Showing posts with label doting relationship. Show all posts
Showing posts with label doting relationship. Show all posts

Friday, 20 May 2022

穿到鸟部落后想种田 // I Want to Farm After Crossing to The Bird Tribe

ติดแนว infra + farming โลกบีสต์ออกมาไม่ได้เช่นเดิม! ก็ได้มาจากการเสิร์ชตามหมวดจิ้นเจียงเช่นเคย //อยากเขียนกรีดร้อง แต่รู้ตัวอีกทีเขียนจริงจังมากไปแล้ว เวอร์ชั่นกรีดในทวิตน่าจะดีกว่า กับยาวเว่อร์อีกแล้ว เก็บช่วงกรีดเล็กๆ น้อยๆ ไปอยู่ใน ปล. แล้วกัน



คนเขียน: 月寂烟雨

แนว: โลกบีสต์, ทำฟาร์ม, ก่อสร้าง

ความสัมพันธ์: นักบวช X คนประหลาดในเผ่า (?)

จำนวนตอน: 184 ตอน ( 173 ตอนหลัก  + 11 ตอนพิเศษ) 

ปี: 2021-22

Bai Wu รู้สึกตัวอยู่ในโลกบีสต์ และได้ความทรงจำชาติที่แล้วที่เป็นคนยุคปัจจุบันมา และเมื่อมาอยู่ในโลกบีสต์ เผ่านกของตัวเอง ก็รู้สึกว่าสภาพความเป็นอยู่ตอนนี้ด้อยมาตรฐานเมื่อเทียบกับชาติก่อน และดังนั้นก็เลยอยากจะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตัวเองและครอบครัวให้ดีขึ้น

เริ่มแรกจากที่ในบ้านทำอาหารแล้วกินไม่ลง ก็เลยคิดว่าจะต้องเริ่มจากหาวัตถุดิบมาทำอาหาร และปรุงให้ได้รสชาติแบบที่ตัวเองพึงใจก่อน ก่อนจะตามมาด้วยการสร้างบ้าน แทนที่จะอยู่ในรังที่เป็นกึ่งๆ กองหินเรียงแล้วมีต้นหญ้าและเศษไม้มาคลุมหลังคาอย่างเดิม ยิ่งพอฝนตกหนักแล้วน้ำรั่ว ความมุ่งมั่นอยากสร้างบ้านดีๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

โดยที่โลกบีสต์นี้มีบีสต์ที่แข็งแรง และครึ่งบีสต์ที่อ่อนแอ และบอบบางกว่า แทนที่จะเป็นเพศหญิงตามปกติ และทั้งสองเพศก็แปลงร่างเป็นสัตว์ได้ มีทั้งร่างคน และร่างสัตว์ตามเผ่าตัวเอง และในครอบครัวของ Bai Wu ก็มี Mo พ่อที่เป็นบีสต์แข็งแกร่ง ไม่ค่อยพูด แต่ว่าจริงจัง และรักครอบครัว Chuan พ่อเล็ก (ไม่รู้จะเรียกอย่างไร ขอแปลเองจากคำจีนบวกบริบทแล้วกัน) ที่อ่อนโยน ใจเย็น และพี่ชาย An ที่ร่าเริง เป็นมิตร เป็นครอบครัวหนึ่งบีสต์และสามครึ่งบีสต์ที่อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ อบอุ่น

การที่ Bai Wu ลุกขึ้นมาปฎิวัติทุกอย่างตอนแรกก็ถูกครอบครัวสงสัยพอควร แต่ด้วยความที่ตามใจลูกคนเล็กที่อ่อนแอมาตลอด ทุกคนก็ยอมตามใจ และการทำอาหารครั้งแรกก็จบลงที่อาหารอร่อยที่ทุกคนในครอบครัวชื่นชอบ ... ถึงขนาดที่เวลาทำอาหารแต่ละที พ่อ Mo ก็จะให้ลูกชายทำอาหารเผื่อนักบวชในเผ่าอย่าง Nan Yao และบินเอาไปให้ด้วยความภาคภูมิอีกด้วย

และเมื่อในครอบครัวตามใจลูก (และน้อง) และตัว Bai Wu ทำอาหารออกมาได้ดี คำขอที่ดูเอาแต่ใจแต่ละอย่างของ Bai Wu ก็ได้รับความเห็นชอบจากคนในครอบครัวเหมือนกัน แม้จะไม่เข้าใจลูกและน้องตัวเองก็ตามที ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพืชรสฉุนจัดจนไม่มีใครกินอย่างต้นหอมมาเสียบปลูกไว้เป็นเครื่องปรุงทำกับข้าวที่ข้างบ้าน การขอเลี้ยงแกะที่จับมาเป็นอาหาร รวมไปถึงการขอร้องให้ได้สิทธิการเผาจานชามจากเตาเผาของเผ่าเร็วขึ้น และเป็นการปั้นจาน ชาม ไหจำนวนมากอีก และแม้แต่การที่เจ้าตัวเอาเถาวัลย์และกิ่งไม้มาสานเพื่อไปดักจับปลามาเป็นอาหารในแต่ละวัน เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตัว Bai Wu สรรหาเมนูอาหารแปลกใหม่มาทำเลี้ยงคนในครอบครัวทุกวัน และกว่าจะรู้ตัว มาตรฐานอาหารของบ้านก็แซงหน้าคนอื่นๆ ในเผ่าไปแล้ว

