[BIASED SYNOPSIS]
When I first saw you
- ปกนี้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะหาได้ ที่มีเป็นโทนม่วงพาสเทล แต่ก็หม่นพอกัน
ชนิด : Rich Fantasy/ fairytale retelling/ folklore/ Celtic/ historical
ชุด : Sevenwaters, book 1
สำนักพิมพ์ : Tor Books; 1st edition (February 18, 2002)
จำนวนหน้า : 560 หน้า
(**สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าเรื่องไหนอ่านแล้วอินจะพล่ามมาก.. และเป็นแบบไม่รู้เรื่อง)
จากเรื่องเล่าของพี่น้องกริมม์ “The Six Swans” – Sorcha เติบโตมาด้วยความรักและความเอาใส่ใจของพี่ชาย 6 คน และมีความสุขกับชีวิตรอบตัว แม้ว่าพ่อซึ่งสูญเสียแม่ไปหลังการเกิดของเธอจะไม่สนใจเธอนัก จนกระทั่งพ่อแต่งงานใหม่ และผู้หญิงของพ่อพยายามเข้ามามีอำนาจครอบงำในครอบครัว และพี่ชายทั้งหกถูกคำสาปให้กลายเป็นหงส์ เหลือแต่ Sorcha ซึ่งแม่เลี้ยงมองว่าหากปราศจากพี่ชายเธอก็คงไม่มีชีวิตรอดต่อไป .... หากแต่เด็กสาวได้ความช่วยเหลือจากป่า พร้อมกับคำแนะนำที่บอกว่า หากเธอนำต้นไม้หนามมาเป็นเสื้อให้พี่ชายได้ คำสาปก็จะหมดไป โดยที่ระหว่างนั้น เธอจะต้องไม่พูด ไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย
Sorcha เริ่มต้นชีวิตโดดเดี่ยวในป่า และพยายามทำหน้าที่ของเธอ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนผันให้เธออยู่ในป่าไม่ได้อีกต่อไป ระหว่างนั้น เธอได้พบกับ Red ซึ่งเชื่อว่าเธอมีเบาะแสเกี่ยวกับน้องชายที่หายไป เขาจึงตัดสินใจพาเธอกลับบ้านด้วย ซึ่งก็ไม่ง่ายเลย ผู้คนของเขามองว่า Sorcha เป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงรักเธอจนนำเด็กสาวจากเผ่าศัตรูกลับมาด้วย ยิ่งประกอบกับการไม่พูด และเสื้อประหลาดที่เธอตั้งใจทอ ความน่าจะเป็นไปได้นี้ก็สูงขึ้น และความกดดันก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้มีแค่ความมุ่งมั่นที่จะช่วยพี่ชายเท่านั้น
ที่ย่อมาเหมือนจะเป็นนิทาน และเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ Daughter of the Forest แสดงให้เห็นว่านิทานเป็นแค่เรื่องเล่าอย่างง่ายและรวบรัดของเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะนิทานไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่ารายละเอียดเบื้องหลังความสำเร็จความลงตัวที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เสียสละ อันตราย หรือแม้แต่สิ้นหวังได้เลย ... เมื่อต้องหนีจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง Sorcha ไม่มีทางเลือก นอกจากหนีเข้าไปในป่า และต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางธรรมชาติ หิวโหย โดดเดี่ยว และหวาดกลัว หลังจากสองปีผ่านไป เธอถูกข่มขืน ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายติดตัวเธอมาอีกนาน และทำให้เธอต้องหนีออกมาจากที่ที่เคยอยู่ ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวทำให้เธอเกือบฆ่าตัวตายอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่ง Red ช่วยเธอไว้จากการจมน้ำ และพาเธอกลับไปที่บ้าน
หากความจริงที่ว่าเธอเป็นคนต่างเผ่า เป็นไอริชขณะที่เขาเป็นไบรตันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เผ่าพันธุ์ของทั้งคู่ทำสงครามต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และไม่วางใจกัน ที่นี่ ในถิ่นของศัตรู Sorcha ก็ถูกมองอย่างหวาดกลัว เดียดฉันท์ ตำนานและความเชื่อที่คนไอริชมีก็ทำให้เธอถูกมองเป็นคนหลังเขา และเป็นแม่มดที่ทำเสน่ห์ให้ Red หลงงมงาย และการที่เธอไม่พูดก็ทำให้เธอไม่สามารถแก้ตัวหรือแก้ความเข้าใจผิดใด ๆ ได้ โดยเฉพาะสถานะของเธอที่มีต่อชายที่เป็นเจ้าที่ดินคลุมเครือ ไม่ชัดเจน แม้สถานภาพของเธอจะดีขึ้นที่มีอาหารกินครบมื้อ และมีที่อาศัย แต่การอยู่รวมกับผู้คนที่ไม่เป็นมิตร ไม่เข้าใจ และทำร้ายเธอด้วยคำพูด ความเกลียดชังและความแปลกแยก
ลับหลังชายหนุ่ม ความต้องการทำร้ายทำลายเธอคงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อชายหนุ่มออกเดินทางไกล Sorcha ก็ถูกลุงของเขาจับขังคุกใต้ดินอยู่ในความมืดเป็นเวลานาน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขื่นขม และสิ้นหวังอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะถูกจับเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มด และสายลับฝ่ายศัตรู และอาจจะทอเสื้อให้พี่ชายไม่เสร็จทันการ ซึ่งจะทำให้พวกเขาหมดโอกาสกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เหมือนเล่าเรื่องย่อสองครั้ง ย่ออย่างสั้นกับย่ออย่างยาวกว่า เหมือนจะง่ายแต่ยากมาก อ่านแล้วพูดไม่อกบอกไม่ถูกนอกจากจะรำพึงกับตัวเองว่าจะรันทดไปถึงเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะทำเสื้อเสร็จแล้วพ้นทุกข์สักที เมื่อไหร่จะพูดได้ อะไรเช่นนี้อยู่เนือง ๆ เข้าใจว่าตัวเอกมีบททดสอบที่ต้องทำ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เหนื่อยยาก ทนทุกข์เช่นนี้ คลื่นชีวิตถาโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ ถึงมองว่า Juliet Marillier เก่งที่เขียนเรื่องออกมาเช่นนี้แล้วทำให้คนอ่านยังอ่านต่อไปได้โดยที่ไม่โยนหนังสือทิ้ง หากแต่จมจ่ออยู่กับเนื้อเรื่องได้ต่อไปจนจบ
วิธีเล่าเรื่องที่ให้รู้สึกเข้าถึงและรับรู้ตามยังเป็นเอกลักษณ์ในงานของเธอ นอกเหนือจากการพรรณนาให้เห็นภาพตามเสมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเองเอง ยังเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงพี่ชายทั้งหกคนของตัวเอกด้วย เราได้เห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของผู้ชายหกคน ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งจากแรงจูงใจ คำพูด การแสดงออก ตั้งแต่พี่ชายคนโต Liam ที่ถูกวางให้เป็นหัวหน้าครอบครัว เคร่งขรึม เอาจริงเอาจริง Diarmid พี่ชายคนรองที่ขี้เล่น เจ้าเสน่ห์ ฝาแฝด Conar กับ Cormack ที่แตกต่างกันด้วยบทบาทนักปราชญ์และนักรบ Finbar ที่มีโลกส่วนตัวและความเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง และ Padriac ที่กระตือรือร้น
