Showing posts with label healing. Show all posts
Showing posts with label healing. Show all posts

Monday, 20 December 2021

시한부 인생, 병약한 에스퍼가 되다 // End-of-life, Becoming A Sickly Esper



คนเขียน: 다정담
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, พระเอกสำนึกผิด+คลั่งรัก, large dog, fluff, healing, growth
ความสัมพันธ์: ไกด์ X เอสเปอร์
จำนวนตอน: 61 ตอน (ยังไม่จบ)


ขอต้อนรับเข้าสู่แนวไกด์กับเอสเปอร์ที่รอของเดือนนี้นะคะ ถูกตกกันตั้งแต่ปกไม่ต้องไปไหนแล้ว

Lee Chaewon ที่เป็นคนไข้ป่วยหนัก ถึงขั้นที่หมอให้เวลานับถอยหลังชีวิตมาแล้ว พลังตื่นและกลายมาเป็นเอสเปอร์ telekinesis ระดับเอสคลาสคนแรกของเกาหลี แต่ว่าด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอมากมาก่อน โดยเฉพาะแนวโน้มการหมดสติหลังใช้พลังจิตเคลื่อนย้าย เหล่าผู้บริหารก็เลยจับคู่ให้กับ Jin Suha ไกด์ระดับเอที่มีความสามารถด้านการต่อสู้ด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าถ้าหาก Chaewon อยู่ในสภาพที่เคลื่อนไหวหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด Suha ก็จะช่วยเคลื่อนย้าย Chaewon หลบหนีออกจากสถานการณ์อันตรายได้

แต่ทว่า Suha ที่เป็นไกด์มีเป้าหมายชีวิตเดียวคือเก่งเพื่อเป็นไกด์คู่กับเอสเปอร์ระดับเอสที่โดดเด่นที่สุดของเกาหลีอย่าง Min Leehyun เพราะย้อนไปตั้งแต่ที่เจอกันตอนที่ตัวเองถูกจับเป็นตัวประกัน และพยายามต่อสู้กับผู้ร้ายก็มี Leehyun มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ และหลังจากนั้นพลังของตัวเองในฐานะไกด์ก็ตื่น และก็ตั้งเป้าว่าจะเป็นไกด์ที่ไม่ใช่แค่ถ่ายพลังให้ได้ แต่จะเก่งสู้รบทั้งกับผู้ร้าย และต่อสู้กับมอนทั้งหลายในดันเจี้ยนเพื่อแบ่งเบาภาระให้ Leehyun เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อไกด์คู่ที่เป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กของ Leehyun ตายไป และเจ้าตัวไม่จับคู่กับไกด์คนไหนอีก

ดังนั้นการมี Chaewon แทรกเข้ามาก็เป็นการทำลายแผนการและจุดหมายทั้งชีวิตของ Suha ไป ถึงแม้จะรู้ว่าตัว Chaewon ไม่ผิด แต่ว่า Suha ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธและเกลียด Chaewon จนทำให้การทำหน้าที่ไกด์ของตัวเองอยู่ในสภาพที่พื้นฐานที่สุด นั่นก็คือทำอย่างขอไปที และซ้ำร้ายยังแสดงออกตรงๆ และพูดให้ฟังว่าไม่อยากจับคู่กับ Chaewon และตัว Chaewon เป็นอุปสรรคขวางทางตัวเอง

แต่ว่า Chaewon ชีวิตลำบากมาก่อน ทั้งจากความยากจน และการเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ที่อยู่กับยายที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวมาตลอดก่อนยายจะตาย เลยจัดลำดับความสำคัญ ลำดับอารมณ์ตัวเองได้ ไม่เอาความรู้สึกคนอื่นมากำหนดตัวเอง เห็นค่าตัวเอง ก็คิดแต่ว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่สนใจที่จะมาคนมาโกรธ หรือเกลียดตัวเอง เพราะเจอมาทั้งชีวิตแล้ว กลับยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นเอสเปอร์ที่ควบคุมพลังให้ได้

และความมุ่งมั่นถึงขั้นเข้มงวดกับตัวเองก็ทำให้คนรอบข้างนับถือและรักใคร่ตัว Chaewon มากขึ้น .... โดยเฉพาะเมื่อเกิดผลข้างเคียงจากการใช้พลังไปตั้งแต่เลือดกำเดาไหล กระอักเลือด หรือหมดสติ แต่เจ้าตัวที่มีความตั้งใจและจริงจังก็จะบอกว่าไม่เป็นไร และขอฝึกการใช้พลังต่อไป

ต่อหน้าคนอื่น Chaewon จะมีใบหน้าอ่อนโยนเป็นมิตรอยู่เสมอ และไม่เคยแสดงอาการเจ็บจากการใช้พลัง และการขาดการไกด์ที่เพียงพอเลย เพราะที่ผ่านมา ชีวิตไม่เคยสบาย และก็มองว่าการได้เป็นเอสเปอร์เป็นสิ่งที่ตัวเองจะต้องทำให้ได้ ประกอบกับระดับการทนความเจ็บปวดจากการเป็นคนไข้ป่วยหนักมาก่อน ทำให้ถ้าไม่ถึงระดับที่เจ็บหน้าอกจนหายใจลำบาก ไม่ได้ล้มไปเพราะหน้ามืด หรือไม่ได้ไอจนเป็นเลือด เจ้าตัวก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ทารุณตัวเองจากทัศนคติที่มีมาตลอด

ตอนแรกตัว Suha พยายามไม่สนใจ ทำเป็นไม่รับรู้ เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยว หากแต่ตัว Suha ที่เห็นการตั้งใจของ Chaewon ที่พยายามอย่างหนักขณะที่ต้องทนกับการเจ็บปวดจากผลข้างเคียง ไม่นับความทรมานจากการขาดการไกด์มาเรื่อยๆ ก็เริ่มที่จะรู้สึกผิด และเริ่มมองจากมุมมองของ Chaewon มากขึ้น ... เริ่มตั้งแต่ออกปากตำหนิไม่พอใจระหว่างจะให้มีการซ้อมระหว่าง Chaewon กับเอสเปอร์คนอื่นที่จะมาโจมตีตัว Chaewon แต่ว่าก็ยังใช้วาจาว่าร้ายเวลาอยู่กับเอสเปอร์ตัวเองอยู่ดี

จนกระทั่งพอความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนมากขึ้น ความรู้สึกสำนึกผิดก็มาเต็มที่ แต่ว่าพออยากกลับไปทำดีกับ Chaewon ก็กลายเป็นอีกฝ่ายก็ตั้งกำแพงขึ้นมาแล้ว เพราะ Chaewon คิดเสมอว่าตัวเองไปเป็นภาระให้กับไกด์ และตัว Suha ในช่วงแรกก็แสดงให้เห็นชัดมาตลอดว่า Chaewon สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองขนาดไหน ดังนั้นตัว Chaewon ก็ขีดเส้นแบ่งรับความช่วยเหลือจากไกด์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามที่จะไม่วุ่นวายก่อความรำคาญใจให้อีกคน ไม่คาดหวัง ไม่ต้องการอะไรจากคู่ไกด์ตัวเอง และก็รวมถึงการปฎิเสธความช่วยเหลือจาก Suha ด้วยหน้ายิ้มอ่อนโยนแต่ว่าเด็ดขาดด้วย

.
.
.

แต่จริงๆ เรื่องนี้พระเอกสำนึกผิดไม่พอ ยังมาพร้อมกับอาการรักข้างเดียวที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็เป็นหนักถึงขั้นออกอาการขวางเอสเปอร์ที่เมื่อก่อนตัวเองอยากจับคู่ด้วยซ้ำ ถึงขั้นคิดในใจว่าตัวเองรู้จัก Chaewon ที่สุด คนอื่นจะรู้จัก Chaewon เท่าตัวเองไหม แล้วก็ขุดหลุมฝังศพตัวเองจริงๆ เพราะว่าถามว่ายังอยากจับคู่กับ Min Leehyun ตอนนี้ก็ตอบตัวเองได้ไม่เต็มปากแล้ว แต่ว่าตัว Chaewon ยังเชื่อแบบนั้นอยู่ดี และตอนนี้ถ้า Suha มาทำดีด้วย ก็เชื่อว่าเป็นเพราะอีกคนอยากให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ ที่จะไม่เป็นภาระ และเปลี่ยนไปจับคู่กับ Leehyun ได้ไวๆ ... ไม่ได้รู้เลยว่าในใจ Suha เป็นอย่างไร ก็นะคะเมื่อก่อนพระเอกไม่สนใจ แต่ตอนนี้ใจจะขาดรอนๆ ไปแล้ว ชอบตรงนี้มาก “ไม่ว่าจะรู้สึกผิดอย่างไร สำนึกผิดอย่างไร ไม่ว่าจะขอโทษขนาดไหน ไม่ว่าจะทำเท่าไหร่ ก็กำจัดความคิดที่อยู่ในหัว Chaewon ไม่ได้ ไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่ตัวเองพูดและทำไปแล้วได้เลย” ก็ตะกายกำแพงไปสิคะ! ตอนนี้จะกลับไปก็ยากแล้ว เพราะฝั่งโน้น set attitude ไว้แล้ว เนี่ย rolling, rolling..