ต่อมา ด้วยความที่ฝนตกทำให้น้ำรั่วจนรังเปียกนอนไม่ได้ ตัว Bai Wu ก็อยากสร้างบ้านขึ้นมาแทนรัง แต่อธิบายบ้านไปก็ไม่มีใครเข้าใจ แถมครอบครัวยังคิดไปว่าอยากสร้างบ้านเพราะมีมีบีสต์ที่ชอบแล้วอยากแยกไปอยู่ด้วยอีกต่างหาก ... เจ้าตัวก็เลยตัดสินใจสร้างบ้านคนเดียวไม่พึ่งครอบครัว 

แต่เพราะแนวคิดแปลกๆ ที่ต่างจากคนในเผ่าก็เลยทำให้ Nan Yao นักบวชที่คอยดูแลคนในเผ่าคอยจับตามอง เพราะไม่แน่ใจว่าความคิดแปลกประหลาดของครึ่งบีสต์อย่าง Bai Wu จะเป็นอันตรายกับคนในเผ่าหรือไม่ แต่เพราะความคิดแหวกแนวนี้ก็ทำให้ตัว Nan Yao อยากรู้ และสนใจตัวสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่ เริ่มตั้งแต่การใช้ไฟเผาหินริมแม่น้ำให้แตกเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อเอามาสร้างบ้านแทนที่จะต้องทุบหินให้แตกอย่างปกติ การเอาทรายมาผสมกับวัตถุหลายๆ อย่างเพื่อสร้าง “กระจก” และกว่าจะรู้ตัว ตัวเองก็มาสังเกตการณ์ และจบที่ลงมือช่วยด้วยอีกแรง จนบ้านที่ Bai Wu สร้างก็เป็นฝีมือของ Nan Yao เกินครึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อความสามารถทางกายภาพของบีสต์ดีกว่าครึ่งบีสต์บวกกับมือไม้ที่แคล่วคล่องของเจ้าตัว 

ระหว่างนี้ การปลูกผักในพื้นที่รอบๆ ก็มี Nan Yao มาช่วยเช่นเดียวกัน ถึงขั้นที่ว่าหลายอย่างที่ Bai Wu ต้องทำทั้งวันหรือหลายวัน เสร็จลงภายในครึ่งวันและวันเดียวด้วยการช่วยเหลือของ Nan Yao เสมอ 

คนในครอบครัวของ Bai Wu ง่วนอยู่กับการล่าสัตว์ และหาของป่า และเมื่อบอกว่าจะมาช่วย Bai Wu สร้างบ้าน ก็พบว่าบ้านเสร็จแล้ว ... และ Bai Wu ก็ให้ทุกคนย้ายมาอยู่ด้วยกัน 

.

.

.

หลักๆ ช่วงแรกๆ ก็เป็นอย่างนี้ เพราะ Bai Wu รู้สึกแปลกแยกจากคนในเผ่า การย้ายออกมาสร้างบ้านไกลออกไปอยู่บนเนินเขา ก็ทำให้เป็นอิสระจากการติดต่อยุ่งเกี่ยวกับคนในเผ่า (ต้องใช้เวลา 40 นาทีในการบินเดินทาง) แต่ว่าก็กลายเป็นเพื่อนบ้านกับ Nan Yao ไปแทน เพราะท่านนักบวชอาศัยอยู่ติดกันบนยอดเขาสูงขึ้นไป 

จริงๆ ชอบเรื่องมากอย่างหนึ่งก็เพราะ ปกติถ้าเป็นแนวบีสต์ทำฟาร์ม ตัวเอกมักจะเป็นสถานะกึ่งนักบวชหรือนักบวช ขณะที่พระเอกจะเป็นหัวหน้าเผ่าหรือนักรบประจำเผ่าตลอด พอมาเจอนักบวชเป็นพระเอกก็รู้สึกแปลกใหม่มาก โดยเฉพาะเมื่อคิดสภาพนักบวชหรือหมอผีประจำเผ่าที่จะอายุมาก คร่ำครึ ... แต่ว่าตัว Nan Yao ตรงกันข้าม เปิดมา คุณพี่นักบวชเหมือนหมอผีประจำเผ่าทั่วไปที่มีความรู้ทางการแพทย์และพืชสมุนไพร และมีคนในเผ่านับถือเลื่อมใส แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว เหมือน Nan Yao อยู่ในสถานะผู้นำทางจิตวิญญาณและที่ปรึกษาด้านวิชาการของเผ่าด้วย และไม่ใช่แค่เผ่านกของ Bai Wu แต่ว่าเป็นเผ่านกหลักทั้ง 9 เผ่าในพื้นที่รอบๆ ตอนที่บรรยายว่านั่งบดสมุนไพรทำยา หรือต้มยาไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ แต่มีลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยให้กับเผ่านกทั้งหลายด้วยนี่สิ .... ตรงที่บรรยายว่าบินมาเจอ Nan Yao สู้กับจระเข้ด้วยมือเปล่าในร่างคน และฉีกจระเข้เป็นชิ้นได้น่าเกรงขามมาก ยิ่งอ่านไปยิ่งเจอว่าเป็นทั้งบีสต์และนักรบที่แข้งแกร่งที่สุดในเก้าเผ่านกอีก (...)