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีก็คือ ผลลัพธ์ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างที่ Sorcha รำพึงกับตัวเองในตอนใกล้จบว่า “Real life is not quite as it is in stories. In the old tales, bad things happen, and when the tale has unfolded and come to its triumph conclusion, it is as if bad things had never been. Life is not as simple as that, not quite. (หน้า 532-3) ชีวิตจริงแตกต่างจากนินานไม่ใช่แค่ในด้านการย่อความและละทิ้งความยากลำบากไว้เท่านั้น แต่ยังทิ้งบาดแผลและความสูญเสียไว้ด้วย นอกเหนือจากตัวเอกเองที่สูญเสียความเดียงสาและความไว้ใจในระหว่างทางแล้ว พี่ชายของเธอก็ไม่แตกต่างกัน ความขื่นขมที่ต้องกลายเป็นหงส์ ไม่สามารถปกป้องน้องสาวของตัวเอง หรือกลับไปต่อสู้เพื่อพ่อได้มีอยู่อย่างรุนแรง รวมไปถึงความสูญเสียเฉพาะตัวของแต่ละคน ดังเช่น Liam สูญเสียผู้หญิงที่รักและคู่หมั้นไประหว่างคำสาป และเมื่อกลับมา เธอก็แต่งงานและกลายเป็นแม่ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถรักใครได้อีกเลย Finnar ผู้เห็นโลกอย่างที่ตัวเองเชื่อ สูญเสียตัวเองไปหลังที่กลายเป็นหงส์ และลังเลที่จะกลับมาเป็นคน หรือ Diarmid ชายขี้เล่นที่เปลี่ยนเป็นเจ้าคิดเจ้าแค้นเพราะความเกลียดชังที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของแม่เลี้ยง
ความสูญเสียที่นำมาซึ่งความได้มา และความได้มาซึ่งมาจากความสูญเสียก็เห็นได้ชัดสำหรับ Red และ Simon น้องชายของเขาด้วย ... พี่ชายที่ถูกเลี้ยงมาให้สืบทอดความเป็นเจ้าของที่ดิน พึ่งพาได้ คาดหวังได้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้เจอกับ Sorcha ผู้ซึ่งทำให้เขาเห็นว่าชีวิตที่ถูกคาดหวังและวางแนวทางไว้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และเมื่อเขารักหญิงสาวและรู้ว่าเธอไม่สามารถอยู่กับเขาได้ ชายหนุ่มก็กล้าที่จะละทิ้งทุกอย่างมา เพื่อมาอยู่กับเธอ หรืออย่าง Simon ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการมาสืบความลับในดินแดน Sevenwaters เพราะคิดว่าเขาไม่มีทางทัดเทียมพี่ชาย หรือเป็นเจ้าของที่ดินได้ จนทำให้ถูกจับและทรมานในฐานะเชลย และเมื่อถูกพวกพี่ชายและ Sorcha ช่วยออกมา ระหว่างที่ Sorcha รักษาและเยียวยาเขา เธอกลายเป็นโลกของเขา และเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยว Simon ไว้หลังจากนั้น แต่เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง เธอแต่งงานกับ Red เสียแล้ว และเมื่อ Red ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง ชายหนุ่มก็กลายเป็นเจ้าของที่ดินอย่างที่ตัวเองต้องการตลอดมา หากแต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาต้องการกลายเป็นอีกอย่างที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
เหมือนเรื่องของเธอในชุด Wildwood Dancing ที่ Juliet Marillier เขียนให้ตัวละครของเธอมีความผูกพันกับป่าและคุ้นเคยกับเวทย์มนต์ที่อยู่ในนั้น และต้องทำบททดสอบซึ่งผลสำเร็จที่ได้เป็นทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว และส่วนรวม ... แต่ในเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะมืดกว่ามาก ซึ่งก็ทำให้เข้าใจและเกือบจะถูกใจอารมณ์หนังสือ Young Adult (อย่างน้อยก็กับงานของ Juliet Marillier) มากกว่า เพราะอ่านสบาย และบีบคั้นน้อยกว่ามาก ... จริง ๆ แล้วชุดนี้มีคนพูดถึงเยอะ และเมื่อเริ่มอ่านแฟนตาซีภาษาอังกฤษก็ก้ำกึ่งจะอ่านเหมือนกัน แต่เพราะความกดดัน และฉากข่มขืนที่ได้ยินมาก็ทำให้ชะลอไว้เสมอ และก็ดีใจที่เพิ่งอ่านตอนนี้ เพราะสมัยนั้นคงจะอ่านแล้วจิตหลุดไปเลย หรือมิฉะนั้นก็ไม่มีทางได้อ่าน Cebele’s Secret ได้แน่
ความคล้ายคลึงอีกอย่างก็คือความรักระหว่างตัวเอก ซึ่งจะเป็นความละเมียดละไม และใช้เวลาก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ และแอบแฝงอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลย (อย่างน้อยก็ในกรณีฝ่ายหญิง ที่ตอบรับมิตรภาพและสร้างความผูกพัน แต่ไม่รู้ตัวจนเกือบจะสายว่าเป็นความรักเช่นใด ขณะที่ฝ่ายชายจะอดทนและรอคอยอย่างน่าอัศจรรย์) ในเรื่อง Red รักและต้องการที่จะปกป้องเธอ โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะรู้ว่า วันหนึ่งเธอก็ต้องกลับไป และกลัวว่าคำพูดที่มีจะทำให้เธอกลัว และเขาก็บอกรักเธออย่างเงียบ ๆ แฝงผ่านนิทานความรักระหว่างชายชาวประมงและนางเงือก
ทั้งนี้ Red ได้รับคำแนะนำจากสิ่งมีชีวิตในป่า ว่าหากเขาพยายามที่จะเรียนรู้ ชายหนุ่มก็จะสามารถเข้าใจ Sorcha ได้ แม้เธอไม่พูดออกมา แต่ผ่านการสังเกต การตีความ และความพยายามเข้าใจ ซึ่งก็นอกเหนือจากด้านความรู้สึกที่เธอมีให้เขา ซึ่งชายหนุ่มไม่กล้าตีความใด ๆ เรื่องนี้แล้ว กลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจและอ่านเธอได้มากกว่าใคร และก็แปลกที่ว่า ในทางกลับกัน Sorcha ไม่สามารถตีความเข้าใจชายหนุ่มได้เลย แม้ว่าเขาจะพูดผ่านการกระทำและการแสดงออกก็ตาม เธอเข้าใจว่า สิ่งทั้งหมดที่เขาทำให้เธอเป็นเพราะเขาต้องมนต์สะกดของป่ามากกว่าจะที่สนใจเธอที่ตัวเธอจริง ๆ และท้ายสุดแล้ว เธอก็รู้ว่าเธอต่างหากที่ไม่ได้ยินเสียงที่เธอควรจะได้ยิน ซึ่งคิดว่าหนังสืออ่านเรื่องการเข้าใจคำพูดที่ไม่ได้ “พูด” ได้ดียิ่ง [ย่อหน้านี้ เพิ่ม 040309]
จุดแข็งของงานเขียนที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับตัวละคร ทำให้ทำใจรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อรู้สึกว่าโลกของเธอจะครบถ้วนเมื่อมีพี่ชายทั้งหกคนอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เห็นนั้นเสมอไปเมื่อการผจญภัยและเวลาทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป และเธอไม่ใช่เด็กหญิงที่ต้องขอความช่วยเหลือและการตัดสินใจของพี่อีกต่อไป และที่สำคัญ เมื่อต่อมา พี่ชายของเธอจากเธอไปทีละคน ทั้งจากการเติบโต และเดินทางเพื่อหาที่ของตัวเอง และสงคราม เพราะความรู้สึกผูกพันโดยเฉพาะเมื่อรับรู้ความยากลำบากของ Sorcha ทำให้รู้สึกหวงแหนชีวิตของแต่ละคน และเป็นอารมณ์ที่คงอยู่ชัดที่สุดหลังอ่านจบ และก็เลยทำให้ขอสรุปเรื่องนี้ว่า Beautifully heartbreaking หรือว่า Beautifully disturbing ก็ได้ รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ อ่านจบแล้วนอนไม่หลับ
ให้คะแนนที่ B+ เพราะชอบความสมจริง แต่ไม่สามารถทนเห็นหนังสือได้อีก อย่างน้อยก็ตอนนี้ A realist's fairy tale .. while I ain't one!