โดยเฉพาะทุกครั้งที่ Chaewon ใช้พลังจนสลบไปก็จะฟื้นมาอยู่ที่โรงพยาบาลในศูนย์ และ Suha ที่ต้องรอไกด์จนอีกคนตื่นก็จะพูดจาตำหนิใส่เสมอ ก่อนจะทิ้งอีกฝ่ายไว้ที่ห้องโรงพยาบาลคนเดียว แต่ตอนนี้พออยากอยู่เป็นเพื่อน Chaewon ที่โรงพยาบาลมากไปขนาดไหน การสร้างมาตรฐานรีบร้อนไม่อยากอยู่ใกล้ก็ทำให้อยู่ด้วยในห้องพักไม่ได้ เพราะต่างจากที่เคย และรู้ว่าจะดึงดันอยู่ต่อ ก็จะทำให้ Chaewon อึดอัด จนต้องกลับไปด้วยความรู้สึกเสียใจที่ต้องทิ้ง Chaewon ไว้คนเดียว

ชอบที่พระเอกอินเลิฟก่อน และมีการอาการคลั่งรักหนักแบบไม่รู้ตัว จากตอนแรกที่ไกด์ด้วยการจับข้อมืออีกคน เพราะรังเกียจที่จะต้องจับมือกัน ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นจับมือชนิดที่ไปประสานมือกับอีกฝ่ายแล้ว และพอเริ่มจับมือแล้วไปกอดเพื่อเร่งการไกด์ตอนที่อีกคนสลบไปก็เริ่มมีอาการอยากกอดต่ออีก ไม่นับที่เริ่มคิดเองอยู่คนเดียวว่าถ้าเป็นการไกด์ผ่านการจูบอีกคนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ... ที่สำคัญก็คือความรู้สึกว่าไม่พอด้วย ยังที่ปกติแล้ว ฝ่ายที่มีอาการแบบนี้จะเป็นเอสเปอร์มากกว่าไกด์ แต่ว่าสำหรับ Suha อาการโหยหาที่ทำอย่างไรก็ไม่เติมเต็มเกิดขึ้นทุกครั้งที่ไกด์กันช่วงหลังๆ ไม่นับว่าเผลอคิดไปถึงความเป็นไปได้ที่เอสเปอร์กับไกด์จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นคนรักในกรณีตัวเองอีก

แต่รักคนเขียนเรื่องนี้อย่าง คือ no malice ไม่มีอารมณ์เป็นพิษวุ่นวาย และคนไม่ค่อยร้ายใส่กัน คนเดียวที่ร้ายกับตัวเอกที่สุดก็คือพระเอกอีกแล้ว เรื่องที่แล้วที่เป็นเกาหลีโบราณ พอเป็นสนม คือว่าสนมคนอื่นแทบจะทะเลาะกับจักรพรรดิแย่งตัวตัวเอกกันเลย น่ารักมาก เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ทีมดีมาก สังคมศูนย์เอสเปอร์กับไกด์ก็ดีมาก และที่น่ารักก็คือเพราะตัวเอกนิสัยดี ทุกคนรอบข้างก็รักเจ้าตัวได้ง่ายๆ เหมือนกัน ทั้งที่ปกติเหล่าเอสเปอร์เอสคลาสจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เพราะพลังตัวเองพลังคนอื่นตีกันเอง ไหนจะความก้าวร้าวอีก แต่เพราะทั้งทัศนคติทั้งนิสัย Chaewon ก็ให้ทั้ง Leehyun และเอสเปอร์เอสอีกคนเอ็นดูถึงขนาดมาช่วยซ้อมให้

กับหลังจากที่ด่าพระเอกมานานตั้งแต่ต้นเรื่อง พออีพระเอกจะเป็นคนดีก็ดีมาก อ่อนโยนเอาใจ และเอาความต้องการไกด์ตัวเองเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน พอมีวันหยุด Chaewon ไม่อยากหยุดแต่อยากซ้อมต่อ ก็ถูกเกลี้ยกล่อมจนยอมไปเที่ยวเล่นในเมือง และพอจะไปคนเดียว ไม่คิดว่าจะต้องเป็นภาระให้ Suha อีกคนก็ยัดเยียดตัวเองไปด้วยอยู่ดี (แม้ว่าจะอ้างหน้าที่ไป) น่ารักที่ตัว Chaewon ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะไม่ได้มีวันหยุดพักผ่อนมาก่อน ที่ผ่านมาคือทำงานพิเศษหาเงินเพื่อเป็นค่ายาให้ยาย หรือหลังจากยายเสียก็เพื่อไม่ให้ตัวเองอดตาย ก็คิดแค่ว่าอยากนั่งเฉยๆ ในร้านกาแฟบ้าง เพราะเคยเห็นแต่มุมมองฝั่งทำงานในร้าน แล้วก็สงสัยมาตลอดว่าประสบการณ์การนั่งสบายๆ ผ่อนคลายอยู่ในร้านกาแฟพร้อมกับการพูดคุยสนุกสนานกับเพื่อนหรือเป็นอย่างไร แต่พอพูดให้ Suha ฟังอีกคนก็ถามว่า ถ้างั้นอยากไปดูหนังด้วยไหม หลังจากดูหนังเสร็จ เราก็มานั่งที่ร้านกาแฟกันอีกรอบ แล้วคุยเรื่องหนังที่เราไปดูกันมา

กับอีกครั้งหนึ่งที่เพราะ Chaewon ใช้พลังปกป้องคนจากเอสเปอร์ที่พยายามใช้ระเบิดถล่มกลางเมืองได้ก็ทำให้การแถลงการณ์เปิดตัว Chaewon เร่งเข้ามาก่อนกำหนด พอหัวหน้าเรียกสองคนไปคุยเรื่องนี้ บอกว่าจะต้องมีการแถลงข่าว ตัว Suha ที่เห็นอีกคนทำท่าลำบากใจก็รีบพูดขึ้นมาว่า ถ้า Chaewon ไม่อยากไปงานแถลงข่าว ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ (แน่นอนว่าหัวหน้าที่ฟังก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที เพราะรู้ว่ายังไงก็เลี่ยงคำสั่งผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ แต่ว่าถูก Suha พูดกันไว้แล้ว)

สิ่งที่อ่านสนุกมาก และชอบมากก็คือลักษณะนิสัย Chaewon จริงๆ ชอบตัวเอก clean and calm protag มากฮือ ชอบที่ practical เข้าใจโลกและรู้ที่ตัวเองด้วย ชอบที่ความขยันตั้งใจเอาจริงเอาจัง แต่ก็อ่อนโยนใส่ใจความรู้สึกคนรอบตัว อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันนิสัยที่เหมือนจะดีของเจ้าตัวก็เกิดจากปมชีวิตเหมือนกัน ทั้งนี้ ตัว Chaewon อยู่ในจุดต่ำสุดของสังคมมาตลอด เป็นฝ่ายถูกกระทำ และรับความรู้สึกด้านลบจากคนอื่นเต็มที่ ด้วยความที่ไม่มีพลังมีอะไรก็รู้ว่าจะต้องยอมรับผิดและขอโทษไว้ก่อน แม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดของตัวเอง และก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองสมควรได้รับการปฎิบัติที่ดีจากคนอื่นด้วย ดังนั้น พอมาเป็นเอสเปอร์ ก็คิดว่าเงินหรือสวัสดิการที่ได้ดีเกินไปสำหรับตัวเอง ที่เป็นเอสเปอร์ไร้ความสามารถเมื่อเทียบกับเอสเปอร์คนอื่นที่ออกไปทำงานเสี่ยงอันตราย และในกรณี Suha แม้ว่าคนที่ทำตัวไม่เหมาะสมจะเป็นตัว Suha เอง ซึ่งชัดถึงขั้นที่หัวหน้าทีมเรียกไปตำหนิ หรือคนในทีมดูแลเอสเปอร์แสดงความไม่พอใจหลายต่อหลายครั้ง หากคนที่เอ่ยปากขอโทษอีกฝ่าย และมองว่าตัวเองผิดเสมอก็คือ Chaewon

