Showing posts with label grim. Show all posts
Showing posts with label grim. Show all posts

Monday, 22 July 2019

The Reborn Otaku’s Code of Practice for the Apocalypse

-ระวังสปอยส์จ๊ะ มันมาแน่-

นี่เรื่องแนววันสิ้นโลก+ซอมบี้ที่ชอบที่สุดอันดับสองง // เอาจริงไม่ได้เขียนขายย เพราะน่าจะอ่านกันไปหมดแล้ว แต่เขียนบันทึกให้ตัวเองมากกว่า ^^”

มีแปลอยู่ในเด็กดี โดยคุณ Tatiane ด้วยชื่อมาตรการรับมือวันสิ้นโลกฉบับโอตาคุผู้กลับชาติมาเกิด  แต่ปัจจุบัน มีสำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าใคร ฮือ ลุ้นมากก เพราะว่าอยากซื้ออ อยากเก็บบ แต่ก็กลัวหนังสือไม่ท็อปฟอร์มมมมมมม

เอาล่ะ เริ่มเรื่องมาที่ Luo Xun กลับมาเกิดอีกครั้งก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง แล้วด้วยความที่ทุกข์ยากอยู่ในยุคหลังวันสิ้นโลก เพราะความที่เป็นคนธรรมดา ไม่มีพลังวิเศษ และไม่มีใครให้เกาะขา คุณน้องเขาก็อยู่อย่างลำบากขัดสนปลูกผักขายประทังชีวิตในห้องใต้ดินไปด้วยความแร้นแค้นนน รัดทนไม่รันทดขอให้ดูสภาพร่างกายขาดสารอาหารและไม่เคยเจอแสงแดด

ดังนั้นนน เมื่อกลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเตรียมพร้อมค่า

เริ่มต้นตั้งแต่มีอะไรก็ไม่สนใจ ขายให้หมด แล้วรวบรวมทุนทรัพย์ไปตุนของงง คิดอะไรออก ก็รีบซื้อเก็บไว้ ตั้งแต่เมล็ดพืช เครื่องปรุงอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ จริงจังขนาดที่ถึงขั้นซื้อเครื่องสีข้าวไว้เลยด้วยซ้ำ

ด้วยความที่เป็นคนใต้ตึก อาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน พอกลับมาก็เก็บกดมากก ที่ฐานเดิมที่เคยอยู่ มีครอบครัวที่อาศัยอยู่ชั้นบนสุด อยู่อย่างหรูหราด้วยการติดแผงโซลาร์เซลล์ แล้วขายไฟฟ้า Luo Xun ก็วาดฝันสวยมากกว่า จะทำแบบนั้น และอลังการกว่านั้น รีบซื้อห้องประกาศความเป็นเจ้าของจริงจัง

พอวันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ ชัยภูมิห้องที่เป็นทั้งตึกใหม่ ไม่มีใครมาอยู่ และเป็นชั้นบนก็ทำให้อยู่ปลอดภัย จนกระทั่งไปเก็บตกผู้ชายที่บาดเจ็บระหว่างชั้นบันไดมาเนี่ยแหละ ที่เหมือนชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้ว เก็บมาเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่กลัวใครมาตามเจอ แต่ก็กลัวมาอีคนที่เก็บมาได้จะมาเกาะตัวเองอยู่ สิ้นเปลืองทรัพยากรไปให้คนอื่นอีก

ดังนั้น การดูแลและเลี้ยงดู Yan Fei ก็เริ่มขึ้น ... ด้วยความหวังของ Luo Xun ว่าพอหายดี อีพี่จะไปซะที แต่ที่นี้ พออยู่ด้วยกันไป ก็พบว่าพี่เขามีพลังพิเศษอยู่จ๊ะ เค้าควบคุมบังการโลหะได้ บวกลบคูณหารในใจเห็นข้อดีมากกว่า ก็เลยอนุมัติให้ Yan Feiอยู่ด้วยกันด้วยเสียเลย

ระหว่างนี้ ห้องอื่นในชั้น 16 ก็เริ่มมีเพื่อนบ้านมาอาศัยอยู่ข้างห้อง เป็นเด็กนักศึกษา 5 คนที่รอดมาได้จากการทำตามคำแนะนำแปลกประหลาดเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่อ่านเจอในเนท (แน่นอนว่ามาจาก Luo Xun นั่นเองง)