เปิดมา ตัว Nan Yao ก็เป็นผู้ใหญ่ และมีความน่าเชื่อถือ เลื่อมใส ถึงขั้นที่พ่อ Mo ที่เป็นนักรบแกร่งแข็งและเก่งกาจพอที่จะชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าได้ยังนับถือและให้ความเคารพอย่างมาก และเมื่ออยู่กับ Bai Wu ช่วงแรก ความสูงส่งจับต้องไม่ได้ และการนิ่งเฉย สงบเย็นก็เป็นภาพลักษณ์ประจำตัว Nan Yao เหมือนกัน ... การติดต่อมีปฎิสัมพันธ์กับ Nan Yao ทำให้ตัว Bai Wu  ต้องแข็งเกร็งและกังวลใจเสมอ แต่เพราะ Bai Wu สนใจอยากตามหาอาหารและวัตถุดิบแปลกๆ ความรอบรู้และเข้าใจสภาพแวดล้อมและพืชสัตว์ในพื้นที่ก็ทำให้ Nan Yao เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วย Bai Wu ให้ได้ของตามที่ต้องการ โดยที่ตัว Bai Wu ได้พืชอย่างที่ตัวเองอยากได้ และ Nan Yao ก็ได้รู้จักคุณสมบัติของวัตถุดิบที่ Bai Wu รู้จักเหมือนกัน 

หากเมื่ออยู่ด้วยกันเรื่อยๆ สองคนก็เหมือนเป็นคู่หูหาอาหาร หาของ คนนึงเอาทรัพยากร/แหล่งทรัพยากรมาให้ อีกคนก็แปลงร่างทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ ทั้งเป็นอาหาร ทั้งเป็นของใช้ เป็นการเติมเต็มกันโดยที่ Bai Wu รู้สึกว่าตัวเองสามารถจะพูดคุยทุกเรื่องทุกอย่างกับ Nan Yao ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร Nan Yao ก็เข้าใจและพูดภาษาเดียวกับตัวเอง และตัว Nan Yao ก็มีเพื่อนคิดและมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไปเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อ Bai Wu เป็นคนเดียวที่เข้าหา Nan Yao ที่เป็น Nan Yao และไม่กลัวสถานะนักบวชสูงส่งของ Nan Yao ที่ทำให้เจ้าตัวต้องโดดเดี่ยวมาตลอดเลย ... จากที่เกรงใจท่านนักบวชที่อาสาคอยเป็นแรงงานให้ ตอนนี้คือออกปากใช้งานเป็นธรรมชาติแล้ว อย่างพอได้รากบัวมาก็ใช้ให้ Nan Yao ไปขุดดินสร้างบ่อบัวและให้ผันน้ำมาเป็นบ่อบัวอีก

และนั่นก็ทำให้การหวงคนของ Nan Yao เกิดขึ้นมาภายหน้าหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ ชัดที่สุดก็ตอนที่บ้านเสร็จแล้ว บ้าน Bai Wu เลี้ยงคนทั้งเผ่าเพื่อขอบคุณที่คอยช่วยเหลือ และพอมีบีสต์ดึง Bai Wu ออกไปเต้นรำ และมีเสียงร้องชื่นชมจากบีสต์โต๊ะข้างๆ ว่า Bai Wu น่ารัก Nan Yao ที่ได้ยินไม่ว่าอะไร แต่ตะโกนเรียก Bai Wu มาหา แล้วพอคุยกันบอกว่าจะชวนไปเก็บของป่าอีก Bai Wu ที่กำลังตื่นเต้นดีใจก็นั่งลงคุยกับ Nan Yao อย่างจริงจัง .. อยู่ในโลกสองคนถึงขั้นที่หัวหน้าเผ่าที่นั่งอยู่ข้างๆ และพยายามชวนสองคนนี้คุยด้วยแทรกเข้ามาไม่ได้เลย

แน่ชัดว่าทุกครั้งที่ Bai Wu จะออกไปเก็บของป่ากับคนอื่นในช่วงหลัง ตัว Nan Yao ที่รู้ก็จะบอกว่าตัวเองมีทำเลที่ดีกว่า และตัว Bai Wu ก็จะเก็บได้คนเดียวโดยไม่ต้องแย่งกับเหล่าครึ่งบีสต์อื่นที่ไปด้วย หรือไม่ก็หลอกล่อหาของและกิจกรรมที่น่าสนใจกว่ามา และสุดท้าย Bai Wu ก็บินไปไหนมาไหนกับ Nan Yao สองคนตลอดเหมือนกัน 

หรือว่าตอนงานเทศกาล Bai Wu ที่ถูกพี่ชายและเพื่อนพี่ชายจับแต่งตัวเต็มยศก็มีคนเข้ามาคุยด้วยตลอด และพอถูก Nan Yao ช่วยออกไปได้ และชมว่าแต่งตัวแบบนี้เหมาะดี (ในแง่ว่าอยากให้แต่งอีก) พอ Bai Wu บ่นว่าอึดอัด และมีแต่คนเดินเข้ามา Nan Yao ก็กลับลำแล้วบอกว่างั้นอยากถอดเครื่องประทับทั้งหลายออกไหม เดี๋ยวจะช่วย ... ไม่นับว่านัดแนะตอนจะกลับบ้านว่าให้กลับด้วยกัน และปฎิเสธเสียงเย็นชากับบีสต์ที่อาสาไปส่ง Bai Wu ที่บ้านอีก 

ทั้งไปเก็บของป่าด้วยกัน ทั้งช่วยกันทำไร่ และรับส่งกันขนาดนี้ พี่ชายก็สังเกตเห็น และเข้าใจไปแล้วว่าสองคนนี้ชอบพอกัน (ถึงแม้ว่าตอนนั้นความรู้สึกยังไม่สุกงอมก็ตามที) และก็น่ารักที่พอ Bai Wu ขอครอบครัวว่าจะเดินทางไปเผ่านกอื่นกับ Nan Yao เพื่อสำรวจและหาของป่าเป็นเวลาหลายวัน พ่อก็ออกปากห้าม ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากให้ไปรบกวนท่านนักบวช แม้ว่าพ่อเล็กจะบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะห้ามสองคนนี้คบหากันเหรอ? กลายเป็นว่าทุกคนยกเว้นพ่อ Mo เห็นและเข้าใจ ... และสุดท้ายก็กลายเป็นว่าตัวพ่อที่มองท่านนักบวชอย่างเคารพมาตลอดไม่เคยคิดเลยว่า Nan Yao จะมาชอบลูกตัวเอง กว่าจะรู้ว่ามิตรภาพของสองคนเปลี่ยนไปเป็นความรักก็อีกนาน  

