Showing posts with label vampires. Show all posts
Showing posts with label vampires. Show all posts

Saturday, 7 March 2015

Vision in Silver by Anne Bishop

Hmm, not so sure whether I tried to devour the book despite my exhaustion … in the late hour, or whether the circumstance in the book is a bit dire, I found I didn’t enjoy the third book as much as I did the first two. Since ViS tries to show the situations around in different points of views of different characters, it became rather tiring to switch my mind from Mag to Simon, to Monty, to Vlad and to others. Anne Bishop did like this before in The House of Gaian in Tir Alainn Trilogy, and yet I still feel the same: wide views yet a bit confused reader. This is also due to 3 main plots – finding right balance for all the blood prophets, solving the reason for Lizzy’s being haunted and dealing with the increasing human protests. And maybe, with dire situations, I find fewer heart-warming and hilarious scenes than before, and those fewer scenes somewhat also feel a bit forced. Nevertheless, it also must be said that AB just did wonderfully, actually marvelously, with the plots and how they entangled and untangled together.

Strange that in the book I became most excited to read about ‘the scarred girl’ and how she would eventually overcome her fear and live more fully. With her unique way of giving prophecy, the book 4 should have more of her, and yes, I can’t wait to see.

Still, Anne Bishop is Anne Bishop, and I did – as I always do – enjoy reading about her dark fantasy books. A.K.A. fantasy books with dark sides of humans!


My rate? Well, 3.5.

Thursday, 11 September 2014

Night's Honor by Thea Harrison

"A desperate human girl seeking a protection from a vampire lord?"

Hmm, it seems to be just that! The book is my far the least favourite in the series, and by that extent, the most boring one! I feel half of the book is spent on how the lead girl, Tess, adjusts to the new life under Xavier's roof, without any actions, without any events. The interactions the two leads have between each other are also repetitive and slow. And so, somewhat, instead of being a full-length book, Night's Honor should have been only a short novella - I feel that way it could have captured more of the readers' attention.

There is less moving action and less intense emotion in the book. Perhaps the most "active" scene is when Tess is fighting for Xavier's life, and yet it's rather a cliche scene to read. This is also especially trite with the decision of one minor character. I don't really feel any connection with Tess, and I also feel she doesn't deserve the love and devotion from Xavier. On the other hand, while the other books make the vampyre cold and aloof, the book gives us Xavier's personal insight and shows us a man full of goodness and greatness... to the point he becomes romantically fanciful. Or fancifully romantic? I don't know which case is right. Only that I know the man is too good a portrayal.

As Tess is a human, I can't help compare her to Grace in Oracle's Moon. And I still find Grace more interesting and likeable.

I'd rather spend time re-reading Kinked or Serpent's Kiss.

Give it C-/D+

Sunday, 15 November 2009

Dawnbreaker by Jocelynn Drake

เล่มที่สามในชุดแล้ว .... ความสนุกสนานจากเล่มหนึ่งและสองทำให้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสั่งมาอ่านต่อ และก็คงอ่านไปได้เรื่อย ๆ ถ้ายังคงความสนุกและวางโครงเรื่องเช่นนี้ได้อยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดก็คือว่า สั่งหนังสือไปที่คิโนะ และก็ไม่มีการตามเรื่องใด ๆ ให้จนกระทั่งหนังสือวางขาย และวางขายอยู่ดื่นดาษที่คิโนะทุกสาขา สรุปว่าซื้อหนังสือเอง การสั่งไม่มีผลใด ๆ เลย

ปล. เพิ่มเติม หลังจากนั้นเกือบสองเดือนร้านเพิ่งโทรมาว่าเพิ่งเช็คใบสั่งตกสำรวจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรจริง ๆ



ชนิด : Urban Fantasy/ vampires/ bad elves/
ชุด : Dark Days, Book Three
สำนักพิมพ์ : Eos (September 29, 2009)
จำนวนหน้า : 368หน้า


เล่มที่สามนี้ เริ่มต้นฉากที่ Savannah เขตปกครองของ Mira เพราะเมื่อเธอกลับมาหลังจากการสู้รบกับเหล่า Naturi ในอียิปต์ และอังกฤษในเล่มแรก และไปรายงานเรื่องให้เหล่าผู้นำของ Nightwalker ในเล่มสองแล้ว Mira ได้กลับมาที่นี่เพื่อจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปทำสงครามครั้งใหญ่กับเหล่า Naturi ที่เปรูเป็นครั้งสุดท้าย

หากการกลับมาเพื่อจัดการเรื่องและเตรียมตัวให้พร้อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด เมื่อ ฝูง Naturi ตัวร้ายติดตามมารุกราน Mira อีก ซึ่งไม่เพียงแต่ทำร้ายผีดูดเลือดใต้การดูแลของเธอ แต่ยังทำให้มิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนานกับหัวหน้าฝูงมนุษย์หมาป่าของเมืองสิ้นสุดลง เพราะเจ้าตัวคิดว่าสาเหตุทุกอย่างมาจากตัว Mira ที่เป็นต้นเหตุนำพา Naturi เข้ามา

เมื่อเริ่มเดินทางไปยังเปรูเพื่อยับยั้งการทำลายผนึกที่จะทำให้เหล่า Naturi กลับมาอย่างโลกของ Mira นั้น นอกจากจะมี Danaus ที่กลายมาเป็นคู่หูร่วมคิดและร่วมรบแล้ว ก็ยังมี Cynnia เจ้าหญิงของเหล่า Naturi ที่ทั้งคู่ไปเจอขณะไปช่วยเหลือคนสนิทของ Mira ที่ถูกจับตัวไปกลับมา และในฐานะเจ้าหญิง ตัว Cynnia ก็เป็นตัวต่อรองที่ดีเยี่ยม

รู้สึกเหมือนเล่าเรื่องย่อได้ไม่รู้เรื่อง และไม่กระชับ หรือฉลาดอย่างที่เคยทำได้สองเล่มก่อน แต่ก็นั่นแหละ สงสัยจะห่างการเขียนวิจารณ์ไปนาน สำหรับความรู้สึกแรกเมื่อได้อ่าน คิดว่าเล่มนี้ก็ยังเขียนได้ดีเหมือนเคย และที่รู้สึกว่าดีที่สุดก็คือการวางแผน วางโครงเรื่องทั้งหมด เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนเรียบเรียงมาดี และคิดเยอะก่อนที่จะเขียนออกมา ซึ่งรวมไปถึงการแบ่งน้ำหนักเนื้อหาของเรื่องแต่ละส่วนด้วย จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายอย่างในเรื่องก็ทำให้เห็นถึงการคิดและใส่ใจรายละเอียดของเธอ และก็ย้ำความเป็นเรื่องโดดเด่นในใจในฐานะเรื่องชุด และสำหรับหนังสือแต่ละเล่มได้เช่นเดิม

สำหรับสามเล่ม อย่างที่บอกว่าตัว Mira เองมีภารกิจต่างกัน และเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ กันในหนังสือแต่ละเล่ม (แม้จะมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ (หรือจะเรียกว่า ่สงคราม ่ ก็น่าจะได้) กับเหล่า Naturi ที่จะมีในช่วงท้ายเล่ม) ก็ทำให้หนังสือแต่ละเล่มมีความแตกต่าง และการต่อสู้ที่หลากหลายกันไป จากการสู้ด้วยกำลังกายเป็นหลักในเล่มหนึ่ง มาเป็นสู้ด้วยสมอง ในเล่มสอง และเล่มสามส่วนตัวเองเห็นการรวมกันของทั้งอย่าง ซึ่งก็ทำให้หนังสือไม่น่าเบื่อ และชวนติดตาม

ภารกิจของ Mira ยังเป็นสิ่งที่หนักหนาสำหรับเธออยู่เช่นเคย และก็ตอกย้ำวิถีแห่ง Urban Fantasy ที่ตัวเอกมีภารกิจให้ทำ เพราะต้องทำ โดยที่ไม่มีทางเลือก และเป็นสิ่งที่ใหญ่หลวงสาหัส (Larger-than-life!) ในหนังสือจะเห็น Mira วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลา และมีภาระธุระที่จะต้องทำเต็มไปหมด เพราะไม่เพียงแต่เธอจะต้องทำเพื่อตัวเอง ก็มีหลายสิ่งที่ทำเพื่อดูแลคนอื่น แม้ว่าจะซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเย็นชาก็ตาม (หรือเย็นชาน้อยลงไปเรื่อย ๆ สำหรับระยะห่างที่มีต่อ Danaus เอง)

ระยะห่างที่ Mira เว้นไว้กับ Danaus อยู่จะหดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และความใกล้ชิดผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกันก็มากยิ่งขึ้น และในทางกลับกันความใกล้ชิดที่มี ก็ส่งผลให้ระยะห่างใด ๆ ที่มีน้อยลงไปอีกเช่นกัน ดังเช่น ในช่วงเกือบท้ายของหนังสือ นักล่าสัมผัสได้ว่า Mira กำลังดีใจอยู่กับเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างรบ และเขาก็เรียกร้องที่จะรู้เรื่องนั้นให้ได้
What? He demanded in my head.
I don’t know what you’re talking about, I denied, but he words came across as far too giddy.
You’re too damn happy about something.
Possibly that I’m still alive.

No. Tell me, or I’ll find it on my own, Mira.

(หน้า 262-3)

มีฉากในตอนต้นเรื่องที่ Danaus ถูก Naturi ลากจากเรือลงไปในน้ำ และ Mira ก็ไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปช่วยทันที และเมื่อ Danaus บอกว่าเขาไม่คิดว่าเธอจะกระโดดลงไปช่วยจริง ๆ ก็ทำให้เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ฉากความรู้สึกของ Mira ที่ชัดเจนที่สุด เป็นช่วงที่ Danaus ไม่ยอมที่จะถูกทำให้หลับไป เพราะกลัวอันตรายจากเหล่าผีดูดเลือดที่จะเกิดขึ้นเมื่อนักล่าอย่างเขาช่วยตัวเองไม่ได้ และ Mira ปลอบประโลมเขา
“No one will touch you! I forbid it. You belong to me and me alone. I will be among the first to awaken and I will wake you. No Nightwalker or Naturi will touch you, I vow it.”
As I spoke, a dark, feral need rose up in me. I needed to pull him down to me and drain some of the blood from his neck. I needed to feel his blood coursing through my veins, marking him as mine. I needed for all in the nightwalker world to realize that none should lay a hand on the hunter. He was mine.
(หน้า 285)
ความคิดเหล่านี้นอกจากจะแสดงออกถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของแล้ว ยังแฝงความรู้สึกอยากปกป้องลงไป และที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือ วิธีที่พูด และปฎิบัติต่อ Danaus ระหว่างนั้นก็แสดงให้ถึงความละเอียดอ่อนที่ Mira มีให้ Danaus จริง ๆ ซึ่งแม้ว่าเวลาอื่นที่อยู่ด้วยกัน Mira จะเต็มไปด้วยท่าทีออกคำสั่ง โมโหร้าย หรือแม้แต่ประชดประชันก็ตามที

ทั้งหมดนี้เป็นการก่อร่างความรู้สึกอย่างช้า ๆ และในฐานะที่ทั้งคู่เป็นศัตรูข้ามเผ่าของกันและกันมาก่อน ก็ทำให้ความรู้สึกที่มีดูน่าเชื่อถือ และดูมีคุณค่าตามไปด้วย เพราะเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่เล่มแรก พัฒนาการและความเชื่อมั่นที่มีต่อกันและกันถูกบ่มเพาะขึ้นมานั้นมีขึ้นมาทีละเล็กละน้อยจริง ๆ

อย่างไรก็มี หลังจากที่เล่มสองที่ Mira สามารถรับพลังจากพื้นโลกที่จุดบูชายันต์มาเป็นของตัวเอง (แม้ว่าจะเป็นอย่างไม่ตั้งใจก็ตาม) แต่ก็ทำให้เธอมุ่งมั่นมั่นจะควบคุมพลังให้ได้แทนที่จะให้พลังนั้นมาควบคุมเธอ ซึ่งทำให้เธอต้องขอความช่วยเหลือจากแม่มด และ Naturi อย่าง Cynnia และนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เธอจะมีรากเหง้าของ Naturi อยู่ในตัว - ซึ่งคิดว่าประเด็นนี้ก็คงจะรอการพิสูจน์ต่อไปในเล่มหน้า ๆ

เมื่อพวก Mira จับตัว Cynnia ได้ ความเกลียดชังเผ่า Naturi ทำให้ Mira ปฎิบัติต่อ Cynnia ไม่ดีนัก เธอถูกขู่ฆ่าทุกครั้งที่ Mira ต้องการความร่วมมือ และต้องการให้ Cynnia เชื่อฟังคำสั่ง และการที่เจ้าตัวอยู่รอดมาได้ก็เพราะฐานะที่เป็นเจ้าหญิงและน้องสาวของ Aurora ราชินีของเหล่า Naturi ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจะทำให้ Cynnia ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ (นอกเหนือไปจากการเป็นเผ่า Naturi แล้ว เธอไม่มีความคิดฆ่าใด ๆ อยู่ในหัวเลย และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต้องการให้เหล่า Naturi อยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ บนโลกอย่างสงบเสียด้วย) จะถูกสภาวะแวดล้อมกัดกร่อนให้เปลี่ยนแปลง และทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำร้ายทำลาย Nightwalker และโลกขึ้นมาด้วยความขมขื่นเกลียดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับไปไม่เช่นนั้น เพราะที่สำคัญเธอเองก็ไม่กล้ากลับไปหาฝ่าย Naturi ที่อยู่บนโลก เพราะกลัวว่าจะถูกฆ่า (ดังเช่นที่กลับเป็นว่ามี Naturi ที่อยู่บนโลกวางแผนให้เธอเจอ Mira เพราะรู้ว่า Mira จะไม่ปล่อย Cynnia ที่เป็น Naturi ไว้แน่ เป็นทั้งการกำจัด Cynnia และยืนมือ Mira ฆ่าคน) อย่างใดก็ดี กลายเป็นว่า (สปอยล์) [Cynnia ระแคะระคายว่าพี่สาวต้องการฆ่าตัวเอง และดังนั้นจึงตัดสินใจมาอยู่ใต้การกักตัวของ Mira เพราะรู้ว่า Mira จะไม่ฆ่าเธอซึ่งเป็นน้องสาวของ Aurora อย่างแน่นอน และตอนจบที่ปรากฏให้เห็นว่าเธอวางแผนทั้งหมดไว้ และท้าทายอำนาจพี่สาวของตัวเองก็เป็นจุดหักมุมที่คนเขียนเขียนได้ดีเดียว]