เลยชอบโทน healing + growth ของเรื่องที่พอ Suha สนใจและเห็นค่า Chaewon ขึ้นมา ก็เริ่มที่จะบอกอีกคนว่า อย่าขอโทษ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิด และที่ผ่านมาตัว Chaewon เป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด หรือแม้แต่การพูดคำว่าไม่เป็นไรด้วยเช่นกัน เพราะรู้ว่าจริงๆ แล้ว Chaewon รู้สึก และเป็นอะไรขนาดไหน แม้ว่าตัว Chaewon อาจไม่รู้สึกเพราะกดความรู้สึกไว้ก็ตาม .... น่ารักถึงขั้นที่ Suha ขอร้องให้ Chaewon อย่าบอกว่าไม่เป็นไรตอนที่ต้องการการไกด์และการไกด์จาก Suha ยังไม่พอ โดยเฉพาะเมื่อการทนต่อความเจ็บปวดอีกคนสูงจนไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทรมานอยู่

ที่สำคัญที่สุดก็คือ Suha คิดแทน Chaewon ถึงขนาดที่บอกกับอีกฝ่ายว่า ตัว Chaewon มีสิทธิ์เลือก เพราะการที่พลังเอสเปอร์ตื่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกไปอยู่แนวหน้าเสี่ยงอันตรายอย่างเดียว ถ้าตัว Chaewon ไม่ต้องการก็เลือกที่จะอยู่แนวหลังเป็นฝ่ายสนับสนุนได้ ... ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าตัวก็ไม่เคยคิดว่ามีทางเลือกแบบนี้อยู่เลย ตอนชีวิตเปลี่ยนไปเมื่อพลังตื่นก็คิดว่าจะต้องทำตามแบบแผนที่ต้องเดินไปอย่างเดียวเพียงเท่านั้น

แต่ตอนนี้ เมื่อไหร่พี่เค้าจะรู้ใจตัวเองคะ?? คลั่งรักหมกมุ่นมาเต็มแล้วนะคะ อย่าพยายามหาเหตุผลให้ตัวเองจะได้ไหมคะ? มือถึงเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ พอไกด์จับมือ แล้ว Chaewon ดึงมือตัวเองออกไปหลังรู้สึกตัว Suha ก็รู้สึกเหงาอีก แถมจะเข้าไปกอดอีกฝ่ายต่อ .... ตอนล่าสุดเปลี่ยนจากวิธีไกด์ไปเป็นกอดไกด์แล้วนะคะ ก็ไม่รู้ว่าจริงไหมที่บอกว่าหลังจากนี้ต้องฝึกโหดเลยจะเปลี่ยนเป็นไกด์ใกล้กันมากขึ้นเนี่ย แต่คือว่านะ พอ Chaewon แสดงออกว่าชอบการไกด์ตัวเอง ก็อิ่มเอมสุขใจขึ้นมา แถมยังคิดต่อไปอีกว่าเป็นครั้งแรกที่ไกด์เอสเปอร์มา แล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารัก ทั้งที่เอสเปอร์ที่เคยไกด์ก็มีไม่น้อย แล้วก็คนที่แสดงอาการแบบ Chaewon เหมือนกัน ..... พูดแทนให้ว่าถ้าคุณพี่เริ่มประโยคนี้มา บอกว่าน่ารักเนี่ย คุณพี่รู้ไหมว่าเกมจบแล้ว เข้ารูทอินเลิฟรู้ตัวไปโดยดีเถอะนะคะ ก่อนหน้านี้คุณพี่ก็เพิ่งคิดไปว่าตัว Chaewon หน้าตาน่ารักชนิดที่ถ้าอยู่เงียบๆ ก็เอาไปวางเป็นตุ๊กตาบนชั้นได้เลยอีก

ตอนที่ 61  ต่อไกด์ตอนกอดอยู่ แล้ว Suha ก็คิดในใจว่าอยากกอดแน่นๆ อยากจูบแก้ม อยากลูบหลังให้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการไกด์ใดๆ เลย กับบอกว่าตอนนี้จะเป็นไกด์ที่ดีให้ Chaewon นะ ...  ส่วนคนฟังบอก ขอบคุณไป แล้วก็รู้สึกเศร้าเหมือนกันที่รู้ว่าจะเป็นแค่เวลาไม่นาน แต่ก็อยากบอกตัวเองว่าจะเป็นอย่างนี้กันตลอดไป ฮือ 

แต่หลังจากนั้น ก็คือไปที่โรงยิมกัน Chaewon ที่เจอคนในยิมที่ทุกคนดูตัวใหญ่ยักษ์แข็งแรงผิดตัวเองก็ดูตื่นๆ หลบอยู่ใกล้ๆ Suha จน Suha แอบยิ้มแล้วคิดว่าเหมือนสัตว์เล็กอย่างกระต่ายขาว แต่พอเทรนเนอร์มาทัก แล้วดูเป็นมิตร ตัว Chaewon ที่ทำงานพิเศษมาเยอะ ก็เปิดโหมดอุตสาหกรรมบริหาร (ใช้คำนี้จริงๆ) แล้วเป็นมิตร ร่าเริงใส่กลับไป สองคนชื่นมิื่นกันเต็มที่ ยกเว้นแต่ตัว Suha ที่คิดว่าตัวเองจะได้ดูแลฝึกให้ Chaewon ทุกเรื่องนิ่งค้างไปแล้วว
 
ปล. จริงๆ เรื่องนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก เนิบๆ เล่นกับความรู้สึกทั้งสองคน แล้วก็การเติบโตมากกว่า แต่การบรรยายกับพัฒนาการเรื่องและการแสดงออกทางอารมณ์ดีมาก โดยเฉพาะตอนที่บวกกับพล็อตพระเอกสำนึกผิด กับตัวเอกทัศนคติดูสุภาพแต่ทั้งหมดคือความห่างเหินเว้นระยะ เต็มสิบให้ล้านเลยย ตอนนี้อีพระเอกที่สำนึกได้ทุรนทุรายมาเป็นระลอก โอ๊ยย ดีงามไงคะ

ปล. 2 ไกด์ฉันออกอาการขนาดนี้ คิดว่าถูกหัวหน้าทีมจับได้ไปหลายรอบแล้วนะคะ

Saturday, 30 October 2021

서바이벌 오디션 : 내 일은 아이돌 // Survival Audition : My Job Is An Idol



คนเขียน: 라비크
แนว: ไอดอล, reality show, large dog, fluff, healing, growth
ความสัมพันธ์: เพื่อนร่วมรายการ
จำนวนตอน: 64 ตอน (ยังไม่จบ)

สารภาพจากใจว่าไม่ใช่แนววงการบันเทิง/ ไอดอลเลย แต่ว่าอ่านตามอีเวนต์ แล้วรู้ตัวอีกทีก็เล็มกดซื้อตอนไปเรื่อยๆ จะครึ่งเรื่องแล้ว .... ความดีงามแทรกตัวอยู่ในจะทุกอณู กรี๊ดดด ช่วงแรกจะยังเนือยๆ ปูทางนิดนึง แต่พอสองคนลงตัวแล้วช่างดี!

เรื่องเริ่มที่ Lee Jooha ถูกคัดออกจากการ debut กับกลุ่ม หลังจากที่เป็นเด็กฝึกและซ้อมอย่างหนักมา 6 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่าบุคลิกของเจ้าตัวเหมือนกับสมาชิกอีกคน และเมื่อครอบครัวโน้มน้าวให้เลิกความฝันจะเป็นศิลปิน Jooha ก็ตัดสินใจหาโอกาสสุดท้ายด้วยการไปคัดตัวรายการ ‘My Job Is An Idol’ และเข้าร่วมรายการด้วยอันดับที่ 24

ขณะเดียวกัน Choi Tae-ri ที่โด่งดังจากผู้ติดตามกว่า 500,000 คน ใน YouTube และเด็กฝึกของค่ายเพลงที่ดีที่สุดอย่าง Fandom ก็มาคัดตัวด้วยกันเหมือนกัน Tae-ri มีชื่อเสียงจากการเป็นอัจฉริยะการเต้น เป็นลูกหลานจากครอบครัวเจ้าของมูลนิธิการแพทย์ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น และหลังคัดตัวก็ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่ออันดับหนึ่งที่ได้อภิสิทธิ์เป็นห้องนอนสวีทชั้นบนของโรงแรมและสามารถเลือกเพื่อนร่วมห้องตัวเองได้ Tae-ri ก็เลือก Jooha มาอยู่ด้วยกัน ด้วยเหตุผลตามที่ให้สัมภาษณ์ว่า อายุเท่ากัน น่าจะเข้ากันได้ง่าย

แต่ Jooha ก็ยังสงสัยอยู่ดี และเมื่อถามเจ้าตัวตอนอยู่ด้วยกันสองคน คำตอบของ Tae-ri ก็คือ อยาก debut ด้วยกัน ... ซึ่งแปลกที่คนที่สมบูรณ์แบบอย่าง และดูประสบความสำเร็จอย่าง Tae-ri สนใจคนที่เพิ่งถูกคัดตัวออก และหมดสัญญาเด็กฝึกกับค่ายเพลงอย่าง Jooha