ช่วงแรกๆ ตัว Luo Xun ก็ยังไม่อยากยุ่งกับใครมาก ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ไปตามเรื่องก็แค่เพราะว่า ถ้าเพื่อนบ้านแข็งแกร่ง บ้านเราก็จะปลอดภัยไปด้วย ต่างคนต่างอยู่ จนกระทั่งเริ่มออกหาของไปนอกฐานแล้วเก็บคนที่ถูกพรรคพวกทิ้งมาได้อย่าง Zhang Yi ที่มีความสามารถในการใช้ลมมาได้อีกคน

ซึ่งเพราะพอ Zhang Yi เป็นหมอ ก็ได้รับการปฎิบัติที่ดีจากเจ้าหน้าที่ในฐาน และก็ได้จัดสรรห้องในชั้น 16 มาเป็นเพื่อนบ้านอีกคน พออยู่ด้วยกัน เหล่ามนุษย์ชั้น 16 ก็มีความเป็นกลุ่มก้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับความแข็งแกร่งจากการที่มีคนที่ใช้โลหะและใช้ลมอีก

ไปเรื่อยๆ ก็เก็บ Xu Mei กับ Song Lingling สาวๆ ในชั้น 15 มาเข้ากลุ่มได้อีก 2 คน เพิ่มความสามารถในการใช้ไฟ และน้ำเข้ามา ... ครบทีมล่ะ

เอาล่ะ คราวนี้ความเทพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้สนุกที่ความเสมือนจริง เป็น slice of life ที่แต่ละคนพยายามอยู่ในฐาน และเอาตัวรอดให้ได้ดีที่สุด หนุ่มๆ แต่ละคนทำงานกับฐาน และก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการปรับชั้น 16 และ 15 ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่สบายที่สุด พร้อมๆ กับการปลูกพืชเอาไว้กิน (เพื่อประกันว่าจะมีพอกิน ก็เปลี่ยนพื้นที่ที่เหลือทั้งสองชั้นให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชปลูกผักให้หมด) ส่วนสองสาว ไม่มีงานในฐาน แต่คอยดูแลต้นไม้ที่ปลูกเป็นหลัก เห็นแต่ละคนทำงานแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนมากก นี่คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เพาะปลูกไว้ยังชีพ ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตจริงๆ

ด้วยความที่มีงานประจำ ก็เลยออกนอกฐานไปหาของได้เดือนละครั้ง ซึ่งเพราะจำนวนครั้งน้อย ก็เลยต้องใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนฆ่าและเก็บ nucleus จากซอมบี้ และการตามล่าหาทรัพยากรทั้งหลาย ซึ่งช่วยที่ออกมานอกฐานนี่เป็นช่วงที่รอและลุ้นที่สุดจริงๆ เพราะวิธีการฆ่าโหดมาก ถึงขนาดที่ทีมที่เก่งที่สุดก็ยังเก็บ nucleus แต่ละครั้งไม่ได้ขนาดนี้ (ถึงขั้นที่ Xu Mei กับ Song Lingling บอกว่าถึงออกได้เดือนละครั้งก็ยังคุ้มกว่าออกไปกับทีมอื่น) ทำงานกันเป็นทีม จริงจังและมีแผนงานเป็นขั้นเป็นตอนมาก สมาชิกมีแค่ 10 คน แต่ทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ช่วยเหลือกันชัดเจน

ช่วงนี้มีน่ารักมากอยู่อย่าง เพราะความที่ Luo Xun เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังจนกลายเป็นคนชายขอบในชาติก่อน คราวนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้คาดว่าตัวเองจะได้การยอมรับหรือนับถือใดๆ แต่เพราะความสามารถล้นเหลือ ทั้งในเรื่องความรอบรู้ (โดยเฉพาะจากในชาติก่อน) ความมีสติ วางแผนเก่ง และตัดสินใจถูกต้องก็เลยถูกสมาชิกคนอื่นวางให้เป็น “หัวหน้า” ไปโดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง เป็นมติเอกฉันท์แบบที่ตัวเองก็ยังงงๆ — ไม่นับความสามารถในการใช้หน้าไม้ที่โหดมาถึงขั้นที่ตามประกบ Yan Fei ไปด้วยเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ถึงขั้นที่ได้จ้างให้ทำหน้าที่คุ้มกันไปด้วยอีก

