่อทำแผลและให้แม่บ้านเข้าไปพักผ่อนในห้องแล้ว Shinhoo ก็เจอว่าหูของแม่บ้านแดงก่ำกว่าที่มนุษย์พึงเป็น และก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนเป็น “บางอย่าง” เหมือนที่ตัวเองกับ Taebaek เพิ่งเจอ และก็คิดถึงอันตรายขึ้นมากรณีที่จะมี “บางอย่าง” ในบ้านขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อห้องนอนล็อคได้แค่จากด้านในเท่านั้น กับเทียบกับตัวก่อนที่สู้ด้วย ตัวนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่ามาก  

แล้วในตอนกลางคืน ก็ได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากด้านที่แม่บ้านพักอยู่จริงๆ Shinhoo ให้นายจ้างตัวเองหลบอยู่ในห้อง ขณะที่ตัวเองจะไปดูเอง แต่ Taebaek กลับขอไปด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับ Shinhoo ตัวเองก็ไม่กล้าออกไปจากห้องอยู่ดี อาจจะตายอยู่ในห้องได้ ถ้ามีอะไรก็ตายด้วยกัน ... จนสุดท้ายก็เลยต้องให้ Taebaek ไปด้วย โดยให้อีกฝ่ายหาอาวุธติดมือไป และก็ได้ไม้กอล์ฟติดมือโดยถูก Shinhoo ย้ำใส่ว่าถ้ามีอะไรให้หวดที่หัวให้สุดแรง และเพราะกระโหลกหนา ให้คิดว่าทุบหินอยู่ ตอนแรก Shinhoo ออกไปสู้ก่อน แต่พอพลาดถูก “บางอย่าง” กระโดดคร่อมจะกัด ก็ได้ Taebaek เอาไม้กอล์ฟหวดจนดิ้นหลุดออกมาได้ และเพราะทำอย่างไรก็ไม่ยอมตาย ก็เลยต้องหวด หวด หวดใส่ไม่ยั้ง เลือดกระเซ็นลงทั้งหน้า ทั้งประตู ทั้งกำแพงแล้ว กระโหลกยุบก็แล้ว แต่ก็ยังไม่ตาย อ้าปากกินส่วนไม้กอล์ฟอีก จนสุดท้าย Shinhoo ก็ปิดฉากด้วยการเอามีดทำครัวปักสมอง ... แต่เพราะไม่แน่ใจว่าจะฟื้นขึ้นมาอีกไหม Shinhoo ที่สังเกตว่าตัวประหลาดนี้ใช้การมองเห็นเป็นหลัก ก็เลยควักเอาลูกตาออกมาเป็นมาตรการกันไว้ก่อน 

สองคนนอนห้องเดียวกัน และตอนเช้าก็ตื่นมาโดยที่ Taebaek ขึ้นมานอนหลับอยู่บนตัว Shinhoo เพราะได้ยินเสียงหวีดเตือนภัยจากมือถือ สรุปว่ารัฐบาลประกาศแจ้งสภาวะฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของไวรัส โดยที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังระบุไม่ได้ ให้งดการออกจากบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ  

และเมื่อเปิดทีวีฟังข่าวเพิ่มเติม ก็ได้ยินรายงานพิเศษแจ้งว่า ให้สังเกตลักษณะผู้ติดเชื้อ ที่เห็นชัดก็คือฟันที่แหลมคมเหมือนปลาฉลาม และหูที่แดงก่ำผิดปกติ  ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ไปจะตายทันที แต่ว่าสมองจะยังทำงาน โดยที่จะสั่งการให้มีความอยากอาหาร หรือเจาะจงก็คือเนื้อมนุษย์ จนถูกเรียกชื่อว่า Eaters 

แต่ระหว่างฟังรายงาน ตัว Taebaek กลับไม่มีท่าทางเดือดร้อนเลย ตักอาหารเข้าปากดูผ่อนคลายด้วยซ้ำ และเมื่อ Shinhoo ถามก็ได้ความว่า จากประสบการณ์ที่ดูหนังแนวซอมบี้มาเยอะ การที่คนไม่อยู่บ้านแต่ไปเพ่นพ่านข้างนอกทำให้ปริมาณซอมบี้ยิ่งเยอะ อยู่บ้านเฉยๆ รอให้ตำรวจทหารจัดการซอมบี้ก่อนดีที่สุด การอยู่บ้านช่วยลดปริมาณซอมบี้ได้ ไม่งั้นทุกคนก็เป็นซอมบี้กันหมด

แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดอย่าง  Taebaek เพราะมีทั้งพวกประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจับกลุ่มบอกให้รัฐบาลหยุดสร้างและเผยแพร่เรื่องไม่จริง พวกคลั่งศาสนาที่เชื่อว่าอีทเตอร์มาช่วยล้างโลก พวกอยากดังที่คิดจะจับและฆ่าอีทเตอร์ออกโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เกิดความวุ่นวายยิ่งขึ้นอีก

แต่เมื่อบ้านของ Taebaek กินพื้นที่ทั้งชั้นของตัวตึกที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดก็เป็นฐานที่มั่นที่ปลอดภัยให้ทั้งสองคนหลบภัยได้ 

จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป ในวันที่ 30 กันยายน ก็ได้ยินประกาศที่เปลี่ยนไปของรัฐบาล ....เพราะว่าการกำจัดอีทเตอร์ไม่ได้ผล รัฐบาลที่สูญเสียกำลังทหารไปเปลี่ยนท่าทีโดยแจ้งประชากรว่าจะละทิ้งกรุงโซลไปตั้งเมืองใหม่ที่เกาะเชจู และประกาศทิ้งระเบิดถล่มกรุงโซลและคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดในวันที่ 30 ตุลาคม ตามคำแนะนำของ UN และ WHO ที่เห็นว่าไวรัสและอีทเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดคุกคามต่อความปลอดภัยของภูมิภาคอื่นในโลกด้วย โดยให้ประชาชนอพยพไปที่เมืองมกโพแล้วนั่งเรือไปที่เกาะเชจูต่อไป 

ดังนั้น การทิ้งที่ปลอดภัย และเดินทางไปที่มกโพของสองคนก็เริ่มขึ้น

.

.

.

จบการเล่าเรื่องย่อแบบวิชาการจริงจัง  (?) ต่อไปจะเป็นการโหยหวนกรีดร้องทุกอย่างแล้ว จากใจก็คือว่าอยากจะกรี๊ด กรี๊ด และกรี๊ดมาก นี่เป็นเรื่องแนว AZ วันสิ้นโลกกับซอมบี้ที่ดีที่สุดที่อ่านมาทั้งชีวิตเลย ฮืออ อยากจะกราบทุกสิ่งอันเริ่มตั้งแต่บุคลิกตัวละครสองคนแล้ว

เริ่มที่ตัว Shinhoo ปกติไม่ค่อยเจอตัวเอกสายทหารหรือการ์ดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่สาย ability คนที่พื้นเพมาจากทางทหารหรือตำรวจจะเป็นพระเอกมากกว่า โดยเฉพาะสายจีน เปิดมาตัว Shinhoo มีความสามารถตามอาชีพตัวเองไม่พอ ยังมีความสุขุมรอบคอบอีก นิสัยนิ่งเย็นหาทางออกทำให้หนทางรอดของทั้งคู่เพิ่มสูงมากขึ้นและเป็นไปได้ทุกครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่วันแรกที่เดินไปสำนักงานของ Taebaek ก็จินตนาการภาพในหัวแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้นมา จะรับมือและตั้งหลักอย่างไร ตั้งแต่จะเอาโต๊ะทำงานมาเป็นแนวกัน โดยเฉพาะเพื่อกำบังกระสุนแล้ว

ไม่นับความจริงจังรับผิดชอบต่อหน้าที่อีก เพราะตอนที่กลับมาบ้าน ตัว Taebaek บอก Shinhoo เองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยที่นอกเหนือจากที่ระบุในสัญญา ถ้าจะยกเลิกสัญญาและเลิกดูแลตัวเองก็ทำได้ แต่ว่า Shinhoo ก็พูดย้ำบอกมาชัดว่า ยังไงก็จะปกป้องต่อไป จะไม่ทิ้งกันไป และต้องเอาชีวิตให้รอดให้ได้ทั้งคู่

กับส่วน Taebaek เอง ที่เปิดมาเป็นพระเอกสาย chaebol เอาแต่ใจ ชอบขับรถเอง และมีงานอดิเรกชอบรถขับแข่ง แต่ว่าเป็นสายหมายักษ์ไปแล้วชอบกล เพราะว่าพอเกิดเรื่องขึ้นมาก็ดูติดตัวเอกไปเลย แถมยังอยากให้ตัวเอกชมตัวเอกทุกครั้งที่ทำอะไรถูก/ดีอีก เริ่มตั้งแต่ตอนที่บุกไปดูแม่บ้านในบ้านที่กลายเป็นอีทเตอร์ก็รีบเอาโทรศัพท์มาเปิดแอป CCTV ให้ Shinhoo ดู และก็รอคำชมอย่างใจจดใจจ่ออีก แต่สิ่งที่ดีที่สุดในตัว Taebaek ก็คือสภาพอีคิวที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะมองโลกด้วยมุมมองที่ต่างออกไป การคิดบวก ไหวพริบสูงและการเรียนรู้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกับ Shinhoo และคอยสังเกตพฤติกรรมและนิสัยของอีกคน และมาปรับใช้กับตัวเองก็ทำให้เจ้าตัวแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรก 

ซึ่งในแง่หนึ่งสองคน นิสัยคนละแบบ แต่ก็มาเสริมกันอยู่ โดยเฉพาะเมื่อ Shinhoo จริงจังขาดความยืดหยุ่น ไร้จินตนาการ มองแค่เป้าหมายกับภาพรวม และ Taebaek ดูเรื่อยเปื่อยไม่จริงจัง แต่จินตนาการสูง และสนใจรายละเอียดปลีกย่อยระหว่างทาง และโดยเฉพาะเมื่อตัว Shinhoo สนใจแค่การทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ไม่ดูแลสนใจตัวเอง จนเมื่ออยู่กับ Taebaek ที่ทำให้อีกฝ่ายผ่อนคลายตัวเองได้ลง

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยบ่อยที่เจอตัวเอกเป็นมหาเศรษฐีจริง ๆ และดังนั้นการห่วงไปก่อนว่าทำไมกลับถึงบ้านแล้ว Taebaek ถึงรีบโอนเงินออกไปนอกเกาหลี เคลียร์บัญชีทรัพย์สินที่มี ไม่ลงไปซุปเปอร์ หรือมินิมาร์ตแล้วตุนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นต่างๆ หรือแม้แต่รองน้ำในอ่างก็เป็นการห่วงของเหล่าคนอ่านทั้งมวลที่กรีดร้องโหยหวนเปล่าประโยชน์ เพราะว่าถึงแม้จะไม่ทำอะไรเลย แต่สภาพบ้านที่พร้อมสรรพของ Taebaek ก็มีทุกอย่างแล้ว นับตั้งแต่อาหาร ของแห้ง ขนมอย่างช็อกโกแลต คุกกี้ และลูกอมในห้องเก็บของ ไม่นับขวดน้ำดื่มที่สูงจรดเพดานอีกด้านอีก ยิ่ง Shinhoo เดินสำรวจบ้านก็ได้สิ่งของที่แม้แต่ Taebaek ก็ไม่คิดว่ามีอย่างแบตเตอรี่สำรองมาอีก ไม่นับว่าตัวบ้านกว้างขวางขนาดที่ตัว Shinhoo ใช้เวลาสำรวจบ้านอย่างคร่าวๆ อย่างเดียวก็กินเวลาไปร่วม 30 นาทีแล้ว 