และถึงแม้ Jooha จะระแวงสงสัยแรงจูงใจของ Tae-ri แต่พออยู่ด้วยกัน แรงดึงดูดระหว่างสองคนก็สูงมาก ... โดยรู้ว่าตัวเองถูกดึงดูดเข้าหาอีกฝ่าย และใจไม่อยู่กับตัวทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน

ซึ่งเอาจริงแล้ว Tae-ri ก็ชอบ Jooha มาก่อน แต่จะทำอย่างไร ถึงจะสื่อความรู้สึกให้ตรงกัน?
.
.
งานน่ารัก เพราะว่าชอบบุคลิกของตัวเองที่พยายาม ตั้งใจ และความมุ่งมั่นสูง ตอนที่เข้ามาคัดรายการ ตัวเองมาด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เพราะผิดหวังที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ debut แต่พอมาอยู่ในการประกวด ช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สูญเปล่าเลย เพราะว่าทักษะการเต้นก็ดี การร้องเพลงก็ดี ของ Jooha สูงมากจนอยู่ในระดับท๊อปได้ด้วยซ้ำ

และเพราะการแบ่งตามลำดับในกลุ่ม การจะจับตามท่าเต้น และฝึกฝนไปก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับ Jooha เลย น่ารักที่ในกลุ่มมี Seo Eunwon เด็กที่อายุน้อยที่สุด คือ 15 ปีมา และพอเจ้าตัวจับแขนเสื้อขอให้ Jooha ช่วยสอนเต้น เจ้าตัวก็พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างไม่คิดมากเลย ถึงขั้นช่วยคนอื่นซ้อมในกลุ่มย่อยตัวเองต่อด้วย

ระหว่างวัน สองคนไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมากนัก ด้วยความที่อยู่คนละกลุ่ม แต่ว่า Tae-ri ที่พูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มตัวเองก็ก็คอยสอดส่องจ้องมอง Jooha อยู่เสมอ และตอนกลางคืนที่นอนห้องเดียวกัน คืนแรก Tae-ri ก็เดินเปลือยอกออกมาจากห้องน้ำไม่ใส่เสื้อแล้ว ไม่นับว่าตัว Tae-ri เล่นแผลงๆ ด้วยการเอาชุดและผ้าเช็ดตัว Jooha ไปซ่อน และพอจะนอนที่โซฟาและถูกโน้มน้าวมานอนที่เตียง พอตื่นมาจากที่นอนอยู่ริมเตียงก็กลายเป็นอยู่กลางเตียง

วันต่อมา มีมิชชั่นแรกที่ทุกคนจะได้จับพร็อพที่จะต้องใช้ประกอบการถ่ายรูปโปรไฟล์ตัวเอง ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่นาฬิกาหรู หนังสือ ผลไม้ กุญแจรถ กิมจิ ฯลฯ ไปจนถึงกล่องปริศนา และ Jooha ที่คาดหวังว่าจะได้ปืน ก็จับได้กล่องปริศนาใบใหญ่สุด .... ที่เปิดออกมาเป็นชุดกษัตริย์ราชวงศ์โชซอนสีแดง

และตัว Tae-ri ก็แทบจะไม่ต่างกัน เพราะเจ้าตัวได้ด้ายดำเป็นพร็อพ

ระหว่างที่ต้องหาแนวคิดประกอบกับพร็อพที่ตัวเองได้มาส่งให้ทีมงาน Jooha ที่ยังคิดอะไรไม่ออกก็ได้ข้อความจาก Tae-ri ว่า Yeonsan-gun มาช่วยพอดี ....

ก็เลยได้แนวคิด prodigal king กษัตริย์ฟุ่มเฟือย เสเพลมา

และกลายเป็นว่า Tae-ri ที่นั่งอยู่ในห้องคุยกับทีมงามก็ส่งแนวคิดตัวเองไปนานแล้ว แต่ว่านั่งรออยู่เป็นเพื่อน Jooha และเมื่อขึ้นมาที่ห้องด้วยกัน และคุยกัน Tae-ri ก็ยังพูดเหมือนเดิมว่า อยากอยู่ด้วยกัน debut ด้วยกัน และพอถามว่าทำไม ก็บอกว่าเป็นคนเดียวที่อยากนอนอยู่ในห้องสวีทนี้ด้วยกัน

และเมื่อถ่ายรูปคอปเซ็ปต์วันต่อมา ด้วยนิสัย Jooha ที่แข็งทื่อ จริงจังก็ไม่สามารถทำตัวให้เป็นกษัตริย์เสเพลได้จนกระทั่งถูกช่างภาพดุ และเมื่อบอกให้ใช้จินตนาการคิดถึงสิ่งยั่วยวนทั้งหลายตั้งแต่ฝิ่น เหล้า และผู้หญิง สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวก็คือ Tae-ri ที่อยู่กับตัวเอง ด้วยประโยคที่ว่า คนเดียวที่อยากนอนด้วยก็คือตัว Jooha และเมื่อหลุดไปในจินตนาการ กลายเป็นว่ารู้ตัวเพราะได้ยินเสียงช่างภาพเอ่ยชมไปแล้ว

หลังจากนั้น เพราะ Tae-ri แกล้งกอด Jooha ตอนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน คืนต่อมาเจ้าตัวก็เลยหนีไปนอนที่โซฟา และก็ตัดไปที่มุมมองของ Tae-ri หลัง Jooha หลับ กลายเป็นว่า Tae-ri อยาก debut กับ Jooha จริงๆ เพราะตัวเองเจอ Jooha ตอนกำลังซ้อมเต้นเมื่อปีก่อน ความมุ่งมั่นและตั้งใจ และความสุขที่ได้อยู่บนเวทีส่งผ่านชัดจน Jooha ที่กำลังซ้อมเต้นโดดเด่นมากในสายตา Tae-ri จนอยากจะ debut ร่วมกับ Jooha ขึ้นมา

ครบหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน Tae-ri ที่เอานิ้วจิ้มแก้ม Jooha (?) ก็บอกว่าจะโทรหา

และเมื่อรายการออกอากาศคืนแรก Jooha ที่ไม่อยากดูรายการในบ้านที่ครอบครัวคัดค้านการมาประกวดก็ตัดสินใจไปดูบ้าน Tae-ri ตามที่อีกฝ่ายชวน

ท้ายรายการมีการอัพโหลดรูปโปรไฟล์ที่ถ่ายไปของแต่ละคน และคนแรกที่ Jooha เปิดดูก่อนรูปตัวเองก็คือรูป Tae-ri และขณะเดียวกัน รูปแรกที่ Tae-ri ดูก็คือรูป Jooha เหมือนกัน .... เอาจริง รูป Jooha โดดเด่นและเล่าเรื่องอย่างที่เจ้าตัวไม่คาดฝันเลย เพราะภาพราชาเสเพลที่ทั้งหมกมุ่นและยั่วยวนเกิดความคาดคิดของ Jooha ไปมาก และก็เกิดจินตนาการของ Tae-ri ไปมาก .... จบลงที่ Tae-ri อดใจไม่ไหว จูบ Jooha และเลยเถิดทั้งคืน

เมื่อตื่นมาตอนเช้า Jooha ที่รู้ตัวก็หนีกลับบ้านระหว่างที่อีกฝ่ายยังหลับตอนเช้ามืด และเพราะคิดว่า Tae-ri ไม่ได้จริงจังก็ไม่ยอมรับทั้งข้อความทั้งโทรศัพท์ใดๆ จากอีกฝ่ายจนกระทั่งกลับมาที่รายการต่อด้วยกัน

ชอบที่รูป Jooha เด่นมากจนเอาชนะอันดับหนึ่งได้ และเมื่ออันดับสองเป็น Tae-ri คราวนี้ทั้งสองคนต้องอยู่ห้องเดียวกันอีก แต่ว่า Jooha ก็ยังหลบหน้า Tae-ri ทุกรูปแบบที่ทำได้ต่อไป จนกระทั่งมีเกมให้จับกลุ่มกัน และ Tae-ri ที่โกรธว่าอีกฝ่ายหลบหน้าตัวเองก็วิ่งพุ่งมาจับคู่กับ Jooha ให้ได้

ตกกลางคืนสองคนที่ทะเลาะกันก็ขึ้น จนกระทั่ง Jooha พูดออกไปตรงๆ แล้วก็กลายเป็นว่าสองคนรู้ใจอีกฝ่ายว่าคิดเหมือนกันซะที

หลังจากนั้นแล้ว ความทุ่มเทและความจริงใจที่ Tae-ri มีให้กับ Jooha เปลี่ยนแปลงตัวเองกลับมาได้ เพราะว่านิสัยจริงจังและตั้งใจไม่ผ่อนปรนกับตัวเองทำให้ Jooha ดูจืดชืดน่าเบื่อ และยิ่งพอถูกคัดออกจากวงก็กลายเป็นปมในใจที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่พออยู่ด้วยกัน มี Tae-ri ที่เชื่อมั่นในตัว Jooha จากความคิดที่ว่า อยาก debut ก็เปลี่ยนเป็นเพราะอยาก debut ด้วยกันกับ Tae-ri และอยากเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นเพื่อให้ตามความฝันที่กลายเป็นของทั้งคู่ให้ได้ และ Jooha ก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองขึ้นมาทีละน้อยเหมือนกัน ชอบที่บอกว่าถ้าทำเต็มที่ได้แค่ 70% ถ้าอยากได้ 100% ก็ต้องทำ 130% ความมุ่งมั่นเต็มที่น่ารัก เป็นพัฒนาการและการเติบโตที่ชัดมาก