มีจุดที่รู้สึกว่า ironic (ขอโทษที่นึกคำไทยคำนี้ไม่ออก) อยู่อย่างมากก็คือ Rowe ตัว Naturi ที่เป็นคนรักของ Aurora พยายามทำทุกอย่างให้ Aurora ได้กลับมาโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งก็รวมไปถึงการพยายามใช้มนต์ด้านมืดเพื่อเปิดประตูมิติด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้รูปโฉมเขาเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งนี้ก็ทำให้ Aurora ขับไล่เขาออกไปจากเผ่า Naturi แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ภักดีที่สุด และคิดถึงแต่เธอที่สุดก็ตาม ซึ่งเป็นจุดที่น่าหัวเราะและน่าเศร้าไปพร้อมกัน

สำหรับตัว Aurora เอง มีการพูดถึงเธอมาตลอดในหนังสือทั้งสองเล่มแรก และเล่มนี้ แต่กว่าเธอจะปรากฏตัวก็คือตอนจบของเล่มสาม เราไม่ได้เห็นเธอหรือรู้จักเธอมากไปกว่าความจริงที่ว่าเธอเป็นราชินีของเผ่า Naturi ทั้งมวล และเมื่อเธอปรากฏตัวออกมา เธอก็เป็นเช่นนั้น และเป็นแค่นั้นจริง เพราะเธอคิดว่าเธอเป็นราชินี และทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเธอ ตามความต้องการของเธอ ซึ่งการที่ถูกกักขังอยู่ต่างมิติก็อาจมีผลทำให้เธอสร้างโลกและความเชื่อของเธอขึ้นมาจนเป็นจริงตามที่เธอเชื่อว่าเธอเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่างอีกด้วย ซึ่งสะท้อนได้เห็นจากคำพูดและการให้ความสำคัญกับตัวเองของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการขับไล่ Rowe ออกไป และการคิดจะฆ่าน้องสาวทั้งสองคนเพื่อจะกำจัดคนที่มามีอำนาจเหนือจากเธอออกไป

ทั้งนี้ ความคิดด้านลบของ Aurora ประกอบกับความไม่ลงรอยกันเรื่องการอยู่ร่วมกับเผ่าอื่นก็ทำให้ Aurora แตกคอกับ Cynnia ในตอนท้าย (สปอยล์) [ไปจนถึงขั้นที่ Cynnia ยอมให้ Mira ฆ่าพี่สาวตัวเองเพื่อที่เป็นราชินีคนใหม่มาปกครอง Naturi]

อย่างไรก็ตาม เรื่องในเล่มสี่ก็คงเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เพราะ ผนึกถูกทำลายจน Aurora กลับมาที่โลกได้ แม้ว่า (สปอยล์) [Cynnia จะก้าวขึ้นมาเป็นราชินีอีกคนหนึ่ง และทำให้เผ่า Naturi แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเมื่อ Aurora ยังไม่ตามก็ตาม ซึ่ง Naturi ก็อาจจะพักศึกการรบกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เพื่อไปกำจัดศึกในบ้านก่อนก็ได้]

เห็นความเป็นไปได้ที่ Naturi จะกลับมาเป็นพันธมิตรร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่น ซึ่งถ้าเป็นจริง แม้ Mira จะยอมรับความจริงตรงนี้ และเรียนรู้ที่จะไม่ฆ่า Naturi ได้ แต่ก็มีเผ่าพันธุ์อื่น และข้อสัญญาระหว่างกันอยู่ดี และที่สำคัญก็มีความเป็นไปได้ที่เผ่า Bori จะมีบทบาทต่อไปอีกด้วย (หวังว่าคงไม่ใช่การร่วมมือกับ Naturi เพื่อกำจัด Bori!) โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีของ Danaus หลังจากได้รับผลกระทบจากการใช้คาถาไป

อยากอ่านเล่มสี่ เพราะท้ายเล่มสาม เหมือน Mira เริ่มเบื่อกับการอยู่กับที่ แม้ว่าจะต้องการได้กลับมาตลอดในสองเล่มแรกก็ตาม และคาดเดาไม่ได้ว่าเล่มสี่จะเป็นอย่างไร สรุปว่า ชอบ ชอบ ชอบ “Rich in details, rich in surprises!” ก็แล้วกัน ให้ B+

ปล. หนังสือชุดนี้ไม่เคยหาคำสรุปหรือเพลงดี ๆ ประกอบได้เลย อนิจจา!

Saturday, 1 August 2009

Dayhunter by Jocelynn Drake

Again, May of the blog MostlyRomance gave me the book, along with Jocelynn Drake's autograph and the phrase 'Stay out Venice' in it!! (In case you wonder why 'Stay out Venice'? and why 'Venice', you need to read it, and you will know we'd all better 'Stay out of Venice' with no doubt!) Nevertheless, May also gave me the teaser (What should I call it???!!!) with Jocelynn Drake's autograph and my name on it. And I think it is too crystal clear how delightful I have been! Thank you to May. Thank you to Jocelynn Drake, and RT!

Genre : Urban Fantasy/ vampires/ bad elves Series : Dark Days, Book Two Publisher : Eos (April 28, 2009) No. of page : 368 In the first book, our Nightwalker, Mira, learnt about the returning of Naturi, the bloody- thirsty, cruel elf being, from Danaus the Vampire Hunter. Both Mira and Danaus had to halt their natural antagonism and help each other fight back the coming-back-to-the-world Naturi. Still, a certain event/ situation at the end of the book, had strengthened their alliance, especially since the guy became the only one Mira could trust and rely upon. In Dayhunter, Mira was ordered by Jabari, one of the three powerful elite Nightwalkers, to attend before the Coven in Venice. (The so-called Nightwalkers' capital, since the Liege, their absolute leader, and the Coven, the group of elites called Elders, live there. Read more on the the Coven and the Liege ) And she had no choice but to follow it by bringing Danaus and Tristan along with her. Nevertheless, being surrounded by her own kind may not be less dangerous than battling with Naturi. Her reputation as well as her relationship with other Nightwalkers were never considered great from both her ability to control fire and her 'emigration' to New-World America, while the others preferred remaining in Europe. Consequently, not only did she need to survive from the fangs and nails of the same kind, but also had to play along the thoughts and plans of the three Elders, of which all seemed to had very agenda of their own for their own interest. And a series of great betrayals was about to take place, while the plan to come back of Naturi was also still on. While the former focuses on battling the herds of Naturi constantly attacking the main characters, this book mainly sees the confrontation between Mira and the Nightwalkers in Venice. And so, the situations changed from fighting with swords and guns to leveling intelligence and wit, particularly when the Nightwalkers' society solely judged by power in form of strength, with the highest intensity in the court politics of Coven. The relationship of Mira and Danaus was among other things developed in the book. As the former book both of them needed to fight together to detain Naturi, here they needed to join hand to survive from Nightwalkers around the Coven. This increased the level of their co-operation which in turned raised their trust in order to fight side by side even more. (Such degree was even seen by as a group of Nightwalkers that she betrayed her own kind by joining hand with the Hunter and/ or Mira was so strong and powerful that she could control a notorious Hunter.) For Mira herself, she clearly stated that her trust and confidence upon him became somewhat higher than that being put on her own kind. Like, from her thought ... "He had hovered close on so many occasions while I slept that I now hated the idea of him not being there when the sun broke above the horizon. Danaus was my only sense of security in this world that was changing too fast. He threatened to destroy everything that I protected. But as the same time, he seemed to be the only one left trying to protect me." (p. 329) Such trust and confidence was so much that she almost forgot the hostility between her and Danaus. Yet, his 'error' (Spoiler) [of believing a Nightwalker would kill human to save another Nightwalker, Danaus himself made an ill judgment by killing that Nightwalker before Mira .. without considering her attitude/ action towards the situation.] brought about a dangerously high level of disappointment and of being betrayed inside her. Nevertheless, in the book it finally stated 'what our Nightwalker hunter really was' (Not just WHO he really was!) and that was not far from what I did expect. (Spoiler) [The man was Bori, the race similar to angels and demons; and his mother made a contact to gain power from demon and getting him as a result from the trade, which made him half human-half demon, or with the book's own terms, half human-half Bori.] And this is why he held religious belief dear as a life principle. He also did believe in absolute right and wrong, absolute good and evil without such gray area until knowing Mira. And for that, if we see her life went upside down once she met Danaus, his life then changed with no very different volume, and even far more unstable since what touched his life altering him was about faith and attitude. Still, his distrust in the end of the book (Spoiler) [Actually it was about not trusting other Nightwalkers, rather than not trusting Mira. ] might confuse readers upon confidence and bond of the two. But at the deeper level, it does explain the profound connection between them. Reading through Mira's point of view may not clearly give us thoughts of Danaus, yet there were countless scenes that our Hunter became so concerned about her well-being and safety, and too concerned for just the one watching her back. One possible explanation is the man had been searching for her for long time and that determination in finding her had built at least the so-called attachment towards her (But this is not at all obvious beyond the wild interpretation of readers). Personally, this conflict was neither for separating nor alienating the relations between both of them, but instead for displaying constant confidence and 'oneness' shown as 'You and me against the world' throughout the book. (Spoiler) [Not only did the betrayed feel betrayed and hurted, but also the mistake maker felt so guilty that he came unarmed to her in order to say sorry. Had he not trusted her, he could not have come to her without any single weapon. (Though he did possess the ability to kill Nightwalker from distant, as we learnt!) And that apology was not from guilt of killing, but from guilt of hurting her. ] Although the couple had been saying they were protecting each other in order to kill each other after ending the Naturi concern, it is more than obvious they could not kill the other afterwards! Jabari's betrayal on Mira seemed grave and unforgivable in the first book, especially when he had been using her as a tool. Still, one thing on my mind is that the Nightwalker became so focused on result with no much consideration on means that he viewed exploiting and using people around him as acceptable and harmless. And thought he posed cold and indifferent front towards our Fire Starter through Book Two, deep down his confidence on Mira was rather strong, even this was for him seeing Mira as the one who, either knowingly or unknowingly, but eventually, moved and made the situation according to his directions and plans. This is particularly true since Jabari was a mastermind who both foresaw the outcome and knew Mira almost completely. Dayhunter sees less-than-expected role and action of Tristan, but he by all means played his rather-significant role by motivating Mira to 'display' her power to other Nightwalkers around the Coven, and therefore gained their fear, and even respect. More importantly, the need to protect her so-called younger brother (if we consider that both Mira and Tristan shared the same 'Maker'.) drove her to accept him as part of 'family', or being under her protection, which was something our Fire Starter had tired to avoid. (Read more about the concept of Family ) This also led her to the confrontation with their Maker, Sadira, resulted in the latter seriously injured from her fire. Nevertheless, I must say I still see the potential of the younger Nightwalker in the future, even though he was poorly-made for entertaining reason, rather than carefully-made to be strong like Mira. Off from the characters to the storyline, my own feeling is she was no different from conventional fantasy heroine for the reason that she needed to fight evil, and protect mankind with no choice. (Somewhat this came from her honor and inner responsibility as seeing no one intends to play the job, and so she needed to do it.) But what makes it urban fantasy still is beyond-imagination/out-of-control and one-thing-leads-to-another- and-another situations. This is because in Nightwalker, her goal was only seeing the Elder, particularly Jabari, to inform him about the coming of Naturi before heading back home. The set mission was clear just that, but that she was a seal to detain the entire Naturi race from entering the world. Although not realizing the truth before the end of the book, she was at that time commanded to find the triad creating the seal. In Dayhunter, she believed the task of coming to Venice was only for reporting the Naturi situations to the Elders in the Coven, but eventually the reason was Mira herself was an important 'pawn', (and player?) to set the outcome of Coven politics. I must say Coven politics greatly added excitement and dimension to the book. Each character has his very own agenda set clearly in the mind; and even in the Coven, every Elder has truly different aims and goals. This means, in order to survive, Mira had to keep up with the game with all her might and wit, and be able to read others' minds. Such a survival is especially true with a number of great betrayals in the book. (Big Spoiler) [Since the Elders decided to join hands with a faction of Naturi already living on earth who enjoyed the status quo so much that they did not want the rest of their own kin to return. In return for being in the same league, those Naturi would kill the Liege for the Elders. This was because the Liege decided to advance the time of the 'Great Awakening' in, which would allow human to learn about the existence of the Nightwalkers, and therefore would also let them know about other kinds. (Witches, werewolves etc) As all the non-human races committedly agreed on the timing together, changing the time would undoubtedly bring war from all side towards Nightwalkers. This made the Elders needed to kill The Liege to end the conflict foreseen. Still, the decision of the Elders was divided, clearly seen from Macaire and Jabari. ] As for the former, (Spoiler) [Macaire gave his full support in cooperating with Naturi because he believed that killing the Liege would destroy the present status quo and therefore made him the most powerful among both the Elders and Nightwalkers.] But for the latter, (Spoiler) [Jabari did not want any gathering with the Naturi and even did not want any changes in status quo. From past to present, he was the one with most power and most strength of the Elders. Yet, he wanted Mira to take the remaining seat, for him to be able to control her meant he took control over the Coven still. ] And even taking the Coven seat was never ever in her mind (There were four Elders' seats, and one remained unoccupied still.), her capability and strength together with her independence from the Elders in Europe and influence in 'New World' made others strongly believed that she desired the seat. (While ironically, she wanted no involvement at all from the Coven, let alone wanting to become one!) Nevertheless, (Spoiler) [in the end, situations forced her to take the seat to help tip the balance anyway. ] Normally, being an Elder was possible only when the certain Nightwalker was an 'Ancient', who reached over age of million years. (Yet, in her case, being carefully made to ensure her ability to control fire remained, plus having several makers of Ancient Nightwalkers truly gave her strength beyond her age.) Personally, I enjoyed Dayhunter more than Nightwalker. This is partly because I feel more familiar to the characters and the world created; yet importantly, I do fancy the 'battles of brain' throughout the book. Other Nightwalkers added to this book also helped me see how their world really functioned (The first book took place beyond their realm and therefore left us with no clear picture of Nightwalkers' society.) The book too showed relationship between Mira and other Nightwalkers and their attitude towards one another.