วันแรกที่กลับบ้านมาอาหารที่ Taebaek ทำก็คือสเต็กอย่างดี กับมะเขือเทศเชอร์รี่ตกแต่งสวยงาม ไม่นับไวน์แดงแกล้ม และมาการองปิดท้าย หรือเช้าต่อมาก็เป็นออมเล็ตหรูหรา ถึงจะไม่ได้ออกไปหาอาหารเพิ่มเติมแต่อาหารในบ้าน Taebaek ก็สามารถเลี้ยงผู้ชายสองคนได้ (ถึงจะเป็นการกินวันละสองมื้อเพื่อประหยัดอาหาร) มาร่วมแรมเดือน แม้ตอนหลังๆ จะเริ่มร่อยหรอกลายเป็นพาสต้ากับซอสต่างๆ ที่โชคดีว่าเจ้าตัวซื้อสะสมระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆ ก็ตาม 

และก็น่ารักว่าอาหารที่ Taebaek ทำอร่อยและถูกปาก Shinhoo อย่างยิ่ง ถึงขั้นที่แม้จะเป็นพาสต้ากับซอสสำเร็จแต่พอผ่านการปรุงเสริมใส่หอมใหญ่ กระเทียม โน่นนิด นี่หน่อย จากฝีมือ Taebaek ก็อร่อยมากไป จน Shinhoo กินอย่างเอร็ดอร่อยทุกครั้ง ทั้งที่ปกติเวลาอยู่คนเดียว ตัวเองที่มีนิสัยกินเพื่ออยู่ก็ถึงขนาดเอาโปรตีนมาเขย่ากับน้ำแทนอาหารด้วยซ้ำ และพอเอ่ยปากชม เจ้าตัวก็บอกว่าปกติไม่ทำอาหารเพราะขี้เกียจ แต่พอเห็นอีกคนกินอร่อยทุกครั้งก็เลยอยากทำ คิดว่านี่คือสาเหตุที่คนเลี้ยงหมากัน ... ทำเอา Shinhoo อยากจะลุกขึ้นมาชกหน้า 

Shinhoo: I feel it every day, but you are really good at cooking.

.........

Taebaek: I don't even cook because I'm too lazy.

Shinhoo: Ah .....

Taebaek: But seeing Manager Lee eats well, I just want to do it.

Shinhoo: Yes?

Taebaek: I Guess that's why people raise dogs.

Shinhoo: ...

Taebaek: Oh, clench your fists again. Are you going to hit me?

กับคืนก่อนออกเดินทาง Shinhoo ก็กลุ้มใจว่าอาวุธที่มีในมือตอนนี้ก็เป็นแค่มีดทำครัวกับไม้กอล์ฟ อย่างน้อยถ้ามีปืนอย่างตอนที่อยู่ในกองกำลังพิเศษก็น่าจะเพิ่มโอกาสในการรอดให้สูงขึ้น และพอกำลังกลุ้มใจ Taebaek ก็โพล่งออกว่าตัวเองมีปืนอยู่ ... โดยที่ก่อนหน้ามีวันที่ Taebaek ตื่นสายให้ Shinhoo แล้วก็ให้เหตุผลว่าเมื่อคืนมัวแต่เล่นกับของเล่นอยู่ ซึ่งก็คือปืนพวกนี้

ซึ่งเพราะปืนอยู่ที่ตึกโรงยิมที่ Taebaek เป็นเจ้าของ พอคิดว่าจะต้องฝ่าฝูงอีทเตอร์มหาศาลเข้าตึกเอาปืนไหม ก็เป็นความกังวลที่สูญเปล่าอีกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลงจากบันไดหนีไฟไปที่รถ ด้วยความที่เจ้าตัวรวยมาก อยู่ในตึกที่การรักษาความปลอดภัยสูง ความเป็นส่วนตัวสูง สภาพตึกก็เรียบร้อยปลอดภัยไม่มีร่องรอยอีทเตอร์เลย แม้ว่าช่วงที่ลงมาข้างล่างจะเจออีทเตอร์บ้าง แต่สภาพประตูก็แข็งแรงพอจะกันได้ ไม่นับชั้นจอดรถของ Taebaek ที่กินพื้นที่ส่วนตัวด้านหนึ่งอีก และการเข้าไปเอาปืนก็คือการขับรถเข้าไปในโกดังด้านหลังตึกที่เจอกับอีทเตอร์จำนวนทั้งหมด 1 ตัว (หนึ่งตัว!!!!) .... การกังวลช่างเป็นเรื่องเสียเวลา! 

 พอเห็นทั้งปืนที่สะสมอยู่ ตัว Shinhoo ก็ทั้งทึ่งกับราคาปืนธรรมดาแต่กลายเป็นราคามหาศาลที่ Taebaek ต้องจ่ายให้พ่อค้าอาวุธเพื่อนำเข้ามาให้ และความใจกล้าของตัว Taebaek ที่กล้าเก็บอาวุธปืนมากขนาดนี้ไว้ในกลางเมือง 

แต่จากความรักปืนและบ้าสะสมปืน ก็เลยทำให้ประกอบปืนเร็วมาก ถึงขั้นที่เร็วกว่า Shinhoo ที่เป็นทหารหน่วยพิเศษมาก่อนอีก ขำที่พนันกัน แล้ว  Taebaek เร็วกว่า Shinhoo ที่มั่นใจกับฝีมือตัวเองมากก็ช็อคค้างไปแล้ว แถมแพ้พนันยังต้องเรียกชื่ออีกฝ่ายอีก ตอนที่พยายามกลั้นใจเรียก Taebaek-ah ออกมาน่ารักดี กับต้องให้อีกฝ่ายเรียกพี่ ... จากที่เคยเป็นทางการว่าหัวหน้าทีมฮัน กับผู้จัดการลี

กับพอถามว่าถ้ายิงปืนไม่เป็น ไม่ได้ยิงปืนขนาดนั้น ทำไมมีกระสุนเยอะ  Taebaek ก็บอกว่าเป็นบริการจากพ่อค้าอาวุธ 

ตอนนี้ก็ได้เวลาขับรถหนีออกจากโซลแล้ว โดยตามแผนการทั้งสองคนเลี่ยงที่จะเดินทางช้ากว่าคนอื่นหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทุกคนจะรีบหนีออกจากเมืองพร้อมกัน และให้อีทเตอร์ตามกลุ่มคนกลุ่มแรกที่อพยพออกไป แต่เพราะกลัวว่าเส้นทางด่วนและทางหลวงที่จะไม่มีทางให้เลี่ยงหนีถ้าเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมา ก็เลยยอมเลี่ยงไปใช้ถนนสายย่อยที่แม้จะต้องใช้เวลามากกว่า แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่า 

ชอบเวลา Taebaek ขับรถ แล้ว Shinhoo คอยระวังและหาเส้นทาง เป็นแบ่งงานกันช่วยเหลือกันที่ลงตัว โดยเฉพาะเมื่อตัว Taebaek ก็รู้จักรถจนเอามาใช้ประโยชน์ได้ มีตอนที่รถข้างหน้าพลิกคว่ำอยู่จากฝีมือของอีทเตอร์ แล้ว Shinhoo ก็คิดว่า  Taebaek จะขับแล่นผ่านไปเลย แต่ตัว Taebaek กลับรีบหยุดรถ เพราะเห็นประกายไฟจากถังน้ำมันว่าจะระเบิด แต่ว่าหลังจากนั้นก็เป็นว่าที่กั้นถนนถูกแรงระเบิดทำลายและฝูงอีทเตอร์ก็ทะลักออกมาจากตรงที่กั้น โดยที่เมื่อยิ่งออออกมา ที่กั้นยิ่งพัง และจำนวนอีทเตอร์ก็ไหลออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ 

ถึงขั้นขอบคุณที่ Taebaek ขับรถแข่งมาก่อน เพราะกดคันเร่งหนีเร็วเนียนมาก ไม่งั้นสถานการณ์ที่พวกอีทเตอร์ตามเสียงระเบิดมานี่ ... ตายสถานเดียวจริง แถมมารอบด้านอีก จนสองคนหนีเข้าไปในร้านยาง พระเอกฉันเริ่มยิงปืนได้แล้ว แต่ว่าที่กั้นเหล็กกลับหยุดค้างอยู่ตอนลงมา ทำให้พวกอีทเตอร์กรูเข้ามาได้ จนสองคนต้องทิ้งรถ แล้วหนีไปที่ชั้นสอง จนไปจบที่ดาดฟ้า ดีที่ซอมบี้เรื่องนี้อาศัยการมองเห็นมากกว่ากลิ่นนะ หนีง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะพอไม่เห็นตัว การพังประตูดาดฟ้ามาก็หมดไป จะเป็นปัญหาก็แต่พวกที่ล้อมร้านอยู่ 

และระหว่างที่ Shinhoo กำลังเคร่งเครียดหาทางถึงขั้นที่คิดว่าจะเสียสละตัวเองอย่างไรให้อีกคนรอด Taebaek กลับใจเย็นกว่านั้นมาก ตอนที่บอก Shinhoo ว่า อย่างน้อยตอนนี้อากาศไม่หนาวแล้วก็ไม่ร้อน ทำให้การติดอยู่ที่ดาดฟ้าไม่ทรมานจนเกินไป และชวนให้คนข้างๆ นั่งดูท้องฟ้าก้อนเมฆสบายใจ 

และพอนั่งไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรทำ ตัว Taebaek ก็เริ่มอธิษฐานเรื่อยเปื่อย ถึงช่วงแรกขอพระเจ้า พระพุทธเจ้าก็ปกติดี แล้วก็ไปถึงซุส และอโฟรไดท์

ตั้งแต่ให้โลกล่มสลายแล้วทุกคนตายไปด้วยกัน

ให้มีไวรัสสายพันธุ์อื่นที่ออกมาฆ่าพวกอีทเตอร์

..... ไปจนถึง ให้เกิดภูเขาไฟระเบิด 

ฟังคนข้างตัวอธิษฐานมาจนถึงตอนนี้ ตัว Shinhoo ก็เริ่มอดสงสัยจนเอ่ยปากถามไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นภูเขาไฟระเบิด แล้วอีกคนก็อธิบายว่าถ้าเกิดภูเขาไฟระเบิดแล้ว พวกอีทเตอร์ที่ชอบแสงไฟและเสียงดังก็จะกรูไปที่ภูเขาไฟระเบิด และสองคนก็จะหนีรอดไปได้ 

จากความคิดแผลงๆ ไร้สาระกลายเป็นการจุดประกายให้ Shinhoo ด้วยการคิดจะระเบิดร้านข้างๆ เนื่องจากเหล่าอีทเตอร์จะหายกันออกไป ตามสัญชาตญาณที่มักรี่เข้าหาแสงไฟและไม่รู้จักเจ็บปวดก็จะกรูเข้าไปในกองไฟเหมือนแมลงเม่าที่ทำลายตัวเองและทำลายตัวที่อยู่รอบข้างไปพร้อมกัน สองคนก็เลยเอาโครงเหล็กจากชั้นดาดฟ้าวางพาดไปที่ร้านข้างๆ แล้วปีนไปปล่อยก๊าซเพื่อจุดไฟ แต่เมื่อ Shinhoo ที่ปีนไปก่อนควรจะส่งสัญญาณให้ Taebaek หายเงียบ คนที่รอจนร้อนใจก็ตัดสินไปปีนตามไปทันที ... และ Shinhoo ก็แปลกใจและรู้สึกอบอุ่นในใจที่มีคนห่วงตัวเองอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน 