และผลก็ออกมาในรูปผลการแข่งที่ตัว Jooha เข้าใจตัวเอง และหาจุดเด่นตัวเองออกมาใช้ได้ดีมากขึ้น และก็กลายเป็นคนที่โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้เข้าประกวด น่ารักที่ตอนแรกความสัมพันธ์กับที่บ้านแย่มาก เพราะพ่อกับแม่พยายามคัดค้านการมาคัดตัว อยากให้ลูกชายตัวเองมองโลกตามจริง โดยเลิกความฝันและไปตั้งใจเรียนอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอเห็นลูกชายตัวเองในทีวี เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นก็เริ่มกลับมาสนับสนุนลูกชายเพิ่มขึ้นเหมือนกัน จากที่อาทิตย์แรก Jooha ลากกระเป๋าขึ้นรถใต้ดินกลับบ้านเองก็กลายเป็นอาทิตย์ต่อมาแม่ขับรถมารับให้เหมือนเด็กคนอื่น และที่บ้านก็ดูการประกวดที่ออกอากาศอย่างตั้งใจลุ้นลูกชายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ .... ถึงขั้นที่สุดท้าย แม่ลากตัว Jooha ไปตัดผมในร้านที่แพงมาก เพราะอยากเสริมบุคลิกให้ลูกชายเพื่อช่วยอีกทางหนึ่งเหมือนกัน (ซึ่งที่ผ่านมา ตัว Jooha ไม่มีเงิน และไม่กล้าขอพ่อแม่ก็คิดว่าได้แต่ปล่อยไป)

ส่วนทางตัว Tae-ri ที่ทุกคนคิดว่าสมบูรณ์แบบ คาบช้อนทองมาเกิด ก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน การที่เกิดในตระกูลดีไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะทุกคนในครอบครัวเป็นหมอหรือไม่ก็ทนาย การที่มีการศึกษาสูงและเป็นการวิชาการจริงจังทำให้รังเกียจอาชีพอย่างศิลปิน และเมื่อตัว Tae-ri ที่เรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีทิ้งการเรียนมาสู่การเป็นเด็กฝึกก็ทำให้ทั้งครอบครัวดูถูกตัว Tae-ri ไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่อยู่พร้อมหน้ากับทั้งตระกูลตามเวลามื้ออาหารประจำอาทิตย์ก็จะถูกทุกคนเหยียดหยาม วิจารณ์กลายเป็นแกะดำของวงศ์ตระกูลเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะการที่อยากเป็นศิลปินก็ทำให้พ่อไล่ Tae-ri ออกจากบ้านด้วย ถึงขั้นที่ต้องมาอยู่คนเดียว

แล้วเมื่อมองย้อนอดีตไป การที่ทั้งพ่อกับแม่เป็นหมอทั้งคู่ ก็ทำให้ไม่เคยมีเวลาให้ Tae-ri เลย เจ้าตัวโตมากับคนขับรถ แม่บ้าน และครูสอนพิเศษเท่านั้น เมื่อมีการพบผู้ปกครอง คนที่ไปพบครูที่โรงเรียนก็คือคนเหล่านี้แทนพ่อแม่มาตลอด และดังนั้น การที่ได้เจอกับ Jooha ที่เชื่อมั่นในความฝันแบบเดียวกัน และเมื่อ Jooha เปิดใจและทุ่มใจให้กับ Tae-ri กลับก็กลายเป็นหลักพิงของ Tae-ri ไปด้วยเหมือนกัน เวลาที่อยู่ด้วยกันของสองคนและฝึกซ้อม เตรียมตัวทุกอย่างด้วยกันสำหรับการประกวดก็คือก้าวทีละก้าวที่สำคัญสำหรับความฝันของทั้งคู่

เป็นการเล่าเรื่องขาดๆ เกินๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่ชอบที่อยู่ด้วยกัน แล้วสองคนมีที่พึ่งและเป็นแรงให้อีกฝ่ายมาก น่ารักที่ Tae-ri ติดและอ้อน Jooha ผิดกับท่าทีเป็นผู้ใหญ่เวลาอยู่ข้างนอกเสมอ อย่างพออยู่ด้วยกันก็นอนหนุนตัก กอดหนึบตลอดเวลา หรือขนาดประกวดอยู่ในรายการก็จะแอบหันมาขยับปากบอกว่า รักบ้าง คิดถึงบ้างเป็นระยะๆ ซึ่งตัว Jooha ก็แพ้ความอ้อนด้วยเหมือนกัน นอกจากจะต้องตามใจกลับ และขยับปากตอบว่า เช่นกัน เหมือนกัน แล้วก็มักจะชอบคิดว่า Tae-ri ที่ตัวสูง 185 เซน ว่าเป็นลูกหมาถูกทิ้งดูน่าสงสาร ลูกแมวท่ามกลางสายฝน และลูกสัตว์ตัวเล็กน่ารักทั้งหลายอีกมาก

และก็เพราะ Tae-ri ไม่เคยมีใครมาก่อน นอกเหนือจากจะอ้อนเอาแต่ใจแล้ว ก็ยังหึงเล็กหึงน้อยด้วยเหมือนกัน น่ารักที่พอกลับมาอยู่ที่บ้าน วันที่ Jooha รีบมาหา Tae-ri ที่บ้านตอนเช้า จนลืมเอาเสื้อผ้าที่จะต้องเปลี่ยนไปเจอคนในกลุ่มตัวเองเพื่อถ่าย Vlog กัน ก็ได้ของขวัญเป็นเสื้อผ้าจาก Tae-ri ที่มีตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงสร้อยคอ และแหวน ราคาแพง (โดยที่ตัว Jooha ไม่รู้) ไม่เท่าไหร่ ที่สำคัญคือชุด limited edition นี้ มีคำว่า TRC ปักอยู่ทั้งเสื้อกับในสร้อยในแหวนด้วยนะคะ ... และก็เดากันได้ใช่ไหมว่า มันก็ย่อมาจากชื่อ Tae-ri Choi ถ้าอยากจะแสดงความเป็นเจ้าของกันแบบนี้ก็นะ

ขำที่ Tae-ri แอบถามว่ากลุ่มของ Jooha มีกำหนดการอะไรบ้าง แต่ว่าไม่ยอมบอกแผนการกลุ่มตัวเอง .... อย่างไรก็ตามค่ะ ตอนที่กลุ่ม Jooha กินข้าวเสร็จแล้วไปคาราโอเกะกัน พวก Tae-ri ก็ตามไป พีคที่ตอนกำลังเล่นกันอยู่ตามท่าเต้นเพลงที่คนในกลุ่มโอบเอว Jooha อยู่ Tae-ri ก็เปิดประตูผลัวะมาพอดี ทำเอา Jooha ตกใจเหมือนถูกจับได้ว่านอกใจขึ้นมา ก็แอบน่ารักตามประสาเนาะ ไม่นับว่าหลังจากนั้นที่ทั้งสองกลุ่มไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ก็มีคนตั้งคำถามมาว่าทำไมสองคนใส่เสื้อผ้ายี่ห้อเดียวกันอีก

แต่หลังๆ พอรายการแพร่ภาพไปหลายตอนมากขึ้น ทุกคนก็เริ่มดังแล้ว Jooha ที่คิดว่าตัวเองจืดชืดและไม่มีคนสนใจก็มีฐานแฟนเพลงตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน ที่ขำมาก และบ้ามาก และเพี้ยนมากที่สุด ก็คือว่าด้วยความที่ Jooha ดังจากการถ่ายรูปโปรโฟว์เป็นราชาเสเพล กลุ่มแฟนก็เรียก Jooha ว่า Lord เป็นเจ้าเหนือหัวกันไป และก็เรียกตัวเองว่า พวกอพยพ ตามการเล่นคำชื่อ Jooha จูฮา เอาคำว่า อีจูฮาดา 이주하다 ที่แปลว่าอพยพ/ ย้ายถิ่นฐานมาใช้ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Move, Move แล้วก็มีสโลแกนกลุ่มว่า Migrate to the Lord. ซึ่งเรียกว่าท่านเจ้าแบบนี้ก็ฟังดูเป็นพวกคลั่งลัทธิแล้ว คิดภาพเอาคำที่พวกแฟนใช้มาเรียงกันว่า จงย้ายไปอยู่กับท่านเจ้า เป็นที่ที่ควรจะอยู่ อ้อมกอดอบอุ่นของท่านเจ้า คือ .... ฟังดูยังไงก็น่ากลัวมาก เหมือนพวกคลั่งศาสนาชักชวนเข้าร่วมลัทธิ ขำที่ล่าสุด พอจบช่วงประกวดแล้วแม่กับน้องสาวมารับ มีรถบัสวิ่งตัดหน้า แล้วรถเป็นสีชมพูกับรูปหน้า Jooha และสโลแกน จนเจ้าตัวชะงักแล้วค้างไปเลย

