Showing posts with label weredragons. Show all posts
Showing posts with label weredragons. Show all posts

Friday, 7 October 2011

ชอบ Dragon Kin 5 มากก

ไม่ไหวแล้ว ชอบสุด ๆ คิดว่าจะเขียนรีวิว แต่ขอไปอ่านอีกรอบก่อนดีกว่า
ชอบ ชอบ ชอบบบ

Tuesday, 10 March 2009

Queen of Dragons by Shana Abe (n)

หลังอ่าน Dream Thief จบก็หลุดไปอ่านเรื่องโน้นเรื่องนี้เล่มละสองบทอยู่หลายเล่ม ก่อนที่จะกลับมาอ่าน Queen of Dragons ต่อ ก็ไม่แน่ใจว่าทำไมไม่อ่านต่อเลยเหมือนกัน ... แต่ที่แน่ ๆ การอ่านอะไรแล้วถูกใจไปก่อนหน้าทำให้หาอย่างอื่นอ่านต่อยากมาก ยาก ยาก ยาก



ชนิด : Fantasy / Historical Romance / weredragons
ชุด : The Drakon, Book 3
สำนักพิมพ์ : Bantam; Reprint edition (November 25, 2008)
จำนวนหน้า : 336 หน้า


การผจญภัยของ Lia และ Zane ที่ไปตามหา Draumr ทำให้รู้ว่าใจกลางเทือกเขาคาร์เพเธียนในทรานซิสวาเนีย ยังมีมนุษย์มังกรอีกกลุ่มอาศัยอยู่ ซึ่งทำลายความเชื่อที่ว่าพวกในอังกฤษเป็นเผ่าพันธุ์สุดท้ายไปอย่างสิ้นเชิง ... แต่ก็เปิดความหวังให้สภามุ่งหวังให้เกิดการรวมตัวกันของทั้งสองเผ่าผ่านการแต่งงานระหว่างกันด้วย

เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Maricara เจ้าหญิงและผู้ปกครองของเผ่าทรานซิสวาเนียนล่วงรู้ถึงการล่ามนุษย์มังกรจากกลุ่มนักล่าที่ถูกเรียกว่า sanf inimicus และดังนั้น เธอจึงเดินทางมาที่อังกฤษเพื่อแจ้งข่าวนี้ด้วยตัวเอง

ซึ่งอาจจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก เพราะหลังการหนีไปของ Lia ส่งผลให้ Christoff กับ Rue พ่อและแม่ของเธอผู้เป็นหัวหน้าเผ่าได้ตัดสินใจหนีหายไปเพื่อตามเธอกลับมา และปล่อย Kimber ลูกชายคนโตเป็นคนรับภาระการดูแลเผ่าไว้ ขณะที่การหายออกไปของคนทั้งสามหมายถึงการสั่นคลอนความเชื่อและกฎระเบียบของเผ่าที่มีมานาน และทำให้ความตึงเครียดเกาะกุมจิตใจมนุษย์มังกรในเผ่า

เมื่อ Mari (cara) เดินทางมาถึง นอกเหนือความปั่นป่วนที่เธอ –คนนอกเผ่าที่อยู่นอกเหนือกฏเกณฑ์- มีต่อเผ่าและต่อตัว Kimber เองแล้ว มนุษย์มังกรทั้งหมดยังต้องรับมือกับการมาถึงของนักล่าอีกด้วย

ในบรรดาสามเล่ม คิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ไร้ทิศทางที่สุด เพราะเมื่ออ่านหลังปก คิดว่าจะเป็นว่าทั้ง Mari และ Kimber ต้องกลายเป็นพันธมิตรต่อกันในการออกล่า sanf inimicus ก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง แต่ในเล่ม ... บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรจริง ๆ เพราะว่าเป็นกึ่งกลางของทุกอย่าง กลายเป็นว่าหนังสือตามตัวละครสองตัวโดยที่แทบจะไม่มีโครงเรื่องที่ชัดเจนแต่อย่างใดเลย (เทียบกับเล่มแรก Smoke Thief ที่ออกตามหาเพชรที่หายไปและจับโจร กับเล่มสอง Dream Thief ที่เดินทางไปหา Draumr) เพราะแบ่งไปพูดถึงเกี่ยวกับบุคลิกและความขัดแย้งของตัวละคร การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองคน และอันตรายที่มาจากเหล่า sanf inimicus และไม่มีจุดเน้นที่ชัดเจน

ไม่แน่ใจว่าหนังสือที่ตัวละครดี แต่โครงเรื่องไม่ดี กับโครงเรื่องดีกับตัวละครห่วยอะไรจะแย่กว่ากัน เล่มนี้พูดถึงตัว Mari และ Kimber มาก มากจนทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวละครสองตัวมากกว่าที่เป็นในสองเล่มที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้เนื้อเรื่องไม่คืบหน้าด้วย โดยเฉพาะช่วงที่อ่านครึ่งเล่มแรก มีการบรรยายอยู่มาก และก็เหมือนจะมากเกินไป และในช่วงเกือบจบก็เป็นแบบนี้อีกเช่นกัน และทำให้ไม่เข้าใจว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร เป็นครั้งแรกที่อ่านหนังสือแล้วมีทั้ง skim, scan และ skip ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยเวลาอ่านหนังสือเอาอรรถรส โดยเฉพาะหลังจากที่อ่าน Dream Thief จบไป (ซึ่งเล่มนั้นดำเนินเรื่องไวและมีทิศทางมาก) คิดว่า Queen of Dragons น่าจะดำเนินเรื่องได้ดีกว่านี้