For me, the society of the Nightwalkers seemed ice-cold, selfish and power-thirst. This therefore let us see Mira clearer and better, particularly when she was very different from the others by holding honor and pride dear to her. (She emphasized on this two, while others on 'power'.) Still, the thing that we can not ignore is her ability to use fire greatly made her strong against other fire-feared Nightwalkers. Besides, being under Jabari's protection also gave her even more topdog position. Unlike other Nightwalkers, both luxuries spared her from bitterness and blissed her to go on her life happily, and more important, normally. And this is also a reason why I like her , when she tried to live, and live happily. Still, it is made clear that Mira herself had no intention to hurt/ strike anyone first, yet if attacked, she would not stay still, but did fight back. This is especially true if the attacked was what she protected, the return would be much higher and deadlier. Such a scene “Who am I?” I snarled, tightening my grip. Her eyes stared at me, confused and terrified. ….. She too has fed on poor, chained Tristan – she deserved to die, consumed in the flames that surrounded her. And she knew it.

“You are the Fire Starter,” she whimpered in a strangled voice.

“Tell them what I have done,” I commanded in a low, grating whisper. “Tell them that if anyone touches what belong to me, I shall hunt them down and collect their hearts for display in my domain. Remind them of what I am …” (p.161)

I see in the 'teaser' (Still, what is it to call?) that one selling point promoted by the publisher was a shade of paranormal romance in the series, with the cat-and-mouse chasing game between Mira and Danaus. From my view, I see the possibility between them, which made the series even more enticing. Yet so far, the relationship and the connection of the two were in forms of friends/ partners who tagged together against the world rather than in forms of lovers. (Of which one great connection was feeling each other's feelings and emotions, telepathy, as well as Danaus being able to control her.) Still, such partner relationship makes the story more alluring than lover ones. (And yes, I like it more!) However, when thinking of the series as paranormal romance, in terms of relationship of only two characters, such romance was not yet happening. It seems that Mira had the so-called 'history' with a number of male characters, such as Jabari in the first book (though between them only occurred a good, good feeling and nothing more) and Valerio in the second one. Still, considered that the heroine herself had lived for more than 500 years, this was simply normal. (On the contrary, if she had NO relationship/ affairs at all, that would call NOT normal!!) Also, in the book, there was also a scene when she used sex for stress-releasing with not-Danaus character. Dayhunter is graded as B++ (not so sure if there's much different from B+/A!). I can't wait to read Dawnbreaker released in September 2009. As the Seal has now been broken, and no different than Nightwalkers' side, there has also been a great betrayal among Naturi; more betrayal/destruction are just promised in Book 3. Somehow, the series become one of my most addicted and most favorite UF. (If being asked what I want to read most as UF series, I would say Dark Days / Sign of Zodiac/ Outcast (NOT in that order!) as my Top Three. And my sum-up for the book is "Politics and power struggle had never been this fun!"

Monday, 15 June 2009

Dayhunter by Jocelynn Drake (th)

เล่มนี้ก็ได้มาด้วยความกรุณาของคุณเมย์แห่ง Mostly Romance อีกเช่นเคย และนอกเหนือจากหนังสือแล้ว ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นก็คือ ในหนังสือมีลายเซ็นของ Jocelynn Drake พร้อมกับคำว่า Stay out of Venice (ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าทำไม ก็ต้องอ่านดู แล้วจะรู้ว่า “ควรจะ” Stay out of Venice จริง ๆ (อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ คุณเมย์ยังใจดีให้แผ่น teaser (ไม่แน่ใจว่าควรเรียกว่าอะไรดี??) แจกที่มีลายเซ็นต์ของ Jocelynn Drake เขียนชื่ออีฉันอีกต่างหาก) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะกรี๊ดกร๊าดขนาดไหน

ขอบคุณคุณเมย์ และขอบคุณ Jocelynn Drake อย่างสูงค่ะ รวมไปถึงงาน RT ที่ให้โอกาสคนอ่านได้เจอคนเขียนด้วยนะคะ


ชนิด : Urban Fantasy/ vampires/ bad elves
ชุด : Dark Days, Book Two
สำนักพิมพ์ : Eos (April 28, 2009)
จำนวนหน้า : 368หน้า


จากเล่มแรก เมื่อ Mira ผีดูดเลือด (ที่ในเรื่องเรียกตัวเองว่า Nightwalker) ล่วงรู้ถึงแผนการกลับมาของ Naturi เผ่าพันธุ์เอลฟ์อันตรายจากนักล่าผีดูดเลือด Danaus แล้ว ทั้งคู่ต้องละทิ้งความเป็นศัตรูต่อกัน และหันมาจับมือกันเพื่อยับยั้งเหล่า Naturi ที่จะกลับมายังโลก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์บางอย่างช่วงท้ายเล่ม ทำให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างกันมั่นคงและแน่นแฟ้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลายเป็นว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่เธอพึ่งพาและไว้ใจได้

เปิดฉากมาเล่มนี้ Mira ต้องไปที่เวนิซเมืองหลวงของเหล่าผีดูดเลือด (ในฐานะที่ผู้นำของพวกผีดูดเลือด ทั้ง The Liege ผู้ปกครองสูงสุด และ Coven กลุ่มผู้นำที่เรียกว่า Elders อาศัยอยู่ที่นี่ - อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ) ตามคำสั่งของ Jabari ผีดูดเลือดทรงพลังซึ่งเป็นหนึ่งในสาม Elders และเธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามคำสั่งโดยพา Danaus และ Tristan ไปด้วย

หากแต่การอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกับเธอ ไม่ใช่สิ่งที่อันตรายน้อยไปกว่าการสู้รบกับเหล่า Naturi แต่อย่างใด เมื่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์ของ Mira กับเหล่าผีดูดเลือดด้วยกันไม่ดีนัก ทั้งจากความสามารถในการใช้ไฟของเธอ และจากการไปตั้งรกรากในดินแดนใหม่อย่างอเมริกา ขณะที่ผีดูดเลือดส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ชีวิตในยุโรป และดังนั้นเธอก็ต้องเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือและเขี้ยวเล็บของพวกเดียวกัน ขณะที่ต้องอ่านความคิดและแผนการของเหล่า Elders ทั้งสามคนให้ทัน โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนดูเหมือนจะมีแผนการเฉพาะตัวเพื่อผลประโยชน์ของตน และการหักหลังครั้งยิ่งใหญ่หลายอย่างกำลังจะเกิดขึ้น โดยที่ขณะเดียวกัน แผนการกลับมายังโลกของพวก Naturi ก็ยังดำเนินอยู่ต่อไป

ขณะที่เล่มที่แล้ว เน้นไปที่ฉากสู้รบกับเหล่า Naturi ที่บุกมาโจมตีเป็นระยะ ๆ เล่มนี้กล่าวถึงการเผชิญหน้าของ Mira กับบรรดาผีดูดเลือดในเวนิซเป็นหลัก เปลี่ยนจากการสู้กับศัตรูต่างเผ่าพันธุ์มาสู้กับพวกเดียวกันเอง และสถานการณ์ก็เปลี่ยนจากการต่อสู้ใช้กำลังซึ่งหน้าด้วยอาวุธมาเป็นสู้ด้วยสติปัญญาและความเท่าทันใน Coven แทน เพราะว่าสังคมผีดูดเลือดตัดสินกันด้วยอำนาจในรูปแบบของความแข็งแกร่งเป็นหลัก และการเมืองของสังคมคอร์ทใน Coven ก็เข้มข้นที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่าง Mira กับ Danaus ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาไปในเล่มนี้ จะเห็นได้ว่าเล่มที่แล้ว ทั้งคู่ต้องจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อยับยั้งเหล่า Naturi แต่เล่มนี้เป็นการจับมือกันเพื่อเอาชีวิตให้รอดจากวงล้อมของเหล่าผีดูดเลือดใน Coven และดังนั้น ก็ทำให้ทั้งสองคนต้องร่วมมือกันมากกว่าที่เคย พร้อมพัฒนาความเชื่อใจกัน และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันไปมากกว่าเดิม (จนถึงขนาดที่ผีดูดเลือดจำนวนหนึ่งมองว่าเธอหักหลังเผ่าพันธุ์ตัวเองไปร่วมมือกับนักล่า และ/หรือ เชื่อว่าเธอแข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถควบคุมนักล่าได้) ซึ่งสำหรับตัว Mira เอง ในฐานะที่หนังสือชุดนี้มองจากมุมมองของเธอเป็นหลักก็ทำให้เราเห็นชัดว่าความไว้วางใจและเชื่อมั่นนี้ก็ถึงขั้นที่เธอเชื่อใจเขามากกว่าผีดูดเลือดด้วยกันเองอย่างที่เธอคิดว่า

“He had hovered close on so many occasions while I slept that I now hated the idea of him not being there when the sun broke above the horizon. Danaus was my only sense of security in this world that was changing too fast. He threatened to destroy everything that I protected. But as the same time, he seemed to be the only one left trying to protect me.” (p. 329)

และเกือบจะถึงขึ้นที่เธอลืมความเป็นศัตรูต่อกันไป ซึ่งเมื่อมีฉากความผิดพลาด (สปอยล์) [ที่ Danaus ลงมือฆ่าผีดูดเลือดอีกตัวต่อหน้าเธอ เพราะเชื่อว่าผีดูดเลือดตัวนั้นจะฆ่ามนุษย์เพื่อช่วยผีดูดเลือดอีกตัว โดยไม่ได้มองบทบาทหรือท่าทีของเธอต่อเรื่องนี้] ก็ทำให้ความรู้สึกผิดหวังและถูกทรยศของเธอรุนแรงมาก

อย่างน้อยในเล่มนี้ เราก็ได้รู้ว่า Danaus นักล่าของเรา “เป็นอะไร” (ไม่ใช่ “เป็นใคร”) และความรู้ที่ได้มาก็ไม่ต่างจากที่คาดไว้ (สปอยล์) [เขาเป็นพวก Bori เผ่าพันธุ์ที่เทียบได้กับเทวดาและปีศาจ และแม่ของ Danaus ก็ทำสัญญาเพื่อให้ได้พลังจากปีศาจ โดยมีเจ้าตัวเป็นผลลัพธ์ ในแง่นี้ก็ทำให้เขาเป็นลูกครึ่งมนุษย์-ปีศาจ หรือมนุษย์- Bori] และก็เพราะสิ่งที่เขาเป็นก็ทำให้เขายึดเหนี่ยวความเชื่อทางศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตในเรื่อง เขาเชื่อในเรื่องความถูกผิด ความดีและความชั่วที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนจนกระทั่งได้รู้จัก Mira ซึ่งในแง่หนึ่ง ถ้ามองว่าชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงกลับหัวกลับหางไปเมื่อเจอ Danaus ชีวิตของ Danaus ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และในระดับหนึ่ง อาจหนักหนายิ่งกว่า เมื่อสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเขาเป็นเรื่องของความเชื่อและมุมมองของชีวิต

อย่างไรก็ตาม ความไม่เชื่อใจของ Danaus ที่มีในช่วงท้ายเรื่อง (สปอยล์) [ซึ่งอันที่จริงก็เป็นการไม่เชื่อใจผีดูดเลือดตัวอื่น ไม่ใช่การไม่เชื่อใจ Mira แต่อย่างใด] อาจจะทำให้เราสับสนถึงความไว้วางใจและความผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกัน แต่เมื่อมองลงไปให้ลึก สิ่งนี้เป็นตัวอธิบายความเชื่อมโยงที่มากขึ้นซึ่งทั้งคู่มีต่อกันได้ดี การอ่านหนังสือจากมุมมองของ Mira อาจทำให้ไม่เห็นความรู้สึกนึกคิดของ Danaus ชัดเจนนัก แต่ในเรื่องก็มีฉากหลายฉากที่เจ้าตัวเป็นห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเธออย่างมาก ซึ่งอาจจะมากกว่าในฐานะคนคอยระวังหลังให้กันและกันได้ จากเล่มหนึ่งสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะเกิดขึ้นก็คือ นักล่าของเราตามหาเธอมาตลอดเป็นเวลานาน และความมุ่งมั่นนั้นก็เหมือนจะสร้างความรู้สึกที่อย่างน้อยที่สุดก็เรียกได้ว่าความผูกพันกับเธอด้วย – แต่สิ่งนี้ก็ไม่ชัดเจนนอกเหนือไปจากการตีความของผู้อ่านอย่างอีฉันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าความขัดแย้งตอนใกล้จบนี้ ไม่ใช่เพื่อสร้างความแปลกแยกแตกแยกระหว่างตัวละครทั้งสองตัวแต่อย่างใด จุดเปลี่ยนผันเล็กน้อยนี้มีให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเป็นหนึ่งเดียวที่มีมาในตลอดในลักษณะ You and me against the world ในเล่ม (สปอยล์) [เพราะนอกจากฝ่ายที่ถูกทรยศรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดมากแล้ว ฝ่ายที่ก่อเรื่องก็รู้สึกผิดจนถึงขั้นที่กล้ามาหาเธอโดยปราศจากอาวุธเพื่อขอโทษด้วย ซึ่งหาก Danaus ไม่เชื่อใจเธอแล้วก็ไม่น่าจะเดินมาหา Mira โดยที่ไม่มีอาวุธใด ๆ ติดตัว (แม้ว่าเขาจะมีความสามารถฆ่าผีดูดเลือดจากระยะไกลอย่างที่เรารู้ก็ตาม) และการขอโทษนั้นก็ไม่ใช่จากความรู้สึกผิดในการฆ่า แต่เป็นเพราะรู้ว่าทำให้เธอเสียใจ] ซึ่งเห็นชัดมากว่าแม้ทั้งสองจะคอยปกป้องกันและกันโดยบอกว่า เพื่อให้ตัวเองเป็นคนฆ่าอีกฝ่ายในภายหลังเมื่อจบเรื่อง แต่ก็ชัดว่าหลังจากนี้ ทั้งสองคนคงไม่สามารถฆ่ากันได้จริง ๆ