ซึ่งสองคนก็ความรู้สึกช้าด้วยเหมือนกัน (อย่างน้อยก็กับตัว Bai Wu) เพราะไม่ได้มองว่าสัมพันธภาพของตัวเองและ Nan Yao จะไปในทางคนรักเลย รู้แต่ว่าพอมีคนบาดเจ็บมารักษาที่บ้าน Nan Yao ก็รู้สึกอึดอัดว่าไม่ได้อยู่กับ Nan Yao สองคนแล้ว แต่มีคนอื่นมาอยู่ด้วย และพอ Nan Yao หายไปเพื่อเอาคนเจ็บเผ่าอื่นไปส่งคืน เจ้าตัวก็คิดถึง Nan Yao อยู่ตลอดด้วย และพอ Nan Yao กลับมาสิ่งแรกที่ทำก็คือพุ่งไปหา Bai Wu ที่พูดออกมาว่าคิดถึง และ Nan Yao ก็บอกว่ารู้สึกแบบเดียวกัน และที่รีบเอาสองคนไปส่งคืนเผ่าก็เพื่อจะได้อยู่กับ Bai Wu สบายๆ กันสองคนต่อ 

ไม่นับว่าตอนเอาอาหารไปให้ Nan Yao ที่บ้านตอนมีคนบาดเจ็บมารักษาตัวอยู่ด้วย พอ Bai Wu เอาอาหารไปเลี้ยงคนอื่นด้วย ตัว Nan Yao ก็หงุดหงิดอยากอาละวาด แต่พออีกคนมากระซิบว่าใส่เนื้อเค็มตากแห้งให้เป็นพิเศษนะ และใส่ชีสให้เยอะมาก คุณพี่ที่เหลือบไปมองอาหารในจานบีสต์แล้วกลับมามองเนื้อชิ้นยักษ์ในจานตัวเองก็หายโมโหไปได้ ตรงที่คิดว่าอาหารของคนอื่นเป็นแค่ lower-end versionใจร้ายมาก

ชอบที่สองคนรักกันเพราะเริ่มจากเพื่อนและรู้จักเข้าใจอีกคนก่อน เป็นการเติมเต็มกันและกัน ท่านนักบวชตำแหน่งสูงส่งไม่มีใครกล้าเข้าหา อีกคนก็เป็นครึ่งบีสต์ความคิดแปลก และแปลกแยกจากเผ่า พอสองคนมาอยู่ด้วยกันก็รู้ใจเข้าใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ พึ่งพากันและยึดติดอีกฝ่าย เหมือนคบหากันแล้วโดยที่ต่างคนต่างไม่รู้ตัว น่ารักมากตอนที่ Bai Wu เมาแล้วเล่าเรื่องตัวเองให้อีกคนฟังทั้งหมด และสารภาพว่ามีความทรงจำที่เคยอาศัยอยู่โลกอื่น แล้วก็ถามว่าตัว Nan Yao มีความลับอะไรมาบอกบ้างไหม พอ Nan Yao บอกว่านักบวชมีคู่ได้นะ (บอกเป็นนัยมากพี่) Bai Wu ก็ถามกลับว่าถ้าอยู่ด้วยกันแล้วปิดกั้นโอกาส Nan Yao จากคนที่มาชอบหรือเปล่า ซึ่งคุณพี่ก็ตอบไปว่า "Besides you, who else can I be a partner with?" Nan Yao glanced at him, "I guess in all my heart, you are my backup partner." ชัดมากว่าไม่ต้องการใครอีกแล้ว แค่ Bai Wu เพียงคนเดียว

หลังจากนั้น Bai Wu ก็คิดหนัก พอคิดว่าถ้าอยู่ด้วยกัน ตัว Bai Wu จะทำให้ Nan Yao ถูกคนอื่นมองไม่ดีหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อมีคนมาชอบ Nan Yao ก็ตั้งมาก หาก Nan Yao ก็ตอบไปว่า ไม่มีใครที่ชอบตัวเองจริงๆ ทุกคนหลงรักนักบวชที่แต่ละคนคิดว่าเป็น มีแค่ตัวเอกคนเดียวที่รัก Nan Yao ไม่ใช่นักบวช ตรงนี้น่ารักมากกก

ตอนเปิดตัวก็น่ารักเหมือนกัน เพราะว่าสองคนไม่มีใครอยากพูดอะไรเองให้คนอื่นรู้ An ก็เลยอาสาเป็นคนกระจายข่าวกลายๆ ผ่านผองเพื่อนที่มี และข่าวที่ว่าท่านนักบวชกำลังมีความรักแพร่สะบัดไปทั่วเผ่านกทั้ง 9 เผ่าก็ไปเร็วมาก และไกลมาก ถึงขั้นออกไปนอกเผ่านก ไปถึงเผ่าอื่นอื่นอย่างเผ่าสิงโตด้วยแล้ว ซึ่งมีทั้งหลายคนที่ไม่รู้ แล้วก็มีหลายคนที่คิดว่าว่าแล้ว ชัดเจนกันขนาดนี้มาตลอด