สิ่งที่ดีที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ การเติมเต็มกันและกันของ Mari และ Kimber เท่านั้น อย่างที่ปกบอกไว้ว่า "Beautiful, sensual, dangerous – they were the perfect match." แล้วก็อธิบายทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้ (อันอาจจะรวมไปถึงสิ่งที่คนเขียนพยายามสื่อสารออกมาเช่นกัน) ตัว Mari เติบโตมาในครอบครัวชาวนา เธอต้องแต่งงานกับ Alpha ของเผ่าทรานซิสวาเนียนตั้งแต่เด็กเพราะความสามารถ และฐานะ Alpha ของเธอ แต่สิ่งที่มีเธอมีก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัวเธอ และหวาดระแวงเธอเสียอีก จนเธอต้องแปลกแยก โดดเดี่ยว ต้องฉลาด มีไหวพริบเอาตัวรอด และสร้างเกราะน้ำแข็งล้อมรอบตัวเองไว้

ขณะที่ฐานะของ Kimber อาจจะดีกว่าเธอที่เขาเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าเผ่า และเป็น Alpha ที่จะปกครองเหล่ามนุษย์มังกรต่อไป ทำให้เขาได้รับความเคารพและการยอมรับจากคนในเผ่า แต่นั่นก็หมายถึงความคาดหวังที่มีด้วย และหลังการจากไปของ Christoff และ Rue ก็ทำให้เขาต้องกลายเป็นหัวหน้าคนต่อไป อยู่ในสถานะที่ยิ่งใหญ่แต่โดดเดี่ยว

การที่ Mari ก้าวเข้ามาในชีวิตของ Kimber เปรียบเสมือนการเจอกันของคนสองคนที่เหมือนกัน และแสวงหาคนที่เท่าเทียมกันมาตลอดโดยที่ไม่รู้ตัว ทั้งในเรื่องพลัง ความสามารถ และความรับผิดชอบที่แบกไว้ อย่างที่ Kimber บอกว่า Mari เข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้ปกครอง และเขาต้องการคำปรึกษาจากเธออย่าง “ราชาต่อราชา” แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ Kimber เข้าใจถึงความรักอย่างที่บอกว่า "Uncover the heart; wed the fire." (หน้า 266) ขึ้นมาด้วย และกับ Mari ชายหนุ่มเป็นคนเดียวที่ไม่กลัวเธออย่างที่คนที่ในทรานซิสวาเนียหวาดกลัว และแปลกแยกจากเธอมาตลอด ซึ่งแม้แต่น้องชายของเธอเองก็ยังไม่เข้าใจและเกรงกลัวเธอ การอยู่กับเขาทำให้เธอเจอที่อยู่ของเธอเอง (แม้ว่า Mari ใช้เวลานานในการยอมรับ หลังจากที่ใช้เวลาในการทำลายเกราะของเธอ)

อย่างไรก็ตาม เล่มนี้พูดถึงความรับผิดชอบของคนที่ต้องเป็นผู้นำ และโครงสร้างของเผ่ามากกว่าเล่มอื่น แต่ขณะเดียวกัน“การไล่จับ” และการทำความรู้จักกันมีมากเกินไปจนทำลายเนื้อเรื่อง รวมไปถึงการคั่นเล่าเรื่องที่ไม่ควรมีด้วย กับคิดว่าตอนจบยังอธิบายหลายอย่างได้ไม่ดีพอ ถ้าคิดว่าการอ่าน Dream Thief ทำให้เกิดฉันทาคติแล้ว ก็ยังให้คะแนนมากที่สุด ได้ที่ C - Can’t find my way in, can’t follow without breaking screaming frustrating!

แต่ก็คงอ่านเล่มสี่ต่อ -- ดีที่เล่มสามไม่ดี ทำให้รอปกอ่อนได้ และก็ดีที่เล่มนี้ไม่เป็นเล่มแรก ไม่งั้นคงไม่ได้อ่านต่อ วิธีการดำเนินเรื่องและโครงเรื่องแย่กว่า Secret Swan และก็ทำให้โกรธ ที่มากกว่าผิดหวังอีก -- แต่ก็มีลางสังหรณ์อัปมงคลว่าเล่มสี่อาจจะยิ่งแย่ ไม่กล้าและไม่อยากคิดเลย

ปล. สรุปว่า Runner เล่มแรกไม่ได้ถูกฆ่า และในทางกลับกัน กลายเป็นสมาชิกสภา ... และมีบทบาทของ Zane เล็กน้อย ซึ่งก็ไม่จุใจหรือถูกใจเลย เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อ