ปล. ตอนแรกจะไปเอาเล่มสองมาอ่านต่อ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทิ้งไว้ก่อนดีกว่า ยิ่งรู้ว่าเล่มสอง Sorcha กำลังจะตายนี่รับไม่ได้จริง ๆ ไม่ชอบอารมณ์ dark age
ย่อปกหลังเว่อร์ชั่นอื่นจาก wiki
“Lord Colum of Sevenwaters is blessed with six sons: Liam, a natural leader; Diarmid, with his passion for adventure; twins Cormack and Conor, each with a different calling; rebellious Finbar, grown old before his time by his gift of Sight; and the young, compassionate Padraic.
But it is Sorcha, the seventh child and only daughter, too young to have known her mother, who alone is destined to defend her family and protect her land from the Britons and the clan known as Northwoods. For her father has been bewitched, and her brothers bound by a spell that only Sorcha can lift.
To reclaim the lives of her brothers, Sorcha leaves the only safe place she has ever known and embarks on a journey filled with pain, loss and terror.
When she is kidnapped by enemy forces and taken to a foreign land, it seems there will be no way for her to break the spell that condemns all she loves. But magic knows no boundaries, and Sorcha will have to choose between the life she has always known and a love that comes only once.”

ชนิด : Young Adult / Fantasy/ Folklore
ชุด : Wildwood Dancing, Book 2
สำนักพิมพ์ : Tor (5 Dec 2008)
จำนวนหน้า : 407 หน้า
รางวัล :
An American Library Association Best Book for Young Adults 2009
Winner of the 2008 Sir Julius Vogel Award for best young adult novel.
Finalist in the 2007 Aurealis Awards.
Finalist in the Western Australian Premier's Book Awards for 2007.
หลังจากที่ Wildwood Dancing พูดถึงเรื่องราวของพี่น้อง 5 คนผ่านทางทางเล่าเรื่องของ Jena พี่สาวคนที่สอง Cybele's Secret เริ่มต้นจาก Paula น้องสาวคนที่สามซึ่งเป็นเด็กขยันเรียน ฉลาด เอาจริงเอาจัง
ผ่านไปหกปีหลังจากเหตุการณ์ในเล่มที่แล้ว Paula ร่วมเดินทางไปกับพ่อจากทรานซิสวาเนียสู่อิสตันบูลเพื่อการค้าขาย และค้นหา Cebele’s Gift เครื่องรางเก่าแก่ที่กล่าวกันว่า มีอำนาจและเป็นสิ่งที่เหลืออยู่ก่อนละทิ้งโลกมนุษย์ของ Cebele (อ่านว่า kee-beh-leh) เทพีแห่งผืนดินที่กลายเป็นเพียงตำนานเลือนลางในปัจจุบัน
เมื่อไปถึงอิสตันบูล ทั้งคู่ค้นพบว่าเพื่อนและหุ้นส่วนทางการค้าของพ่อที่เป็นคนแจ้งข่าวเกี่ยวกับ Cebele’s Gift เพิ่งถูกฆ่าตาย และแม้ว่าจะมี Stoyan การ์ดหนุ่มตัวโตที่ถูกจ้างมาให้ดูแล Paula คอยระวังหลัง การตามหาเครื่องรางก็เต็มไปด้วยอันตรายและการแข่งขันที่เหนือกว่าที่สองพ่อลูกคิดไว้มาก โดยเฉพาะเมื่อ Other Kingdom กำลังรอที่จะทดสอบ Paula อยู่
และเรื่องราวก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อ Paula และ Stoyan มีเหตุให้ต้องร่วมเดินทางไปในเรือของ Duarte โจรสลัดมากไปด้วยปริศนา
แม้ว่า Cybele's Secret จะเป็นหนังสือที่ต่อมาจาก Wildwood Dancing แต่เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มก็เป็นเอกเทศจากกันมาก เป็นบทละครคนละบทที่เล่าผ่านตัวละครที่แตกต่างกัน จนเรียกได้ว่าสามารถเป็น standalone ได้เลย อย่างไรก็ตาม วิธีการบรรยาย การพรรณนาจนผู้อ่านเห็นภาพและเกิดจินตนาการตามนั้น ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือทั้งสองเล่มคงความเชื่อมโยงกันอยู่ และก็ถือเป็นเสน่ห์หลักอย่างหนึ่งของชุดด้วย (ทั้งนี้ ต้องสารภาพว่าไม่เคยอ่านเรื่องอื่น ๆ ของ Juliet Marillier แต่รู้สึกว่าวิธีเขียนและเล่าเรื่องของเธอทำให้นึกถึง Patricia A. McKillip แม้ว่าฝ่ายหลังจะมีวิธีเล่นกับจินตนาการและความเป็นไปได้ รวมไปถึงความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝันมากกว่าก็ตาม)
เนื่องจากเล่มนี้เป็นการดำเนินเรื่องในอิสตันบูล และในเรือมีเรื่องราวเข้ามามาก จึงทำให้ต่อเรื่องไปได้เร็วและมีสีสันกว่าในเล่มแรก คนเขียนบรรยาย และพรรณนาสภาพเมืองและความเป็นอยู่ได้ดี (ซึ่งถือว่าในจุดนี้ ทำได้ดีกว่า Patricia A. McKillip เสียด้วย เพราะฝ่ายหลังเน้นเขียนให้ผู้อ่านต่อยอดต่อไปเอง มากกว่าจะติดอยู่แค่ความรุ่มรวยของภาษาที่ใช้ จึงทำให้เห็นภาพได้น้อยกว่า) ตัวละครที่เสริมเข้ามาจากพื้นหลังและความเชื่อที่แตกต่างกันช่วยสร้างภาพความสำคัญของการเป็นเมืองท่าในสมัยทศววรษที่ 14 ของอิสตันบูลได้ดี ทำให้เห็นว่าคนเขียนทำการบ้านและค้นคว้ามาจริง ๆ
ประเด็น gender ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ยังคงถูกกล่าวถึงในหนังสือชุดนี้ อย่างไรก็ตาม การเป็นอิสระของผู้หญิงในเล่มแรกถูกกำหนดไว้ด้วยทัศนคติของตัวละครชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของห้าสาว แต่ในเล่มนี้เป็นประเด็นที่เกิดจากวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคมแบบมุสลิม ซึ่งเริ่มตั้งแต่การที่ผู้หญิงจะต้องแต่งกายให้มิดชิด อยู่แต่ในบ้าน แทบจะไม่มีสิทธิออกไปข้างนอก หรือถ้าออกไป ก็ต้องเป็นการไปที่มีญาติฝ่ายชายร่วมเดินทางอยู่ด้วย ซึ่งก็คือสิ่งที่ยังเป็นอยู่ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกัน โดยส่วนตัว ประเด็นความเป็นอิสระนี้น่ารำคาญน้อยกว่าเล่มแรก เพราะเมื่อเป็นเรื่องของธรรมเนียมปฏิบัติจึงไม่มีความก้าวร้าวที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวอย่างเล่มแรกมาร่วมด้วย และก็เพราะเมื่อกฏเกณฑ์สังคมหลายอย่าง ตัวละครในเรื่องหาทางออกและวิธีการแก้ไขได้อย่างราบรื่น