ที่สำคัญ (หรือพูดให้ฟังชัดๆ ว่าที่น่ากลัว) ก็คือ “บัญญัติ 10 ประการ” อันเป็นระเบียบและแผนการดัน Jooha ของหัวหน้ากลุ่มแฟน ที่ตั้งชื่อเรียกกลุ่มแฟนคลับว่า “ผู้อพยพ” ส่วนหัวหน้ากลุ่ม พวกสตาฟก็คือ “ผู้ตั้งรกราก”

1. เพื่อให้สอดคล้องกับคนธรรมดาที่ไม่คุ้นกับ Jooha (ที่ต่อไปจะเรียกว่า "ท่านเจ้า") และคนที่กลัวพวกแฟนสุดโต่ง เราจะต้องดำเนินการด้วยความอ่อนน้อม นุ่มนวล
2. ทั้งหน้าจอมือถือและหน้าล็อคของเหล่าผู้อพยพจะต้องตั้งเป็นท่านเจ้า แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะใช้รูปทั้งตัว หรือทั้งหน้าของท่านเจ้าก็ให้ใช้แค่ส่วนหนึ่ง อย่างเช่น มือ คางและจอ เส้นผม ฯลฯ
3. อย่าทำการขายท่านเจ้าอย่างออกนอกหน้า ให้โชว์ได้แค่ ไม่เกิน 3 วินาที และห้ามทำการขายท่านเจ้าเกินเลย ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนธรรมดา
4. ถ้าแฟนกลุ่มอื่นสนใจ ให้โชว์รูปท่านเจ้า และพอแฟนกลุ่มอื่นโชว์รูปบ้างให้ชมไปเรื่อยๆ จนกว่าอีกฝ่ายจะชมท่านเจ้ากลับ เพื่อให้อย่างน้อยแฟนกลุ่มอื่นไม่โหวตกดท่านเจ้า
.
.
จนถึงข้อ 10

เอาจริง ไม่ใช่สายแฟนคลับจริงๆ แต่โลกความจริงมันเป็นแบบนี้ไหมคะ? สงสัยมากกกกก

ปล. ชอบมากอีกอย่างว่าคนเขียนเขียนยาวมาก ตอนแรกงงว่าทำไมอ่านช้า แต่พอไปดูความยาวแต่ละตอน สั้นสุดคือ 3,900 คำ แต่เฉลี่ยคือ 4,400-4,500 คำ ขอบคุณนะคะ

ปล. 2 ขำนิสัยนิ่งๆ ไม่สนใจโลกของ Jooha ด้วย แต่ว่าเพราะไม่ชอบความยุ่งยาก ยืดยาว มีปัญหาอะไรกับใครขึ้นมาที เจ้าตัวก็พร้อมพุ่งเข้าไปชน เพื่อปิดจบปัญหาไม่ให้ค้างคาเลย พูดตรงไม่เกรงใจน่ากลัวมาก ไม่นับนิสัยที่พอโกรธหน้ามืดแล้วขึ้นมาสบถอีก ... ถึงขั้นที่ Tae-ri บอกว่าจะดูแล Jooha อย่างดีเพื่อไม่ให้นิสัยเสีย (?) ของ Jooha หลุดไปให้โลกรู้นะ 


ปล. 3 แต่คือ ด้วยความที่งานเป็น all-age เวลาที่สองคนอยู่ด้วยกันก็จะบอกแนวๆ กอดกัน แล้วตัดมาเป็นตอนเช้า เอาจริง ไม่ได้อยากอ่านฉากบนเตียงนะ แต่ว่าด้วยความตัดฉากก็เลยงงมาก เป็นแบบอ้าว เค้าอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ ทำไมไม่รู้ ยิ่งครั้งแรกคือยิ่งงง


ปล. 4 ตอนที่สองคนเต้นด้วยกันแล้วเคมีดีมาก ก็มีคนแต่งแฟนฟิค ABO ให้ Tae-ri เป็นอัลฟ่าชั่วร้ายที่ก่ออาชญากรรมแล้วถูกจับ กับให้ Jooha เป็นโอเมก้าโปรไฟเลอร์ แล้วไปสัมภาษณ์อัลฟ่าอาชญากรในคุกผ่านกรงขัง ซึ่งกรี๊ดดด เลวมากก (เลว as ดีงามม) ขำที่ Jooha มาเจอแล้วไม่เข้าใจว่า ABO คืออะไร ฮีทคืออะไร งงสงสัยไปทุกอย่าง แล้วพอไปถามน้องสาวก็ถูกน้องสาวดุ ว่าอย่าไปสนใจ (ใครเป็นพี่ใครเป็นน้องเนี่ย) หลังจากนั้น อีหน้าโพสต์นี้ก็ถูกรีพอร์ต ซึ่งสงสัยมากว่าเป็นคุณน้องสาวแจ้งหรือเปล่า


ปล. 5 จริงๆ แอบโอ๋น้อง Eun ที่เป็นลูกเป็ดเดินตามพี่ Jooha คือว่าแพ้ชื่อนี้ ตอนที่กำลังจะจับคู่กับพี่ Jooha แล้วถูกกระทิงบ้าเลือด Tae-ri พุ่งชนต้องกระเด็นไปจับคู่กับคนอื่นแบบงงๆ น่าสงสารมาก ขนาดมีคนมาโพสต์ว่าถูกพุ่งชนออกไปนอกชั้นบรรยากาศ โถ ลูก 

พวกรุ่นพี่ผลัดกันดูแลน้อง Eun จริง แต่ว่าน้องเค้าก็ติด Jooha ที่สุดอยู่ดี ถึงขั้นที่ถ้าอยู่กับรุ่นพี่คนอื่น เห็น Jooha มาก็จะรีบตะโกนเรียกแล้วพุ่งตัวมาหา ตอนที่บรรยายว่ารุ่นพี่ที่ดูอยู่ก่อนหน้า พอเห็น Jooha มาก็เดินไปอยู่กลุ่มอื่นได้เหมือนฝากเลี้ยงเด็กเดย์แคร์น่ารักดี

กับตอนที่พออยู่ด้วยกันสองกลุ่มวันคาราโอเกะแล้วถูกแฟนๆ ล้อม กอดสเก็ตบอร์ดตัวสั่นเป็นกระรอกน่ารักมาก 

ความใสซื่อ บวกสดใสน้อง Seo Eunwon ถูกคุณพี่ Jooha บรรยายว่า ยิ้มเหมือนลูกพีชสุกและทำให้คนดูยิ้ม เหมือนลูกหมาที่เกิดมาดี ได้รับความอบอุ่นใส่ใจจากเจ้าของ และก็โตขึ้่นมาเป็นลูกหมามีความสุขและร่าเริงมีชีวิตชีวาชั่วทั้งชีวิต .... ดูตรงแบบขำๆ ไหม?

แต่ว่าคุณพี่ Jooha ก็ชอบอยู่กับน้อง เพราะน้องเป็นพลังงานบวกด้วยนั่นแหละ ก็หวังให้น้องก้าวหน้าไปกับเหล่าพี่ๆ ทั้งหลายอีกคนนะคะ


ปล. 6 แพ้ large dog มากจริง ตอนนี้แซงหน้า regret อีกนะ .... รักที่สวีทหวานเข้าใจกัน เห็นใจกัน เอาใจกันตั้งแต่ต้นมาก ตอนนี้เห็นเมื่อไหร่ ก็พุ่งเข้าไปอ่านแล้วนะคะ


ปล. 7 ถูกจริตที่อายุเท่ากันด้วย ส่วนมากสาย large dog ชอบเป็นรุ่นน้อง แทบจะ 95% แทบจะ 100% แล้ว เจอแบบนี้ก็เปลี่ยนบรรยากาศดีนะ เปลี่ยนจากที่ต้องดูแลพระเอกที่เด็กกว่า เป็นพระเอกช่วยดูแลตัว Jooha ตั้งแต่ต้น ขณะที่ Jooha ก็ใส่ใจ Tae-ri กลับ เป็นความสัมพันธ์เท่าเทียมตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะตอนที่ความใส่ใจของ Tae-ri ส่งไปถึง Jooha แล้วตัว Jooha ตอบกลับมาคือดีมาก