ไม่เกี่ยว
ความรู้สึกของ Lea ที่มีต่อ Zane ช่วงแรกทำให้คิดถึงเพลง Kinky love ของ Rita Calypso กับช่วงหลัง Perhaps, perhaps, perhaps ของ Pussycat Dolls

You won't admit you love me
And so how am I ever to know?
You always tell me
Perhaps, perhaps, perhaps

If you can't make your mind up
We'll never get started
And I don't wanna wind up
Being parted, broken-hearted

แต่สำหรับ Kimber เป็น If you ever need a stranger ของ Jens Lekman

You think it's funny
my obsession with the holy matrimony
but I'm just so amazed to witness true love

And true love can be measured
through these simple pleasures
they are waiting there for you to be discovered
I would cut of my right arm to be someone’s lover

Sunday, 8 March 2009

The Dream Thief by Shana Abe (n)

ทฤษฎีที่ว่าสิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่งก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำในบล็อกนี้ การที่อ่านเล่มสองต่อนั้นเป็นทั้งเพราะชอบตัวละครเอกเล่มนี้จากที่ได้อ่านเล่มที่แล้ว และได้อ่าน excerpt หลังเล่มแรก อย่างไรก็ตาม พลาดมากที่ไม่ได้เอาเล่มสองมาพร้อมกัน ทำให้ลงแดงทุรนทุรายยิ่งนัก แล้วก็บอกตัวเองว่ายังมีหนังสืออื่นอยู่ ทำให้กว่าจะกลับไปเอาอีกก็เกือบ 2 อาทิตย์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นไปได้ โอ แต่ว่า worth the wait เป็นอย่างยิ่ง!!



ชนิด : Fantasy / Historical Romance / weredragons
ชุด : The Drakon, Book 2
สำนักพิมพ์ : Bantam (August 28, 2007)
จำนวนหน้า : 288 หน้า


ในเล่มนี้ Zane เด็กข้างถนนที่อยู่ในการดูแลของ Rue เติบโตขึ้นและกลายเป็นจอมโจรที่มีอิทธิพลอยู่ในเงามืดของลอนดอน หากความเป็นจริงที่ว่าเขาล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์มังกรทำให้ชายหนุ่มต้องตกอยู่ใต้อำนาจบังคับของเผ่า และกลายเป็นเครื่องมือในการติดต่อกับโลกภายนอก เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Zane ถูกจ้างกึ่งบังคับจาก Rue และ Christoff ให้ออกเดินทางไปยังโรมาเนีย เพื่อตามหา Draumr เพชรที่สูญหายไปของชาวมนุษย์มังกรกลับคืนมา

หากระหว่างทาง Zane ได้พบกับ Lia ลูกสาวคนเล็กของ Rue และ Christoff ที่แอบวางแผนมาสมทบกับเขา และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากให้เธอเดินทางไปด้วย แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือหญิงสาวมีพลังที่ทำให้เธอได้ยินเสียงเรียกจาก Draumr มาตั้งแต่เด็ก และเธอมีมองเห็นอนาคตผ่านความฝันซึ่งกลายเป็นจริงเสมอมา

ในบรรดาความฝันทั้งหมดของ Lia สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ชายหนุ่มใช้อำนาจของ Draumr เพื่อตัวเอง เขาควบคุมเหล่ามนุษย์มังกรได้ และเธอซึ่งเป็นคนรักข้างกายเขาก็กลายเป็นเครื่องมือทำลายครอบครัวและเผ่าพันธุ์ของเธอด้วยพลังมองเห็นอนาคตที่มี

ความขัดแย้งภายในของตัวละครเป็นสิ่งที่ช่วยดำเนินเรื่องได้อย่างดี สำหรับ Zane เอง ความพึงใจทางร่างกายที่มีต่อเธอดูจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง (ตามวิสัยหนังสือแนวนี้?) หากแต่ชายหนุ่มรู้ดีว่า บทลงโทษที่มีต่อการไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงจากเผ่ามนุษย์มังกรเป็นเช่นใด ความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เป็นไปไม่ได้ทำให้เขาบังคับตัวเองให้หยุดยั้งทุกอย่างไว้ หากแต่ความรู้สึกที่มากขึ้นก็ทำให้เขาหลีกหนีจากเหตุผลของตัวเองและเลือกที่จะครอบครองเธอในที่สุด ซึ่งพฤติกรรมของ Zane แสดงออกชัดถึงทัศนคติในการใช้ชีวิตของเขาที่การครอบครองและการเป็นเจ้าของคือทุกอย่าง และเมื่อเขารักเธอ ชายหนุ่มก็มองว่าหมายถึงการครอบครองเธอด้วย โดยเฉพาะหลังจากเขารู้ถึงอำนาจที่ Draumr มี เขามองเห็นความหวังที่จะได้ตัว Lia ไว้ตลอดไป แม้รู้ว่าจะทำให้เธอตกอยู่ใต้อำนาจเขาก็ตามที และยิ่งเมื่อรับรู้ความรู้สึกของเธอที่มี ก็ยิ่งทำให้เขามุ่งมั่นที่จะได้ครอบครองเพชรมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี ภูมิหลังของ Zane เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างหนึ่งด้วย เมื่อเติบโตขึ้นมาจากข้างถนน และต่อสู้จนเป็นได้อย่างปัจจุบัน ทำให้สิ่งที่เขาต้องการก็คืออำนาจ และความมั่งคั่ง และหวาดกลัวที่จะตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นฝ่ายถูกกระทำ ซึ่งการที่ตกอยู่ในอำนาจของเหล่ามนุษย์มังกร โดยเฉพาะตัว Christoff ที่เป็นคนแย่งชิง Rue ไปจากเขา และการได้ Draumr มาก็ช่วยให้เขาเป็นอิสระ นอกเหนือไปจากการได้ตัว Lia มาอีกประการหนึ่ง