การแก้ไขปริศนาก็เป็นส่วนสำคัญในหนังสือเล่มนี้เหมือนชุดที่แล้ว และก็ยังคงบทบาทเดิม คือเป็นบททดสอบให้ตัวละครแต่ละตัวได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำมาเป็นบทเรียนการดำเนินชีวิตและเป็นคนที่ดีกว่าเดิมอยู่ เทียบกันแล้ว แม้ใน Cybele's Secret บททดสอบที่เข้ามาจริงจังกว่า เร่งเร้ากว่า แต่เหตุการณ์ที่เกิดจากทางเลือกส่งผลให้กับตัวละครน้อยกว่าและการผิดพลาดที่เกิดจากการเรียนรู้บทเรียนนั้นก็อันตรายน้อยกว่า ... แม้ว่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่ควรเกิด คือการเข้าใจกันของ Paula และ Stoyan ล่าช้าไปบ้าง
ในหนังสือมีประเด็นที่พลิกผันอยู่นิดหน่อยที่ผู้ร้ายตัวจริงเป็นคนที่ไม่ได้คาดคิดว่าน่าจะเป็น และก็เป็นตัวละครที่ตัว Paula เชื่อถือและไว้ใจมากที่สุดตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า เป็นสิ่งที่คิดและก็คาดการณ์ไว้แล้วอยู่บ้าง เพราะตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เหมือนจะดีจนเกินไป และทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองเท่าไรนัก ซึ่งในองค์ความรู้ของคนอ่านช่างจับผิดก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีคนดีขนาดนี้อยู่ โดยเฉพาะในหนังสือที่ตัวละคนทุกคนออกมามีบทบาทเพราะจุดประสงค์บางอย่างเสมอ ... ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะยินไว้อาลัยให้ตัวเองที่ช่างระแวงระวังไปเรื่อย หรือแสดงความยินดีให้กับตัวเองดี
คนเขียนผูกปมปริศนาการทิ้งท้ายของ Cebele’s Gift ได้ดีอย่างยิ่ง เพราะคนจำนวนมากต้องการคำพูดสุดท้ายที่เขียนทิ้งไว้ก่อนจากของ Cebeleในเครื่องราง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดอำนาจ ความรุ่งเรือง และสำหรับตัว Paula และคนอ่าน เมื่อมีการเชื่อมโยงถึง Other Kingdom เข้ามาก็ยิ่งเชื่อเช่นนั้นเข้าไปอีก หากเมื่อมองให้ชัดเจน คำตอบที่มีเป็นคำตอบที่มีเพื่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข ให้ชีวิตให้คุ้มค่า และรู้คุณค่าของผืนแผ่นดินและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและธรรมชาติ อย่างที่บอกว่า ‘Eat of my deep earth; drink of my living streams, for I am your Mother. Your heart is my wild drum; your breath my eternal song. If you would live, dance with me!’ (หน้า 347)
นอกเหนือจากการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจแล้ว ตัวละครเองก็น่าสนใจไม่แตกต่างกัน เนื่องด้วยตัวเอก ซึ่งก็คือ Paula เป็นคนฉลาด และใช้ปัญญาไตร่ตรองแก้ไขปัญหาที่เกิด และพยายามทำหน้าที่ผู้ช่วยของพ่อระหว่างที่ออกเดินทางมาด้วยกันให้ดีที่สุด จึงเกิดภาพของเด็กสาวที่มีเหตุผล ตัดสินปัญหาด้วยความรอบคอบ สุขุม และเป็นผู้ใหญ่กว่าวัยมาก รูปแบบวิธีการคิด การวางแผน การโต้ตอบสนทนากับตัวละครทั้งหลายทำให้เห็นภาพเช่นนี้ได้ดี และก็ถือว่าคนเขียนประสบความสำเร็จมาก .... อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาฉุดเธออยู่หลายครั้งในเรื่อง เพราะการเป็นคนรู้มากและฉลาด ทำให้ตัวเธอคิดมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ได้มาจาก Other Kingdom และกลับกลายเป็นว่า Stoyan ผู้ซึ่งประกาศตัวกับ Paula อยู่เสมอว่าเป็นคนรู้น้อย และไม่ได้เรียนหนังสือ กลับเป็นคนชี้แนวทางและแก้ปัญหาให้ Paula ได้อยู่เสมอ ๆ ซึ่งในช่วงการทดสอบ Paula เองก็พูดเองว่า หลายอย่างซับซ้อนน้อยกว่าที่คิดไว้ และสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้ระหว่างการเดินทางก็คือ เห็นคุณค่าของ wisdom มากกว่า scholarship ทั้งในเรื่องการแก้ไขปริศนา และการเข้าใจโลก ‘I have overestimated the role scholarship plays in finding answers and in understanding the world…. I have learnt that there are deeper kinds of wisdom.' (หน้า 326)
สำหรับตัว Stoyan เอง ภาพที่ปรากฏในตอนแรกก็คือ ผู้ชายเคร่งขรึม ซื่อสัตย์ และจริงจังในการทำงานที่ถือการทำหน้าที่การ์ดให้ความปลอดภัยของ Paula และพ่อมาก่อนทุกอย่าง (อย่างที่ค้นในเวบว่าชื่อนี้มาจาก "stoya" ที่หมายถึง "to stay/to stand" หรือ "hardly” เหมาะมาก ๆ) แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ผู้ชายตัวโตน่าทางน่ากลัวนี้กลับมีด้านอ่อนโยนและละเอียดอ่อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่ตัว Paula เอง คิดด้วยความหลากใจหลังที่ตื่นจากฝันร้ายและนั่งพูดคุยกับ Stoyan ในคืนแรกว่า ‘There were hidden depths beneath that impassive exterior. A sweet kernel shielded by a tough shell; dancing fire concealed in stone.’ (หน้า 83) (ซึ่งถ้าอ่าน นอกเหนือจากบรรยายถึงความเป็นตัว Stoyan แล้ว การเปรียบเทียบเช่นนี้ก็ช่วยให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางวิชาการของตัวเอก – และความรุ่มรวยทางภาษาของคนแต่ง – อีกด้วย) ซึ่งอย่างที่ได้พูดไปในย่อหน้าที่แล้วว่า Stoyan รู้ว่าตัวเองไม่ได้เรียนหนังสือ และมองสิ่งนี้เป็นปมด้อยอย่างหนึ่งของตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนที่เฉลียว และก็แก้เป็นผู้ที่แก้ปริศนาให้ Paula ได้หลายครั้ง และก็ต้องขอสารภาพว่าไม่ได้ตกหลุมรักตัวละครมานานมาก แต่ก็เป็นไปแล้วกับการ์ดร่างยักษ์เช่นนี้