การทรยศ Mira ของ Jabari ในเล่มแรกดูเหมือนจะเป็นเรื่องร้ายแรง และไม่สามารถให้อภัยได้ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวใช้เธอในฐานะเครื่องมือมาตลอด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่รู้สึกก็คือดูเหมือนเจ้าตัวจะมองเป้าหมายเป็นหลักโดยไม่เลือกวิธีการมากกว่าจะมองเรื่องการหลอกใช้หรือใช้ประโยชน์จากใครเป็นเรื่องเสียหาย และถึงแม้เขาจะมีท่าทีนิ่งเฉยและเย็นชาใส่ Mira มาเกือบทั้งเล่ม แต่ลึก ๆ ลงไปเห็นความเชื่อมั่นและไว้ใจที่เธอมีต่อ Jabari ในระดับสมควร แม้ว่าจะเป็นเพราะเธอเป็นคนที่เจ้าตัวรู้ว่าจะทำให้เหตุการณ์ดำเนินไปตามทิศทางที่เขาต้องการและกำหนดอยากให้เป็นได้ โดยเฉพาะเมื่อ Jabari เป็นจอมบงการที่อ่านเกมล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี และรู้จักนิสัยใจคอของ Mira อย่างทะลุปรุโปร่ง

ผิดคาดนิดหน่อยที่บทบาทของ Tristan ในเล่มนี้มีน้อยกว่าที่คิด และไม่สลักสำคัญมากเท่าไหร่ แต่อาจจะสำคัญก็ได้ เพราะเขาเป็นตัวกระตุ้นให้ Mira สำแดงพลังของเธอให้เหล่าผีดูดเลือดที่อยู่ล้อมรอบ Coven เห็นเพื่อเป็นการประกาศอำนาจที่เธอมี และที่สำคัญ ความต้องการปกป้องที่เธอมีต่อผีดูดเลือดที่เปรียบเสมือนน้องชายของเธอ (ในฐานะที่ทั้งสองมี “ผู้สร้าง” คนเดียวกัน) ก็ทำให้เธอรับเขาเข้ามาเป็น “ครอบครัว” ซึ่งหมายถึงเข้ามาอยู่ใต้การคุ้มครองของเธอ (อ่านเพิ่มเกี่ยวกับความหมายของ “ครอบครัว” ) ทั้งที่ผ่านมา Mira หลีกเลี่ยงสิ่งนี้มาตลอด และสิ่งนี้ก็ทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากึ่งต่อสู้กับผู้สร้างของทั้งสองคน ที่จบลงด้วยการที่ Sadira บาดเจ็บหนักจากไฟของ Mira – ทั้งนี้ ยังติดใจกับ Tristan อยู่ในแง่ที่สงสัยถึงบทบาทและความสำคัญในเวลาต่อไป แม้ว่า Tristan จะถูกสร้างมาเพื่อเป็นตัวสร้างความสำราญ ให้ความบันเทิง มากกว่าจะถูกสร้างให้แข็งแกร่งอย่าง Mira ก็ตามที

จากตัวละคร มาพูดถึงการดำเนินเรื่อง รู้สึกว่าตัวเธอไม่แตกต่างจากตัวละครใน conventional fantasy ที่ต้องสู้กับความชั่วร้ายที่ปกป้องโลก ปกป้องมวลมนุษย์ แต่สิ่งที่ยังคงเหมือน urban fantasy ก็คือสถานการณ์ที่เกินควบคุม/ คาดคิด และสิ่งหนึ่งนำไปสิ่งอื่นเรื่อย ๆ เพราะจะเห็นได้ว่า จากเล่มแรก เธอตั้งเป้าหมายตอนต้นไว้ที่การเจอ Elders ซึ่งก็คือ Jabari เพื่อแจ้งเหตุเกี่ยวกับ Naturi และจบสิ้นหน้าที่ของเธอไว้เพียงแค่นั้น แต่กลายเป็นว่าเธอมีค่าในฐานะเป็น “ผนึก” กัก Naturi เอาไว้จากโลก ซึ่งถึงแม้ในตอนต้นและกลางเล่มเธอจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่เธอก็ได้รับมอบหมายให้ตามหาผู้ที่มีส่วนในการสร้างผนึกอยู่ดี และในเล่มที่สอง เธอคิดว่าเธอมาที่เวนิซเพื่อรายงานตัว และรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้บรรดา Elders ใน Coven ฟัง แต่ท้ายที่สุด เธอถูกสั่งให้มาเพราะการเป็นหมากตัวสำคัญที่สามารถกำหนดผลต่อการเมืองใน Coven

ทั้งนี้ การเมืองใน Coven ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เล่มนี้สนุก เพราะตัวละครที่ออกมาทั้งหมด แต่ละคนก็มีเป้าหมายและจุดประสงค์ในใจของตัวเองอย่างชัดเจน แม้กระทั่งใน Coven เองก็เห็นได้ว่ามีเป้าหมายของตัวเองที่แตกต่างกันไป และเพื่อจะเอาชีวิตให้รอด Mira ก็ต้องอ่านเกมให้ทัน โดยคาดเดาความต้องการและแผนการของตัวละครอื่นให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการหักหลังยิ่งใหญ่จำนวนมากอยู่ (สปอยล์หนัก) [ โดยเฉพาะเมื่อเหล่า Elders ตัดสินใจร่วมมือกับ Naturi บางส่วนที่ไม่ต้องการให้พวกที่เหลือกลับมา โดยให้ Naturi ฆ่า The Liege เป็นการตอบแทน ทั้งนี้ก็เพราะ The Liege ตัดสินใจเลื่อนวันเปิดตัวการมีอยู่ของเหล่าผีดูดเลือดต่อมนุษย์เข้ามา อันจะเลื่อนกำหนดการที่มนุษย์จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์อื่นเข้ามาด้วย (ในหนังสือเรียกวันที่มนุษย์จะรู้เรื่องนี้ว่า Great Awakening) ซึ่งการเลื่อนกำหนดเข้ามาก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งกับเผ่าอื่น ๆ อย่างมนุษย์หมาป่า แม่มด และนำไปสู่สงครามกับผีดูดเลือด เหล่า Elders จึงคิดฆ่า The Liege เพื่อตัดปัญหา] และดังนั้น ก็ทำให้เสียงของ Coven เอง แบ่งเป็นหลายกระแส เห็นได้ชัดที่สุดจาก Macaire และ Jabari

เนื่องเพราะสำหรับฝ่ายแรก (สปอยล์) [Macaire สนับสนุนการร่วมมือกับ Naturi เต็มที่ และหวังว่าการฆ่า The Liege จะทำลายความสมดุลเดิม และทำให้เขามีอำนาจมากที่สุดในหมู่ Elders หรือแม้แต่กับเหล่าผีดูดเลือดได้] แต่สำหรับฝ่ายหลัง (สปอยล์) [Jabari ไม่ต้องการให้เกิดการร่วมมือกับ Naturi และยิ่งไม่ต้องการให้สถานภาพปัจจุบันเปลี่ยนแปลง เพราะจากที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ตัวเขาแข็งแกร่งและมีอำนาจมากที่สุดในบรรดา Elders ที่มีอยู่สามคน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการให้ Mira รับตำแหน่ง Elders ที่ว่างอยู่ เพราะการที่เขามีอำนาจเหนือเธอก็หมายถึงเขาจะกำหนดทิศทางเสียงของเธอและคุมเสียงใน Coven ต่อไปได้]

และแม้เจ้าตัวจะไม่คิดมีตำแหน่งใด ๆ ใน Coven (เก้าอี้ของเหล่า Elders มีอยู่สี่ที่ และปัจจุบันก็ว่างอยู่ที่หนึ่ง) แต่เพราะความสามารถและความแข็งแกร่งของ Mira และการเป็นอิสระจาก Elders ในยุโรป รวมไปถึงไปมีเขตอิทธิพลของเธอเองในอเมริกา ก็ทำให้ผีดูดเลือดทั้งหลายเชื่อว่า เธอปรารถนาตำแหน่งนั้น โดยที่เธอไม่เคยคิดถึงตำแหน่ง หรือความเป็นไปได้ในการมีตำแหน่งเลย (ทางกลับกัน เธอต้องการความเกี่ยวข้องที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จาก Coven ด้วยซ้ำ) แต่ท้ายที่สุดแล้ว (สปอยล์) [ช่วงตอนจบ เพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับ ก็ทำให้เธอต้องรับตำแหน่ง Elders เพื่อถ่วงดุลอำนาจอยู่ดี] ทั้งที่ปกติแล้ว การเป็น Elders จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผีดูดเลือดตัวนั้นเป็น Ancient แข็งแกร่งจากการมีอายุเกินพันปีเท่านั้น (แต่กรณีของเธอ เธอถูกสร้างอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้พลังในการใช้ไฟของเธอหายไป และการมีผู้สร้างหลายคนที่ต่างเป็น Ancient ทั้งสิ้นก็มีผลอย่างสูงต่อความแข็งแกร่งเกินอายุของเธอด้วย)

เทียบ Dayhunter แล้ว ชอบมากกว่า Nightwalker ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรู้จักตัวละครและโลกของตัวละครจนคุ้นเคยมากขึ้น และที่สำคัญชอบการสู้ด้วยสมองและความรู้เท่าทันเช่นนี้มาก และการที่มีเหล่าผีดูดเลือดอื่น ๆ เข้ามาก็ช่วยให้เห็นความเป็นไปในโลกนี้ได้ดี (เล่มแรก มีผีดูดเลือดเข้ามาน้อยมาก ทำให้ไม่เห็นถึงสภาพสังคมจริง ๆ แต่อย่างใด) และที่สำคัญ ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวเอกกับบรรดาผีดูดเลือดอื่น และท่าทีที่ต่างฝ่ายมีต่อกันอยู่ ซึ่งสภาพสังคมผีดูดเลือดที่เย็นชา เห็นแก่ตัว และกระหายอำนาจทำให้เห็นภาพของ Mira ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเธอแตกต่างกับตัวอื่น ๆ ที่ทรนง และยึดถือเกียรติ และศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญ (ขณะที่ตัวอื่นเน้น “อำนาจ”) ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าทำให้เธอยังคงเป็นเช่นนี้ได้ก็คือ ความสามารถใช้การใช้ไฟ ขณะที่ผีดูดเลือดทั่วไปกลัวไฟ ส่งผลให้เธอแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันตัวเอง ผนวกกับการอยู่ใต้อารักขาของ Jabari ก็ยิ่งทำให้เธอเป็นที่ครั่นคร้ามมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งการเป็นอิสระนี้ทำให้เธอยังคงมีความสุขและดำเนินชีวิตประจำวันไปได้เป็นปกติ โดยที่ไม่มีความขมขื่น หรือเกลียดชังเหมือนผีดูดเลือดตัวอื่น ๆ ด้วย และก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชอบเธอ เพราะเธอพยายามใช้ชีวิต และพยายามที่จะมีความสุข

ขณะเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า ตัว Mira ไม่ทำร้ายใครก่อน แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่อยู่เฉย/ พร้อมจะตอบโต้กลับถ้าใครมาทำร้ายเธอ และโดยเฉพาะสิ่งที่เธอปกป้อง ซึ่งทำให้เธอพร้อมจะตอบกลับแรงกว่าเดิม (อยากจะเรียกเธอว่า Rose-type เสียจริง ปกป้องดูแลตัวเองได้ขนาดนี้!) ซึ่งฉากป้องกันตัว/ ปกป้องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงทัศนคติ และความแกร่งของ Mira เมื่อเธอโต้กลับเหล่าผีดูดเลือดที่ทำร้าย Tristan ซึ่งมาอยู่ใต้การคุ้มครองของเธอ


“Who am I?” I snarled, tightening my grip. Her eyes stared at me, confused and terrified. ….. She too has fed on poor, chained Tristan – she deserved to die, consumed in the flames that surrounded her. And she knew it.


“You are the Fire Starter,” she whimpered in a strangled voice.


“Tell them what I have done,” I commanded in a low, grating whisper. “Tell them that if anyone touches what belong to me, I shall hunt them down and collect their hearts for display in my domain. Remind them of what I am …” (p.161)

เห็นในใบ teaser (หรือเรียกอะไรดี?) ว่า จุดขายอย่างหนึ่งที่สำนักพิมพ์โฆษณาก็คือชุดนี้เป็น paranormal romance ด้วย เพราะเกมไล่จับและความสัมพันธ์ระหว่าง Mira และ Danaus ซึ่งทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าความน่าจะเป็นไปได้ระหว่าง Mira และ Danaus ทำให้หนังสือน่าติดตาม แต่จนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างกันก็เป็นไปในลักษณะเพื่อน/คู่หูที่จับมือกันต่อสู้กับโลกมากกว่าจะมีความหวานชื่นใด ๆ เกิดขึ้น (ถึงแม้การเชื่อมโยงสำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือทั้งสองคนสามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย และสื่อสารทางจิตกันได้ รวมถึงการที่ Danaus สามารถควบคุมเธอได้ก็ตาม) ซึ่งก็ทำให้เรื่องน่าติดตามอ่านมากกว่าการได้จะเห็นความสัมพันธ์ที่เร่าร้อนระหว่างกันด้วย (และก็ชอบแบบนี้มากกว่า)

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคิดว่าการเป็น paranormal romance คือความสัมพันธ์ของตัวพระ-ตัวนางเพียงสองคน สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เกิด เพราะเหมือนว่า Mira จะมีความหลังกับตัวละครหลายตัว อย่าง Jabari ในเล่มแรก (แต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกที่ดีมากต่อกัน ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น) และกับ Valerio ตัวละครอีกตัวที่ออกมาในเล่มสอง ซึ่งก็ไม่น่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติอะไร เพราะเธออยู่มานาน การจะอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีความสัมพันธ์/ ปฎิสัมพันธ์กับใครคงเป็นเรื่องผิดปกติยิ่งกว่า และเล่มนี้ก็มีฉากที่เธอใช้เซ็กซ์เป็นทางระบายความเครียด โดยที่ไม่ใช่กับตัวเอกแต่อย่างใดด้วย

ให้คะแนนที่ B++ (สรุปว่าต่างจาก B+/A ไหมนะ?) รอ Dawnbreaker เดือนกันยา ด้วยใจระทึก เพราะบัดนี้ผนึกถูกทำลายแล้ว และเล่มสามก็คงจะยิ่งวุ่นวาย เพราะในหมู่ Naturi ก็มีการหักหลังใหญ่หลวงไม่แตกต่างกันเท่าใด เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาเรื่อง urban fantasy ที่ติดไปแล้ว และถ้านับว่าอยากอ่านอะไรที่สุดในฐานะเรื่องชุด ตอนนี้ ก็คือ Dark Days / Sign of Zodiac/ Outcast เป็น Top Three อยู่ (แม้ชอบ Spiral Hunt ในฐานะหนังสือมาก แต่ไม่แน่ใจในฐานะชุด) ส่วนบทสรุป ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่เคยคิดออกเลย Politics and power struggle had never been this fun!