และในแง่นี้ ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็น่าจะอธิบายการตกหลุมรักของ Zane ได้ดีเยี่ยม อย่างที่เล่าว่าเขาเติบโตมาอย่างยากลำบาก ทำให้จอมโจรไม่ไว้ใจใคร พึ่งพาตัวเอง และไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เขาเกินความจำเป็น หากแต่การเดินทางร่วมกันก็สร้างเงื่อนไขให้เขาต้องอยู่ร่วมและผูกพันกับคนข้างตัว ยิ่งในสถานะที่ลำบากและอันตรายก็ยิ่งทวีความเชื่อมโยงของทั้งคู่มากขึ้นไปอีก และแม้ว่าความหลงใหลคลั่งไคล้ในวัยเด็กที่ครั้งหนึ่ง Zane จะมีต่อ Rue แล้ว แต่นอกเหนือจากความเป็นไปไม่ได้ทั้งปวง ผู้หญิงอย่าง Rue ก็ไม่เหมาะสมกับเขาเช่นเดียวกัน เพราะเธอก็มีเกราะป้องกันตัวของเธอจากคนรอบข้างไม่ต่างอะไรจากเขา ขณะที่ความเรียบง่ายและความจริงใจของ Lia กลับละลายความเย็นชากึ่งการมองโลกในแง่ร้ายของ Zane ลง (และก็ทำให้สนุกที่จะดู Zame หลุดจากกรอบที่เขาสร้างไว้และเปลี่ยนแปลง (สปอยล์) [โดยเฉพาะตอนที่ Lia ตกอยู่ใต้มนต์สะกดของ Draumr และถูกออกคำสั่งให้ทำร้ายเขา เฉพาะที่ชายหนุ่มไม่เชื่อว่าเธอจะทำได้ จนกระทั่งขาหักไปข้างนึงแล้ว])

ความรู้สึกที่ Lia มีต่อชายหนุ่มก็อยู่ในวังวนความสิ้นหวังไม่ต่างกัน หญิงสาวเริ่มฝันเกี่ยวกับคนรักในอนาคตของเธอตั้งแต่อายุสิบสี่ปี ในความฝัน เธอรู้ว่าเขาครองครอง Draumr ไว้ ซึ่งทำให้เขาเป็นเจ้าของเธอ และใช้อนาคตที่เธอเห็นเป็นเครื่องมือสู้กับมนุษย์มังกรที่มาแย่งชิงเพชรและตัวเธอกลับไป แต่เธอไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับความฝันเหล่านี้เลย เพราะเธอรู้ว่า ถ้าเธอหลุดปากเรื่องนี้ออกไป เขาจะถูกฆ่าในทันที และดังนั้น แผนการของเธอก็คือออกเดินทางไปพร้อมชายหนุ่มเพื่อชิงเพชรมาจากเขา เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ โดยที่กล้าที่จะยอมเสี่ยงกับบทลงโทษของเผ่า และดังนั้น Lia จึงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวที่ไร้ทางออกมาตลอด และความรู้สึกนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทั้งคู่เข้าใกล้ Draumr ไปทุกขณะ