ความสัมพันธ์กับ Yan Fei ก็น่ารัก ด้วยความที่พี่เขามาจากตระกูลใหญ่ (ใหญ่ไม่ใหญ่ ขนาดมาที่ฐานยังกลายเป็นบุคคลสำคัญได้) ถูกคาดหวังจากคนในครอบครัว และมีภาระหน้าที่อันหนักหนา พอถูก Luo Xun ช่วยไว้ พี่แกก็เลยตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะเป็นช้างเท้าหลัง ไม่คิดมาก ไม่ชี้นำ ถ้า Luo Xun อยากทำอะไรก็พร้อมจะสนับสนุนเห็นงาม และความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ออกมาในรูปการประคับประคองและดูแลทั้งกายและใจกันมาเสมอ รู้ใจและเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องออกปาก ฉากที่เห็นบ่อย คือ Luo Xun ออกแบบของที่ทำจากโลหะแล้วให้ Yan Fei ทำออกมาจากที่ร่างไว้


เรื่องนี้เน้น 2 ขา ก็คือออกไปหาของ แล้วก็เอากลับมาใช้/ ตุนที่บ้าน ซึ่งสุดท้ายพอฐานที่อยู่เริ่มเข้มงวดกับคนที่อยู่ และสร้างความลำบากให้กับคนที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มนี้ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ที่มั่นถาวรตัวเอง ขำที่ Luo Xun น้ำตาไหลเป็นสายเลือดที่ต้องทิ้ง “รัง” เดิม แต่ที่ใหม่ก็มีพื้นที่ทั้งอยู่อาศัย และเพาะปลูกดีกว่าที่เดิมจริงๆ ช่วงบท 210-240 กลายเป็นเรื่องของการเอาของมาตุนบ้านใหม่จริงจัง เว่อร์ไม่เว่อร์ก็ถึงขั้นที่ไปเอาเกมกลับมาบ้าน มีทั้งเกมในแต่ละห้อง แล้วก็ในส่วนกลาง เอนเตอร์เทนไม่รู้จบกันไป

ชอบช่วง final battle กับซอมบี้ที่วางแผนรอบบ้านดีมาก และเป็นการสู้ด้วยตัวเองนอกฐานที่กินเวลาและกดดันมาก แต่ก็ยังผ่านมาได้ ตอนแรกติดใจอยู่ว่า ถ้ามีสมาชิกแค่ 11 คน (มีเด็กความสามารถใช้ทรายมาอีกคน) จะอยู่รอดได้ไหม เพราะรู้ว่าทีม compact ลงตัวแบบกลุ่มเล็ก แต่ก็กลัวว่าจะไปสู้กับพวกมากไม่ได้ กับถ้าใครหายไป (โดยเฉพาะ Yan Fei ที่ใช้พลังตัวเองทำทุกอย่างในกลุ่ม) แต่สุดท้าย การที่สมาชิกในทีมน้อยก็เน้นความเป็นครอบครัวและความลงตัวที่สมาชิกทุกคนมีความจำเป็นและที่หน้าที่ของตัวเองชัดเจน

กับชอบที่สุดท้ายแล้วฐานใหม่กลายเป็นกึ่งๆ สวนสัตว์ไป มีตั้งแต่หมายักษ์ 2 ตัวที่ชอบไล่ต้อนสัตว์มาให้คนในทีมช่วยฆ่า (แล้วแบ่งกันกิน) ลูกเหยี่ยวอีกสองที่เก็บมาได้ และลูกหมาตัวเดิมที่ Luo Xun เอามาเลี้ยงตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกนี้ก็มีพลังอีกเหมือนกัน — กับปลา และกระต่ายที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารอีก แล้วรอบๆ ฐานก็เป็นบ่อปลาที่สัตว์ทั้งหลายมาหากิน