Monday, 4 May 2009

Night's Rose by Annaliese Evans

เจอเล่มนี้ครั้งแรกน่าจะจากทางเนท (คิดว่าเป็นลิสต์หนังสือของใครสักคนในอเมซอน) แล้วก็ชอบปกมาก รวมไปถึงพล็อต Fairytale retelling ที่กลายมาเป็นแนว Historical Urban Fantasyให้เจ้าหญิงนิทราสู้รบกับยักษ์ และดังนั้น ถึงแม้จะไม่รู้จักนักเขียนมาก่อน และไม่เคยอ่านงานของเธอ อีฉันก็บ้าสั่งล่วงหน้าไป (โดยที่ไม่ได้แม้กระทั่งอ่าน Excerpt ใด ๆ เสียด้วย) ...



ชนิด : Historical Paranormal Romance / Retelling/ Magic/ Orge/ Fey/ Vampire/ Dark elf
สำนักพิมพ์ : Tor Paranormal Romance (March 31, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า


ตามเรื่องเจ้าหญิงนิทรา คำสาปของนางฟ้าใจร้ายทำให้เจ้าหญิงนิทราต้องหลับใหลไปถึงหนึ่งร้อยปี จนกระทั่งเจ้าหญิงตื่นมาได้เพราะจุมพิตของเจ้าชาย เมืองทั้งเมืองตื่นขึ้นจากการหลับ และคนทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ... แต่ทว่าสำหรับ Rosemarie เจ้าหญิงนิทราในเรื่อง เธอไม่ได้ตื่นมาเพื่อที่จะเจอกับความสุขตลอดไป และกว่าจะรู้ตัว เธอก็กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักไล่ล่ายักษ์กินคนให้กับเหล่า Fey De La Nuit (Dark Fey) ไปเสียแล้ว

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Rose และ Ambrose ผู้ซึ่งเป็น Fey ที่ปรึกษาของเธอล่วงรู้ถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดหลายอย่างของบรรดายักษ์ ซึ่งทั้งคู่เชื่อว่า เป้าหมายที่แท้จริงของยักษ์กินคนก็คือ ร่ายคาถาเพื่อที่จะกำจัด Rose ผู้ซึ่งเป็นนักล่ายักษ์มือหนึ่งให้ได้

หากแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็เพิ่มขึ้นเมื่อ Rose ได้เจอกับ Gareth ผีดูดเลือดชื่อฉาวที่แม้จะหว่านเสน่ห์ใส่เธอ แต่ก็ดูเหมือนจะจริงจัง และใส่ใจกับ Rose มาก จนถึงขั้นมากกว่าที่ Ambrose ดูแลเธอ และก็ทำให้เธอต้องชั่งใจและทบทวนความรู้สึกที่เธอมีกับคนทั้งคู่ไปด้วย

ระหว่างนั้นเอง ที่ Rose ถูกทำร้ายปางตายจากเหล่ายักษ์ และเมื่อเธอฟื้นขึ้นมา การได้ใกล้ชิดและสนทนากับ Gareth ทำให้เธอเริ่มเห็นถึงความลับที่ Ambrose ปิดบังเธออยู่ Rose จึงตัดสินใจกลับไปที่เมืองของเธอ และค้นหาความลับที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งความจริงที่ได้เจอทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อกลับมา เธอก็เจอว่า เหล่ายักษ์อาจจะมีแผนการร้ายมากกว่าที่เธอได้คาดคิดเอาไว้ และตัวคนร้ายก็อาจจะมีมากกว่าแค่เหล่ายักษ์กินคนเสียด้วย!

จริง ๆ แล้วข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือก็คือการที่คนเขียนบอกเอาไว้ว่าเป็น Urban Fantasy แต่พอได้หนังสือมาจริงเป็น Historical Paranormal Romance ก็ได้ เพราะส่งผลให้การให้น้ำหนักเนื้อเรื่องในด้านแอ็คชั่นผาดโผนน้อยไปกว่าด้านความสัมพันธ์ของตัวละครและชายหนุ่มสองคนที่เจ้ามามีบทบาทในชีวิตของเธออย่างมหาศาล

แต่ทั้งนี้ ก็รู้สึกว่าการเป็น Romance ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าจะเขียนให้ดี แต่นี่กลายเป็นว่าไม่เห็น Rose ทำอะไรจริงจังมากไปกว่าการนั่งครุ่นคิดและเปรียบเทียบตัวละครสองตัว ก่อนที่เธอจะค้นพบความจริง Rose ตั้งคำถามว่าสัมพันธภาพของเธอกับ Ambrose ดูเหมือนจะมีมากกว่าเพื่อน มากกว่าที่ปรึกษากับคนในปกครอง แต่ทำไมถึงไม่เคยเกินเลยไปมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ว่าตัว Fey รู้สึกกับเธอมากกว่านั้น และเธอก็รักเขาตลอดมา และกับ Gareth เธอก็รู้สึกว่า เขาเป็นคนที่กระตุ้นความรู้สึกหลายอย่างของเธอให้กลับมา และที่สำคัญ ทำให้เธอรู้สึกว่าถูกใส่ใจ มีความสุข และเป็นที่รัก

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนผันในเรื่องเมื่อ Rose ค้นพบความจริง อย่างที่โปรยหัวไว้ว่า ‘Beauty was not awaken by a kiss’ (สปอยล์) [นั่นก็ระหว่างที่เธอหลับ เธอถูกข่มขืนจากยักษ์กินคนตัวหนึ่ง และการที่เธอตื่นมาก็เพราะความเจ็บปวดจากการที่คลอดลูกของยักษ์ และเพราะว่ายักษ์ใช้กำลังพาเธอออกจากเมืองก็ทำให้มนต์ที่มีอยู่ในเมืองหายไป และคนในเมืองก็ตายไปทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงครอบครัวของเธอด้วย] ที่ทำให้เธอเชื่อใจ Ambrose ไม่ได้อีกต่อไปเพราะ (สปอยล์) [คนที่เป็นคู่หมั้นของเธอก็คือ Ambrose ซึ่งแม่ของเขาเป็นคนที่สาป Rose เอง (เพราะอิจฉาแม่ของ Rose ซึ่งเป็นลูกครึ่ง Fey) และแม้ว่าเขาหลงรักเธอมาตลอด และก็เฝ้าดูเธอหลับผ่านกระจกทุกวัน แต่ที่ร้ายที่สุดสำหรับเธอก็คือหมายถึงว่าเขาปล่อยให้ยักษ์ทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ]

และดังนั้น เมื่อกลับมา เธอจึงตัดสินแต่งงานกับ Gareth ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไขปริศนาที่ว่า ทำไมเขาและ Ambrose ถึงไม่ถูกชะตากัน (สปอยล์) [ซึ่งก็เป็นเพราะเรื่องร้ายแรงที่แม่ของ Ambrose ทำ ทำให้เธอถูกไล่ออกมา และมาอยู่กับพ่อของ Gareth ซึ่งเป็นผีดูดเลือด และมี Gareth ออกมา ดังนั้น Gareth จึงมีฐานะเป็นน้องชายต่างพ่อของ Ambrose] ซึ่งก็หมายถึงการให้น้ำหนักกับ Gareth ที่มากกว่า Ambrose ในครึ่งหลัง (และก็เพราะหลังจากที่รู้ความจริง เธอก็ตัด Ambrose ออกไปจากชีวิตของเธอเลย) แต่ที่รู้สึกว่าไม่เข้าใจก็คือ ไม่เข้าใจความรักระหว่างคนทั้งคู่ จะว่าเกิดเร็วก็ไม่ใช่ แต่เพราะไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกัน และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรักเธอ ... และรักได้มากขนาดนั้น

หนังสือเล่มนี้เกือบเป็น DNF ถ้าไม่เกิดฮึดอ่านต่อ (ซึ่งการที่ฮึดก็ไม่ใช่เพราะอะไร นอกจากแค่อยากรู้ว่ามันจะห่วยไปมากกว่านี้ไหม) แต่พออ่านก็รู้สึกว่าช่วงที่อ่านช่วงสุดท้าย (หน้าที่ 285 จำได้เลย) ดีกว่าเดิม และอาจเป็นส่วนที่ดีที่สุดส่วนหนึ่งในเล่ม เป็นไปได้ว่าเริ่มเห็นฉากแอ็คชั่นที่อยากจะเห็นมานาน

นั่งวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงไม่ถูกใจ (พูดง่ายว่าผิดหวังน่าจะถูกกว่า) อาจจะเป็นเพราะเป็น PR มากกว่า UF? แต่ก็รู้สึกรับได้ถ้าเขียนให้ดี แต่นี่อ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความเชื่อมโยงใด ๆ เลย และรู้สึกว่าคนเขียนเขียนตื้นเกินไป (ไม่แน่ใจว่าอคติไปไหม แต่อย่างน้อยถ้าเทียบกับ Bitten หรือ Spiral Hunt เราเข้าใจพฤติกรรมตัวละคร เห็นการกระทำ แล้วเชื่อได้มากกว่านั้น เป็นแค่พูดผ่าน ๆ แตะ ๆ ไว้ แต่ไม่ลงลึก) และที่สำคัญอีกอย่าง รู้สึกภาษาไม่สวย ไม่สวยเลย ... อย่างน้อยก็ไม่เคยอ่านฉากรักแล้วรำคาญมาก่อน แต่เล่มนี้เป็น และแอบกรี๊ดคนเดียวว่าจบเสียที อยากจะสรุปให้ว่า Sickening Anne Rice-style Sleeping Beauty retelling twist and lousy romance มาก แต่พออ่านจบแล้วก็ทำไม่ลง แล้วก็ชักกลัวตัวเองว่าจะอยากรู้เล่มสอง (The Prince of Frogs – ออกเดือนกันยา!) ขึ้นมา เหมือนว่าไม่ชอบหนังสือขนาดนั้น แต่ก็อดสงสัยกับ Twist ทั้งหลายในเรื่องไม่ได้

และทั้งนี้ถ้าคิดว่า bizarre love triangle จะจบก็ไม่เลย เพราะ Ambrose ยังมีบทบาทอยู่ต่อไป (และถ้าคิดว่าความจริงที่ได้รู้จะทำให้ Rose ตัดเขาออกไปจากชีวิตอย่างสิ้นเชิงก็เป็นไปไม่ได้ เพราะแม้จะถูกทรยศ แต่ความสัมพันธ์ที่มีมากว่าร้อยปีก็มีมากกว่านั้น แต่ก็มากกว่าที่จะถูกตัดออกไปเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น (ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็อธิบายว่า ทำไม Ambrose ถึงไม่เคยก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น เพราะความรู้สึกผิด และเพราะรอให้ Rose รู้ความจริง เป็นทั้งความรู้สึกทั้งอยากและไม่อยากให้เธอรู้ความจริง)) และก็น่ากลัวมากว่าที่มีพูดถึง ménage a trios ไว้ด้วย .... ถ้ามีจริง ๆ ฉันจะกรี๊ดคนแรก! แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกว่า อย่างน้อยที่สุด เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเธอกับ Ambrose มากกว่า เธอกับ Gareth นะ – และถ้าใจร้ายพอ ก็อยากบอกว่าสิ่งเดียวที่เหมือน UF ก็คือมีผู้ชายมากว่าหนึ่งนี่แหละ!!

หนังสือจะดีได้กว่านี้ ถ้าเปลี่ยนวิธีเขียน และการให้น้ำหนัก เพราะส่วนตัวพล็อตหลายอย่างก็พลิกผันมหาศาล (แต่ก็ไม่ถึงกับคาดเดาไม่ได้ หรือบางอย่างก็กรี๊ดว่าเขียนมาได้!) ให้คะแนนที่ D ก็แล้วกัน

ปล. ปกหลังบอกว่า
Two magnetic men will unite to aid Rose--her mysterious fey advisor, Ambrose, and the vampire Lord Shenley, an earl of scandalous reputation and even more scandalous appetites. One will save her, one will betray her, ....... แหม โปรยหลังทั้งที twist กว่านี้หน่อยได้ไหมคะ อ่านอย่างนี้เดาได้เห็น ๆ !!!