Shana Abe เล่าเรื่องการเดินทางของทั้งคู่ โดยมีความฝันของ Lia ที่เกี่ยวกับ Zane ให้ผู้อ่านได้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่ในความฝันแต่ละครั้ง เธอก็จะบอกถึงวิธีที่หญิงสาวบอกคนรักของเธอเกี่ยวกับการสู้และเอาชนะมนุษย์มังกรจากเผ่าของเธอ ความฝันเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก นอกจากทำให้คนอ่านคาดหวังถึงสิ่งที่จะเป็นต่อไปในอนาคต ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไปก็จะเห็นว่า บทสนทนาระหว่างทั้งสองนั้นมีแต่การออกคำสั่งของเขาที่มีต่อเธอ และหญิงสาวไม่เคยขัดขืนหรือปฏิเสธใด ๆ เลย ซึ่งกลายเป็นว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่คนเขียนทำได้ดีมาก เพราะในที่สุดแล้ว ความฝันที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่สร้างความคาดหวังและเบี่ยงเบนความเชื่อที่คนอ่านมีต่อเรื่องในตอนจบ ซึ่งแตกต่างกับความเป็นจริงภายหลังอย่างสิ้นเชิง (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเองของ Zane) พาลให้คิดถึงเรื่อง Princess at Sea ของ Dawn Cook ที่บอกว่า “You can’t partake of the future properly with only the memories of today.” เพราะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ และก็กลายเป็นว่า Zane ในการมองเห็นของเธอและในความเป็นจริงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ Zane คนหลังเลือกที่จะรักและถูกรักตอบในสถานะที่เท่าเทียมกัน และกล้าที่จะขอเธอแต่งงาน ขณะที่จอมโจรที่เธอเห็นในฝันพอใจกับการได้ตัวเธอที่เป็นที่มาของความมั่งคั่งและความสำราญของเขาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากมองว่าเธอยึดถือและเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดโดยไม่ยอมที่จะยืนหยัดและเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะเมื่อ Lia มองเห็นสิ่งที่จะเกิด เธอก็เริ่มต้นวางแผน และคิดหาทางออกมาตลอด และเตรียมการถึงขั้นที่เมื่อความฝันบอกเธอว่า จะต้องมีการเดินทางไปถึงโรมาเนีย เธอก็เกลี้ยกล่อมและหลอกล่อให้อาจารย์ในโรงเรียนประจำของเธอหาคนมาสอนภาษาโรมาเนียนให้เธอจนได้ และถึงขั้นเป็นจอมวางแผนที่ปลอมจดหมายจากที่บ้านไปยังโรงเรียน และจากโรงเรียนไปถึงบ้านเพื่อสร้างคำอธิบายในการหายไปสู่โรมาเนียของเธอ หลายอย่างทำให้ Lia เป็นตัวละครที่ดูช่างคิด มุ่งมั่น และจริงจังในแบบของเธอ และทำให้คนอ่านรักเธอและ Zane ไปพร้อมกัน

ในตำนานของชาวมนุษย์มังกรเอง มีเรื่องเล่าในอดีตถึงไพร่ที่ตกหลุมรักเจ้าหญิงของเผ่ามนุษย์มังกร และใช้ Draumr เพื่อจะที่จะพาเธอหนีไป ทำให้เธอเป็นทาสเขา และมีครอบครัวอยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะเธอจะฆ่าเขาในดึกคืนหนึ่ง และฉวยเพชรหนีไป อันที่จริง ฐานะระหว่าง Zane กับ Lia รวมไปถึงสิ่งที่จอมโจรคิดจะทำก็ไม่แตกต่างจากไพร่ในเรื่องเท่าไหร่นัก ดังที่มีบทเล่าเรื่องซึ่งมีคั่นเป็นระยะ ว่า “Little is known of what actually happened between the dragon-princess and the peasant who stole her from the bosom of her kind, all those centuries past. We know he was wily enough to thieve the diamond as well, to ensure he wound have Draumr to bind her by his side. We know he was hungry enough for her to risk his own life to keep her, and ruthless enough to destroy her family when they attempted to rescue her from him.“ (หน้า 186) เห็นได้ว่าแม้จะต่างวาระ ต่างเวลา แต่เรื่องราวก็ยังเป็นเช่นเดิม (... และในแง่หนึ่ง ย่อหน้านี้ก็สรุปเล่าเรื่องเกือบทั้งหมดในเล่มได้เช่นกัน)

ความรักและความต้องการที่ Zane มีต่อ Lia ถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนในความฝันคืนหนึ่ง เมื่อเขากำลังจะออกไปเสี่ยงชีวิตกับคนในครอบครัวของเธอ - ซึ่งทำให้เห็นว่าบางครั้ง ความรู้สึกเหล่านี้ก็เป็นตัวผลักดันให้เกิดความรู้สึกด้านมืดอย่างที่เขาเรียกว่า black hopes and a darker heart. (หน้า 277)

“Wait here. Do not follow me. Do not leave this chamber, no matter what do you hear.”
………..
But he didn’t leave. A single, rough finger stroked fire along her cheek.
“Tell me you love me,” he whispered.
(หน้า 101 - ส่วนคัดลอกเพิ่ม 08/100309 ตามลำดับ)

หากในตอนท้าย (สปอยลฺ์) [แม้ชายหนุ่มจะเห็นอำนาจของเพชรในการควบคุมมนุษย์มังกรในกรณีของ Lia แล้ว เขาก็ยังเลือกที่เป็นเจ้าของเพชรนั้นไว้ จนกระทั่งเขาเห็นแผลที่ตัวเองได้รับจาก Lia ขณะที่ตกอยู่ในมนต์สะกดทำร้ายเขา และเข้าใจถึงความเจ็บปวดจากการถูกควบคุม/ ครอบงำ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำลายเพชรเพื่อให้ Lia เป็นอิสระ] ซึ่งตอนนี้แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจและเรียนรู้ความหมายของการรักของ Zane ได้ดี และช่วยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเขาด้วย อันต่างจากจุดจบที่นำไปสู่การทำลายและความตายในตำนาน ทั้งนี้ หาก Zane เลือกที่จะใช้เพชรเพื่อผูกมัดหญิงชาวมนุษย์มังกรไว้กับเขาจริง ผลลัพธ์ที่ได้ตอนท้ายอาจจะไม่แตกต่างกันก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ความรักที่เธอมีต่อเขาก็จะหายไป

มีตอนหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างทั้งคู่ได้ดี และเป็นตอนที่ชอบมากที่สุดในเล่มแห่งหนึ่ง ช่วงหน้า 280-281
“ …, and when she spoke again her voice was broken, more hushed than a whisper. “I love you so much.”