ให้ A- เรื่องดรอปลงไปช่วงที่เก็บของเข้าฐานใหม่ เพราะเป็นลูปหางาน-เก็บของ-ตุนของ ถึงจะเข้าใจว่าต้องทำก็เถอะ กับชอบที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ กลายเป็นชีวิตดี อยู่ดีกินดี คนรักดี ทีมดี เพื่อนดี แต่ที่ประทับใจมากที่สุด ก็คือตอนจบ
.
.
สปอยส์ที่สุด
.
.
ชอบที่การให้ความหวังและวาดฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะคนเริ่มปรับตัวได้ และรับมือกับซอมบี้ได้ดีขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อจำนวนซอมบี้ลดลงไปเรื่อยๆ) กับชอบที่ให้มีทางเลือกที่จะไม่อยู่ พึ่งพาฐาน แต่ออกมาเป็นกลุ่มใช้ชีวิตอิสระช้างนอกได้ มีจุดที่รู้สึกว่าเขียนรวบเหมือนกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนในทีมหลังจากนั้น แต่รวมๆ ก็ยังถูกจริตมากรุนแรงอยู่ดี

Saturday, 7 March 2015

Vision in Silver by Anne Bishop

Hmm, not so sure whether I tried to devour the book despite my exhaustion … in the late hour, or whether the circumstance in the book is a bit dire, I found I didn’t enjoy the third book as much as I did the first two. Since ViS tries to show the situations around in different points of views of different characters, it became rather tiring to switch my mind from Mag to Simon, to Monty, to Vlad and to others. Anne Bishop did like this before in The House of Gaian in Tir Alainn Trilogy, and yet I still feel the same: wide views yet a bit confused reader. This is also due to 3 main plots – finding right balance for all the blood prophets, solving the reason for Lizzy’s being haunted and dealing with the increasing human protests. And maybe, with dire situations, I find fewer heart-warming and hilarious scenes than before, and those fewer scenes somewhat also feel a bit forced. Nevertheless, it also must be said that AB just did wonderfully, actually marvelously, with the plots and how they entangled and untangled together.

Strange that in the book I became most excited to read about ‘the scarred girl’ and how she would eventually overcome her fear and live more fully. With her unique way of giving prophecy, the book 4 should have more of her, and yes, I can’t wait to see.

Still, Anne Bishop is Anne Bishop, and I did – as I always do – enjoy reading about her dark fantasy books. A.K.A. fantasy books with dark sides of humans!


My rate? Well, 3.5.

Sunday, 11 May 2014

Scarlet by A.C. Gaughen




"A desperate tale with a cause"

Hmm, although the characters are all believable, I feel there are some elements missing for me. I fear, in the search of happy ending happy reading, I did not expect for a little grim story.

We all know the story of a benevolent Robin Hood since we were young. Still, a child's perception does not imagine much cruelty exists in this world, and we all learn this story without much thoughts. But what if the story behind is more complex than that? And maybe that's my reaction when I read Scarlet.

Since the storyline is much on the heroine, it's easiest to look into her head. And her point of view is rather grim. She can not stop acting, she can not stop doing something, anything... as she fears the moment she stops, someone might go hungry, get hurt or be killed. She never truly eats because another mouthful for her belly can also be another mouthful for other hopeless people out there. Worst of all, she regards herself beyond redemption, for she is a thief.

I used to love this fanciful tale of Robin Hood when I was young. However, by always providing for his people, how can Hood and his band can truly sustain the needs of so many people? There are too many people and too many needs VS too little manpower the band has. Indeed, 4 thieves against a sheriff and his army.

Somewhat that affects Robin Hood's attitude towards Scarlet as well. I normally go for aloof characters over lover boys. Yet, in this book, I feel Hood does not really deserve her. He says he does not know how to sort out his feelings towards her, and instead uses scornful insults as his protection. Also, I feel Scarlet is a convenience for Hood when it comes to stealing and intelling. A noble he is, Hood should have respected Scarlet more.

Despite hope the characters insist, I still feel despair looming in. Maybe I'm not a believer, maybe I'm too tired with donation fatigue.

The rate is B. I like the details given to the characters and yes, all action scenes.

With the summary for Book 2, not sure if I dare to read it!