แผนสำเร็จตามคาดหมาย และก็โชคดีที่รถไม่เสียหายแม้แต่น้อย เมื่อขับรถออกมา และตระเวนหาอาหารและที่หยุดพัก ตัว  Taebaek ที่หิวโซก็เริ่มจินตนาการบรรเจิดคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากกิน แล้วพรรณนาออกมาให้คนที่นั่งข้างฟัง สุดท้ายก็ไปจบที่ซุปกิมจิใส่หมูชิ้นโตๆ และเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองพูดไม่หยุดก็ขอโทษ Shinhoo ที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ พร้อมกับบอกว่า อย่างไรก็ชอบตัว Shinhoo มากกว่าซุปกิมจินะ .... น่ารักและใสซื่อผิดภาพลักษณ์สาย chaebol ตอนแรกจริงๆ เหมือนตอนที่ครั้งแรก Shinhoo เห็นสีผมของ Taebaek ที่เป็นสีทองจากสีดำที่เห็นในรูปประวัติ และเห็นนิสัยที่ผิดกับขนาดตัวก็เผลอคิดไปว่าตัว Taebaek เหมือนหมาจินโดได้ 

จนเข้ามาถนนเส้นเล็ก ก็เจอเนอสเซอรี่อยู่ และก็โชคดีที่ถึงแม้อาหารสดจะเสียแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังถือว่าเป็นสวรรค์ที่มีของในตู้ครบครัน ตัว  Taebaek ก็ได้ทำซุปกิมจิสมใจ ไหนจะไก่นักเก็ตทอด และไส้กรอกย่าง กลายเป็นอาหารเต็มโต๊ะคู่กับข้าวสวยที่เพิ่งหุง น่ารักที่ Shinhoo ที่ปกติไม่มีความอยากอาหาร แต่เพราะอดกันมานาน ยิ่งเป็นอาหารที่ Taebaek ก็แทบจะทนรอให้ข้าวหุงสุกไม่ได้ ชอบอาหารที่  Taebaek  ทำมาก ตั้งใจรอและตั้งใจตักเข้าปากจริงจัง จากที่กินให้อยู่ พออยู่ด้วยกัน ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี pleasure of taste มาก่อนเลย แต่ตอนนี้การกินอาหารที่อีกฝ่ายทำกลายเป็นความสุขไปแล้ว

หลังอาหาร ตัว Taebaek ก็ยังมีไอศกรีมวานิลลาโรยหน้าด้วยบลูเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ที่ไปคุ้ยมาจากฟรีซเซอร์ได้อีก สมเป็นคนชอบขนมจริงๆ และก็ขอบคุณเนอสเซอรี่ที่มีอาหารให้นะคะ

เมื่อได้เวลาพักผ่อน ตัว Shinhoo ที่คิดว่าจะไม่นอนเพื่อเฝ้ายามดูแลความปลอดภัยให้ Taebaek ก็รื้อนิทานเด็กที่เล่าเกี่ยวกับเพนกวินสองตัวที่เดินทางหาบ้านมาอ่าน และอีกคนที่คิดว่าจะหลับเงียบๆ ก็ชวนคุย พอถามว่าตัว Shinhoo คิดอะไรอยู่ และคำตอบที่ได้ว่าโล่งใจที่ตอนเข้าเนอสเซอรี่มาไม่เจอเด็กที่กลายเป็นอีทเตอร์ และหวังให้เด็กๆ ในเนอสเซอรี่ทุกคนปลอดภัย และเดินทางไปถึงมกโพได้อย่างราบรื่น ก็ทำให้ Taebaek หลากใจที่คนที่ดูภายนอกเย็นชา ไม่สนใจใครเป็นห่วงเด็กๆ ที่ไม่เคยแม้กระทั่งเห็นหน้ากันมาก่อน และความรู้สึกที่มีต่อ Shinhoo ก็ท่วมท้นขึ้นมาจนเอ่ยปากถามอีกคนว่า “อยากจูบตัวเองไหม” “มาจูบกันเถอะ” 

การเปลี่ยนทิศทางกระทันหันทำให้ Shinhoo ตามไม่ทัน จนสมองประมวลผลได้ว่าเป็นเพราะถูกอีกคนล้อเล่น และก็ตอบกลับว่ารู้ไหมว่าสามารถฆ่า Taebaek ด้วยมือเปล่าได้นะ ไม่ต้อง 5 นาทีหรอก 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว ... แต่ Taebaek ที่รู้ทันนิสัย Shinhoo แล้วก็ยุให้ Shinhoo ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยลองทำดู ซึ่ง Shinhoo ก็ตกหลุมจริงๆ การจูบที่เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ของ Shinhoo ก็เริ่มขึ้น 

โดยที่หมาจินโดกลายเป็นหมาป่าไปแล้ว เพราะคิดว่าถ้าอย่างไรก็จะถูก Shinhoo ฆ่าอยู่ดี ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอตายตอนที่ทั้งจูบ Shinhoo ให้หนำใจปลเวก่อนเถอะ If this kiss ends in a mess, I'll die at Shinhoo's hands anyway. If possible, I wanted to die after biting and sucking Shinhoo's lips to my heart's content. ส่วนอีกคนเป็นอารมณ์เด็กถูกจับไปฉีดยาที่โรงพยาบาลที่รู้ว่าต้องทำแต่ก็กล้าๆ กลัวๆ แต่น่ารักที่พอจูบอย่างตั้งใจ แล้ว Taebaek เทใส่ความรู้สึกตัวเองลงไปเต็มที่ คนถูกจูบก็รับรู้ได้ ไม่นับว่าการที่ถูกกอดและสัมผัสอุณหภูมิอบอุ่นจากร่างกายคนอื่นเป็นสิ่งที่ตัว Shinhoo ไม่เคยทำ .... ตามจริงแล้วตัว Shinhoo ขาดความรักมาตลอดนะเนี่ย

เหมือนตอนที่อยู่บนดาดฟ้า และ Taebaek ลูบตา Shinhoo .... เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีคนมาสัมผัสตัว Shinhoo อย่างใส่ใจก็คือตอนที่ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตบบ่า Shinhoo เพื่อบอกลาตอนเจ้าตัวจะไปเป็นทหาร  

สรุปว่าหมาจินโดก็ยังกลายพันธุ์ต่อไป และการสัมผัสตัว Shinhoo ก็ทำให้ตัวเองภูมิใจว่าเป็นคนแรกที่ถูกตัว Shinhoo นอกจากหมอที่เคยทำแผลให้ Shinhoo เสียด้วย  Except for the doctor who treated these wounds, I'll be the first to touch it. A sense of uniqueness and superiority enveloped Taebaek.

และ Shinhoo ที่มีคนกอดและสัมผัสอย่างอ่อนโยนก็ผ่อนคลาย จนถึงขั้นที่หลับไปไม่รู้ตัว .... ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเฝ้าดูแลอีกคนแท้ๆ แต่พอหลับป๊อกไปแล้วตื่นขึ้นมาพบว่า Taebaek หายไป โดยที่ในห้องน้ำก็ไม่มี ตกใจถึงขั้นคิดความเป็นไปได้ต่างๆ นานาที่รวมถึงการที่ Taebaek ผู้ชอบของหวานเจอช็อกโกแลตแล้วตามกลิ่นช็อกโกแลตไปแล้ว ก็เลยคว้าปืนออกตามหารอยเลือด คิดแง่ร้ายและลบมากจนไปเจอ Taebaek อยู่ในครัว โดยกำลังต้มซุปสาหร่ายในหม้ออยู่ 

เจ้าตัวที่คิดว่าจะเปิดฝา แล้วหยิบช้อนไปชิมซุปสาหร่ายถูก Taebaek พุ่งเข้ามาจูบออโต้ เหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนจะเปลี่ยนรูปไปนิดหน่อย แต่ Shinhoo ก็ยังตกใจกับการประชิดตัวและถึงตัวกระทันหันอยู่ดี ถึงขั้นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น การจูบควรจะเป็นเรื่องที่ทั้งสองคนตกลงกันไม่ใช่เหรอ ทำไมตัว Taebaek บุกเข้ามาอย่างนั้น แล้วถ้าจะทำอย่างนี้ต่อไปในอนาคตอีกล่ะ  What the hell is this, suddenly, why, what, kissing shouldn't be mutually agreed upon? What do you do if you make a sudden attack like this? Are you going to do this in the future?

และเมื่อ Taebaek งอแงจะจูบต่อไป Shinhoo ก็ตอบกลับไปว่าตัว Taebaek เคยถูกซุปสาหร่ายราดใส่หน้าไหม จนหมาจินโดกลายพันธุ์หงอแล้วรามือไป .... ซึ่งเอาจริง ก็อยากจะตีความให้ว่าโกรธที่ขัดขวางการชิมซุป เพราะติดใจอาหาร Taebaek และคาดหวังถึงรสชาติในหัวไปแล้ว

ถึงเวลาออกเดินทางต่อไป ทุกอย่างราบรื่นจนมาถึงเมือง Yongin ที่พอเข้ามาขับต่อไปไม่ได้ เพราะถนนรอบๆ ถูกปิดตาย ไม่ว่าจะขับเลี่ยงไปสายไหนก็เจอทั้งมีบังเกอร์มากัน มีการเอารถบัสที่เอาเครื่องยนต์ออกไปแล้วมาขวางถนน หรือแม้แต่การระเบิดตึกเพื่อกั้นทาง ..... ซ้ำร้าย ตัว Shinhoo ก็นึกออกว่าบัตรประชาชนที่ตกมาจากอีทเตอร์ตัวแรกที่สู้กันที่ที่จอดรถก็มาจากเมืองนี้ ยิ่งประกอบกับข่าวเฮลิคอปเตอร์ตกที่เข้ามาในหัวก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่อีทเตอร์จะเริ่มต้นที่เมือง Yongin ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ข่าวหมีออกมาอาละวาดทำร้ายชาวบ้านก็น่าจะเป็นการปิดข่าวการอาละวาดของอีทเตอร์มากว่า 


หาทางออกต่อไปไม่ได้จนสองคนคิดว่าจะหยุดรถ และพักหาหาทางกันต่อ ตอนหยุดพัก พระเอกหันไปกุกกักๆ อยู่ท้ายรถแล้วก็เอากล่องทัปเปอร์แวร์ใส่ข้าวปั้นใส่แฮม ทูน่า สาหร่ายที่ทำจากเนอสเซอรี่มา นี่คือขับรถหนี หรือออกมาปิกนิกกันคะ? เอาทิชชู่เปียกเช็ดโต๊ะแล้วตั้งสำรับเนี่ยย  

แล้วพอขับรถมาถึงสะพานก็กลายเป็นเจอศพคนเป็นร้อยที่ถูกฆ่าแล้วแขวนเรียงไว้ที่สะพาน มีการฉีดพ่นสีบอกว่าซอมบี้เป็นตัวแทนพระเจ้าที่มาล้างบาปให้โลก กับเอาคนให้ซอมบี้กิน ไม่ไหวแล้ว เวลาเจอพวกคลั่งศาสนาแบบนี้ หลอนกว่าเจอซอมบี้จ้องเขมือบอีก ดีที่ทางจีนไม่ค่อยเล่นอุดมการณ์แบบนี้นะคะ น่ากลัวมาก 

แต่ว่าระหว่างที่ลงจากรถมาสืบหาข่าวตัว Shinhoo ก็ถูกรถพุ่งชน และ Taebaek ก็ถูกกลุ่มคนในรถรุมทำร้ายก่อนที่สองคนจะสลบไปเพราะปืนยาสลบ