She pressed her face to his neck.

He hovered above her, dazed and delirious. Too late – she’d spoken and he’d already stolen her words, lifting her face and holding his lips to hers so she could not amend them or take them back. They belonged to him now.

She loved him.”

กับอีกจุดหนึ่งแสดงความช่างประชดประชันของ Zane ได้ดี
“You are dripping blood upon my floor,” observed the prince.

My apologies. It is the unfortunate consequence of being shot.” (หน้า 306)

เมื่อสิ่งที่คิดไว้น่าจะเขียนถึงหมดแล้วก็น่าจะจบได้ตรงนี้แล้ว สำหรับการให้คะแนนอยู่ที่ A เพราะหลังจบเล่มแล้วยังไม่อยากให้จบ และอ่านมาได้ใหม่ได้ รวมไปถึง ทิ้งเรื่องให้คิดตามต่ออยู่ในหัวเสียอีก และสำหรับการสรุปที่ไม่ใช่ตัวเลข ก็คือ The expected quite unexpected, yet as expected – a beast with human’s love, and human with beast’s love. ยิ่งเขียนก็ยิ่งเข้าใจคนเดียว โอ

คงจะเริ่มอ่านเล่มสาม - the Queen of Dragons - ต่อในเร็วไว และหวังว่าจะได้รู้เกี่ยวกับ Lia และ Zane หลังจากนั้นมากขึ้น เพราะรู้แต่เพียงว่าทั้งคู่หนีหายไปด้วยกันเพื่อให้พ้นจากเหล่ามนุษย์มังกรเท่านั้น

เพ้อเจ้อและคลุ้มคลั่ง (100309)

ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของ Zane กับ Lia จะเป็นอย่างไรต่อจากนั้นใน Dream Thief เพราะสำหรับคู่นี้ ดูเหมือนว่า Happily-ever-after จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่สุด การที่หนีไปด้วยกันหมายถึงว่า ยอมรับและรับรู้ว่าจะต้องกลายเป็น outcasts (แต่อย่างน้อยช่วงเวลาที่อยู่ที่ทรานซิสวาเนียอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ได้?) เลยเกิดสงสัยและเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ การเสี่ยงและเสียสละทุกอย่างเพื่อความรักเป็นเรื่องที่คุ้มไหม ซึ่งสำหรับทั้งสองคน สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และถ้าย้อนเวลากลับไปก็จะเลือกเช่นเดิมก็ได้ แล้วก็นะคะ อยากอ่านช่วงสองคนนี้ตกหลุมรักกันอย่างจริงจังมาก กรี๊ด ทำอย่างไรดี ?!!!!

อย่างไรก็ตาม ถ้าเล่มสี่ให้ Zane ตายหรือเป็นอะไรไป จะโกรธมาก แล้วจะคอยสาปแช่ง Shana Abe จริง ๆ นะ

ข้อสังเกตบางประการ
อ่านงานของ Shana Abe มาสามเล่มเจอรูปแบบดังนี้

1. พระเอกอายุมากกว่า และนางเอกจะแอบหลงรักพระเอกมาตั้งแต่เด็ก และก็เป็นการรักแต่ไกล โดยที่พระเอกไม่รู้ตัวเลย แม้เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง ก็จะยังไม่รู้จนกระทั่งใกล้ ๆ จบ และพระเอกเป็นฝ่ายบอกรักก่อน .. ก่อนที่ผู้หญิงจะเปิดเผยความจริงให้รู้

2. ตอนที่เจอกัน (ถ้าเจอกัน) นางเอกในวัยเด็กจะดูจืดชืดทั้งด้านรูปหน้าหน้าตาและบุคลิก และทั้งคู่ก็จะขาดการติดต่อหายกันไปเป็นนานปี ก่อนที่จะมาเจอกันอีกครั้ง และพระเอกจะต้องตะลึงทั้งกับรูปร่างภายนอก และบุคลิกภายในของนางเอกซึ่งเปลี่ยนไปหน้ามืดเป็นหลังมือ (คิดถึงสี pastel pink กับ shocking pink – that effect!)

3. (จำไม่ได้กับ Secret Swan) แต่ชุดนี้ พระเอกชอบเอาชื่อนางเอกมาต่อท้ายตามใจชอบเป็น endearment แบบแปลก ๆ เช่น Rue-flower และ Lie-heart (นอกจาก mouse และ snapdragom ตามลำดับ)

4. นี่เป็นเล่มแรกที่พระเอกไม่ได้เป็น aristocrat (ขอบคุณคนเขียนเป็นอย่างสูง) ซึ่งเป็นมาตลอด และ Drakon เล่ม 3-4 ก็กลับมาเป็นอีกแล้ว ไม่เบื่อบ้างเหรอคะ

Tuesday, 3 March 2009

The Smoke Thief by Shana Abe (n)