Sunday, 1 March 2009

Nightwalker by Jocelynn Drake (n)

กว่าจะโพสต์ได้ blogger มีปัญหามาสองวัน โอ อยากจะกรี๊ด



ชนิด : Urban Fantasy/ vampires/ bad elves/ magic
ชุด : Dark Days, Book One
สำนักพิมพ์ : Eos (July 29, 2008)
จำนวนหน้า : 384 หน้า


Mira แตกต่างและแปลกแยกจากผีดูดเลือดอื่น ๆ (หรือที่ในเรื่องเรียกว่า nightwalker) ด้วยความสามารถในการสร้างและควบคุมไฟของเธอ เมื่อบวกกับความแข็งแกร่งที่มีก็ทำให้เธอสามารถสร้างเขตอิทธิพลของเธอขึ้นมาได้ แต่แล้วอำนาจของเธอก็ถูกท้าทายจาก Danaus นักล่าผีดูดเลือด ที่ปรากฏตัวและลงมือฆ่าผีดูดเลือดในเขตของเธอติดต่อกัน

หากเมื่อการเผชิญหน้ามาถึง Mira พบว่าอันตรายจาก Danaus ไม่ใช่สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด เพราะตอนนี้ Naturi เผ่าพันธุ์อันตรายที่ถูกขับออกจากไปจากโลกเมื่อ 500 ปีก่อนกำลังจะกลับมา และเธอก็ต้องร่วมมือกับพันธมิตรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่าง Danaus ต่อสู้กับเหล่า Naturi

กระชับได้ใจความที่สุดก็เป็นแบบนี้ แล้วก็เหมือนกับเวอร์ชั่นหลังปกในเวบของ Jocelynn Drake ชอบกล (ย่อหลังปกหนังสือจริงมีแค่ย่อหน้าแรกที่ทำให้ความเข้าใจเรื่องตอนซื้อผิดไปอย่างไม่น่าให้อภัยจริง ๆ ) และดังนั้น เปิดเรื่องมาก็เป็นเรื่องการเผชิญหน้า และการท้าทายธรรมดา จนกระทั่งปริศนาเกี่ยวกับ Naturi ค่อย ๆ เปิดเผย และกลายเป็น Mira ต้องร่วมมือกับ Danaus เพื่อหาทางที่จะหยุดยั้งการกลับมาของเหล่า Naturi ตั้งแต่การตามหา Jabari ผีดูดเลือดทรงพลังในอียิปต์ การคุ้มครอง Sadira หนึ่งในสามผีดูดเลือดที่ปิดผนึกกัก Naturi ไว้ที่ต่างโลก และหาตัวแทนที่จะมาเสริมเต็มการสร้างผนึกนี้อีกครั้ง

แรก ๆ บุคลิกของ Mira จะดูเย็นชา ยโส และเชื่อมั่นในตัวเอง จนถึงขั้นล้อเล่น (ในความหมาย toy) กับทุกสิ่งรอบ ๆ ตัวในเขตของเธอ และกับ Danaus อย่างมาก และเมื่ออ่านไปบุคลิกของเธอก็พัฒนาขึ้น และดูจะน่ารักมากขึ้นในสายตาของผู้อ่านอย่างอีฉัน ความหวาดกลัวที่เธอมีต่อ Naturi โดยเฉพาะเมื่อเธอเคยถูกจับไปทรมานอยู่เป็นนาน ทำให้ระดับความกลัวที่มีไปถึงขั้นประสาทเสีย ซึ่งถึงจะดูเป็นจุดอ่อนต่อตัวเอกที่ควรจะแกร่ง tough as nail กลายเป็นสิ่งที่ชอบ เพราะทำให้เห็นด้านที่เปราะบางของตัว Mira และเพราะตัวเอกไม่จำเป็นจะต้องสมบูรณ์แบบ รวมถึงอีกอย่างที่รู้สึกว่าเธอดูน่ารักก็คือ เธอดูแลและใส่ใจคนรอบข้างของเธออย่างจริงจัง (บอดี้การ์ดที่เป็นมนุษย์ทั้งสองคนของเธอเป็นตัวอย่างที่ชัดมาก แล้วก็รวมไปถึง Tristan ผีดูดเลือดอีกตัวด้วย – ซึ่งดูแล้วตัวละครนี้ก็น่าจะเพิ่มบทบาทในอนาคตเหมือนกัน) ซึ่งแม้ไม่ต่างจากด้านละเอียดของตัวเอก Urban Fantasy ปกติ แต่สิ่งที่เธอแสดงออกก็อ่อนโยน ละเอียดอ่อน และช่างคิดกว่าตัวละคร Urban Fantasy ทั่วไป

เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยฉากต่อสู้เร้าใจอยู่ทั้งเล่ม โดยเฉพาะเมื่อต้องต่อสู้และรับมือกับเหล่า Naturi บ้าเลือดที่บุกเข้ามา และการสู้รบด้วยดาบประชิดตัวก็เป็นสิ่งที่เร้าใจเมื่อได้อ่าน เพราะการสู้ประชิดตัวหมายถึงเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายที่ยากจะคาดเดา และผลลัพธ์ที่คาดหมายได้อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด ... มีอยู่หลายครั้งที่ตัว Mira ถูกทำร้ายเลือดสาด หรือไปถึงขั้นปางตาย ถึงจะไม่ชอบตอนที่บรรยายความตกใจของเธอทุกครั้งที่รู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่คิดว่าสมจริงที่สู้กับตัวร้ายหลาย ๆ คนแล้วเจ็บกลับมา (ถ้าไม่เป็นอะไรเลย ก็คงเก่งเกินไปแล้ว)

ชอบประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ตัว Mira มีต่อเหล่า nightwalker โดยเฉพาะเมื่อเธอเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับความทรงจำที่หายไประหว่างการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เธอเข้าใจว่าเธอถูกจับไปทรมานเป็นเพราะความสามารถในการใช้ไฟที่ทำให้แม้แต่เหล่า Naturi ก็ต้องการเธอ หากแต่ความจริงมีมากกว่านั้น .... (สปอยล์) [และเธอเข้าใจว่าเธอรอดพ้นจาก Coven เป็นเพราะการช่วยเหลือและคุ้มครองของ Jabari] และก็ชอบประเด็นการหักหลังตรงนี้ ถึงแม้จะสงสารตัว Mira ช่วงใกล้จบอย่างมากก็ตาม และก็แอบ ironic ที่สุดท้ายแล้ว คนที่กลายเป็นว่าเธอไว้ใจได้มากที่สุดกลายเป็น(สปอยล์) [ตัว Danaus]

ดูเหมือนมีความไปได้ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Mira กับ Danaus จะพัฒนาต่อไปในอนาคต เมื่อทั้งคู่มี chemistry ระหว่างกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูต่อไปว่าจริง ๆ แล้ว Danaus เป็นอะไรกันแน่ (น่าจะเป็นพวก Bori แต่ก็ยังไม่แน่ใจร้อย ช่วงหลังอ่าน Urban Fantasy แล้วเริ่มเบื่อที่ต้องตั้งคำถามว่าพวกนี้เป็นตัวอะไร มากกว่าพวกนี้เป็นใคร แต่ถ้าไขหมด บอกหมดตั้งแต่ต้น คนอ่านก็คงไม่สงสัย และก็คงไม่อยากรู้อยากเล่นจนไม่สนุกไปก็เป็นไปได้) แต่ทั้งนี้ ก็มี underlying อธิบายความรู้สึกของ Danaus เป็นระยะ ๆ (สปอยล์) [ ชอบตอนที่ Mira ถูก Rowe หัวหน้ากลุ่ม Naturi จับตัวไป แล้วคิดว่าจะยอมตายมากกว่าตกเป็นเชลยของพวกนี้อีกครั้ง และ Danaus ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ยอมให้ตาย .... และก็กลายเป็นว่าตัวเขาเองก็ศึกษาและตามหาตัว Mira มาก่อนหน้านี้เป็นสิบ ๆ ปีอีกต่างหาก ]

ชอบอีกอย่างที่เล่นกับระบบความเชื่อของเรา ปกติเรามองว่าผีดูดเลือดเป็นตัวร้าย และพวกภูติพวกเอล์ฟเป็นคนดี แต่เล่มนี้ผีดูดเลือดตัวร้ายกลับกลายป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ (อย่างน้อยก็ในความหมายที่ว่าสู้เพื่อตัวเอง และมนุษย์ได้ประโยชน์ไปด้วย) ขณะที่พวกภูติเป็นเผ่าพันธุ์ที่กระหายเลือดยิ่งกว่า และมีพิธีกรรมเลือดสาดฆ่าล้างหมู่บ้านอยู่ตลอดเวลา daywalker อาจจะโหดร้ายกว่า nightwalker ก็ได้

คิดว่าคงอ่านต่อ เพราะอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป และกลับมาที่ระบบการให้คะแนนนิด ตกลงมันเชื่อถือได้ไหมเนี่ย เพราะมันดูไม่ absolute ชอบกล ขึ้นกับอารมณ์ที่อ่าน แล้วก็หนังสือที่อ่านก่อนหน้านั้นอีกด้วย แต่ถ้าดูที่ความต่อเนื่องที่มีผลต่อเล่มถัดไปในชุด นับความหมายของตัวเองว่า A กับ B คืออ่านต่อแน่ ออกเมื่อไหร่ซื้อ เล่มนี้ก็ได้ B ล่ะ และถ้าบวกกับความรู้สึกต่อว่ากรี๊ด อยากรู้อยากอ่านต่อกรี๊ด ก็คงได้คะแนน B+ ไป แต่ทั้งนี้ระบบนี้เชื่อไม่ได้ ระบบคะแนนวัดอะไรไม่ได้เลย ชอบการสรุปเป็นประโยคมากกว่า ดูมีมากกว่าแค่ปริมาณ (การตีความเศรษฐศาสตร์และตัวเลขเป็นเรื่องยาก)

ทั้งชอบและไม่ชอบความรู้สึก Larger-than-life ในเรื่องไปพร้อมกัน -- สรุปว่า Fire starter, fun starter? คิดไม่ออก ไม่ใช่ด้วย สรุปไม่ได้ คิดไม่ออกเช่นเดิม A Fire starter let a fun started? ห่วยเหมือนเดิม

ปล. อย่างไรก็ตาม อดรู้สึกไม่ได้ว่าคนเขียนค่อนข้าง bias กับความเป็นตะวันตก โดยเฉพาะความเป็น ‘British’ มาก ไม่รู้สึกว่าคิดมากไปหรือเปล่า แต่รู้สึกตอนที่เธอเปรียบเทียบอียิปต์กับลอนดอนมาก ๆ

บทวิจารณ์ Nightwalker ของ Jennifer Ray ใน amazon
-ตรงใจที่สุดระดับหนึ่ง

คิดถึง
1. ตอนที่ผจญภัยไปสามทวีป อดไม่ได้ที่จะคิดถึง The Six Sacred Stones ของ Matthew Reilly เพราะเป็นการผจญภัยรอบโลก และแข่งกับเวลาเพื่อหยุดยั้งอำนาจชั่วร้าย โดยที่มีเรื่องของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาเกี่ยวข้องอีก (โดยเฉพาะ Stonehenge กับ Abu Simbel) ความเร่งรีบและฉากไล่ล่าที่ตัวร้ายมักจะรู้ทันและไวกว่าก้าวนึงนี้ใช่เลย เพียงแต่ว่าเล่มนี้อธิบายด้วยเวทย์มนต์แทนที่จะเป็นวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี ... กับอีกประเด็นที่ไม่เกี่ยว แต่ขอกัด สองเรื่องนี้ก็ทำให้คนอ่านต้องรออ่านต่อทั้งคู่

2. ช่วงที่สู้กับ Naturi คิดถึงตอนเพชรพระอุมาตอนสู้กับสางเขียว เพราะความกระหายเลือดเอาเป็นเอาตายของสองเผ่านี้คล้ายกันจริง ๆ ถึงคนเขียนเขียนให้ Naturi มีความสามารถทางเวทย์มนต์ แต่ดูพวกนี้ primitive และ savage เกิน delicate concept ที่เรามีต่อพวกภูติ (ซึ่งในเรื่องก็บอกอย่างนี้)

3. ความสัมพันธ์ระหว่าง Mira และ Jabari เหมือน Mercy กับ Samuel ที่ความเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นความเป็นไปไม่ได้เพราะฝ่ายที่เป็นคนดูแลไม่เคยและไม่มีวันที่จะยอมรับคนในความคุ้มครองในระดับเดียวกัน และเมื่อคนในความคุ้มครองต้องการเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง สิ่งนี้ก็ไม่มีทางเกินขึ้นได้ หากแต่ความสัมพันธ์ในเรื่องอยู่ในระดับที่ความเป็นได้มีโอกาสน้อยกว่า (สปอยล์) [และก็ยิ่งกลายเป็นศูนย์ เพราะที่ผ่านมา Mira เป็นแค่เครื่องมือของ Jabari เท่านั้น]

4. ความรู้สึกสู้กับ Larger-than-life ทำให้คิดถึง Undone ตอนจบ แต่ทำไมรู้สึกว่าตัวละคร ใน Undone ดูจะเหนื่อยนรกกว่าคะ?

เล่มต่อ
เล่มสอง Dayhunter จะออกปลายเดือนเมษา และเล่มสาม Dawnbreaker ออกปลายเดือนกันยา แล้วก็มีเรื่องสั้น "The Dead, The Damned, And The Forgotten" ที่เป็นกึ่ง prequel ของเรื่องในหนังสือชื่อ Unbound ร่วมกับ Kim Harrison, Melissa Marr, Vicki Pettersson และ Jeaniene Frost - อ่านกันให้หนำใจกันไปข้างถ้ายังไม่เบื่อซะก่อน

ไม่เกี่ยวกัน
ไหน ๆ ก็พูดถึง แล้ว ขอบอกว่าจริง ๆ ชอบ Samuel มากกว่า Adam นะคะ แล้วก็อยากให้มี spinoff Samuel ออกมาจริง ๆ แต่คงยาก ตอนนี้ แค่ชุด Mercy กับ Alpha Omega ก็คงเต็มที่แล้ว แล้วก็โอกาสเห็น Mercy มาเจอกับ Anna คงเป็นศูนย์ -- avidbookreader.com สัมภาษณ์ Patricia Briggs ไปแล้ว ใน Avidbookreader Catches Up with Fantasy Writer, Patricia Briggs (07/28/2008)

Thursday, 26 February 2009

The Becoming by Jeanne C. Stein (n)



ชนิด : Urban Fantasy/ Vampire
ชุด : The Anna Strong Chronicles, Book 1
สำนักพิมพ์ : Ace (November 28, 2006)
จำนวนหน้า : 304 หน้า


Anna สาวนักล่าค่าหัวไม่เคยคิดว่านักบัญชีร่างเล็กที่เธอกับ David คู่หูตามล่าอยู่จะเป็นอันตราย แต่เมื่อทั้งคู่ถูกทำร้าย และเธอฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล เธอก็รู้ว่าเธอคิดผิด ... แต่นอกเหนือจากร่องรอยการทำร้ายร่างกายที่ปรากฏชัดในตัวเธอแล้ว ก็มีหลายสิ่งในตัวเธอที่แปลกไปเช่นกัน จะกระทั่ง Avery หมอที่ดูแลเธอมาหาเธอที่บ้าน และบอกว่าเธอกลายเป็นหนึ่งในผีดูดเลือดหลังการคืนเกิดเหตุ

และทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Avery ผู้ซึ่งเป็นผีดูดเลือดเริ่มสอนให้เธอรู้จักธรรมชาติชีวิตใหม่ และระหว่างที่เธอพยายามเข้าใจโลกใหม่อยู่นั่นเอง ความยุ่งยากรอบ ๆ ตัวเธอก็เริ่มต้นคู่ขนานไปด้วยกัน ตั้งแต่กลุ่มคนที่ตามล่าเธอ ไฟไหม้บ้าน และร้ายที่สุด การหายไปของ David คู่หูและเพื่อนสนิทของเธอ

The Becoming เป็นเรื่องที่ให้น้ำหนักตัวละครมากกว่าโครงเรื่อง เธอมีสมองที่ฉับไว การตัดสินใจที่ดี และกล้าที่จะพึ่งตัวเอง และทำตามสัญชาตญาณของเธอ ซึ่งอาจเป็นเพราะเธอมีอาชีพนักล่าค่าหัวที่ทำให้เธอต้องตื่นตัวอยู่เสมอก็ได้ สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยในเล่มนี้ก็คือ strategic thinking ที่เธอจะใคร่ครวญหาวิธีรับมือระหว่างการต่อสู้หรือการเผชิญหน้า ก่อนที่จะลงมือทำจริง ๆ ต่างจากเล่มอื่น ๆ ที่เราจะเห็นตัวละครตัดสินใจลงมือกระทำไปเลย นอกเหนือไปจากความแหลมคม
ในการปะติดปะต่อเรื่อง และเข้าใจเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม ไม่เข้าใจความดึงดูดระหว่างกันของ Anna และ Avery... ถ้าวางบุคลิกเธอให้เข้มแข็งพอ เธอไม่น่าจะหัวหมุนกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือยอมพึ่งพาความช่วยเหลือจาก Avery จนถึงขั้นที่ทำให้ Avery เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเธอได้เลย และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นก็เร็วมาก มากเกินไป ถ้าเธอคิดว่าเธอรักและซื่อสัตย์กับ Max แฟนหนุ่ม ก็ยิ่งไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย และสำหรับ Avery เอง อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจหญิงสาวที่เพิ่งกลายมาเป็นผีดูดเลือดอีกตัว (สปอยล์) [จนถึงขั้นที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ทั้งการวางแผนทำร้ายเธอ เป็นคนบงการให้เผาบ้าน รวมไปถึงลักพาตัว David เพื่อให้ Anna ตัดขาดความผูกพันที่มีในฐานะมนุษย์และผูกพันอยู่กับเขาในฐานะผีดูดเลือดที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าในสายตาของเขา] ซึ่งหนังสืออธิบายสิ่งนี้ไม่ได้เลย เพราะในฐานะ supreme male ตัว Avery น่าจะหาผู้หญิงที่เติมเต็มอย่างที่เขาต้องการได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการสร้างผีดูดเลือดในเรื่องไม่ใช่เรื่องลำยากแต่อย่างใด (เหมือนคนเขียนต้องการวางให้เห็นความพิเศษของเธอในฐานะที่มี supreme male มาพอใจเป็นหลัก)

ตัวโครงเรื่องน่าจะซับซ้อนและพลิกแพลงได้มากกว่านี้ นอกเหนือจากช่วงที่ผู้ร้ายตัวจริงสามารถแก้ต่างและแก้ข้อกล่าวหาได้ และการเป็นผู้ร้ายตัวจริงอีกครั้ง ... จุดนี้เล่นกับระบบจิตวิทยาของผู้อ่านและตัว Anna ได้ดี แต่ยังไม่ดีพอสำหรับการดำเนินเรื่อง โดยรวมแล้ว ค่อนข้างอ่านได้ง่าย และให้ผู้อ่านคาดเดาสิ่งที่จะเกิดต่อไปได้มากเกินไป ... อย่างไรก็ตาม จุดที่เหนือความคาดหมายก็คือ (สปอยล์) [การตายของ Avery] ที่ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้แต่แรก โดยเฉพาะเมื่ออ่านเรื่องย่อหลังปก

ให้คะแนน C+ ... แปลกใจที่ได้เท่านี้ เพราะดูจากตัว Anna เธอน่าจะได้มากกว่านี้ (พิสูจน์ให้เห็นว่าโครงเรื่องและตัวละครสำคัญทั้งคู่) และเพราะเป็นเรื่องที่อ่านตามและเข้าใจได้ง่าย ชนิดที่ไม่ต้อง tune in ใด ๆ แค่หน้าที่สองสามก็อยู่กับเรื่องได้แล้ว แปลกที่อ่านจบ อ่านง่าน อ่านสนุก แต่ไม่ทิ้งอะไรหรือให้รู้สึกอะไรในหัวเหมือนตอนอ่าน Daughter of the Forest ที่คิดมาก philosophising hectic ไปสองวัน

นั่นแล .. ในที่สุดเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ แถมยัง (สปอยล์) [ฆ่า Avery ได้อีก] สรุปได้ว่า Anna Strong, yes, Anna’s strong!

Wednesday, 25 February 2009

Night Rising by Chris Marie Green (n)

จริง ๆ ตอนหยิบเล่มนี้มาไม่คิดอะไรเลย เพราะว่ากลัวว่าร้านทำผมจะไม่มีอะไรให้อ่าน ก็เลยรีบวิ่งจากสยามไปคิโนะ พารากอน ..ไม่รู้ว่าจะเรียกว่ามุ่งมั่นหรือบ้าดี เพราะไปกลับก็เกือบครึ่งชั่วโมง คำนวณแล้วมีเวลาดหนังสือน้อยมาก ก็เลยหยิบที่หน้าปกเป็น Urban Fantasy มาอย่างเร็ว ๆ (สงสัยว่าฉันจะเปลี่ยนไปเป็นแนวนี้แล้วใช่ไหมคะ)




ชนิด : Urban Fantasy/ Vampire
ชุด : Vampire Babylon, Book 1
สำนักพิมพ์ : Ace; Reprint edition (January 27, 2009)
จำนวนหน้า : 368หน้า


เมื่อได้รับแจ้งว่าพ่อของเธอหายไปอย่างลึกลับ Dawn จึงไม่มีทางเลือกนอกจากกลับมาที่เมืองเพื่อเสาะหาเบาะแสเกี่ยวกับการหายไปของเขา โดยที่ต้องร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานของพ่อไขคดีสุดท้ายก่อนที่พ่อของเธอจะหายไป - ซึ่งก็คือการปรากฏตัวของดาราเด็กชื่อดังที่ตายไปแล้วกว่ายี่สิบปี – อันเป็นเบาะแสสุดท้ายที่เหลือทิ้งอยู่

หากแต่ปริศนาในตัวเพื่อนร่วมงานของพ่อก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Kiko ชายแคระที่มีพลังอ่านความจำจากสิ่งของ Breisi สาวร่างเล็กที่เชี่ยวชาญเครื่องมืออิเล็กโทรนิกส์ และที่สำคัญ Mr. Limpet ผู้เต็มไปด้วยความลึกลับ

ความโดดเด่นที่ชัดที่สุดของ Night Rising อยู่ที่การวางบุคลิกตัวเอกอย่าง Dawn ตั้งแต่หน้าแรกเห็นได้ชัดว่าเธอมีอาชีพสตันแมน เป็นสาวแกร่ง กร้าวที่เชื่อตัวเอง และพึ่งพาตัวเองได้ แต่เมื่ออ่านไป เธอเป็นคนที่มีความขัดแย้งและปมในใจสูง โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นลูกสาวของดาราดังในอดีต และถึงแม้แม่ของเธอจะตายไปแล้ว แต่เธอก็ยังถูกเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตของเธอพยายามมองหาแม่หญิงสาวที่กลายเป็นตำนานมากกว่าจะเห็น Dawn จริง ๆ เธอพยายามหลีกหนีตัวเองจากเงาของแม่ และเลือกสร้างชีวิตเธอให้แกร่งกร้าว แทนที่จะทำตัวน่ารัก อ่อนหวาน และเปราะบางอย่างที่ภาพของแม่เป็น

ประกอบกับการเลี้ยงดูของพ่อที่แตกสลายไปหลังการสูญเสียผู้หญิงที่รักไป ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของเขาที่นาทีหนึ่งจะกอดรัดสนใจลูกสาว และอีกนาทีหนึ่งร้องไห้จมอยู่กับขวดเหล้ามีผลอย่างสูงต่อ Dawn ด้วย นอกจากเธอจะต้องกลายเป็นคนดูแลพ่อในหลาย ๆ เรื่องแล้ว ยังทำให้เธอโตเร็วเพื่อจะได้พึ่งพาตัวเองได้ และปิดกั้นตัวเองจากปัญหาด้วยการไม่รับรู้ด้วย ... Dawn เลือกที่จะใช้ความสัมพันธ์บนเตียงเป็นทางออกและวิธีระบายตัวเอง เพราะนาทีนั้น ผู้ชายที่อยู่กับเธอจะรู้ว่าแม่ที่ตายไปแล้วไม่มีทางทำอย่างที่เธอซึ่งมีเลือดเนื้อทำได้ และเธอไม่ต้องสนใจเรื่องราวอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ดำเนินอยู่

ส่วนหนึ่งที่การอธิบายความขัดแย้งของตัวละครทำได้ดีอาจเป็นเพราะใช้มุมมองบุคคลที่สาม (“she”) เป็นคนเล่าเรื่อง แทนที่จะเป็นคนแรก (“I”) อย่างเรื่องอื่นก็ไปเป็นได้ ... และแรงจูงใจในการตามหาพ่อก็เป็นความขัดแย้งที่สร้างได้ดี อย่างที่เห็นว่าพ่อเลี้ยงเธอไม่ดีนัก และเมื่อเริ่มโตเธอก็มีชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้ติดต่อกันเท่าไหร่ ยิ่งเมื่อเธอเลือกที่จะปิดกั้นตัวเอง และไม่เชื่อใจใคร แต่เธอตามหาพ่อเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ และเธอไม่ต้องการตายจากกันไปในสภาพนี้ (จริง ๆ ถ้าอ่านแล้วเขียนเลย คงได้ดีกว่านี้ อ่านเรื่องอื่น ๆ ไปเยอะมาก จับประเด็นได้ไม่ชัดเหมือนตอนอ่านแล้ว)

จุดหนึ่งที่ชอบก็คือ Dawn ไม่ต้องการเป็นเหมือนแม่ เพราะไม่อยากถูกเปรียบเทียบ และนั่นก็ทำให้เธอเกลียดผู้หญิงที่เหมือนแม่ -บอบบาง อ่อนหวาน- จนกระทั่งเธอได้เจอ Jacqueline เด็กสาวที่มาจากชนบท บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ระหว่างการซ้อมดาบ ที่บางอย่างทำให้เธอรู้สึกอยากปกป้องให้ความใสซื่อนั่นคงอยู่ตลอดไป ..... แต่ความรู้สึกนั่นก็กลายเป็นหลอนเมื่อปะติดปะต่อเรื่องบางอย่างต่อไปได้

ไม่แน่ใจว่าเพราะตอนนั้นมีหนังสือที่สนใจกว่า รู้สึกว่าสนุกกว่าอ่านไหม ที่ทำให้กว่าจะรู้สึกเข้าถึง และเริ่มอ่านจริง ๆ ก็ช่วงหน้าที่ 70-80 หลังจากวางไปหลายรอบ แต่พออ่านจริง ๆ การดำเนินเรื่องค่อนข้างเร็ว ฉับไวและเต็มไปด้วยฉากแอคชั่น ความลึกลับ และให้รู้สึกตื่นเต้น edgy ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับความลึกลับของ Mr. Limpet ชายผู้มีแต่เสียงและเต็มไปด้วยอำนาจประหลาดซึ่งดูจะลึกลับยิ่งกว่าความลับของคดี (ซึ่งก็ทำให้สงสัยมากว่าตกลงเป็นตัวอะไร และที่คิดไว้จะถูกไหม)

สังคมผีดูดเลือดที่สร้างไว้และจินตนาการไว้ค่อนข้างดี นอกเหนือจากโครงสร้างที่วางไว้ซับซ้อนแล้ว แรงจูงใจของหัวหน้าผีดูดเลือดก็น่าสนใจ และสร้างผลกระทบได้สูง โดยเฉพาะประเด็นที่วางไว้และเปลี่ยนภาพที่น่าจะเป็นผู้ร้ายในตอนแรกให้กลายเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ และน่าสงสารมากที่สุดในตอนใกล้จบ นอกจากนี้ เป็นไปได้สูงว่าจะมีความเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอในแง่ใดก็แง่หนึ่งในอนาคต (หลังจากถูกเปิดเผย) แต่สิ่งเหล่านี้ก็คงถูกพูดถึงในเล่มสอง รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอ กับ Mr. Limpet และนักสืบเอกชนผู้เรียกตัวเองว่านักล่าผีดูดเลือดต่อไป

ปกแข็งออกถึงเล่มสี่แล้ว แต่ปกอ่อนเล่มสองก็คงจะออกเร็ว ๆ นี้ คิดว่าซื้อ ให้คะแนน B ชอบ twist ตัวละครกับ twist พล็อต .. Edgy mystery (of selfishness?)