แล้วเมื่อตื่นมา Shinhoo อยู่คนเดียวในห้องที่เหมือนจะย้อนเวลากลับไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็กลายเป็นว่าอยู่จับมาทิ้งไว้ในหมู่บ้านเมืองเก่าที่เป็นจุดท่องเที่ยว แม้ว่าจะระบมไปทั้งตัวเพราะถูกรถชน และมีอาการชาขยับไม่ได้จากฤทธิ์ยาสลบ แต่ความร้อนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Taebaek ทำให้เจ้าตัวฝืนลุกออกมาจากห้องเพื่อตามหาอีกคน โดยที่เอาเชิงเทียนที่มีในห้องมาเป็นอาวุธ โดยพันติดมือไว้กับเนคไทเพราะมือยังไม่มีแรง วิ่งไปจนทั่วก็ยังไม่เจออีกคน และความเป็นไปได้ด้านร้ายทั้งหลายก็ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ 

จนในที่สุดก็เจออีกฝ่ายจริงๆ เป็น Taebaek ที่ยังเป็นมนุษย์ และยังครบสามสิบสองดีอยู่ ... และดูจากสภาพอีกคน ก็ร้อนใจไม่ต่างกันและออกวิ่งตามหา Shinhoo มาตลอดเหมือนกัน ความรู้สึกของ Shinhoo ก็เป็นทั้งภูมิใจที่คนขี้กลัวอย่าง Taebaek ไม่ได้หลบอย่างหวาดกลัวอยู่ในห้อง และก็ทั้งเต็มตื้นที่ Taebaek ก็ห่วงตัวเองเช่นเดียวกัน

กลายเป็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนรูปไปจริงๆ เพราะคราวนี้ การแยกจากกันโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรทำให้สองคนเปิดใจให้กันมากขึ้น โดยเฉพาะตัว Shinhoo และก็ส่งผลให้ความกังวลที่จะต้องแยกจากกันเป็นในตัว Shinhoo เช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นแค่กับ Taebaek อย่างที่เป็นมา ..... ซึ่งก็อยากจะสรุปว่าเปลี่ยนความสัมพันธ์มาเป็นหมาจินโดที่อ้อนนายกับคนเลี้ยงที่ตามใจโอ๋หมาตัวเองเต็มรูปแบบแล้ว large dog tag ของพระเอกเปิดทำงาน 100% แล้วด้วย ฮือ จับใจ

คืนนั้นเมื่อสองคนคุยกัน และ Taebaek เล่าว่าตัวเองออกจากห้องอย่างไร และทำอะไรบ้าง Shinhoo ที่ได้ฟังก็ปลื้มใจว่าอีกฝ่ายโตขึ้นมาก และเรียนรู้จากการสังเกตและเรียนรู้แม้ว่าจะไม่ถูกสอน Taebaek grows rapidly. You learn by watching and learning without being taught. ซึ่งอ่านไปก็คิดได้แต่ว่ามันคือการเลี้ยงและพูดชมหมาตัวเองแล้วนะคะ Shinhoo

ส่วนจินโดเอ๋ย อ่านดูก็รู้ว่าอินเลิฟ ถ้าจะบอกว่า Shinhoo หัวเราะยาก แต่พอยิ้มขึ้นมาแล้วโลกสว่างสดใสเนี่ยยย Laughter is expensive, but when you smile sometimes, the whole world becomes brighter.

แต่น่ารักที่เวลา Shinhoo อยู่กับจินโดตัวเองแล้วหลับสนิทชนิดที่หลับแล้วหายไปเลย ทั้งๆ ที่ปกติหลับยากและหลับตื้นมาก

และตอนนี้ก็เป็นการรวบรวมคนที่ถูกพวกคลั่งศาสนาจับมาหนีออกไป และหาทางออกจากเมือง กลายเป็นช่วง Arc Yongin + Fanatics อยู่

อ่านเรื่องแนวซอมบี้ทีละตอนแบบนี้ทรมานมาก แต่ก็ยังดีที่มาจันทร์ถึงศุกร์นะคะ

...................................................

เอาจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เอาเล็งเอาไว้ก่อนเริ่มลงตอนจริงแล้ว แต่ก็ยังแอบกลัวอยู่ เพราะเอาจริงถ้าพูดถึงเรื่องแนววันสิ้นโลกกับซอมบี้ ทางเกาหลีมีน้อยกว่าทางจีนมาก (เท่าที่เจอทางเกาหลีดูเน้นไปทางสาย ability พวกฮันเตอร์ไม่ก็เอสเปอร์ไกด์ กับแนว ABO มากกว่า) และถึงมีก็ไม่เจอสนุกแบบอยากก้มกราบสักเรื่อง อย่าง 레인보우 시티 // Rainbow City ที่หลายคนชมก็ไม่ได้รู้สึกว่าสนุกถึงขนาดนั้น กับอีกอย่างก็คือไม่ชอบตรรกะการดำเนินเรื่อง และลักษณะนิสัยของตัวเอกเรื่องล่าสุดก่อนหน้าของคนแต่ง .... แต่พอมาจริงของจริง ตายไปตั้งแต่เห็นปกแล้ว สวยมาก ดีมาก และชอบรายละเอียดทุกอย่างจริงๆ  ..... ถึงขั้นที่ขำมาก ตอนที่ 60 มีคนมาคอมเมนต์ว่า how do I get here? เพราะว่ามันสนุกมากยังไงล่ะคะ เริ่มอ่านแล้วก็ต้องซื้อต่อไปเรื่อยๆ จนถึงจบ ถ้าไม่ปาดซื้อรวดเดียวตั้งแต่แรกเถอะ 

ถ้าเทียบกันระหว่างงานเกาหลีกับงานจีน งานเกาหลีลงรายละเอียดดีกว่างานจีนที่เน้น action โดยเฉพาะการบุกตะลุยฆ่าซอมบี้แล้วเอานิวเคลียสมาเพิ่มความสามารถตัวเองและพวกพ้องอย่างเดียว ซึ่งพอถ้าบรรยายสภาพอารมณ์และบรรยากาศเหตุการณ์ให้ดีแล้วงานเกาหลีระทึกขวัญและโน้มน้าวได้กว่างานจีนมาก เหมือนอยู่ในสภาพที่กดดันและดิ้นรนไปกับตัวละครตั้งแต่บทแรกแล้ว โดยเฉพาะอ่านเรื่องซอมบี้มาทั้งชีวิต นี่คือซอมบี้ที่น่ากลัวสุดจากใจ สายจีนถ้าไม่ evolve ระดับหนึ่งก็ยังโง่ๆ ทำอะไรไม่ได้อยู่ แต่คือทางอีทเตอร์เรื่องนี้นี่ แค่กลายร่าง ฟันก็กัดเหล็กได้แล้ว เป็นคนธรรมดาไปสู้คงได้แค่ตาย ฮือ ลุ้นระทึกขวัญตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วสองคนจะกลับมาที่บ้านแล้ว อยากจะเรียกว่าซอมบี้นรก ที่ใครจะไปสู้ไหวคะ? ทุกคนพูดหมดเลยว่าทหารยังไม่รอด แล้วพลเรือนจะไปเหลืออะไร ฉันคงตาย หนึ่งวินาทีที่ซอมบี้โผล่นะคะ ตอนอ่านก็คือว่าฉันกลัวซอมบี้เรื่องนี้ มาก อ่านดึกๆ แล้วยิ่งหลอนมาก หน้าบ้านเป็นกระจกใสอีก ซอมบี้คงทะลุหน้าต่างมาง่ายเถอะ

กับอีกอย่างหนึ่งที่เทียบกับงานจีนก็คือ งานจีนถ้าไม่แหวกแนวไปเลย ก็จะเป็นตามกระแสคล้ายๆ กัน ซึ่งช่วงที่กระแส AZ ฮิตก็เหมือนกันหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวเองมีพลังพิเศษ หรือแม้แต่มีมิติพิเศษที่มีน้ำพุรักษาอยู่ การตุนอาหารและของใช้จำเป็น (โดยเฉพาะตั้งแต่โอตาคุวันสิ้นโลก) การกลับมาเกิดใหม่ และการตั้งเบสตามเมืองต่างๆ เพื่อทั้งหลบภัยและรับมือสู้กับซอมบี้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ทำให้คาดเดาและรู้ผลง่าย ..... ผิดจากงานเกาหลีที่ทุกเรื่องจะมีแนวของตัวเองโดดเด่นไปเลยมากกว่า (ถึงแม้ว่าบางเรื่องจะโดดเด่นในแง่อินดี้อ่านไม่รู้เรื่องไปเลยก็ตาม )

((ถึงจะพูดอย่างไรก็เถอะ เอาจริงรักงาน AZ จีนมากนะ อ่านมันทุกเรื่องจนไม่มีอ่านแล้วจะว่าไป ฮือ))

แต่ส่วนตัว ก็แอบกลัวชื่อเรื่องที่บอกว่า Let's Meet Alive ในแง่ที่ว่าสองคนจะพลัดพรากจากกันหรือใครมีปัญหาอะไรภายหลังไหม กลัวมาก แต่ก็พยายามคิดว่าชื่อมาจากคำพูดที่รัฐบาลบอกให้ประชาชนออกเดินทางไปที่มกโพ แล้วเจอกันที่นั่นให้ได้มากกว่า เพราะตอนนี้อาการ Separation Anxiety ไม่ได้เป็นแค่กับ Taebaek คนเดียวแล้ว ถ้า Taebaek หายไปนอกสายตา Shinhoo ก็เริ่มตามหาเหมือนกัน 

จริงๆ เวลาขึ้นเรื่อง 19+ นี่ หลายเรื่องไม่ใช่เพราะฉากบนเตียงนะ เป็นเพราะความรุนแรงด้วยต่างหาก อย่างเรื่องนี้ก็มีมีเตือนในเรื่องย่อก่อนเลยว่ามีฉากบรรยายความรุนแรง เพราะการฆ่าอีทเตอร์ว่าโหดแล้ว ตอนนี้การสู้กับพวกคลั่งศาสนานี่คือน่ากลัวกว่ามาก เนื่องจากพอกลุ่มคนคลั่งศาสนาไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ตัว Shinhoo ก็ไม่คิดจะปราณีกับอีกฝ่ายเหมือนกัน อย่างตอนที่จับพวกผู้ร้ายได้ ก็บอกให้พวกผู้หญิงที่ถูกจับมา ฆ่ากลุ่มคนที่ทำร้ายตัวเองด้วยเชิงเทียนที่ Shinhoo ถือมาเป็นอาวุธ ไม่นับการบรรยายสภาพหลังจากนั้น และการเหลือผู้ร้ายในกลุ่มไว้คนนึงที่ยังไม่ได้ฆ่า เพราะจะเอามาเค้นความ ไม่ได้ฆ่าจริง แต่ว่าเอาที่ทุบข้าวเหนียวทุบ แล้วบรรยายว่าแขนขาหักหมด แล้วที่บอกว่าถ้าบอกความจริงมาจะปล่อยไป ก็คือไว้ชีวิต แต่ถ้าขยับตัวไปไหนไม่ได้อยู่ดี ก็รุนแรงว่าฆ่าให้ตายทันทีเหมือนกัน หรือยังจากนั้นก็เอาขวานจามแขนคนที่เฝ้ายาม แต่ถึงแม้จะไม่ฆ่า ในสภาพวันสิ้นโลกที่ไม่มีหมอ และเลือดออกมากไปในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดี แม้ตัว Shinhoo จะบอกตอนเค้าความจริงว่าจะปล่อยไปก็เถอะ สรุปได้แค่ว่า blood and violence และ gore กระจาย


ปล.