สาเหตุการอ่านไม่มีอะไรเลย นอกจากเป็น weredragon จิตใต้สำนึกที่ชอบมังกรมากไม่มีทางเลือกแล้ว หาเรื่อง weredragon ที่เป็น UF จริง ๆ ก็หายากหาเย็น (เบื่อมนุษย์หมาป่า เบื่อผีดูดเลือดแล้ว ขอตัวอื่นบ้าง ภูติก็ไม่อยากได้ อยากได้มังกร กรี๊ด กรี๊ด) สรุปว่าก็นั่นแล



ชนิด : Fantasy/ Historical Romance/ weredragons
ชุด : The Drakon, Book 1
สำนักพิมพ์ : Bantam (September 26, 2006)
จำนวนหน้า : 352 หน้า


Clarissa เด็กสาวครึ่งมนุษย์ครึ่งมนุษย์มังกร (ที่ในเรื่องเรียกว่า drakon) ปลอมการตายของตัวเอง (fake her death? สำนวนภาษาอังกฤษชอบกล) และหนีออกไปจากถิ่นที่อยู่เดิมไปอาศัยอยู่ในลอนดอน ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ Rue หม้ายสาวสูงศักดิ์ที่มีชีวิตแปลกแยก เธอเป็นหญิงสาวคนเดียวในช่วงสี่รุ่นชีวิตมนุษย์มังกรที่กลายร่างเป็นควันและเป็นมังกรได้ และนั่นก็ทำให้เธอใช้ประโยชน์จากความสามารถที่เธอมีเพื่อขโมยเครื่องประดับมีค่าจากบรรดาคนในสังคมได้อย่างง่ายดาย

หากเมื่อเรื่องราวของ Smoke Thief เริ่มเป็นที่โจษจัน ก็ทำให้ชาวมนุษย์มังกรเริ่มร้อนรน พวกเขาจะต้องจับตัว rogue weredragon (หรือ ‘runner’) ที่หนีออกไปจากสังคมของพวกเขากลับมาลงโทษให้ได้ และดังนั้น Christoff หัวหน้าชาวมนุษย์มังกรจึงวางแผนที่จะใช้ Langford Diamond เพชรเม็ดยักษ์ของเหล่าชาวมนุษย์มังกรมาเป็นตัวล่อหัวขโมยออกมา

เรื่องราวผิดแผนไปเมื่อ Christoff ได้เจอกับ Rue และรู้ว่าเธอสามารถแปลงร่างได้ และในฐานะหัวหน้าชาวมนุษย์มังกร ผู้หญิงที่แปลงเป็นมังกรได้ถูกกำหนดให้เป็นคู่ของเขา ซึ่งความต้องการของเขาที่มีต่อเธอก็เป็นเช่นด้วยเสียด้วย หากแต่เพชรถูกขโมยไปโดยฝีมือของรันเนอร์อีกคน และทั้งคู่ก็มีเวลาเพียงสิบสี่วันที่จะตามหาเพชรและหัวขโมยตัวจริง

จริง ๆ เรื่องนี้ไม่มีอะไรมากเลย นอกจากการทำความรู้จักและตกหลุมรักระหว่างตัว Rue และ Christoff ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะตัว Rue เองหลงรักฝ่ายชายมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังเป็นแค่ Clarissa เด็กลูกครึ่งแล้ว ส่วน Christoff ก็หลงรักตัว Rue ตั้งแต่แรกเห็นในลอนดอน เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการปูทางเพื่อให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และตกหลุมรักกันมากขึ้นกว่าเดิม และกล้าพอที่บอกความรู้สึกของตัวเองออกไป

พล็อตที่น่าสนใจส่วนตัวก็คือ ประเด็นทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับ Rue เมื่อเธอหนีออกมาจากเผ่าได้ และหวังจะมีชีวิตที่เป็นอิสระหลังจากนั้น เธอไม่ควรใช้ความสามารถที่เธอมีอย่างเด่นชัด และโดดเด่นจนเปิดโอกาสให้มนุษย์มังกรล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของเธอได้เลย แม้เธอจะถูกจับได้ แต่เธอก็ยังหวังว่าตัว Christoff และสภาเผ่าจะปล่อยให้เธอเป็นอิสระ และใช้ชีวิตตามลำพังของเธอในลอนดอนต่อไปได้ ซึ่งคิดว่าถ้าวางให้ตัวนางเอกฉลาด ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ดูจะเดียงสามากไป การที่เติบโตมากับขนบธรรมเนียมของชุมชนปิดที่อนุรักษ์นิยมมาตั้งแต่เด็ก น่าจะช่วยให้เธอเห็นบทสรุปเช่นนี้ได้ก่อนที่เธอจะเริ่มต้นชีวิตขโมยแล้ว .... ส่วนตัวแล้ว มองว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจมากกว่า เหมือนเป็นการประกาศกร้าวต่อเผ่าที่ไม่เห็นค่าเด็กลูกครึ่งอย่างเธอ ว่า “ดูฉันสิ เห็นฉันสิ เห็นฉันไหม” อย่างมาก