พอเปิดตัวแน่นอนว่าคนที่มีปฎิกิริยาที่สุดก็คือพ่อสองคน แต่ตอนค่อยๆ ปรับตัวว่าไม่ใช่ท่านนักบวชผู้สูงส่งแต่ว่าเป็นคนรักลูกชาย และกลายเป็นสมาชิกในครอบครัวน่ารักดี ...แต่สงสารพ่อ Mo นิดนึงที่เหงาว่าถึงเวลาจัดการกับปลาตัวใหญ่ ปกติพ่อ Mo เป็นคนลงมือจัดการ ลูกไม่เรียกให้ไปช่วยแล้ว ให้คนรักทำให้แทน ก็ต้องปรับตัวเข้าหากันไป ตอนที่ Bai Wu แตกตื่นว่า Nan Yao ขานเรียกพ่อ Chuan ตัวเองว่าพ่อเต็มปากเต็มคำน่ารักมาก เพราะพอคิดว่าคนในเผ่าจะได้ยิน Nan Yao เปลี่ยนคำเรียกไปแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าทำหน้าอย่างไรเหมือนกัน แต่คิดอีกแง่คือจากแรงงานเถื่อนหลบๆ ซ่อนๆ ที่ถ้าพ่อรู้จะถูกตำหนิว่าทำไมกล้าใช้งานท่านนักบวชก็กลายเป็นว่าท่านนักบวชกลายเป็นแรงงานชอบธรรมและถูกกฎหมายไปแล้ว มีอะไรก็ยุ่งวุ่นวายกันสองคน (หรือบางทีก็รวมพี่ และทั้งครอบครัว) ชัดว่า Nan Yao ช่างเป็นแรงงานชั้นดีที่ทำงานเร็ว และแรงเยอะ ให้ทำอะไรก็ทำได้ 

อยู่กันสองคนทำโน่นทำนี่กันตลอดเวลาจริงๆ  เห็นดอกกุหลาบป่าก็ไปเก็บดอกไม้มากะมาสกัดเอาน้ำมันไปทำสบู่หอมแล้ว พอคนในบ้านกลับมา คำแรกที่ทักก็คือ ประดิษฐ์อะไรกันอีกแล้ว คือสองคนนี่อยู่ว่างไม่ได้เลย ต้องมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มาทดลองกันตลอด Bai Wu คิด ท่านนักบวชก็ตามใจทำจริงจังไปด้วยกันทุกครั้งไป พอบอกว่าทำสบู่เหมือนเดิม แต่อัพเกรดขึ้นมาเพื่อดูดเงินพ่อค้าเร่เผ่าหงส์ กะทำเป็นสีสันสวยงาม เทพิมพ์แกะสลักรูปดอกกุหลาบ แล้วก็มีกล่องไม้ลายกุหลาบให้ด้วย ไม่นับกล่องลายใบไม้ และลายลูกแกะสำหรับสบู่กลิ่นอื่นอีก ก็ถูกพ่อ Chuan ทักว่าไม่รู้ล่ะว่าฝั่งนั้นเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ก็คือคงดูดเงินจากกระเป๋าคนในเผ่ากันเองก่อนแน่นอน ... ซึ่งก็จริง สบู่ฮิตมาก ไม่ต้องไปไหน แค่กับใน 9 เผ่าก่อน ทุกคนเอาทุกอย่างที่มีในบ้านมาแลกแล้วนะ ครอบครัวนี้ล่ำซ่ำขึ้นเรื่อยๆ เลย ยิ่งหลังๆ ถึงขั้นเปิดร้านขายของในเผ่าอีก

แต่จริงๆ ที่สองคนเข้าคู่กันได้อีกอย่างก็คือขยันมากทั้งคู่ ไม่คิดจะหยุดพักกันเลย คนนึงมีงานในมืออีกคนก็มาช่วยทำ ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าเสร็จแต่ว่าช่วยคิดช่วยแก้ไขปัญหาให้ด้วย เป็นคู่รักจอมขยันและวิชาการจริงๆ อย่างออกไปแต่เช้าขุดมันฝรั่งทั้งไร่กลับมา พอ Bai Wu บอกว่าให้ทุกคนพัก จะเข้าครัวไปทำอาหารมาเลี้ยงทั้งครอบครัว Nan Yao ก็เดินตามเข้าครัวไปช่วย กลายเป็นว่าช่วยกันคิดทำโน่นนี่นั่นตลอดเวลา ได้ของอะไรมาใหม่ก็หาวิธีใช้ประโยชน์ หรือมีปัญหาก็พยายามหาเครื่องมือมาอำนวยความสะดวก พอเห็นสองคนสุมหัวกัน ตอนแรกในบ้านก็จะถามว่า คิดจะทำอะไรอีกแล้วเหรอ แต่พอนานๆ ไป ก็กลายเป็นคนเผ่านกทั้งหลายก็รู้ แล้วก็ถามแบบเดียวกันว่า ประดิษฐ์อะไรใหม่อีกแล้วเหรอ และก็กลายเป็นว่าไม่ถามเฉยๆ แต่เสนอตัวอย่างออกนอกหน้าที่จะมาช่วยงาน ไม่ว่าจะทั้งในรูปแบบแรงงาน หรือสิ่งของ โดยไม่สนใจว่าจะทำอะไรกัน เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทั้งสองคนทำต้องเป็นของดีแน่นอน และการออกตัวช่วยงานก่อนก็ทำให้ได้ความรู้นั้นก่อนใคร