ชอบตอนที่ Tae-ri บาดเจ็บจากการซ้อม แล้วแม่ที่ถูกทีมงานโทรแจ้งข่าวและมาหาที่โรงพยาบาลก็ถามว่าจะกินอะไร ซึ่งแน่ใจได้ทำด้วยความสัมพันธ์เป็นทางการ และทำตามหน้าที่ เพราะว่าก็แวะมาแวบเดียวแล้วก็จะกลับไปสนใจงานต่อมากกว่าอยู่ดี และ Tae-ri ก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไร .... พอกลับมาที่บ้านคนเดียว Jooha ที่ยอมให้ Tae-ri ที่น่าสงสารและโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวไม่ได้ ก็รีบมาหาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน แล้วก็ซื้อซูซิกับเค้กสตอร์เบอร์รี่ครีมมาให้เสร็จสรรพ (ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นซูซิเป็นอาหารสุขภาพ คุณค่าโภชนาการสูง ไม่เค็ม ไม่มัน แล้วก็ต้องมีของหวานเพื่อให้กินอร่อยล้างปากด้วย)

น่ารักที่พออีกฝ่ายมา Tae-ri ก็อารมณ์ดีขึ้นทันที ไม่นับว่าพองอแงไม่ยอมกินข้าว ก็เลยถูก Jooha จับป้อนให้กินด้วยประโยคที่ว่า Tae-ri ที่ตั้งใจกินข้าวดูดีที่สุด (ประโยคหลอกเด็กมาก) และพอกินหมด Tae-ri ก็อ้าปากให้ดูอีกว่าหมดจริง 

แล้ว Jooha ก็ป้อนเค้กต่อ กับพอ Jooha เริ่มรู้ตัวก็ถาม Tae-ri ว่าจริงๆ ที่เจ็บคือข้อเท้าไม่ใช่เหรอ ทำไม Jooha ต้องป้อน Tae-ri ล่ะ? แต่นั่นคือทุกอย่างหมดแล้ว

แล้วอย่างที่สามที่ Tae-ri กินต่อไปก็คือ Jooha กรี๊ดด (:

Monday, 25 October 2021

문 너머 // Beyond the Door



คนเขียน: 해롱씨 

แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, regression, large dog, fluff, healing 

ความสัมพันธ์: ไกด์ X เอสเปอร์ 

จำนวนตอน: 61 ตอน (ยังไม่จบ)

นี่คือเรื่อง Guide ที่รอมากที่สุดเดือนนี้ จบ 60 ตอนไปแล้วเมื่อวานซืนค่ะ  แล้วจะมาอีกวันไหนเนี่ยยยย ทำไมไม่ประกาศวันตอนมา

Kim Daemun เป็นเอสเปอร์ที่มีพลังสร้างประตู teleport ไปสู่ที่ไหนก็ได้ แต่เจ้าตัวได้พลังมาตอน 8 ขวบ ขณะที่กำลังถูกพ่อแท้ๆ ฆ่าบีบคอ... ถึงแม้จะเป็นการป้องกันตัวเอง ความผิดฐานฆ่าพ่อตัวเองตายก็คงอยู่ และยิ่งถูกสมาคมผู้มีพลังพิเศษพาตัวไปเพราะเห็นว่าเป็นเอสเปอร์ที่มีพลังพิเศษ การถูกทารุณ และใช้งานต่อเนื่องก็เกิดขึ้นจนถึงตอนที่อายุ 27 เมื่อตัวเองกำลังถูกเหล่ามอนสเตอร์ฆ่าตาย ก็เปิดประตูบานสุดท้ายด้วยพลังโดยไม่รู้ตัว

และกลายเป็นย้ายเวลากลับมาในเวลาที่กำลังจะถูกพ่อตัวเองบีบคออีกครั้ง .. เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเดิม และก็จบที่ Lee Ji-eon ไกด์ที่อยู่ในความทรงจำมาช่วยไว้ และพาไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งในชาติที่แล้ว Lee Ji-eon พยายามทำเรื่องเป็นผู้ดูแลเอสเปอร์เด็กที่ถูกพ่อทารุณกรรมมา แต่เพราะตัว Daemun กลัวผู้ใหญ่จนหนีเข้าไปอยู่ใต้เตียงทุกครั้ง ก็ทำให้การพูดคุยกันไม่เกิดผล จนถูกประธานสมาคมผู้มีพลังพิเศษพาตัวไป และถูกใช้งานหนักจนตาย

แต่ชาตินี้ เมื่อมีความทรงจำเดิมอยู่ ก็เลยพยายามเลี่ยงสถานการณ์เดิม โดยการตอบตกลงให้ Lee Ji-eon กลายเป็นผู้ดูแลตัวเอง 

สองคนกลับไปบ้าน Lee Ji-eon และก็ได้เจอกับ Lee Geon น้องชายของ Lee Geon ที่เป็นไกด์เหมือนกันในวัย 10 ขวบ

ตอนแรก Geon ไม่ชอบ Daemun เลย เพราะว่าเกลียดเด็กที่มาแย่งความรักและความสนใจของพี่สาวตัวเองไป .... แต่เพราะสภาพตัวเล็กแกรนเกินกว่าวัย 8 ขวบ และท่าทีอ่อนแอน่าสงสารก็ทำให้ Geon เปิดใจรับ Daemon มาทีละน้อยจนเหมือนเป็นน้องชายตัวเองอีกคน

ซึ่งเพราะสถานภาพตัว Geon ที่เป็นไกด์ตั้งแต่แรกเกิด และก็มีแนวโน้มเป็นไกด์ระดับเอสก็ทำให้เจ้าตัวถูกลักพาตัวโดยเอสเปอร์บ้าคลั่งหลายต่อหลายครั้งจนต้องอยู่แต่ในบ้านเพื่อป้องกันการถูกลักพาตัวจากเอสเปอร์ ด้วยความรู้สึกโกรธเกลียดเอสเปอร์ทุกคน 

ตอนแรกอ่านเรื่องย่อ เข้าใจว่าตัวเอกที่ย้อนเวลากลับมาเพื่อปกป้องพระเอกกับพี่สาวพระเอกที่เคยดูแลตัวเอง แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นพี่สาวพระเอกกับพระเอกดูแลตัวเอกเหมือนน้องชายคนเล็กไปแทน ..  ตอนนี้ครอบครัวเล็กๆ มีกัน 3 คน และชีวิตประจำวันของเด็กสองคนเหมือนจะผ่านไปอย่างเงียบสงบ เมื่อสองคนเข้ากันได้ดี และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันและกัน โดยเฉพาะเมื่อหน้าที่ไกด์ Daemun ของพี่สาวกลายเป็นหน้าที่ของ Geon ที่อยู่ด้วยกันตลอด

แต่ว่าความสงบอยู่ได้ไม่นาน เมื่อประธานสมาคมฯ ไม่ยอมถอดใจจากตัว Daemun และลักพาตัวเด็กสองคนไปจากบ้าน

และการฉีดยาเพื่อสะกดให้เอสเปอร์อยู่ใต้อำนาจตัวเองก็ทำให้ Daemun อยู่ในสภาพ runaway ซึ่งถึงแม้หลังจากนั้นเจ้าตัวจะใช้พลังพาตัวเองและ Geon หนีกลับมาที่บ้านได้ แต่ Daemun ก็หลับไปถึง 6 ปี ซึ่งเมื่อตื่นมาอีกปี ตัวเองก็อายุ 14 ปี และ Geon ก็ 16 ปีแล้ว 

.

.

เอาจริง มันคือเรื่องที่ต้องอดทนใจเย็นตอนอ่านมาก เพราะถ้าจะหวังว่าจะเป็นเรื่องแนวเอสเปอร์ปกติที่เหล่าผู้มีพลังเหนือมนุษย์ทั้งหลายใช้พลังน่าอัศจรรย์แล้วล่ะก็ ผิดถนัด!