ส่วนตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชอบหนังสือเล่มนี้มากก็คือ ความละเมียดละไมของความสัมพันธ์ระหว่าง Paula และ Stoyan ที่ช่วงแรกเหมือนจะเป็นแค่นายกับบ่าว -ผู้จ้างกับการ์ดที่จ้างมา- แต่เพราะความผูกพันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ถึงขั้นที่ความซื่อสัตย์และมุ่งมั่นของ Stoyan ที่มีให้ Paula ทำให้เขาถูกเรียกว่า watchdog ในสายตาคนนอก ซึ่งก็ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งก็เพราะความรู้สึกภายในที่ Stoyan ที่มีต่อ Paula ด้วย และก็เพราะการอยู่เคียงข้าง คอยคุ้มครอง และพยายามทำความเข้าใจนี่เองก็ช่วยให้เจ้าตัวเอาชนะใจเธอได้ ช้า ๆ มั่นคง และสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การฝันร้ายในตอนกลางคืน และตื่นขึ้นมากลางดึกของ Paula ในหลายครั้ง รวมไปถึงช่วงที่ผจญภัยไปด้วยกัน ทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีกฝ่าย ได้ทำความรู้จักสิ่งกันและกัน อย่างที่ข้อผูกมัดของระเบียบและกฏเกณฑ์สังคมไม่สามารถเอื้ออำนวยให้ทั้งคู่ได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นอย่างที่มีคนเตือน Paula ไว้ก็ได้ ‘Before she knows it, a young woman can find herself swept into very deep waters.’ (หน้า 144)
เหมือนที่ครั้งหนึ่งอ่าน Pillars of the World ของ Anne Bishop แล้วนางเอกเปรียบผู้ชายสองคนให้เป็นฝนกับพายุ แล้วเลือกคนแรกว่าบอกว่า สายฝนอาจจะดูเอื่อย ๆ ไม่ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนพายุ แต่ก็ไม่ทำลาย ช่วยให้ต้นไม้ได้เติบโต ... อะไรสักอย่าง อ่านมานานแล้วจำไม่ได้ แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับเคสนี้ด้วย แต่อ่านแล้วนึกถึง เพราะว่าเลือกใคร นางเอกของเราก็คงหาความสุขให้ตัวเองได้พอกัน
ตัวละครอย่าง Duarte ก็มีความลุ่มลึกในแบบของตัวเองไม่แตกต่างกัน ชื่อเสียงความเป็นโจรสลัดไม่ได้มาในด้านบวกเสมอไป และเมื่อเขาเข้าร่วมการประมูล Cebele’s Gift ก็ยิ่งทำให้เขาถูกมองว่าอยู่เป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังอันตรายทั้งหมด ซึ่งภาพที่ผู้เขียนพยายามให้เกิดก็เป็นเช่นนั้นเสียด้วย แต่เมื่อความจริงเริ่มคลี่คลาย และสาเหตุความต้องการนั้นชัดเจนขึ้นก็ทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ Duarte ไปได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อได้รับโอกาสจาก Other Kingdom ให้เลือกของหนึ่งชิ้น และเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ลังเลที่จะเลือกของเพื่อผู้อื่น มากกว่าเพื่อตัวเอง ประโยคเด็ดมากที่แสดงให้เห็นถึงศักิด์ศรีของเจ้าตัวอยู่ที่หน้า 330 ที่บอกว่า ‘I have come not to take, but to give.’
ปกหลังของหนังสือเขียนไว้ว่าเป็น ‘A startling love triangle’ ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะตอนแรก Duarte ซึ่งเป็นโจรสลัดมากด้วยเสน่ห์ และทำอะไรตามอำเภอใจมีบทบาทในหนังสือก่อน และ Paula ก็ดึงดูดเข้าหาความเชื่อมั่นนั้นด้วย แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าพระเอกเป็นใคร และความรู้สึกของ Paula ก็ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอันที่จริง ถ้าตัว Duarte จริงจังมากกว่านี้ และทำความรู้จักได้เร็วกว่านี้ก็อาจจะชนะใจ Paula ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่เท่าเทียมกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการชาติตระกูล ฐานะ การศึกษา ความรู้ อย่างที่ Paula บอกเองเลยว่า การได้คุยกับ Duarte ทำให้รู้สึกเหมือนได้การโต้เถียงกับเพื่อนในวงวิชาการที่ Other Kingdom ของเธอเป็นครั้งแรก
มีจุดเดียวที่ไม่ชอบในหนังสือ และไม่ชอบเกี่ยวกับ Stoyan ก็คือ หลังแก้ปริศนาสำเร็จ เขาเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมาเกี่ยวกับความรู้สึกที่ Paula มีต่อเขา และตัดสินใจที่จะออกหนีออกมา (ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือ เมื่อกลับมาที่อิสตันบูลได้สักพักก็หนีหายไปเลย) และกว่าจะกลับมาหาเธอใหม่ก็ผ่านไปจะร่วมปี ซึ่งแม้จะมองว่าสิ่งที่ต้องทำก็เถอะ รู้สึกว่าไร้เหตุผลไปนิด แต่อย่างน้อย ถ้าคิดในแง่ดี ก็ให้ทั้งคู่ได้ไปทบทวนตัวเอง (สำหรับฝ่ายชาย ไปลับตัวเอง และล้มปมในใจ และฝ่ายหญิงให้รู้ใจตัวเองว่ามากกว่าแค่ความใกล้ชิด) ซึ่งก็อาจจะดีก็ได้
ถึงจะบอกว่าเขียนให้เป็น Young Adult แต่เล่มนี้ดูโตกว่าเล่มที่แล้วหรือเปล่าหนอ สรุปให้ว่า a sweet and refined delight!
ปล. สุดท้าย Stoyan สารภาพออกมาว่ารัก Paula ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคนอ่านก็คิดว่าจะมีพูดต่อ กรี๊ด กรี๊ด เคือง อยากรู้ใจจะขาด
แล้วจะมีเล่มต่อไปไหมคะ เหลือน้องสาวคนเล็กอีกคนให้เล่านะ!!!
เล่มนี้พูดยาวชนะ Wildwood Dancing กับ Od Magic อีก โอ้ ยาวชนิดที่ใช้เวลาเขียนแทบจะพอกับเวลาอ่าน แล้วก็ยังรู้สึกว่าเขียนได้อีก อ่านไปจะ 2 รอบแล้ว!!