ชอบเรื่องนี้มากอีกอย่างที่ทุกคนมีทัศนคติดีบวกมาก เพราะว่าตัว Bai Wu อยากได้อาหารอร่อย อยู่สบาย และมีความมั่นคงทางอาหาร นอกจากจะไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะต้องอดในหน้าหนาว ก็อยากกินอาหารอย่างที่เคยกินในโลกปัจจุบัน และนั่นก็ทำให้เจ้าตัวมุ่งมั่นที่จะตามล่าหาพันธุ์พืชทั้งหลายมาปลูกในพื้นที่ตัวเองและเอามาทำเครื่องปรุงและทำอาหารอย่างที่อยากกิน ก็เลยเป็นว่าทั้งครอบครัว (และ Nan Yao) ก็ต้องมาง่วนช่วย Bai Wu ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และทำงานอื่นๆ ตามที่ Bai Wu จะคิดได้ด้วย และตัว Bai Wu ก็รู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องมาเหนื่อยกับตัวเอง ทั้งที่ตามมาตรฐานโลกบีสต์แค่ล่าสัตว์หรือเก็บของป่าวันละสองสามชั่วโมงก็พอแล้ว แต่บ้านนี้เวลาที่จะพักผ่อนสบายๆ กลับต้องมาทำงานหนัก แต่พอบอกกับพี่ชายว่าทำให้ทุกคนต้องมาทำงานหนัก ตัวพี่ก็บอกว่า “แล้วบ้านอื่นมีกินแบบบ้านเราไหม ถึงจะทำงานหนักกว่าคนอื่น เราก็กินดีกว่าคนอื่นมาตลอด” ซึ่งตอนนั้น บ้านนี้ก็เป็นบ้านเดียวจากทั้งเผ่าที่มีนมแกะกิน กลายเป็นของฟุ่มเฟือยที่แม้แต่เพื่อนๆ ของ An ก็ยังติดใจ ไม่นับอาหารพิเศษอื่นๆ ทั้งที่เป็นอาหารมื้อหลัก และอาหารมื้อย่อยอีก ทั้งทำชีส โยเกิร์ต เค้กไข่ ชานมไข่มุก แซนด์วิช ฟราย น้ำสลัด ลูกกวาด และอื่นๆ อีกมาก ถึงขั้นที่เวลาเพื่อนพี่ชายมา ก็จะถอนใจแล้วบอกว่าอยากให้ที่บ้านเลี้ยงวัวบ้าง หรือว่าอยากมีแป้งมาทำอาหารแบบบ้าน An บ้าง

กับอีกตอน Bai Wu Nan Yao เอาวัวกลับมาบ้านบอกว่าอยู่คอกในไร่ไม่ไหวเพราะหนาวมาก จะสร้างคอกติดกับครัวให้ พ่อก็ลุกขึ้นมาทันทีบอกว่าจะลงมือสร้างคอกให้เลย แล้วพี่ชายก็บอกว่าจะวิ่งไปช่วยดูหมูกับแกะด้วย ทุกคนน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกแล้ว ไม่มีใครคิดอยู่เฉยหรือดูดายเลย

หรือด้วยความที่อาหารของครอบครัวเป็นที่โด่งดังเลื่องลือในหมู่เผ่านกทั้ง 9 เผ่าหลัก จะเอาไปขายในงานเทศกาลลิสต์ของที่ขายได้ก็มาเป็นสิบเพราะทุกอย่างในบ้านอร่อยหมด มีกัน 5 คนแต่เหมือนเป็นสายผลิตของส่งซุปเปอร์ที่ผลิตได้ทั้งของกินและของใช้ และตอนออกงานทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือมาก หลังจากที่ตั้งแผงแล้วของหมดไปแล้ว 1/3 ทันที พ่อ Mo ก็อาสาบินกลับไปเอาของเพิ่มที่บ้าน ตัว Bai Wu อาศัยความดังส่วนตัวเรียกลูกค้า พี่ชายช่วยพูดโฆษณาขายของ พ่อ Chuan หยิบของในตะกร้าออกมาเรียง มีถ้วยเล็กๆ ให้หยิบลองชิม แล้ว Nan Yao ก็หั่นเป็ดเป็นชิ้นให้ลองชิมต่อ ทำงานเป็นหมู่คณะน่ารักจริงๆ

นอกจากนี้ ทุกคนที่ได้รับความช่วยเหลือจาก Bai Wu และครอบครัว Bai Wu ก็ไม่มีใครที่คิดจะเอาเปรียบได้ความช่วยเหลือและของเปล่าๆ เหมือนกัน ถ้าได้อะไรไป ทุกคนก็จะเอามาตอบแทนในปริมาณที่เยอะกว่าด้วยซ้ำ เพราะให้คำปรึกษา ถ่ายทอดความรู้ให้กับเผ่าอื่นๆ คนจากเผ่าอื่นก็เลยเอาของมาให้ และพอพวก Bai Wu เกรงใจให้กลับไปอีกรอบ ทุกคนที่ให้ของมาก็เปลี่ยนวิธีเป็นเอาอาหารสัตว์มาให้แทน จะได้ไม่ต้องรับของกลับไป น่ารักที่สุดท้ายก็ต้องรับไว้ เพราะไม่งั้นทุกคนจะใช้วิธีเอาหญ้าและฟางไปวางทิ้งให้เงียบๆ ที่หุบเขาเลี้ยงสัตว์ โดยไม่บอกว่าใครเป็นคนเอามา