เพราะว่า Daemun ถูกทำทารุณกรรมเป็นแค่ทาสของสมาคมมาทั้งชีวิต ความรู้สึกรักตัวเองหรือให้ค่าตัวเองไม่เคยมีอยู่เลย และการใช้พลังก็เป็นเพราะถูกบังคับ คุกคาม และดูถูกมาตลอด ไม่เคยเกิดจากความต้องการของตัวเองเลย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อตื่นมาอีกครั้ง สภาพร่างกายที่อ่อนแอ เพราะหลับไป 6 ปี กับความรู้สึกว่าการที่ Geon ต้องถูกจับไปด้วยเพราะตัวเอง และก็ไม่กล้าใช้พลังหนีในตอนนั้นก็ยิ่งทำให้ความเกลียดตัวเองด้อยค่าไปอีก 

แต่เพราะ Geon ใจเย็นคอยดูแล Daemun อย่างใส่ใจ ก็เลยทำให้ Daemun ยอมเปิดใจ และกล้าเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง ... โดยที่เริ่มรู้แล้วว่าในอดีต นอกเหนือจากการถูกกดข่มว่าเป็นพวกไร้ค่า พลังอ่อนแอมาตลอดในสมาคม ตัวเองก็ถูกใช้ยา และถูกล้างสมองจากประธานสมาคมตั้งแต่เด็กด้วยเหมือนกัน จากความทรงจำที่หายๆ ขาดๆ ไม่ประติดประต่อมาตลอด และทั้งที่มีอายุถึง 27 ปีแล้วก็ยังมีนิสัยหรือวิจารญาณเหมือนเด็กอยู่ 

จริงๆ สภาพการถูก abuse พลังของพวกผู้มีพลังพิเศษ โดยเฉพาะพวกที่พลังตื่นขึ้นมาตั้งแต่เด็กในสภาพครอบครัวด้อยโอกาส/ เด็กกำพร้าเป็นเรื่องปกติ แต่การยกมาเป็นประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ก็ทำให้ Beyond the Door มีจุดเด่นของตัวเองที่ไม่ได้เริ่มจากพลังน่าตื่นเต้นของตัวเอกเหมือนกัน เพราะเริ่มมาตั้งแต่สภาพที่ติดลบ ยิ่งกว่าเป็นศูนย์ ก็เลยเป็นโจทย์ที่ว่าจะดำเนินเรื่องอย่างไรให้คนที่ขี้ขลาดและไม่มั่นใจในตัวเองอย่าง Daemun กล้าใช้พลัง และพัฒนาตัวเองให้ได้ 

เพราะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัว เจ้าตัวอยากควบคุมพลังตัวเองให้ได้ที่จะปกป้องคนที่ตัวเองให้ความสำคัญ ซึ่งก็คือ Geon กับ Ji-eon ได้ ไม่ต้องขดอยู่อย่างหวาดกลัวหลัง Geon ซึ่งเด็กกว่าตัวเองได้อีก และตอนนี้ก็เลยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือช่วงหลังตอนที่ 30-35 แล้วด้วยซ้ำ

กับน่ารักที่จริงๆ แล้ว Geon เป็นพวกไกด์ก้าวร้าว ในแง่ที่ว่าเกลียดเอสเปอร์ทุกคนมาก หรือในแง่นิสัยก็เป็นพวกเย็นชา กำแพงน้ำแข็งมากกับทุกคนในโลก แต่ว่าโอ๋มาก ใจดีมากกับเอสเปอร์ตัวเองคนเดียว ถึงขั้นที่วันแต่ละยุ่งวุ่นวายกับการดูแลตัวเอกตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ตามใจมากเวลาทำอาหารที่ชอบให้เช้าเย็น แต่ก็เข้มงวดเวลาสอนหนังสือให้เหมือนกัน และในแง่นี้ก็ต่างจากเรื่องไกด์อื่นเหมือนกัน เพราะคนที่ก้าวร้าวไม่เปิดมิตรต่อโลก และหวงเอสเปอร์ตัวเองเป็นไกด์แทนที่จะเป็นเอสเปอร์เย็นชา หน้านิ่งเหมือนเรื่องอื่นๆ 

กลายเป็นความฟลัฟที่อยู่กัน เข้าใจกันสองคน เพราะว่าตัว Geon จะจับมือ Daemun ไว้เสมอเพื่อไกด์ให้ Daemun ที่ตื่นตัวและอารมณ์ไม่มั่นคงง่าย และ Daemun ก็แอบอยู่หลัง Geon ให้ Geon เป็นหลักเป็นที่พึ่งตัวเองเหมือนกัน

โดยเฉพาะพอมาใช้ชีวิตใหม่ ก็มีสิ่งหลายสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้ทำ และไม่เคยได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มีคนให้ค่าให้ความสำคัญ ได้นอนบนที่นอนที่มีผ้าห่มอุ่นๆ มีคนจัดงานวันเกิดให้ ที่น่ารักตรงสองพี่น้องถาม Daemun ว่าอยากกินอะไร แล้วพอตอบว่าชอบกินข้าวที่ทำเองที่บ้าน Geon ก็ทำอาหารโปรดของ Daemun เต็มที่ ไม่นับที่พอเจ้าตัวหลับก็แอบไปอบเค้กให้ด้วย Daemun ร้องได้ตอนได้เค้ก แล้วก็เพิ่งเข้าใจว่าวันเกิดเป็นวันที่มีความหมาย ไม่ใช่วันอีกวันในปฎิทินอย่างที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต ฮือ 

และความต้องการเป็นไกด์จับคู่กับเอสเปอร์ก็เริ่มจากตัว Geon เหมือนกันที่การดูแลตัว Daemun รวมถึงการไกด์ผ่านการจับมือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดแวลา จนถึงวันที่ลุกขึ้นมาประกาศว่าจะเป็นไกด์คู่กับ Daemun ก็กลายเป็นเรื่องปกติของเจ้าตัวไป และเมื่อ Geon ออกมาประกาศแบบนั้น ก็เลยทำให้เมื่อเวลาผ่านไป Daemun มีเหตุผลที่จะพัฒนาความสามารถตัวเองเพื่อให้ได้เป็นเอสเปอร์ที่คู่ควรกับ Geon เหมือนกัน 

เริ่มต้นที่เมื่อ Daemun ซื้อของอยู่ในห้างกับ Geon และ Ji-eon มีเหล่าสัตว์ประหลาดอาละวาด และเพราะน้ำหนักตัวที่มากของสัตว์ประหลาดตัวสุดท้ายก็ทำให้พื้นห้างถล่ม Daemun กับ Geon ตกลงมา .... Daemun ก็พยายามใช้พลังเปิดประตูย้ายออกมาอยู่นอกห้าง และเหมือนว่าพลังจะเพิ่มขึ้นเพราะมีเสียงในหัวบอกว่าไม่ต้องใช้สื่ออะไรเลย ตัว Daemun สามารถเปิดประตูได้เลย ต่างจากเดิมที่ต้องมีสื่อในการวาดประตูขึ้นมา 

และเมื่อพัฒนาตัวเองไป มีช่วงที่ขำมาก เพราะว่า Daemun ไปขอคุยกับปู่ของ Geon เพียงลำพังสองคนว่าถ้าตัวเองวัดเกรดออกมาได้สูง ก็จะเข้ากิลด์ของปู่ แต่ขอให้ Geon เป็นไกด์คู่ตัวเอง เพราะเข้าใจว่าการจับคู่กับเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กำหนด และก็ไม่กล้าให้ Geon ฟัง โดยที่ Geon ก็ไม่กล้าโกรธตัว Daemun สุดที่รักของตัวเอง ได้แต่น้อยใจกับหันไปถลึงตาใส่ปู่ก่อนเดินออกไปจากห้อง (และก็ไม่ไหนไกล เป็นการแอบฟังหน้าประตู) แต่พอปู่ได้ยินว่าเป็นเรื่องอะไรก็หัวเราะแล้วเรียก Geon เข้ามาถามความสมัครใจเอง สรุปว่าการอ้อมโลก และการเลี่ยงเจ้าตัวก็ไม่ได้ผลใดๆ 

และคราวนี้ตัว Daemun ที่วัดพลังก็กลายเป็นเอสเปอร์ระดับเอสไปแล้ว ทำให้นักวิจัยที่วัดพลังตื่นเต้นว่าตัว Daemun เป็นเอสเปอร์ที่พลังตื่นตอนที่อายุน้อยที่สุดไม่พอ มาจับคู่กับ Geon ก็กลายเป็นคู่เอสเปอร์ไกด์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกกันไปอีก — แต่จริงๆ ก็แอบสงสัยว่าพลังของตัวเองควรจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพราะรีเกรสกลับมาอย่างที่แนวแฟนตาซีเป็น แต่เป็นเพราะในอดีตถูกพวกสมาคมกดข่มเอาไว้จนพัฒนาความสามารถไปได้ไม่เป็นเต็มที่ 

กับมีอีกประเด็นนึงที่มีเรื่องเล่าในอดีตว่ามีคนที่ทำหน้าที่ gatekeeper ปิดประตูกั้นไม่ให้เหล่าสัตว์ประหลาดออกมาทำลายล้างโลก และก็บอกว่าวันนึงสายเลือดตัวเองก็จะปรากฎออกมา ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็น Daemun นั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อชื่อ Daemun ก็มีความหมายว่าประตูอีก 

แต่ตอนนี้คงต้องพักเรื่องใช้พลังแล้วมาเน้นที่การเติบโตกันก่อน ตอนนี้ Daemun เพิ่งอายุ 15 ปี แล้วก็มีความฝันใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนอย่างที่ชาติที่แล้วไม่เคยได้ทำ 


ปล. ไม่ไหวแล้ว ชอบประโยคนี้มากก ฮืออ  

'잘 자. 나의 에스퍼.' Sleep tight, my Esper. เนี่ยยย

เป็นชะนีที่โดนดาเมจแทนไปเต็มๆ