นอกเรื่อง
เคยอ่านที่ คุณแม็กซ์ แห่ง Mostly Romance เขียนไว้ว่าพระเอกเป็นหมาป่าก็น่ารักดี แต่มันไม่เท่ ไม่หล่อเร้าใจเหมือนตอนเป็นคน สิ่งนี้ก็อาจจะจริงสำหรับ Wildwood Dancing ก็ได้ ถึงแม้ Gogu จะเป็นกบแสนดี รู้เรื่อง เข้าใจก็ตาม แต่ก็เป็นแค่กบอยู่ดี กว่าจะกลายร่างเป็นคนก็ตอนจบเล่ม นอกจากจะรู้สึกแปลกหน้าไม่ผูกพันแล้ว ยังรู้สึกว่าขาดตัวละครที่ควรจะมีอีกแล้ว และดังนั้น การให้ Stoyan มีบทบาทตั้งแต่แรก ๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง :D :D
เพ้อเจ้อ!!
(สปอยล์แหลก - 170209)
The Book itself!
ต้องสารภาพว่าอ่านเต็ม ๆ แบบหน้าแรกยันหน้าสุดท้าย 2 รอบ และมีครั้งที่พลิกอ่านไปอ่านมาเฉพาะตอนที่ชอบอีกก็เป็นหลายสิบ ก็กลับมาว่าแนว Rich fantasy แบบนี่อ่านเอาเรื่องอ่านเอาความแบบ Urban Fantasy ไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน commit murder and solve crime ไม่พอ แต่ต้องเป็น ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่นไร เพราะเหตุใด และไอ้อย่างไร เช่นไรนี่ก็มีบทบาทสูงเสียด้วย จะไปอ่านเอาความตามเนื้อก็ได้ ต้องดูความหมายของประโยคแล้วดูใจความที่ซ่อนอยู่ข้างใน และความหมายแฝงอย่างหนัก หนังสือรายละเอียดเยอะ ขึ้นขั้นที่คนอ่านละเอียดอย่างอีฉันเสียความเชื่อมั่นทุกครั้งที่อ่านใหม่และเจอสิ่งที่ครั้งแรกไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้เห็น แค่ 50 หน้าแรกก็ดูดเข้าสมองไม่ทันแล้ว รายละเอียดเยอะ ยิ่งบวกกับการตีความอีก symbolism แรงทั้งหนังสือทั้งคนอ่าน ตีความไปเหมือนจะเป็นบ้า โอ กู เอากระดาษมาจดโน้ต จดไอเดียยิ่งกว่าตอนเรียนโท แล้วก็อ่านไปยิ้มไปคนเดียว กรี๊ดไปคนเดียว พฤติกรรมเหมือนบ้า boyband ไม่ได้เกิดขึ้นมาร่วมสิบปีแล้ว กรี๊ด
กำลังสงสัยว่า ถ้า YA ยังขนาดนี้ ต้องไปจิกหา Sevenwaters มาอ่านจะดีไหมคะ? แล้วจะมีเล่มต่อไหม กรี๊ดด ถึงได้ชอบ UF อย่างนึงที่มีให้อ่านไปเรื่อย ๆ กรี๊ดดดด แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับไป Other Kingdom ไม่มีโอกาสเลยเหรอคะ เล่มนี้อุตส่าห์มีหวัง
Gender Matters?
ทั้งที่พูดว่าไม่รู้สึกถึงประเด็น gender มากนี่ แต่ในเรื่อง และในสังคมสิ่งที่แรงนะ อย่างที่ Paula รู้สึก frustrated ที่ไปซื้อของคนเดียวไม่ได้ เพราะพ่อค้าไม่ยอมขายให้ หรือมิฉะนั้นโก่งราคา ไม่ลดให้เพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิง หรืออย่างที่ชัดมากก็คือ ตัว Irene of Volos ที่เป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด มีอำนาจ ซึ่งอันที่จริง ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็คงได้เป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว อย่างที่มันอาจมาเป็นในรูปที่ เธอวางตัวเองเป็นเจ้าลัทธิ Cebele ในอิสตันบูล และให้คนอื่น ๆ มาบูชาเทิดทูนเธอ และก็รู้สึกสะใจที่ทำให้ Imam ในเมืองปั่นป่วนกันกระแสนอกรีตนอกศาสนา ความเบี่ยงเบนที่ต้องการอำนาจและต้องการต่อกร/ แสดงออกบางอย่างนี่ชัดมาก
Irene of Volos
Irene กับ Paula - จริง ๆ แม้เธอจะหักหลังและใช้ความเชื่อใจของ Paula ให้เป็นประโยชน์กับตัวเธอ และแม้จะสั่งฆ่าคนอย่างเลือดเย็น แต่บางครั้งก็เหมือนว่า Irene จะเอ็นดูและถูกใจ Paula จริง ๆ จากความรู้และความเฉลียวฉลาดที่มี สังเกตได้ว่าเธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้มาเป็นพวกหลายครั้ง และเป็นคนเดียวที่ไม่สั่งให้ฆ่า
Irene กับ Stoyan และ Duarte - ซึ่งก็คงรวมไปถึงความเกลียด Stoyan และ Duarte อย่างจับใจด้วยกระมัง เพราะการที่บูชาปัญญาและความรู้ ทำให้รู้สึกว่าการ์ดตัวโตอย่าง Stoyan ใช้แต่กำปั้นมากกว่าสมอง ยิ่งเธอมองว่าความสนิทสนมที่ Paula มีต่อ Stoyan เป็นสิ่งไม่คู่ควรก็ยิ่งเลวร้ายไปอีก ถึงขั้นสั่งฆ่าเป็นคนแรกทุกครั้งที่ทำได้ กับคนหลัง ไม่ชัดมาก แต่ก็คงไม่ต่างกัน ความเกลียดผู้ชาย เพราะสาเหตุที่ว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นไม่ได้ อิจฉาที่ผู้ชายมีอำนาจได้มากกว่าผู้หญิง และผู้ชายกำหนดบทบาทในสังคมให้ผู้หญิงเป็นได้แต่เมียและแม่ ซึ่งประเด็นหลังเห็นได้ชัดมากในเคส Stoyan และ Duarte ที่เธอมองว่าจะดึงฉุด Paula จากศักยภาพและความเป็นไปได้ของเธอ
Irene กับ Murat - เกือบคิดว่าเธอมีแนวโน้มเลสเบี้ยนซะแล้ว .... อย่างไรก็ตาม ตอนที่ Stoyan ฆ่า Murat แล้วเธอยอมตายอยู่ด้วยกันในถ้ำมากกว่าจะหนีออกมา และยอมทิ้งสิ่งที่ติดตามมาอย่าง Celebe’s Gift นี่มันชัดมากเลยนะ บททดสอบของ Paula Stoyan และ Duarte ส่วนหนึ่งก็เพื่อทดสอบความเชื่อใจ แต่ Irene มีมาให้ Murat มาตลอด ถึงขั้นที่เธอเชื่อมั่นในตัวเขาว่าจะไม่มีทางพ่ายแพ้หรือผิดพลาดถ้าเธอสั่งให้เขาทำอะไร และแววตาที่ Murat มอง Irene ก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เจ้าตัวดูไม่เย็นชานะ Love it has so many beautiful faces. อย่างที่ Gary Barlow ร้องไว้จริง ๆ