ชอบอีกอย่างที่ Bai Wu เริ่มจากเป็นคนชายขอบของเผ่า ในแง่ที่ว่าคิดแปลก เห็นแปลก และเข้ากับใครไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำก็เพราะอยากให้ตัวเองอยู่สุขสบายเท่านั้น แต่ก็กลายเป็นว่าช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเผ่าตัวเองไปโดยปริยาย เพราะว่ารู้สึกว่าใส่หนังสัตว์แล้วร้อน ขึ้นผื่นแดงก็คิดอยากเอาทอผ้าเพื่อจะเครื่องนุ่งห่มที่สบายขึ้น และเพราะออกแบบมาดี ใส่แล้วสบายและดูดี พี่ชายที่ลองใส่ก็ตื่นเต้นเอาไปอวดเพื่อนเหมือนกัน และกว่าจะรู้ตัว เหล่าครึ่งบีสต์เกือบทั้งเผ่าก็ได้ลองชุดกันหมดแล้ว กลายเป็นทุกคนลุกขึ้นมาทอผ้าแล้วตัดเย็บเสื้อผ้าที่อิงมาจากชุดของ Bai Wu กัน และเพราะมีคนบ่นว่าอยากได้สีสันแทนที่จะเป็นสีเนื้อผ้าเลย Bai Wu ก็หาลูกไม้มาช่วยทุกคนย้อมผ้าเป็นสีๆ ได้สมใจ .... กลายเป็นที่นิยมในเผ่ามากถึงขั้นที่เผ่านกรอบนอกก็สนใจ ถึงขั้นที่ Nan Yao (ในตอนที่ยังไม่สนิทกัน) ต้องมาเป็นคนกลางเพื่อเจรจาให้ Bai Wu ช่วยสอนหัวหน้าเผ่าอีก 8 เผ่าทอผ้าและย้อมผ้าแลกกับหนังสัตว์ที่ทางโน้นจะให้ตอบแทนค่าความรู้ด้วย 

และเพราะความรู้ทางสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็ทำให้ Bai Wu เป็นที่รู้จักและนับถือมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกที่ Bai Wu สร้างบ้าน ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่เพราะมาเห็นกับตาว่าอยู่สบาย ทุกคนในเผ่าก็เริ่มอยากมีบ้านแบบ Bai Wu บ้าง ซึ่งเมื่อตัว Bai Wu เริ่มติดต่อกับเผ่านกอื่น และเผ่าสัตว์อื่น ชื่อเสียงของบ้านก็ไปก่อนตัวแล้ว ทุกคนเคยได้ยินและรู้ว่า Bai Wu มีบ้านที่สวยงามและพิเศษกว่าใครก่อนเจอตัว Bai Wu อีก ... และในฐานะที่เป็นเจ้าของวิทยาการ ทุกคนก็เข้ามาหาตัว Bai Wu เพื่อขอความรู้และคำปรึกษาเหมือนกัน 

และเพราะตัว Bai Wu เดินทางไปไหนมาไหนกับ Nan Yao อยู่เสมอ เมื่อ Nan Yao เจอปัญหา ก็มี Bai Wu คอยช่วยเหลือและให้ปรึกษาที่ต่างไปจากมุมมองของ Nan Yao เหมือนกัน ... ในตอนแรกหัวหน้าเผ่าและคนที่ได้ยินก็หันไปหา Nan Yao ทุกครั้ง และคำตอบของ Nan Yao ก็คือ “ให้ทำตาม Bai Wu บอก” จนพอผ่านไปนานๆ ความศรัทธาและความนับถือที่มีต่อ Bai Wu ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่ Nan Yao ได้รับเหมือนกัน ถึงขั้นที่มีคำเรียก 大 นำหน้าชื่อที่เหมือนกับ Elder ... ถึงขั้นที่พอ Nan Yao ต้องไปอวยพรให้ไข่ (เด็กๆ ที่ยังไม่ฟักออกจากไข่) ในเผ่า ตัว Bai Wu ก็ถูกคาดหวังว่าจะให้เขียนคำอวยพรต่อจาก Nan Yao ด้วย และหลังจากนั้น หัวหน้าเผ่าก็มาหา Bai Wu บอกว่าให้ช่วยฝากดูแลไข่ในเผ่าให้ด้วย เพราะพ่อแม่เด็กหวังว่าถ้าอยู่กับนักปราชญ์อย่าง Bai Wu กับนักบวชอย่าง Nan Yao เด็กๆ ที่ได้ยินได้ฟังสองคนนี้คุยกัน ก็จะออกมาก็จะฉลาดและรอบรู้เหมือนสองคนด้วย และพอเผ่านกอีก 8 เผ่ารู้ ทุกคนก็หอบไข่มาให้ตัว Bai Wu ช่วยเลี้ยงเหมือนกัน 

กลายเป็นสถานะขึ้นมาเสมอกันกับ Nan Yao ในที่สุด คนหนึ่งเป็นนักบวช คนหนึ่งเป็นนักปราชญ์อยู่ด้วยกัน ... ตอนที่พี่ชายปลื้มว่าน้องตัวเองมีคำนำหน้าว่า 大 โดยที่ไม่คิดอิจฉาหรือคัดค้านอะไร และในเผ่าเองก็ดีใจและปลื้มใจด้วยว่าคนในเผ่าได้รับการเคารพจากเผ่านกๆ อื่นด้วย  

ในแง่หนึ่งการที่ทั้ง 9 เผ่าเคารพและเชื่อถือ Nan Yao กับ Bai Wu ก็ทำให้เผ่านกในปกครองของ Nan Yao จากที่เคยอยู่ห่างๆ เป็นแค่เพื่อนบ้านกัน กลายมาเป็นพันธมิตรกันไปด้วย เพราะเมื่อมีอะไร สองคนก็จะเรียกทั้ง 9 เผ่ามาคุยและหารือ โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาอะไรก็จะช่วยกันแก้ และเมื่อมีสิ่งประดิษฐ์อะไรใหม่ทุกคนก็จะช่วยกันลงมือสร้าง ทั้งแบ่งปันสิ่งของและช่วยเหลือกันโดยมีทั้งสองเป็นศูนย์กลางและกาวยึดประสานทุกคน ไม่ใช่แค่ bird tribe ต่างคนต่างอยู่ 9 เผ่า แต่กลายเป็น bird clan ที่รวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