1. ถึงแม้จะอยู่วันสิ้นโลกและอีทเตอร์รายล้อม สองคนก็ยังทำให้โลกเป็นสีชมพูได้อยู่ดี ตอนที่ช่วยกันค้นพิพิธภัณฑ์แล้ว Shinhoo ดีใจเพราะเจอลูกอมเอาไปให้อีกคนน่ารักมากก น่ารักที่คิดว่าอีกฝ่ายหน้าขรึมนิ่งเพราะไม่ชอบที่ให้กินลูกอมราคาถูกผิดจากที่ Taebaek เคยกินมาทั้งชีวิต แล้วรีบเลิ่กลั่กขอโทษ แต่ที่ไหนได้คือฝ่าย Taebaek ดีใจมากจนค้างไปแล้ว เพราะมากกว่าลูกอมก็คือความใส่ใจที่พออีกฝ่ายเห็นของปุ๊บก็คิดถึงตัวเองทันที

กับที่น่ารักพอกัน คือหลังจากนั้น ตอนที่ Taebaek ก็เอายาแก้ปวดให้ Shinhoo แล้วพอเจ้าตัวบอกว่าไม่ต้องกิน ไม่เป็นไร แล้ว Taebaek ก็เป็นคนบอกว่าตัว Shinhoo แขนเจ็บ จากที่สังเกตเห็นอยู่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

2. น่ารักที่บอกว่าอยากอยู่กันสองคน หมาจินโดอ้อนขึ้นเรื่อยๆ แถมกลายเป็นปีศาจจูบไปแล้วว และถ้าอยู่ด้วยกันสองคนก็หาเรื่องจูบ Shinhoo ได้ตลอด หลังๆ นอกจาก Shinhoo จะไม่ขัดแล้ว ยังอัพเกรดขึ้นด้วยต่างหาก ความสามารถ evolve สูงมาก เพราะหนีจากพวกซอมบี้ช้า แล้วทำพระเอกกังวล จะถูกแน็ก ก็ยิ้มแล้วบอกว่า ขอโทษ คืนนี้จะจูบนะ "I'm sorry. I'll kiss you at night." ก็ปิดคดีไปได้ในสามวินาที เพราะสรุปว่าอ้อนแบบนี้ น่ารักมากในสายตาพระเอกจนบ่นต่อไม่ได้เลย

แต่ที่ตอบปิดจบ หมาจินโดที่กลับมารู้ตัวแล้วก็บอกว่าจะจูบทั้งคืนเหมือนกัน  "... all day long, only your lips, I will bite and suck."

3. เอาจริง พอหมาจินโดเริ่มโต (ตามคำคนเลี้ยง) ศักยภาพก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันนะ เพราะตอนค้นพิพิธภัณฑ์ก็ดีอกดีใจที่เจอดาบยาว และพอ Shinhoo ที่เห็นจินโดเหมือนเด็กได้ของเล่น กำลังจะบอกว่าดาบใช้ยาก เพราะควบคุมน้ำหนักลำบาก ตัว Taebaek ก็ชักออกมาจากด้ามแล้วแกว่งไปตัดหัวหุ่นที่อยู่ข้างๆ รวดเดียวลงมากลิ้งอยู่ที่พื้นไป ... สรุปว่าเคยเรียนดาบมาก่อน แล้วก็มีดาบเป็นอาวุธเพิ่มมาอีกอย่าง  ก็คือ 

Awww, Taebaek who swings the long sword skillfully and confidently is so, so cool! 

And Shinhoo who thinks of Taebaek the instant he finds the candies is so, so cute! 

Friday, 1 May 2020

My Cherry Will Explode in the Apocalypse โดย 醉染轻歌

เอาจริง นี่คือเรื่องที่เปิดไว้ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตอนตะลุยอ่านสาย apocalypse + zombies มันทุกเรื่อง แต่ไม่ชอบช่วงแรกที่ตรรกะอ่อน ก็เลยปิดไปหลัง 20 ตอนแรก แต่ช่วงนี้ไม่มีอะไรอ่าน เลยขุดมาใหม่

Su Ruizhe ย้อนกลับมาเกิดใหม่ จากที่ถูกทดลองจนตายไปในชาติที่แล้ว อย่างไรก็ดี ดีอยู่บ้างที่พลังพิเศษย้อนกลับมาด้วย และดังนั้น น้องก็ใช้ความสามารถไม้และมิติพิเศษอลังการกันไป 

ตามท้องเรื่องอาศัยอยู่กับตาสองคน มีฐานะยากจน และตอนนี้หลังตาตายไป ครอบครัวป้าก็หวังฮุบค่าเวรคืนบ้านที่ตาให้อีกต่างหาก ไม่นับว่าชาติที่แล้ว ป้าชั่วร้ายขาย Ruizhe ให้สถาบันเอาไปทดลองจนตายด้วย ดังนั้น ชาตินี้ ไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมโลกกับครอบครัวป้าแน่นอนนนน ... เป้าหมายชีวิตน้องคือ เอาผักผลไม้ที่อยู่ในมิติพิเศษมาขาย และเอาเงินที่ได้มาซื้อพันธุ์พืช และหมูเห็ดเป็ดไก่ทั้งหลาย เอาไปเลี้ยงในมิติพิเศษเพื่อมีเนื้อกินหลังวันสิ้นโลก 

หลังขายผักผลไม้ไปไม่นาน ก็ได้เจอกับคุณพี่ Zhan Yun ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่ประจำถิ่น อันที่จริง พี่เขาเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ และชาติที่แล้ว ก็เป็นกึ่งๆ คนรักกับคุณน้อง แต่เผอิญ น้องยังหลงเชื่อป้าใจร้ายอยู่ ก็เลยทำให้ต้องพลัดพรากกัน ก่อนตัวเองถูกขายให้สถาบันทดลอง 

ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าน้องจะอยากไปรีเทิร์นกับอีพี่มาก แต่โถ จะเข้าหาอย่างไร ก็ชาตินี้ยังไม่รู้จักกัน ยิ่งพอน้องเผลอแสดงฝีมือกระทืบกลุ่มโจรกระจอกที่หวังมาชิงทรัพย์ค่าขายผัก อีพี่ที่มาเห็นก็ยิ่งสงสัย แต่นะคะ คู่แล้วไม่แคล้วกัน วันหนึ่ง ขณะที่กำลังส่งผักเสร็จ เห็นคนถูกรุมน้องก็เลยเข้าไปช่วย ซึ่งก็คืออีพี่นี่เองค่าา เกิดอีเวนต์สร้างความรู้สึกดีไม่พอ ความจริงที่เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบแตก พี่เขาก็เลยหลบมารักษาตัวที่บ้านน้องค่ะ!

สร้างความรู้สึกดีกันไป ความก็แตกดังโพล๊ะ เมื่อพี่เขามาเห็นน้องเอาอาหารทั้งหลายออกมาจากมิติส่วนตัวดังนั้น น้องคนซื่อก็เลยสารภาพหมดเปลือก ทั้งความสามารถตัวเอง ทั้งเรื่องในอดีต — รู้แบบนี้แล้วพี่เขาก็ไม่รอช้าค่าา พอน้องไปที่ safehouse พิเศษ และเริ่มเก็บตุนข้าวของกับน้องทันที

โลกนี้ คนที่ถูกซอมบี้กัด จะเกิดไวรัสพิเศษในร่างกาย และจะพัฒนาจนมีความสามารถพิเศษได้ ซึ่งคุณพี่ก็ได้ความสามารถในการควบคุมแรงโน้มถ่วงมา พร้อมกับความสามารถกัดกร่อนอีก เป็นความสามารถควบสองตามประสาพระเอก ส่วนคุณเพื่อนที่ Song Chengshu เป็นหมอ ก็ได้ความสามารถในการควบคุมน้ำมา

และระหว่างที่ออกไปหาของเพิ่ม ก็ได้พรรคพวกเพิ่มมาอีกคน นั่นก็คือ Zheng Jiahe หนุ่มน้อยโคตรเนิร์ดที่ได้พลังความแข็งแกร่งทางร่างกายมา และด้วยความบ้าซุปเปอร์ฮีโร่ก็เป็นมันสมองของทีมในการพลิกแพลงและประยุกต์ใช้ความสามารถของคนในทีมด้วย

หลังจากนั้น ก็ได้พรรคพวกเพิ่มมาอีกสาม คู่รัก Wu Jing สาวสวยเซลล์ขาย และ Zhang Shuoliang  หนุ่มเทรนเนอร์ตัวโต ที่ติดอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ตอนที่หนุ่มเนิร์ดเสนอแนะให้หาเครื่องปั่นไฟ ซึ่งพอทั้งหมดหนีซอมบี้ไปตึกข้างๆ ก็เจอกับ Yu Dongdong  เด็กน้อยสามขวบที่พ่อแม่กลายเป็นซอมบี้อยู่ในห้อง และเพราะสงสารก็เลยนับหนูน้อยกับแมวดำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในกลุ่มด้วยเลย

ดังนั้น เมื่อสอนวิธีปลุกพลัง ก็ได้พบว่า Wu Jing เปลี่ยนร่างตัวเองเป็นหมอกได้ และ Zhang Shuoliang มีพลังควบคุมดิน และก็ได้เจอกับพรรคพวกเก่าของพระเอก ก็คือตัวพี่ชาย Cheng Qi ที่ได้พลังสายฟ้า และน้องสาว Cheng Jiao ควบคุมลมได้  กลายเป็นครบทีมขึ้นมา ซึ่ง OP ไม่ OP ขนาดไหน คือว่าไปฐานอื่นแล้วพอเจอแบ่งส่วนลงทะเบียนแยกกันระหว่างคนธรรมดากับผู้ที่มีพลัง ทุกคนก็มีพลังหมดเลยจนถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่ฐานไม่เชื่อจนมีเรื่องกัน เอาจริง น้องแมวก็ยังมีพลังพิเศษ และก็ใช้พลังพิเศษในเวลาที่คาดไม่ถึง จนขนาดคนในทีมยังตกใจเองเลย


เรื่องนี้ด้วยความที่พี่พระเอกเป็นตำรวจก็เลยมีความรู้สึกที่ดีกับทหาร (หน่วยงานหลักช่วยเหลือประชาชน กวาดล้างซอมบี้ และหาของตามประสาแนว AZ) และคอยช่วยเหลือตำรวจที่เจอเป็นระยะๆ ดังนั้น ก็เลยมีความสนิทสนมกัน ถึงขั้นที่ตัดสินใจมาอยู่ที่ฐาน Wancheng base ด้วย ซึ่งตอนแรกก็เป็นการอยู่อย่างมีประโยชน์ร่วมกัน แต่เพราะเห็นว่าหัวหน้าฐานเป็นคนดี และจริงใจ ไปๆ มาๆ ก็เลยเป็นการอยู่ด้วยกันจริงจัง มีอะไรทั้งสองฝ่ายก็ช่วยกันหรือหาทางแก้ ตอนแรกเป็นแค่ Su Ruizhe ยอมบอกความลับเกี่ยวกับอาวุธพืชของตัวเองที่ฆ่าซอมบี้ได้อย่างประมีสิทธิภาพ ตามชื่อเรื่อง My Cherry Will Explode in the Apocalypse ที่ประยุกต์มาจากแนวคิดเกม Plants VS Zombies ที่ใช้พืชฆ่าซอมบี้ น้องก็เปลี่ยนเชอร์รี่เป็นระเบิด เปลี่ยนถั่วเป็นกระสุนปืน — แต่พออยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ หลังๆ เอาจริง ถึงขั้นที่หัวหน้าฐานมีปัญหาอะไร คือวิ่งมาหากลุ่มนี้ขอให้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว

เรื่องนี้ต่างจากเรื่องอื่นที่ทัศนคติของกลุ่ม เพราะปกติแล้ว ถ้าทีม OP มากๆ จะออกมาตั้งตัวเป็นกลุ่มต่างหาก ถึงจะไม่แยกออกมาจากฐาน ก็จะเป็นกลุ่มผู้มีพลังพิเศษที่เป็นเอกเทศทรงอำนาจอยู่ในฐาน ไม่ยุ่งกับอำนาจหรือการเมืองเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ ทีมเป็นที่ปรึกษาและคนแก้ปัญหาให้กับฐานมากจนถึงขั้นที่แยกไม่ออกว่าฐานกับทีมแปลกแยกกัน และทัศนคติของผู้นำฐานด้วย เพราะแทนที่จะหวาดระแวงอำนาจและความสามารถที่ทีมมี กลับเป็นไว้วางใจให้เป็นที่พึ่งพาของฐานไป เป็นภาพที่คนในฐานก็น่ารักเสมอภาพกันมากด้วย เช่นผู้นำนั่งกินข้าวในโรงอาหารเหมือนกับทุกๆ คน และกลุ่มก็ทักทายคนในฐานอย่างมีไมตรีต่อกัน และมีอะไรก็ไว้ใจบอกให้ทีมรู้หมด

ถ้านอกเหนือจาก Dangerous Survival ก็มีเรื่องนี้แหละที่ fluffy ที่สุดในสาย AZ (เอาจริง DS fluffy เพราะอันอันโอ๋เด็กแหละ ถ้าไม่มีประเด็นนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะละมุนไหมมม แต่ก็นะ อารมณ์ช่วยคนพอๆ กันอันที่จริง) เพราะว่าชอบที่สุดท้ายแล้ว มีเรื่องของการคืนดีกับคนในครอบครัว เพราะตัวพระเอก Zhan Yun และสองพี่น้อง Cheng Qi กับ Cheng Jiao เจอพ่อแม่ตัวเองที่อีกฐาน และเมื่อคืนดีกันได้ ก็พาพ่อแม่ตัวเองมาอยู่ด้วย โดยที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายก็พร่ำบอกว่าอย่าพาไปอยู่ด้วยเลย ตัวเองแก่แล้วจะไปเป็นตัวถ่วง พอมาอยู่ด้วยได้กินอิ่มอยู่อุ่นก็ยังเกรงใจ จนผ่านไปนานกว่าจะเชื่อว่าลูกหลานตัวเองมีความสามารถและเป็นกลุ่ม VIP ของฐานขนาดไหนนั่นแหละ

ชอบอีกอย่างที่เรื่องนี้ค่อนข้างมองบวก ให้ค่าความไว้ใจสูง เพราะตัว Ruizhe เคยถูกทรยศมาก่อน แม้ไม่ได้ปิดความจริงเกี่ยวกับพลังตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าบอกความสามารถทั้งหมดให้คนในทีมรับรู้ แต่เพราะตอนที่สู้ศึกใหญ่ แล้ว Ruizhe กับ Zhan Yun ออกไปสู้นอกกำแพงเมืองกันสองคน และตกอยู่ในอันตรายคับขันและคนในทีมต่างกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังเนี่ยแหละ จนทำให้เชื่อในพวกพ้องและกล้าบอกความจริงและความสามารถที่มีทั้งหมดให้ทีมรู้โดยไม่ปิดปัง กับเพราะไปช่วยคนที่มีความสามารถรักษาโรคมาจากฐานชั่วร้าย และเมื่อพากลับมาที่ฐานตัวเองและฐานไม่ได้กักขังหรือใช้งานอย่างไร้มนุษยธรรม ก็เลยทำให้ Ruizhe บอกความจริงกับฐานเหมือนกัน

เรื่องน่ารักและน้องก็มีพลัง OP เว่อร์ ถึงขั้นที่คนเดียวสามารถใช้มิติพิเศษปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งฐานได้ (แม้ว่าจะลำบากตอนเก็บเกี่ยวที่ทุกคนต้องกลายเป็นแรงงานเถื่อนช่วยกันเกี่ยวข้าวก็ตามที) ถ้าไม่ติดตอนแรกๆ ที่ดำเนินเรื่องเนือยๆ และตรรกะแปลกๆ ก็ถือว่าครึ่งหลังใช้ได้เลย ถึงขั้นที่พออ่านตอนที่ 112 ยังคิดว่าจะจบแล้วเหรอ? ยังอ่านต่อได้อยู่นะอยู่เลย ก็นับเป็น elderly and kid-friendly team น่ารัก ให้ B นะคะ

ปล. อ่านครึ่งหลัง mtl อีกแล้ว เพราะว่าตอนนั้น Eng ยังแปลไม่เยอะ กับถ้าจำไม่ผิด น่าจะอ่านไปตอนเดือนมกรา แล้วก็พิมพ์ค้างไว้ช่วงกุมภา จนเพิ่งมาเจอเนี่ยแหละ // ช่วงนี้อ่านนิยายมากจนเรื่องสลับอีกแล้วว อาจต้องกลับมาเขียนรีวิวไว้จำเองอีก

ปล. เหตุผลนึงที่กลับมาอ่าน เพราะว่าอ่าน The Film Emperor’s Daily Live Cooking Broadcast แล้วชอบความ fluff ด้วยแหละ

Monday, 22 July 2019

The Reborn Otaku’s Code of Practice for the Apocalypse

-ระวังสปอยส์จ๊ะ มันมาแน่-

นี่เรื่องแนววันสิ้นโลก+ซอมบี้ที่ชอบที่สุดอันดับสองง // เอาจริงไม่ได้เขียนขายย เพราะน่าจะอ่านกันไปหมดแล้ว แต่เขียนบันทึกให้ตัวเองมากกว่า ^^”

มีแปลอยู่ในเด็กดี โดยคุณ Tatiane ด้วยชื่อมาตรการรับมือวันสิ้นโลกฉบับโอตาคุผู้กลับชาติมาเกิด  แต่ปัจจุบัน มีสำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าใคร ฮือ ลุ้นมากก เพราะว่าอยากซื้ออ อยากเก็บบ แต่ก็กลัวหนังสือไม่ท็อปฟอร์มมมมมมม

เอาล่ะ เริ่มเรื่องมาที่ Luo Xun กลับมาเกิดอีกครั้งก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง แล้วด้วยความที่ทุกข์ยากอยู่ในยุคหลังวันสิ้นโลก เพราะความที่เป็นคนธรรมดา ไม่มีพลังวิเศษ และไม่มีใครให้เกาะขา คุณน้องเขาก็อยู่อย่างลำบากขัดสนปลูกผักขายประทังชีวิตในห้องใต้ดินไปด้วยความแร้นแค้นนน รัดทนไม่รันทดขอให้ดูสภาพร่างกายขาดสารอาหารและไม่เคยเจอแสงแดด

ดังนั้นนน เมื่อกลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเตรียมพร้อมค่า

เริ่มต้นตั้งแต่มีอะไรก็ไม่สนใจ ขายให้หมด แล้วรวบรวมทุนทรัพย์ไปตุนของงง คิดอะไรออก ก็รีบซื้อเก็บไว้ ตั้งแต่เมล็ดพืช เครื่องปรุงอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ จริงจังขนาดที่ถึงขั้นซื้อเครื่องสีข้าวไว้เลยด้วยซ้ำ

ด้วยความที่เป็นคนใต้ตึก อาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน พอกลับมาก็เก็บกดมากก ที่ฐานเดิมที่เคยอยู่ มีครอบครัวที่อาศัยอยู่ชั้นบนสุด อยู่อย่างหรูหราด้วยการติดแผงโซลาร์เซลล์ แล้วขายไฟฟ้า Luo Xun ก็วาดฝันสวยมากกว่า จะทำแบบนั้น และอลังการกว่านั้น รีบซื้อห้องประกาศความเป็นเจ้าของจริงจัง

พอวันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ ชัยภูมิห้องที่เป็นทั้งตึกใหม่ ไม่มีใครมาอยู่ และเป็นชั้นบนก็ทำให้อยู่ปลอดภัย จนกระทั่งไปเก็บตกผู้ชายที่บาดเจ็บระหว่างชั้นบันไดมาเนี่ยแหละ ที่เหมือนชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้ว เก็บมาเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่กลัวใครมาตามเจอ แต่ก็กลัวมาอีคนที่เก็บมาได้จะมาเกาะตัวเองอยู่ สิ้นเปลืองทรัพยากรไปให้คนอื่นอีก

ดังนั้น การดูแลและเลี้ยงดู Yan Fei ก็เริ่มขึ้น ... ด้วยความหวังของ Luo Xun ว่าพอหายดี อีพี่จะไปซะที แต่ที่นี้ พออยู่ด้วยกันไป ก็พบว่าพี่เขามีพลังพิเศษอยู่จ๊ะ เค้าควบคุมบังการโลหะได้ บวกลบคูณหารในใจเห็นข้อดีมากกว่า ก็เลยอนุมัติให้ Yan Feiอยู่ด้วยกันด้วยเสียเลย

ระหว่างนี้ ห้องอื่นในชั้น 16 ก็เริ่มมีเพื่อนบ้านมาอาศัยอยู่ข้างห้อง เป็นเด็กนักศึกษา 5 คนที่รอดมาได้จากการทำตามคำแนะนำแปลกประหลาดเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่อ่านเจอในเนท (แน่นอนว่ามาจาก Luo Xun นั่นเองง)

ช่วงแรกๆ ตัว Luo Xun ก็ยังไม่อยากยุ่งกับใครมาก ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ไปตามเรื่องก็แค่เพราะว่า ถ้าเพื่อนบ้านแข็งแกร่ง บ้านเราก็จะปลอดภัยไปด้วย ต่างคนต่างอยู่ จนกระทั่งเริ่มออกหาของไปนอกฐานแล้วเก็บคนที่ถูกพรรคพวกทิ้งมาได้อย่าง Zhang Yi ที่มีความสามารถในการใช้ลมมาได้อีกคน

ซึ่งเพราะพอ Zhang Yi เป็นหมอ ก็ได้รับการปฎิบัติที่ดีจากเจ้าหน้าที่ในฐาน และก็ได้จัดสรรห้องในชั้น 16 มาเป็นเพื่อนบ้านอีกคน พออยู่ด้วยกัน เหล่ามนุษย์ชั้น 16 ก็มีความเป็นกลุ่มก้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับความแข็งแกร่งจากการที่มีคนที่ใช้โลหะและใช้ลมอีก

ไปเรื่อยๆ ก็เก็บ Xu Mei กับ Song Lingling สาวๆ ในชั้น 15 มาเข้ากลุ่มได้อีก 2 คน เพิ่มความสามารถในการใช้ไฟ และน้ำเข้ามา ... ครบทีมล่ะ

เอาล่ะ คราวนี้ความเทพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้สนุกที่ความเสมือนจริง เป็น slice of life ที่แต่ละคนพยายามอยู่ในฐาน และเอาตัวรอดให้ได้ดีที่สุด หนุ่มๆ แต่ละคนทำงานกับฐาน และก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการปรับชั้น 16 และ 15 ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่สบายที่สุด พร้อมๆ กับการปลูกพืชเอาไว้กิน (เพื่อประกันว่าจะมีพอกิน ก็เปลี่ยนพื้นที่ที่เหลือทั้งสองชั้นให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชปลูกผักให้หมด) ส่วนสองสาว ไม่มีงานในฐาน แต่คอยดูแลต้นไม้ที่ปลูกเป็นหลัก เห็นแต่ละคนทำงานแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนมากก นี่คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เพาะปลูกไว้ยังชีพ ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตจริงๆ

ด้วยความที่มีงานประจำ ก็เลยออกนอกฐานไปหาของได้เดือนละครั้ง ซึ่งเพราะจำนวนครั้งน้อย ก็เลยต้องใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนฆ่าและเก็บ nucleus จากซอมบี้ และการตามล่าหาทรัพยากรทั้งหลาย ซึ่งช่วยที่ออกมานอกฐานนี่เป็นช่วงที่รอและลุ้นที่สุดจริงๆ เพราะวิธีการฆ่าโหดมาก ถึงขนาดที่ทีมที่เก่งที่สุดก็ยังเก็บ nucleus แต่ละครั้งไม่ได้ขนาดนี้ (ถึงขั้นที่ Xu Mei กับ Song Lingling บอกว่าถึงออกได้เดือนละครั้งก็ยังคุ้มกว่าออกไปกับทีมอื่น) ทำงานกันเป็นทีม จริงจังและมีแผนงานเป็นขั้นเป็นตอนมาก สมาชิกมีแค่ 10 คน แต่ทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ช่วยเหลือกันชัดเจน

ช่วงนี้มีน่ารักมากอยู่อย่าง เพราะความที่ Luo Xun เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังจนกลายเป็นคนชายขอบในชาติก่อน คราวนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้คาดว่าตัวเองจะได้การยอมรับหรือนับถือใดๆ แต่เพราะความสามารถล้นเหลือ ทั้งในเรื่องความรอบรู้ (โดยเฉพาะจากในชาติก่อน) ความมีสติ วางแผนเก่ง และตัดสินใจถูกต้องก็เลยถูกสมาชิกคนอื่นวางให้เป็น “หัวหน้า” ไปโดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง เป็นมติเอกฉันท์แบบที่ตัวเองก็ยังงงๆ — ไม่นับความสามารถในการใช้หน้าไม้ที่โหดมาถึงขั้นที่ตามประกบ Yan Fei ไปด้วยเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ถึงขั้นที่ได้จ้างให้ทำหน้าที่คุ้มกันไปด้วยอีก

ความสัมพันธ์กับ Yan Fei ก็น่ารัก ด้วยความที่พี่เขามาจากตระกูลใหญ่ (ใหญ่ไม่ใหญ่ ขนาดมาที่ฐานยังกลายเป็นบุคคลสำคัญได้) ถูกคาดหวังจากคนในครอบครัว และมีภาระหน้าที่อันหนักหนา พอถูก Luo Xun ช่วยไว้ พี่แกก็เลยตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะเป็นช้างเท้าหลัง ไม่คิดมาก ไม่ชี้นำ ถ้า Luo Xun อยากทำอะไรก็พร้อมจะสนับสนุนเห็นงาม และความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ออกมาในรูปการประคับประคองและดูแลทั้งกายและใจกันมาเสมอ รู้ใจและเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องออกปาก ฉากที่เห็นบ่อย คือ Luo Xun ออกแบบของที่ทำจากโลหะแล้วให้ Yan Fei ทำออกมาจากที่ร่างไว้


เรื่องนี้เน้น 2 ขา ก็คือออกไปหาของ แล้วก็เอากลับมาใช้/ ตุนที่บ้าน ซึ่งสุดท้ายพอฐานที่อยู่เริ่มเข้มงวดกับคนที่อยู่ และสร้างความลำบากให้กับคนที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มนี้ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ที่มั่นถาวรตัวเอง ขำที่ Luo Xun น้ำตาไหลเป็นสายเลือดที่ต้องทิ้ง “รัง” เดิม แต่ที่ใหม่ก็มีพื้นที่ทั้งอยู่อาศัย และเพาะปลูกดีกว่าที่เดิมจริงๆ ช่วงบท 210-240 กลายเป็นเรื่องของการเอาของมาตุนบ้านใหม่จริงจัง เว่อร์ไม่เว่อร์ก็ถึงขั้นที่ไปเอาเกมกลับมาบ้าน มีทั้งเกมในแต่ละห้อง แล้วก็ในส่วนกลาง เอนเตอร์เทนไม่รู้จบกันไป

ชอบช่วง final battle กับซอมบี้ที่วางแผนรอบบ้านดีมาก และเป็นการสู้ด้วยตัวเองนอกฐานที่กินเวลาและกดดันมาก แต่ก็ยังผ่านมาได้ ตอนแรกติดใจอยู่ว่า ถ้ามีสมาชิกแค่ 11 คน (มีเด็กความสามารถใช้ทรายมาอีกคน) จะอยู่รอดได้ไหม เพราะรู้ว่าทีม compact ลงตัวแบบกลุ่มเล็ก แต่ก็กลัวว่าจะไปสู้กับพวกมากไม่ได้ กับถ้าใครหายไป (โดยเฉพาะ Yan Fei ที่ใช้พลังตัวเองทำทุกอย่างในกลุ่ม) แต่สุดท้าย การที่สมาชิกในทีมน้อยก็เน้นความเป็นครอบครัวและความลงตัวที่สมาชิกทุกคนมีความจำเป็นและที่หน้าที่ของตัวเองชัดเจน

กับชอบที่สุดท้ายแล้วฐานใหม่กลายเป็นกึ่งๆ สวนสัตว์ไป มีตั้งแต่หมายักษ์ 2 ตัวที่ชอบไล่ต้อนสัตว์มาให้คนในทีมช่วยฆ่า (แล้วแบ่งกันกิน) ลูกเหยี่ยวอีกสองที่เก็บมาได้ และลูกหมาตัวเดิมที่ Luo Xun เอามาเลี้ยงตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกนี้ก็มีพลังอีกเหมือนกัน — กับปลา และกระต่ายที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารอีก แล้วรอบๆ ฐานก็เป็นบ่อปลาที่สัตว์ทั้งหลายมาหากิน

ให้ A- เรื่องดรอปลงไปช่วงที่เก็บของเข้าฐานใหม่ เพราะเป็นลูปหางาน-เก็บของ-ตุนของ ถึงจะเข้าใจว่าต้องทำก็เถอะ กับชอบที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ กลายเป็นชีวิตดี อยู่ดีกินดี คนรักดี ทีมดี เพื่อนดี แต่ที่ประทับใจมากที่สุด ก็คือตอนจบ
.
.
สปอยส์ที่สุด
.
.
ชอบที่การให้ความหวังและวาดฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะคนเริ่มปรับตัวได้ และรับมือกับซอมบี้ได้ดีขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อจำนวนซอมบี้ลดลงไปเรื่อยๆ) กับชอบที่ให้มีทางเลือกที่จะไม่อยู่ พึ่งพาฐาน แต่ออกมาเป็นกลุ่มใช้ชีวิตอิสระช้างนอกได้ มีจุดที่รู้สึกว่าเขียนรวบเหมือนกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนในทีมหลังจากนั้น แต่รวมๆ ก็ยังถูกจริตมากรุนแรงอยู่ดี

Friday, 19 July 2019

Dangerous Survival in the Apocalypse

-ระวังสปอยส์นะคะ มันโผล่มาตามประสา-

นี่คือเรื่องแนววันสิ้นโลก + ซอมบี้ที่ชอบที่สุดตอนนี้ มากกว่า Thrive In Catastrophe กับ The Reborn Otaku’s Code of Practice for the Apocalypse อีก

เปิดฉากมาด้วย Shen Shian ตัวเอกฟื้นจากอุบัติเหตุในโรงพยาบาล และก็พบว่าเลือดตัวเองทำปฎิกริยากับประคำที่ข้อมือ ทำให้เปิดช่องว่างมิติได้ ซึ่งก็เหมือนสูตรสำเร็จเรื่องอื่นๆ ที่จะมีบ่อน้ำวิเศษ บ้านพัก และพื้นที่เพาะปลูกอยู่แล้ว ระหว่างนี้เมื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติก็จับพลัดจับพลูเก็บลูกหมามาเลี้ยงได้

ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ ระหว่างคนหนึ่งคนกับลูกหมาหนึ่งตัว ... ซึ่งก็ไม่ใช่ลูกหมาซะทีเดียว เพราะเขาคือพระเอกกกก!

คุณพี่พระเอกบังเอิญโผล่หลงมาที่มิติมนุษย์จ๊ะ ด้วยความที่บาดเจ็บก็เลยอยู่ในร่างลูกหมา สติปัญญา ความฉลาด และการรับรู้ก็ถูกจำกัดเอาไว้เสียด้วยย แต่ด้วยสัญชาตญาณได้กลิ่นน้ำพุก็พยายามเข้าหา Shian ซึ่งก็เลยทำให้เจ้าตัวคิดไปว่าหมาน้อยติดตัวเองตามประสาลูกสัตว์ เป็นการอยู่อย่างปรับตัวเข้าหากัน จนกระทั่งลูกหมาได้เข้าไปในมิติพิเศษแล้วก็ไปแช่น้ำในบ่อน้ำจนกลายเป็นลูกคนนั่นแหละ ทำให้ตัวเอกของเราเริ่มไม่แน่ใจในประสิทธิภาพและขอบเขตความเป็นไปได้ของบ่อน้ำวิเศษตัวเอง

ระหว่างนี้ โรคหวัดก็แพร่ระบาดไปทั่วเมือง แต่เพราะคุณพี่ Shian ทำอาหารจากน้ำในบ่อและมะเขือเทศที่ปลูกในช่องมิติตัวเอง เหล่าคนรอบตัวก็เลยไม่มีใครเป็นอะไร คนเป็นหวัดมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่อยู่ในคาบเรียน (ใช่แล้วว Shian หล่อและหน้าตาดี เอ๊ยย หล่อและฉลาดมาก พี่เขาเรียนหมออยู่) ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายจากด้านนอก และก็กลายเป็นว่า คนที่เป็นหวัดทั้งหมดได้กลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้วว ไวรัสหวัดก็คือไวรัสเชื้อซอมบี้

ความเรื่อยๆ เอื่อยๆ ก็ดำเนินมาถึงตอนนี้ เผอิญว่า Shian ได้บอดี้การ์ดมาจากพ่อหลังเกิดเรื่อง ก็เลยได้บอดี้การ์ดเป็นคนกำหนดแผนการและพาทุกคนหนีไปตั้งหลักที่ด้านอ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยก็เป็นจุดเริ่มของความระทึกขวัญ เพราะทุกคนต้องคอยระวังตัว และก็ต้องเริ่มฆ่าซอมบี้ที่เพิ่งกลายร่างมา เป็นครั้งแรกที่อ่านฉากต้องลงมือกับซอมบี้แล้วเครียดตาม อารมณ์เหมือนจริง แล้วก็เหมือนต้องตัดสินใจไปด้วยมาก

หลังจากนั้น Shian ก็ตัดสินใจเดินทางไปปักกิ่งกับ Shen Xun ที่อยู่ในร่างเด็กน้อย เพื่อจะไปหาพ่อตัวเอง ฟังดูเหมือนจะลำบาก แต่ว่าช่องว่างมิติของ Shian ความสามารถล้นเหลือมาก เก็บไปได้ทุกอย่าง ประกอบกับอาหารที่มีอยู่ในบ้าน (Shen Xun เพิ่งขอเนื้อกองเท่าบ้าน -ความหมายตามนั้นจริงๆ- จากพ่อของ Shian มา) และรถทหารพิเศษที่ได้มาจากพ่อหลังเกิดอุบัติเหตุ ก็แทบจะทำให้เจ้าตัวไร้เทียมทานแล้ว ไม่นับว่าได้ฝึกวิชาที่อยู่ในมิติพิเศษมาอีก