เมื่ออ่านต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งสรุปเช่นนี้ชัดเจน เพราะเธอหลงรัก Christoff มาตั้งแต่เด็ก และเมื่อเธอพบว่าเธอแปลงเป็นมังกรได้ ก็หมายความว่าเธอเป็น female alpha และต้องแต่งงานกับเขา แต่เธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ และถ้าจะแต่งงานกัน ก็อยากให้เขาแต่งงานกับเธอเพราะความรักมากกว่า และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกมาจากหมู่บ้าน – และส่วนตัวเอง การรอคอยที่นำไปสู่บทสรุปที่เกิดเมื่อ Christoff มาเจอกับเธอ และไม่ยอมปล่อยเธอไป อาจจะเป็นความปรารถนาลึก ๆ ที่แม้แต่ตัวเธอก็ไม่รู้ใจตัวเองก็ได้

และถ้า Christoff จะเป็นพระเอกที่หลงรักเธอเพราะสิ่งที่เธอกลายเป็น ก็คงจะผิดพล็อตไปหน่อย และดังนั้นเขาก็สังเกตเห็นเธอเสมอมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว (โดยที่ Rue เองก็ไม่เคยรู้) และแม้ว่าจะเกิดแรงดึงดูดใจระหว่างกันขึ้น สิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าทำให้ชายหนุ่มรักเธอก็คือ เขาเติบโตมาโดยถูกคาดหมายให้เป็นหัวหน้าคนต่อไป และด้วยความสามารถที่มี ก็ยิ่งทำให้ความคาดหวังที่มีต่อตัวเขาสูง และดังนั้น แรงดึงดูดใจส่วนหนึ่งที่เกิดก็คือ หญิงสาวเป็นกบฏและกล้าหลีกหนีออกมาจากชีวิตและสังคมอนุรักษ์นิยมคร่ำครึที่เขาแหนงหน่าย (ซึ่งก็ทำให้ Christoff พยายามทำทุกอย่างที่จะได้ตัว Rue มา อย่างที่ในเรื่องก็โกหก และผิดสัญญาไปหลายรอบ) อย่างที่เจ้าตัวบอกเธอว่า “You do realize that if you don’t end up marrying me, I’ll turn out a sour old man, just like the rest of them. I need you to rescue me.” (หน้า 317) ซึ่งรู้สึกว่าจุดที่น่ารักที่สุดจัดหนึ่งในหนังสือ (หรืออย่างน้อยก็เป็นจุดที่จำได้มากที่สุด)

จุดที่ไม่ชอบที่สุด ก็คือ เมื่อถูกจับ เธอต้องการอิสระ และดังนั้น เธอก็แลกเปลี่ยนกับ Christoff และสภาว่าจะหาทางนำเพชรกลับมา และนำตัวรันเนอร์ที่เป็นคนขโมยเพชรไปกลับมาให้ได้ ซึ่งเมื่อความรักของเธอกับเขาลงตัวแล้ว Rue ก็ไม่น่าทำเช่นนั้นเลย (สปอยล์)[โดยเฉพาะเมื่อความจริงปรากฏออกมาว่าคนที่ขโมยเพขรไปจริง ๆ ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนอื่น] ถ้าเธอจากมาเพราะสภาพสังคมและชีวิตที่มีระเบียบสังคมและชนชั้นจัด เธอก็น่าจะเข้าใจคนที่หนีมาในสภาพเดียวกับเธอ และไม่ควรจะนำตัวรันเนอร์ที่สิ้นหวังและต้องการหลีกหนีจากเผ่าจนถึงขั้นกล้าตัดมือตัวเองออกมา .. เธอกลับไปเผ่าในสถานะคู่ของ Christoff, Queen และ female alpha แต่สิ่งที่รอคอยรันเนอร์อีกคนอยู่ไม่ใช่เช่นนั้นการหลีกหนีมาจากเผ่ามีโทษอยู่สองสถานก็คือ การทำให้ตาบอด (เพื่อที่จะเปลี่ยนร่างไม่ได้ตลอดไป) กับการตายด้วยน้ำมือหัวหน้าเผ่า ซึ่งเป็นทางเลือกที่ถูกเลือกเสมอเท่านั้น

ก็อ่านได้เรื่อย ๆ แบบจบแล้วจำอะไรไม่ได้ ตอนแรกให้ B- แต่พอมารีวิวได้ C+ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะว่าเล่มต่อไปเป็นเรื่องของ Zane เด็กในความดูแลของ Rue ที่กลายเป็นพระเอกเล่มสองไหม พออ่าน excerpt เล่มสองแล้วก็ให้อยากอ่านต่อไปจนคะแนนที่เกิดจากความดึงดูดเล่มต่อไปสูงขึ้นมาก สรุปให้ว่า Another love story. (ย่อมาจาก Another love story … that happens to be weredragons!

ปล. ถ้าไม่เคยหลงไปอ่าน Secret Swan อาจจะอ่านเล่มนี้เร็วกว่านี้ หรือก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ เห็นรูปแบบ arrogant male ชอบกล

อื่น ๆ
รีวิวเรื่องจากบล็อกคุณแม๊กซ์ Mostly Romance

- เขียนได้ครอบคลุมและมองได้ลึกซึ้งมาก ๆ