Sunday, 1 February 2009

Blood Bound by Patricia Briggs (n)

ปัญหาอย่างหนึ่งของการซื้อหนังสือมาเป็นชุดก็คือจะอ่านติดกันไปเรื่อย ๆ ไม่ได้นอน และทำให้ต้องฟื้นฟูสภาพกันอย่างหนักหลังจากนั้น และดังนั้น กว่าจะได้เขียนวิจารณ์ก็ผ่านไปนานโข หรือมิฉะนั้นก็ไม่เคยได้เขียนถึงเลย แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่า นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ก่อนที่จะลืมก็เขียนถึงหน่อยก็แล้วกันหนอ - แล้วก็จริง ๆ ด้วย เล่าแบบจำได้หลอน ๆ ลาง ๆ จริงหนอ ฮือฮือ


ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolf/ Vampires
ชุด: Mercy Thompson, Book 2
สำนักพิมพ์ : Ace (January 30, 2007)
จำนวนหน้า : 304 หน้า


เรื่องดำเนินต่อมาจาก Moon Called หลังจากที่ Mercy ไขปริศนาคดีฆาตกรรมและลักพาตัวจากเล่มก่อนได้แล้ว ด้วยเพราะเธอติดค้างหนี้จากเหล่าแวมไพร์ในการหาเบาะแสสืบคดีคราวที่แล้ว การเปิดเรื่องจึงเป็นที่ Stefan เพื่อนแวมไพร์ของเธอ ขอให้เธอเปลี่ยนร่างเป็นหมาโคโยตี้เพื่อพรางตัวเองไปพบแวมไพร์อันตรายอีกตัวหนึ่งด้วยกัน แต่เหตุการณ์ผิดจากที่คิด เมื่อทั้งคู่บาดเจ็บกลับมา

หลังจากนั้น Stefan ได้รับคำสั่งมาให้ออกตามจับแวมไพร์ปีศาจนอกรีต โดยมี werewolf อีกสองตัว คือ Warren และ Ben ช่วยอยู่ด้วย ในขณะที่ Mercy ถูกออกคำสั่งแกมขอร้องจาก Adam หัวหน้าฝูงให้อยู่เฉย ๆ รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ ระหว่างนั้น ความรุนแรง และเหตุฆาตกรรมแปลก ๆ ในเมืองรุนแรงมากขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น และดูเหมือน Samuel ก็ถูกอิทธิพลกระหายเลือดนั้นไปด้วย

จนกระทั่งคืนหนึ่ง Stefan และ Ben หายไป และ Warren ถูกทำร้ายอยู่ในสภาพปางตาย ที่ทำให้ Adam และ Samuel ในฐานะหัวหน้าฝูง (Samuel เป็นลูกของหัวหน้าฝูงใหญ่ จึงอยู่ในฐานะกึ่งหัวหน้าฝูงอยู่ดี) ออกตามล่าแวมไพร์เอง แต่ทว่าทั้งคู่ก็กลับหายไปเช่นกัน และ Mercy จึงต้องออกตามล่าแวมไพร์ปีศาจด้วยตัวเอง ก่อนที่คนที่เธอรักทั้งหลายจะตกเป็นเหยื่อและต้องตายไป แม้ว่าความมั่นใจเพียงเล็กน้อยของเธอ จะมาจากราชินีแวมไพร์ที่บอกกับเธอว่า ความสามารถพิเศษในฐานะ Walker ที่ Mercy มี จะทำให้เธอเป็นผู้เดียวที่ตามล่าแวมไพร์ปีศาจได้จนเจอ

นาน ๆ ทีจะเขียนเรื่องย่อได้เป็นเรื่องย่อไม่มีการเล่นคำ หรือทิ้ง teaser ไว้นะนี่ เหมือนจะเป็น spoiler ด้วยซ้ำ โอ ปกติฉันละเล่าครึ่งทิ้งไว้ครึ่งแท้ ๆ ... อ่านเล่มนี้ก็ยังคิดอยู่เหมือนเดิมว่า ทำไมตัวละครทั้งหลายทำอะไรไม่ได้เลย ปล่อยให้คุณเธอเป็นตัวละครที่ลุกขึ้นมาวิ่งแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว อย่าง Adam ก็ถูกจับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เล่มที่แล้วก็ถูกจับตัวไปเช่นกัน) แต่ถ้าดูการดำเนินเรื่องก็เหมือนเล่มที่แล้ว นั่นก็คือ มีเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นเรื่อง/ ต้นเหตุในช่วงแรก และตัวละครก็พยายามแก้ปริศนานั้นด้วยเงื่อนไขและเบาะแสที่เพิ่มเข้ามาทีละน้อย เล่มแรกเน้นที่การแก้ปัญหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมและลักพาตัว แต่เล่มที่สอง เป็นการสืบหาว่าแวมไพร์ปีศาจนั้นอยู่ไหน ซึ่งต้องบอกว่าสนุกและดำเนินเรื่องไวมาก โดยเฉพาะในฉากที่ Mercy ปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมด และสืบหาที่อยู่ของตัวร้ายได้ และถือว่าเป็นฉากที่ชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเรื่องนี้เลย

การแทรก sub-plot ลงไปก็ยังคงมีเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สนุกและอ่านได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกขัดหรือขาดจังหวะต่อเนื่องแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีส่วนช่วยเสริมเรื่องหลักเข้ามาอีก และอันที่จริงก็ต้องพูดเลยว่าถึงขั้นอยากจะรู้เรื่องตัวละครที่มาแทรก โดยเฉพาะสาวน้อยที่ถูก werewolf ทำร้ายมาก (เอาไปเขียนเป็น novella ท่าจะดีนะ)

พล็อตเรื่องแบบ twist นิดหน่อย เพราะว่าตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดแวมไพร์ตัวร้ายอยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่ก็ไม่ถึงกับคาดเดาไม่ได้ และจุดจบที่ตัวร้ายทั้งหลายได้รับก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะเมื่อตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างมากคือ Warren และ Ben ถึงขั้นที่ Mercy ไม่สามารถปล่อยให้คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังลอยนวลต่อไปได้ และสำหรับตัวคนอ่านเอง ถ้าจะปล่อยให้อยู่ต่อไปโดยไม่ได้รับผลกรรมก็ไม่ได้เหมือนกัน (เจ้าคิดเจ้าแค้นดีแท้) ยิ่งเมื่อคิดไปถึงสาเหตุแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ และการที่คนจำนวนมากต้องมารับวิบากกรรมในครั้งนี้ไปด้วย

ในบรรดา Mercy Thompson สามเล่ม เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านแล้วเสียวสันหลังที่สุด เพราะว่ามีฉากฆ่าวิปริตแบบเลือดท่วม และชวนให้สงสารเหยื่อก่อนตายในตอนเริ่มเรื่อง รวมไปถึงค่อนเรื่องที่แวมไพร์ตัวร้ายมารังควาน Mercy ขณะที่นอนหลับอยู่ เป็นสภาพหลอน ๆ กึ่งให้ระแวงระวัง อันเป็นความแอบสยองหนังผีแบบที่กลัวเสียด้วย

รักสามเส้า (หรือสามเศร้า) ระหว่าง Mercy กับ Adam และ Samuel ชัดเจนกว่าเล่มที่แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในสภาพผลัดกันทำคะแนนกึ่ง ๆ ขโมยซีน ยังไม่ติดเครียดมากจนกระทั่งในช่วงท้าย ๆ และในเล่มถัดไป และอันที่จริง ในฐานะผู้อ่านที่ชอบคิดตามและคิดแทน (จริตหนอ) ก็สามารถคาดเดาออกว่าใครจะเป็นพระเอกสำหรับคุณเธอได้จริง เพียงแต่ว่าเจ้าตัวก็อาจจะยังไม่อยากตัดสินฟันธงลงไป และปล่อยให้ฝ่ายที่ถูกปฏิเสธต้องเจ็บปวด (ซึ่งก็คงจะดีกว่าที่จะทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ และไปพูดกันต่อในเล่มสามต่อไป)

ทัศนคติและความสามารถของ Mercy ก็ช่วยให้ภาพความเป็นสาวมั่น และหญิงแกร่งที่พึ่งพาตัวเองได้ของเธอถูกตอกย้ำลงไปอีก ซึ่งอย่างไรก็ตาม ก็อาจเป็นส่วนที่ส่งผลร้ายกับตัวเธอเองในเล่มถัดไป

ก็ยังสรุปเหมือนเดิม One Tough bitch!

.
.
.

ปล. ในบรรดาหนังสือหลาย ๆ เล่ม ต้องถือว่าการตั้งชื่อเรื่องของชุดนี้ทำได้ดีเลยนะ เพราะแม้จะสั้น ๆ แต่ก็ผูกกับเนื้อเรื่องได้ชัดเจน ในขณะที่จำง่าย อย่าง “Moon” Called บอกใบ้ว่าเกี่ยวกับหมาป่า “Blood” Bound เกี่ยวกับเหล่าแวมไพร์ และ “Iron” Kissed ก็พูดถึง fae และการออกแบบปกก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน เพราะช่วยให้กล้าถือไปไหนต่อไหนได้ไม่อาย .. จะพูดไปก็เว่อร์ไปนิด เอาเป็นว่า เหมือนทำการบ้านและเชื่อมกับเนื้อหาในเรื่องก็แล้วกัน (เทียบกับ Cry Wolf วาดหมาป่าได้กระเซอะกระเซิงไม่พอ ยังวาด Anna ได้น่าเกลียดน่ากลัว ขาดเสน่ห์ ดูเป็นหนังสือยุคเก่าไปได้)

Saturday, 3 January 2009

Glass Houses By Rachel Caine


Glass Houses (The Morganville Vampires Book One)
By Rachel Caine
ชนิด : Supernatural Fantasy (Young Adult)
สำนักพิมพ์ : NAL Jam (US)/ Signet Book(UK) (Oct 2006)
จำนวนหน้า : 248 หน้า

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อย้ายไปเรียนต่างเมือง แล้วพบว่าสิ่งที่หนักหนาที่สุดของสาวน้อยอัจฉริยะอายุ 16 ปีอย่าง Claire ไม่ใช่แค่ปรับตัวให้เรียนรู้กับการอยู่คนเดียว หรือแค่เรียนให้ดีเพื่อย้ายไปสู่มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกต่อไป หากแต่เป็นการเอาตัวให้รอดจากเพื่อนร่วมหอพัก และที่สำคัญ ... จากคนในเมือง!

หนังสือเล่มนี้เปิดตัวที่ Claire กำลังเผชิญการกลั่นแกล้งจาก Monica สาวสวยอารมณ์ร้ายหัวหน้ากลุ่มสาวเปรี้ยวอยู่พอดี และการกลั่นแกล้งร้ายกาจนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสาวอัจฉริยะของเราต้องตัดสินใจย้ายออกจากหอพักหลังการเจ็บตัวหนักจากการกลั่นแกล้งครั้งสุดท้าย โชคเหมือนจะเข้าข้างเธอเมื่อ Claire พบประกาศหาเพื่อนร่วมบ้านที่น่าจะลงตัวได้ บ้านหลังใหญ่ ค่าเช่าไม่แพง และเพื่อนร่วมบ้านนิสัยดี จะมีอะไรลงตัวไปกว่านี้?

แต่นั่นเป็นก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ได้รู้จักกับความลับของเมืองเล็ก ๆ ที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจเพราะใกล้บ้าน และปลอดภัย ว่าไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอและครอบครัวคิดไว้ตอนแรก เพราะ Morganville เป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยเหล่าผีดูดเลือด และการที่สาวน้อยของเรามาจากต่างเมืองก็หมายความว่า เธอไม่มีคนดูแลหรือสังกัดใด ๆ และพร้อมจะเป็นอาหารว่างของผีดูดเลือดตัวใดก็ได้ทุกเมื่อ!

ซ้ำร้าย การกลั่นแกล้งจากกลุ่มสาวนิสัยเสียก็ยังไม่สิ้นสุด Claire ไม่มีทางเลือกนอกจากจะพยายามประคองตัวเองให้รอดด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมบ้านทั้งสามที่กลายมาเป็นเพื่อนและพันธมิตรกลุ่มเดียวในเมืองที่เธอมี - ไม่ว่าจะเป็น Shane ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนตัวโต Michael หนุ่มเยือกเย็นแต่ก็อ่อนไหว และ Eve สาวแกร่งที่ชอบแต่งตัวในชุดดำ

เมื่อแรกหยิบหนังสือมา ความสนใจแรกก็คือ Rachel Caine คนเขียนที่โด่งดังมาจากชุด Weather Warden ที่ติดตามอ่านมาตลอด แต่เมื่อได้พลิกอ่านไปก็สนุกและน่าสนใจด้วยตัวเนื้อหาเอง เนื่องจากชื่อ Morganville Vampires ทำให้คิดว่าเป็นแค่นิยายเกี่ยวกับผีดูดเลือดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าจะต่างไปจาก Buffy หรือ Anita Blake ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยไฮสคูลตะลุยฆ่ากองทัพผีดูดเลือดใด ๆ เลย แต่ทว่ากลับกลายเป็นว่าในเรื่องนี้ ตัวเอกของเรากลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง และในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิด สลับมุมมองจากกระแสนิยายผีดูดเลือดกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวางโครงเรื่องให้ผีดูดเลือดกลายมาเป็นโครงสร้างอำนาจ และฐานระบบของสังคมที่จะท้าทายไม่ได้ ซึ่งตามมาด้วยการวางโจทย์ของเรื่องให้ตัวละครหลักพยายามที่จะอยู่รอดในสังคมตามแบบฉบับและความเชื่อของตนเอง โดยที่ไม่ไปต้านทานหรือสวนความเป็นไปที่เกิดขึ้นให้ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นสำหรับ Caine ก็คือการวางลักษณะนิสัยของตัวละครหลักให้แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยไม่ติดกับดักโครงเรื่องและตัวละครแบบของตนอย่างที่นักเขียนส่วนใหญ่เป็น การวางบุคลิกของ Claire ต่างจาก Joanne ทำให้ได้เห็นตัวละครที่ต้องสู้ด้วยการใช้สมองและการวางแผน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เธอมีอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ Claire เป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาที่เรียนเก่ง แม้ว่าจะเก่งมาก แต่ก็ไม่ใช่สาวบู๊แข็งแรงที่พร้อมจะป้องกันตัวและเปิดการโจมตีผีดูดเลือดหรือกลุ่มเพื่อนได้ด้วยตัวเอง

จุดอ่อนอย่างเดียวที่พบในหนังสือ ก็คือ Glass Houses ถูกเขียนสำหรับเป็นหนังสือหมวด Young Adult ทำให้เมื่ออ่านไปพบว่า บางจุดขาดความลึกซึ้งน่าเชื่อถือไป แต่หากจะอ่านเอาสนุกมากกว่าอ่านเพื่อจับผิดแล้วล่ะก็ Glass Houses เป็นหนังสือสนุกน่าอ่านอีกเล่มเลยทีเดียว!