Irene กับ Pero - แอบเคืองที่ Pero ตาย แถมตายแบบหาศพไม่เจอด้วย มองว่ามันการเน้นของคนเขียนให้เห็นความโหดร้ายเลือดเย็นของ Irene มากกว่าอย่างอื่น ไม่ให้ตายก็ได้ แต่ถ้าฆ่าแค่การ์ดก็คงมองว่าไม่มี impact ในใจคนอ่านอย่างอีฉันพอ
Those damn tests and trials
เล่มที่แล้วดูมีผลกับส่วนร่วมมากกว่านะคะ เล่มนี้เหมือนเป็น สำหรับ lovers to be อย่าง Paula กับ Stoyan
Paula กับ Stoyan
ความลัมพันธ์ระหว่าง Paula กับ Stoyan อยู่บนพื้นฐานความเป็นเพื่อน และพัฒนาไปจนเป็นความรัก (เหมือนปัญหาไก่กับไข่ เวลาพูดถึง Platonic love ระหว่างความเป็นเพื่อนของคนต่างเพศ ??) ไม่ว่าจะเป็นเพราะรู้สึกตัวช้า หรืออยู่ในสถานะ in denial ก็ตาม (ในแง่นี้ Stoyan หัวไวกว่าเยอะ ฉลาดไม่ต้องเรียนจริง ๆ) แต่ก็นั่นแหละ สำหรับผู้หญิงอย่าง Paula ที่ฉลาด และระวังตัว ความรักที่ดีที่สุดสำหรับเธอก็คือการเริ่มต้นมาจากเพื่อน และพัฒนาไปบนพื้นฐานความเชื่อใจไว้ใจ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Paula คิดว่า ’... it came to me that this would be like discovering a new book, a compelling one full of surprises, and then, just when I was becoming absorbed in the story, having it snatched away half-read.’ (หน้า 140) ไม่ว่าจะเป็นในฐานะเพื่อนหรือที่จะตามมาก็ตามที แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่มีต่อชายหนุ่ม
และถ้ามองว่า Stoyan ไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร และแตกต่างจาก Paula ก็แปลกดีที่มีปริศนาที่ใบ้คำตอบให้เธอก่อนแล้วว่า Water and stone. Flesh and bone. Night and morn. Rose and torn. Tree and wind. Heart and mind. (หน้า 328 และ 373) ที่ใบ้เป็นนัยให้รู้ว่า ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ เพราะทุกอย่างมีความหมายในตัวเอง และของที่แตกต่างกัน ตรงข้ามกัน ก็ช่วยส่งเสริมกันได้
ที่เขียนไปว่าปัญญาพาจนสำหรับ Paula อยู่หลายครั้ง ก็รวมถึงครั้งที่จะสารภาพรักและดันไปเริ่มว่าไม่เหมาะสมกันอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อจะบอกว่า ยังไงก็ไม่อยากจากกัน ไม่อยากอยู่ด้วยกัน ไม่ได้ผลจริง ๆ เพราะเจ้าหนุ่มก็ฟังจนสลดไปแล้ว บทของ scholarship แรงกว่า wisdom นะ ความรักไม่ต้องใช้เหตุผลก็ได้นะคะ ... แล้วพอเจอกันอีกครั้งก็ขำมาก ที่เธอเห็นลูกหมาวิ่งเข้าไปหา Stoyan แล้วคิดในใจว่า หมาคิดถูก คำพูดที่ดีที่สุดสำหรับเวลาอย่างนี้ก็คือไม่พูดเลย ก่อนจะวิ่งเข้าไปหา แล้วก็ถูกจริง ๆ เพราะทำให้ชายหนุ่มเห็นว่าคิดยังไงโดยไม่ต้องใช้คำตอบ (ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่เกิดความเข้าใจผิดก็ได้)
อ้อ ต้องชมด้วย ตรงที่ Irene สั่งยิง Stoyan แล้ว Paula วิ่งมาเอา Cebele’s Gift จากกระเป๋า Duarte ขู่จะโยนทิ้งถ้าจะฆ่าใครในกลุ่มไปเนี่ยขำมาก เพราะว่าคุณเธอบลัฟแหลกชนิดที่หยิบอะไรก็ไม่รู้มา (อยู่นาทีชี้เป็นชี้ตาย) แล้วบอก Stoyan ที่อึ้งภายหลังว่า สิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นนั่นแหละสำคัญ .. เธอทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งที่เอาน้ำเปล่าผสมน้ำพุวิเศษเล่มที่แล้วนะ
ปล. ขอโทษที่นึกถึงเวลาสองคนนี้นั่งคุยกันกลางดึกแล้วคิดถึง คุณหญิงดารินกับตาพรานรพินทร์มาเป็นระยะ ๆ (เกลียดรพินทร์ ชอบ Stoyan)
Stoyan
ได้รับมอบหมายให้พิชิตบททดสอบที่เกี่ยวกับ courage, steadfastness, openness โดยที่บอกว่าสำหรับแต่ละข้อ จะมีรางวัลตามมา สำหรับแต่ละข้อ และสิ่งที่ได้รับ เกี่ยวไหมว่าเป็นลำดับตามกัน และ openness ก็คือตัว Paula เองหรือไม่ หรือว่าทุกข้อโยงใยกันหมด เพราะแง่หนึ่งสิ่งที่ทำให้ Paula เชื่อมั่นและไว้ใจ Stoyan มากก็คือ ใจที่เปิดกว้างรับฟัง และเชื่อเกี่ยวกับ Other Kingdom ซึ่งเป็นสิ่งที่ Duarte ทำไม่ได้หรือไหมหนอ (แต่นะ steadfastness ก็มีผลอย่างยิ่งด้วย)
คืนแรกที่ Stoyan กับ Paula คุยกัน Stoyan บอกว่ามีความฝันจะทำฟาร์มเลี้ยงหมาเลี้ยงแกะบูลกาเรี่ยน (bugarski goran – Stoyan เป็นคนบูลกาเรี่ยน) ซึ่งมีลักษณะเด่นที่ตัวโต แข็งแรง กล้าหาญ และซื่อสัตย์ แล้วอีฉันก็ลืมประเด็นนี้ไปจนหลัง ๆ ที่มีคนเรียก Stoyan ว่า watchdog/ guarddog ทั้งที่ลักษณะเด่นของเจ้าหมานี่ก็สะท้อนตัวการ์ดร่างยักษ์ได้อย่างดี (รวมไปถึงตอนที่ทำเควสหาสัตว์ในถ้ำ แล้วเจ้าตัวได้หมา ส่วน Murat ได้แมวมาด้วย) เอานะ ถ้าจะเป็นหมา ก็เป็น Hot dog! นะคะ :D
ดูว่า Stoyan ไม่ค่อยพูดมาก เป็น A man of few words. (พูดตามการเล่าเรื่องของ Paula) ดู impassive แต่ก็ไม่ได้ความว่าต้อง impassive จริง ๆ เพราะอย่างที่บอกว่าเจ้าตัวเหมือนหมา อารมณ์ก็จะแรงและแสดงออกชัดด้วย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ Paula เป็นเรื่องทุกที ขำตอนที่พอบอกให้เลือกทีมที่เชื่อใจกันที่สุด (จับคู่อันที่จริง) แล้วพอ Paula บอกว่าต้องเป็นเธอกับ Stoyan แล้วเธอหน้าแดง แล้วก็พึมพำตอนสำเร็จว่า You chose the right team. ที่อีป้าต่อยอดไปเองว่าว่าเท่ากับ You chose me.