ช่วงผจญภัยตอนนี้ ด้วยความที่ Shian เก่งมาก ความสามารถรอบด้านสูง นอกเหนือจะช่วยคนระหว่างทางไปเรื่อยๆ ไปเจอใคร ฐานไหน เขาก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอีกต่างหาก ขำที่พอไปสังเกตการณ์และตามข่าวในฐานทหาร และออกไปช่วยฆ่าซอมบี้กับกลุ่ม ด้วยความที่เก่งมาก ถึงขั้นที่หัวหน้ากลุ่มเชิญมาดูแผนที่ และปรึกษาหารือด้วยซ้ำ

แต่จุดเด่นในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความโลดโผนในการรับมือกับเหล่าซอมบี้ หากเป็นการรับมือกับใจมนุษย์ ตั้งแต่ที่หลบภัยที่แรกที่ Shian ไปเจอ คนก็เลวร้าย และอำมหิตกว่าซอมบี้แล้ว มีทั้งพวกที่คิดใช้คนอื่นเป็นเหยื่อล่อ และเหยียบย่ำคนอื่นให้ตัวเองรอด หรือแม้กระทั่งเป็นใหญ่ และก็เป็นการวัดใจและวัดไหวพริบความชาญฉลาดของ Shian ว่าจะเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขับจากคนได้อย่างไร โดยเฉพาะปมที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือจากพ่อ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็เป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดอย่างหนึ่งในเรื่อง และส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เด่นมากจากเรื่องวันสิ้นโลก + ซอมบี้อื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ เพราะความที่ Shian ความสามารถล้นเหลือ OP มากอย่างที่ได้ย้ำไป ก็เลยทำให้ช่วยคนที่ควรค่าแก่การถูกช่วยได้เป็นระยะๆ และก็ได้คนที่ดีทั้งนิสัย และเก่งด้วยความสามารถมาอยู่ในทีมทีละคนสองคน

แต่ถ้าจะถามว่าความโรแมนซ์ระหว่างพระเอก-ตัวเอกอยู่ตรงไหน? ขอบอกว่าตอนนี้อ่านถึงบทที่ 130 แล้ว พี่พระเอกก็ยังอยู่ในร่างเด็กจ๊ะ อยากจะร้องไห้มาก คนเขียนบอกว่าอยากปูพื้นเรื่องนานๆ แต่นี่มันนานไปแล้วว ตอนแรกบอกว่าจะโผล่มาไม่เกิน 115 แล้วก็ยังไม่มา แต่เอาเถอะนะ ความสัมพันธ์แบบที่เป็นอยู่ก็คือน่ารักมากๆ เพราะตัวพระเอกในร่างเด็กก็อ้อน Shian น่ารักมากๆ พี่เค้าไม่ได้แอ๊บแต่เพราะความจำกับความฉลาดยังไม่คืนมา ก็เลยมีบุคลิกแบบเด็กๆ ที่ชวนใจยวบอย่างยิ่งง อย่างเช่น วิ่งไปฆ่าซอมบี้ด้วยดาบยักษ์ที่ใหญ่กว่าตัว แล้วก็วิ่งหน้าเริ่ดเอา nucleus กลับมาให้ โดยมีประโยคหากินว่า AnAn, for you! ทุกครั้ง หรือพอคนในกลุ่มไปได้สิงโตจิ๋วมาเลี้ยง เจ้าตัวก็ทำหน้าจะร้องไห้ แล้วบอกว่า ห้าม AnAn ไปลูบหัวสิงโตนะ!

ซึ่งความสัมพันธ์ใจยวบก็เป็นไปสองฝ่ายมาก Shian ถึงขั้นกระโดดลงจากเครื่องบินลงไปในหมู่กองทัพซอมบี้เพื่อช่วย Shen Xun ก็มี โอยย...

แล้วก็ขำอีกอย่าง คือ ขนาดที่คนอื่นมีขนมปังกรอบกินก็หรูแล้ว แต่กลุ่มพี่ Shian ไม่ใช่  ตอนแรกสมาชิกใหม่ฟังว่าไม่หยุดพัก ต้องกินง่ายๆ ก็สลดไป แต่กลายเป็นคุณพี่ถามแต่ละคนว่าจะกินอะไร แล้วทำตามใจให้ทีละอย่าง เช่น คนนี้ขอบะหมี่น้ำ น่องไก่ ไข่สองใบ อีกคนจะกินข้าวผัดไก่ กับไส้กรอก กับขอน้ำส้ม อืมม ล่าสุดที่พีคคือระหว่างไปหาของร่วมกับทีมอื่น ตอนพัก พี่แกทำเทปปังยากิอีกต่างหาก อยู่ดีกินดีมาก

ชอบเรื่องนี้จริงจัง จากประการที่กล่าวมาทั้งหมด ให้ A+ แล้วก็ลุ้นคุณพี่พระเอกให้กลับเป็นผู้ใหญ่เสียที คือลุ้นปฎิสัมพันธ์มากว่าจะเป็นอย่างไรเนี่ยยยย!

Saturday, 7 June 2014

World After by Susan Ee


“A girl finding a way to protect her family while learning to trust the enermy.” (ANGLE FALL)

“A girl finding a way to reunite with her family while forming a bond with her angel.” (THE WORLD AFTER)

Wow! It’s been one of the best YA books I have read, and I am rarely impressed with the angel theme! Yet, the series blows my mind and makes me think differently!

At first, I didn’t really dare to read it as I truly DID enjoy ANGLE FALL and I feared that the book would be less than my grand expectation, but then, it went even better and better! The most charming aspect of the book is finding exits from grim and life-threatening situations for the characters.. when such situations seem too dark and hopeless.

Still, personally, the most beautiful moment in the book becomes the reunion of the two characters. In too many books, the yearning and longing lovers have for each other will be expressed by sweet words, too sweet and sugary words. But, in THE WORLD AFTER, it starts with awkwardness since neither of them doesn’t know how to start, to express their feelings in words, and they let comfortable silence speak for them. My favourite shot is when Penryn refers that Raffe’s sword has been missing him while, in reality, she is referring to herself. I find this particular shot truly believable, for in the beginning, the two characters has formed alliance to achieve their own goal, but they haven’t yet expressed their sensitive feelings to each other freely. The symbol is therefore just right.

Though I had been dreadful that the second book would end up bloodily like book one, THE WORLD AFTER leaves no enormous heart-breaking cliff-hanger. Yet, I still die to read book three just after finishing it. I really need to know the possibility of Raffe’s getting his wings back to his body, and INDEED, the direction of relationship between the two. Is it possible or is it not?

It's a relief to know that the series now extends to 5, not 3 like I first thought! Yeah!

Monday, 8 July 2013

Poison Princess by Kresley Cole (en)



Just realise I never post the English version!
---
It’s Kresley Cole and it’s YA .. thought I was slow to pick this up!


Series : Arcana Chronicles, Book 1

Genre : post-apocalyptic/ supernatural/ paranormal/ love-hate/ YA

The book talks about post-apocalypse, in which the leading character, Evangeline or Evie, has begun to see hallucinations and hear voices in her head. While she ignores them and tries to appear as normal as she can, her so-called vision becomes reality the strange light turns living beings into ash.

The situation goes from bad to worse as all plants as well as most animals are gone, and water bodies become arid! There are zombies attacking human and the remaining humans starving and killing one another. Evie herself is struck in her home until Jackson or Jack, her hated classmate, comes along and leads her on the road in order to find her grandmother, whom she believes to have an answer for the current world, and most of all… her power.

Overall, the book paces rather slow, not in terms of the adventure/ journey, but in terms of Evie’s transformation and adjustment to the new world. She can’t survive the world by herself, but depend on Jack in every single way, as we have seen her as delicate and sheltered. One obvious example of her naivety (among many!) is, despite preparing to escape the approaching vicious army, she insists to bury her mother before starting the journey (although she cannot complete her intention in the end). Still, her weakness is transformed to be the strength of the book is beginning the book and its several first chapters with the view of Arthur, the serial killer/psychopath who tries to lure Evie into the house to be his latest victim and asks Evie to talk about her life through her point of view. Indeed, this tactic perfects everything! (spoil) [Although Evie is reluctant to use her very power throughout the book because she does not even want that power nor to use it to hurt others, as she has been attacked and hunted wherever she goes (this is especially true that women and girls become rare),  it has become clear to her that the existing society is now exploiting the weak. Therefore, she slowly starts to change her mind and meeting with Arthur is the last straw that she decides not to be anyone’s victim ever again!

 “…Just like Jackson said, I am DONE!  …… I am sick of this world, sick of being attacked and kidnapped!”



“All I ever wanted was to be normal. But tonight I’ve accepted that’s not possible. Even without Death and the Arcana, I now know that I have no hope of it. As soon as I saw these girls chained down here, it suddenly hit me. I’m not like them. I’m not normal. I don’t have to be trapped. I just have to become the vicious Empress I was born to be….”]

This new attitude is so in contrary with her belief to see goodness in other people and in the world. “I’ve been good to people in the past, and even after the Flash, after all the times I’ve been wronged. I still nurtured this naive belief that people wanted to be good to me too.” In the book, she has seen a lady whom she names the Red Witch, with similar power of controlling the plants, uses that power to hurt others. But then, (spoil) [it reveals that that Red Witch is her in the past life (if not her so-called ancestor), and the words saying “The Red Witch is raising.” is meant as her changing emotions and attitude to darker side, rather than having Red Witch as another character to have more power.]

And so, the meeting between Evie and Arthur becomes another beautiful twist because, although the readers will read and get excited with whether she will become his victim or get away from him, it turns out that (spoil) [,from Evie’s point of view, she hears his voice and realises that he is one of the special kids in Major Arcana. So, she comes to see him and hopes to find someone who understands the situation and transfers it to her, rather than someone whom she has to fight with. This means being attacked by Arthur activates our girl to start getting on her ground and fight with another Major Arcana character, as she is fated.] Still, had Evie used her power in the last 1/3 part of the book, not in the last couple chapters, the book would have been more a read.

My personal last surprise is Jack himself. Before reading, I did think he would have supernatural power like Evie since, in the series, Cole emphasises on special kids. Still, he is normal and the book ends with his knowing and fearing her plant-controlling power and her ‘changed’ feature. The relationship between the two is that of hate-love because of class and attitude gap. While Jack is drawn to her, he can’t shake the idea of her mocking about his inferiority (thought Evie doesn’t even think about mocking him); Evie herself does think he has interest in her as the last girl, not as his dream girl. It is so uncertain about their relationship, especially when Evie’s secrets that drive them apart become clear to him all too well in last pages. 

I find that Cole writes darker and more realistic stories in YA as it is stressed by the destituteness and killing, and that she employs different writing style. But she writes and makes me believe that it is from a 16-years-old’s point of view, especially that on the world, love, relations and so on.

The book is given B-, and with B+ in the ending chapters. I can’t find the right one-sentence conclusion this time, but I want to see Evie change faster (at least in the last 1/3 of the book, not in the last chapter!) and can’t help comparing her to ready-made/ self-made characters like Katniss from the Hunger Games since the latter makes more satisfying story lines. Alternatively, it would have been more interesting with 10 chapters shorter (of 41 chapters). But I agree with Cole when she mentions “Readers approve!” Still, I do believe ending with cliff-hanger should not be done with once-a-year books at all. 


Waiting for the second one, Endless Knight, for my confirmed speculation on Death and Evie’s shared history … and for the ‘transformed’ Evie with her power.