เสน่ห์ที่ชอบที่สุดก็คือ protective (แม้ว่าจะ over-protective ไปหลายครั้ง) แล้วตรงที่รู้สึกว่าน่ารักที่สุด ก็คือตอนที่ Paula ไม่กล้ากลับไปนอนหลังฝันร้าย แล้วบอกว่า ‘I will be here, just by the outer doorway. I will place the light where you can see from your pallet. Your dreams will be good ones now. I know it.” (หน้า 139) คือที่พูด ๆ มาก็อธิบายลักษณะบุคลิกได้ดีหรอกนะ แต่ตรง I know it. เนี่ย ถูกใจเกินล้านน!
Duarte
จริง ๆ ก็เป็นตัวละครที่น่ารักอีกตัวนะ แล้วก็เป็นเหตุที่ไม่ชอบรักสามเศร้าด้วย สามเส้าสิ เพราะไม่ชอบเวลาที่มีใครต้องผิดหวัง บทบาทของ Duarte เกือบจะเป็นมือที่สามมากกว่าจะเป็นมุมที่สาม (ของสามเส้า) เพราะแทรกเข้ามาทีไร “คู่รักจะเป็น”ของฉันก็เกิดเรื่องระหองระแหงขึ้นมาทุกที ถ้าเป็น IAD ไม่ต้องคิดเลย โจรสลัดโปรตุกีสของฉันเป็นพระเอกเล่มหน้าแน่
บทเรียนที่ Duarte บอกว่าได้รับมา ก็คือ ความเชื่อใจ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงกับ Paula ในทางส่วนตัวหรือเปล่า ถ้าถามส่วนตัว Duarte บอก Paula อยู่เสมอว่าอย่าตัดสินคนที่ภายนอกหรือจากคนอื่นบอก แต่ก็เหมือนว่าเขาก็ทำเช่นนั้นกับ Paula ด้วยเหมือนกัน ยิ่งเมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวก็ยิ่งทำให้เขาระแวงเมื่อคิดว่า Paula เป็นลูกสาวของคู่แข่งคนที่มีสิทธิแย่ง Cebele’s Gift ไปจากเขา และกว่าจะไว้ใจและมอง Paula อย่างที่เป็นก็คือตอนที่อยู่เขาไปแล้ว (ตลกที่ถูกใจว่าเธอเดินเขาปีนเขาได้ ไม่เป็นตัวถ่วง และกล้าที่ข้ามหน้าผา) ... ซึ่งจริง ๆ Duarte อาจจะถูกใจ Paula มาเป็นระยะก่อนหน้านั้นก็ได้ แต่เพราะมีหนี้เกียรติยศที่ต้องคืนให้ Cebele’s Gift อยู่ก็เลยไม่อาจทำตามใจได้เต็มที่
มีคำพูดของ Duarte ที่ชอบอยู่สองตอน คือ พูดถึง Cebele’s Gift ว่า ‘I stand by my comment … Whatever value a merchant may place on this particular piece, it cannot be treated in the same way as silk carpet or a piece of fine silverware. This is a symbol of genuine belief. And faith can not be bought and sold. (หน้า 164) ตอนที่เหล่าพ่อค้าแลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่อง
กับตอนที่ขอ Paula แต่งงาน .. ซึ่งอย่างที่บอกไปว่า Duarte เริ่มมอง Paula จริงจังตอนที่อยู่บนเขา และคิดต่อไประหว่างล่องเรือกลับมา ซึ่งก่อนจะเจอเธอ ก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลย (จริง ๆ ตรงนี้ดูเป็นพล็อตโรแมนซ์ย้อนยุคโจรสลัด/ขุนนางนะ) ชอบคำขอแต่งงาน (ซึ่งน่ารักกว่าของ Stoyan เยอะ!) ‘…I found it difficult to say farewell to you, down at the docks. Then it came to me – I thought, Perhaps I need not to do this. Why would we not go forward together, side by side, companions in an even greater adventure? I believe we would continue to surprise and delight each other and add spice and sweetness to each other’s life.’ (sohk 370) อยากจะแบ่งร่าง Paula ได้ และให้ไปคนละหนึ่ง Paula จริง ๆ
Tati – that sister is back!
โอ๊ยย พูดแล้วอารมณ์ขึ้น คือเป็นตัวละครที่ไม่ชอบมาตั้งแต่เล่มที่แล้ว ไม่ชอบแบบไม่ชอบมาก ๆ แล้วเล่มนี้ก็ยังไม่ชอบต่อไป ไอ้ที่บอกว่าเป็น the pretty one ฉันอยากจะบอกว่าเป็น the brainless one จะถูกกว่า เล่มที่แล้วก็คร่ำครวญจะหาผู้ชาย เล่มนี้ก็บ่นคิดถึงครอบครัว แล้วตอนที่ทำเควสได้จากความช่วยเหลือของน้องและเพื่อน ๆ แทนที่จะทักน้องก่อน ดันไปปลื้มดีใจกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองที่ Duarte เจอระหว่างทางอยู่นานโคตร ก่อนจะทักน้องอยู่ 2 ประโยค แม่ง แม่ง แม่ง อีบ้า
ปล. โอย เหนื่อยมาก เหนื่อย ว่าจะเขียน Iron Hunt พอแล้วดีกว่า โอย เหนื่อยๆๆๆ
อีกนิด 190209
กับสงสาร Duarte แค่จะเอาเครื่องรางมาคืน ต้องบุกป่าฝ่าดงไม่พอ เพื่อนก็ยังต้องมาตายอีก เป็นตัวเองคงเซ็งนะ แค่หจะเอาของมาคืนแท้ ๆ ทำความดีทำยากแล้วก็เหนื่อยจริง ๆ กับอีชาวบ้านบ้า เหนื่อยเลือดสาดยังให้มาเต้น ๆ ฉลองอยู่ได้แล้วก็นะ นะคะ บอกไว้แล้ว ทำนายไว้แล้ว ถ้าคนนอกไม่เอามาคืน ไม่คิดจะออกไปตาล่าหาเองเลยใช่ไหม
แล้วก็คิดจริง ๆ ว่าถ้า Stoyan กลับมาแบบนี้ เป็นนางเอก UF ถูกเตะไม่ก็ชกไปแล้ว แล้วคนที่ขอโทษก็คือ Paula นะเนี่ย
ปกหลังเวอร์ชั่นอื่นจาก amazon
"Bewitching despite flaws, this companion to Wildwood Dancing (2007) picks up six years later. Younger sister Paula, who debated philosophy in the Other Kingdom while her sisters danced, now assists Father on a trade journey to Istanbul. They seek Cybele's Gift, an ancient pagan artifact so threatening to the Muslim political powers that all inquiries must be covert. Personal guard Stoyan sleeps protectively across their doorway and escorts Paula to the lone library open to female scholars in this restrictive city. A shock at the artifact's unveiling leads Paula, Stoyan and condescendingly flirtatious pirate Duarte on a journey underneath a mountain, fulfilling quest tasks set by the Other Kingdom. Such challenges supposedly give mortals "wiser hearts," but these riddles and tests have tepid answers. The story takes too long to find momentum, and Marillier troublingly casts both feminism and Islam in a bad light, heavily exoticizing Istanbul. However, despite these weaknesses, genuine emotion and Paula's alluring love story create a memorable page-turner. (Romanian glossary, not seen) (Fantasy. 11-14) (Kirkus Reviews) --This text refers to an out of print or unavailable edition of this title. "