กับการดำเนินเรื่องไม่เกินจริง เรื่องนี้ไม่มีระบบ และไม่มีความทะเยอะทะยาน เป็นแค่ความปรารถนาของ Bai Wu ที่จะอยู่สบายเท่านั้น อยากแค่กินอิ่มนอนอุ่น แต่เพราะความอยู่สบายของ Bai Wu ชัดและแตกต่างจากคนอื่นมาก ทำให้ทุกคนต้องการที่จะได้ความสบายอย่าง Bai Wu และครอบครัวด้วยเหมือนกัน และการคิดที่จะสร้างสิ่งต่างๆ ของเจ้าตัวก็เกิดขึ้นอย่างกระทันหันและเป็นธรรมชาติ อย่างเช่นหนังสัตว์ใส่แล้วไม่สบายอยากได้ผ้า อาบน้ำแล้วรู้สึกตัวไม่สะอาดก็คิดสบู่ขึ้นมาใช้ เห็นหมาป่าที่ที่บ้านเลี้ยงไว้ตัวใหญ่ ก็คิดจะทำลากเลื่อนขึ้นมาให้สองตัวช่วยกันลาก เกิดเป็นเลื่อนตามสถานการณ์ตรงหน้า เป็นเรื่อง slices of life ที่ไปเรื่อยๆ สบายๆ หากแต่เห็นความแตกต่างในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของทั้งครอบครัวและทั้งเก้าเผ่าเมื่อเวลาผ่านไป และสภาพสังคมก็เปลี่ยนจากนักล่าและหาของป่าเป็นการทำกสิกรรมด้วย

ชอบตัว Nan Yao อีกอย่างที่จริงจังและเข้มงวดกับหน้าที่ของตัวเองมาก อย่างที่วันที่หิมะตกหนักโดยไม่มีสัญญาณเตือนบ่วงหน้า แทนที่จะอยู่ในบ้านอบอุ่นสบายก็ฝ่าพายุหิมะไปดูคนในเผ่า อย่างที่หนังสือบรรยายว่า การที่ Nan Yao ได้รับความเคารพอย่างสูงไม่ใช่เพราะตัวตนในฐานะนักบวช แต่เป็นเพราะการกระทำของ Nan Yao เอง และน่ารักที่เพราะสองคนเตือนให้ทั้งเก้าเผ่ารับมือกับหน้าหนาวที่จะมาเร็วและรุนแรงกว่าปีอื่นอยู่ตลอด ก็กลายเป็นทุกคนในเก้าเผ่าช่วยกันเตรียมตัวรับมือ โดยเฉพาะการทำไร่นาตามแบบ Bai Wu การเก็บตุนขนสัตว์ ถ่าน ฟืน โดยเฉพาะพวกที่สร้างบ้าน และโดยเฉพาะสร้างเตาเตียงตามแบบทั้งสองคน และสุดท้ายหน้าหนาวก็ผ่านไปโดยไม่มีคนอดตายหรือหนาวตายเลย วิกฤตที่ดูน่ากลัวตอนแรกก็คลี่คลายไปง่ายกว่าที่กังวลไว้เยอะ

สารภาพว่าตอนแรกกะข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว เพราะว่าชอบอ่านเรื่องบีสต์ตระกูลเสือสิงโตมากกว่า เห็นเป็นนกก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร ยิ่งเห็นปกเห็นคำโปรยก็ไม่แน่ใจด้วย ซึ่งสุดท้ายก็พิสูจน์ให้เห็นอีกหนว่าชื่อเรื่อง ปก และคำโปรยใดๆ ในจิ้นเจียงเชื่อถือไม่ได้เลย จะอาศัยแรงค์ก็ลำบากอีก เพราะเป็นแนวเฉพาะ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับที่ลองอ่านเองจริงๆ และก็ดีใจที่ลองอ่านแล้วได้อ่านจริงจังนะคะ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้ A++ ไปอีกเรื่อง ตอนนี้ติด Top 3 อยู่กับ 带着游戏面板穿越原始 // Crossing to the Primitive กับ 位面交易之原始世界 // The Primitive World of Planar Trading อีกเรื่อง แล้วก็เป็น Top 3 ในแง่ที่เกือบจะคะแนนเท่ากันด้วย เพราะจุดดีจุดแข็งแต่ละเรื่องต่างกันไปเลย (แม้ว่าเรื่องแรกจะชนะกว่าใครเพื่อนก็ตาม)

กับดีใจที่ช่วงนี้เจอแนวสร้างเผ่าที่สนุกเกือบหมด แล้วคนเขียนเรื่องนี้ก็เป็นสายเขียนแนวทำฟาร์มสร้างเผ่าด้วยก็จะตะลุยอ่านไปทีละเรื่องนะคะ ตอนนี้อ่าน 兽世种江山 // The World of Beasts Breeds the Country อยู่ ชอบเวลาอ่านเรื่องคนเขียนคนเดียวกันแล้วเห็นสูตรตามตัวของคนเขียนมาก 


ปล.

1. Nan Yao เป็นผู้ชายหน้านิ่ง .... ที่ช่วงหลังเริ่มไม่นิ่งแล้วเท่าไหร่ แต่ที่เหมือนเดิมคือ with a smile in his eyes น่ารักก หรือฉันจะแพ้แนวนี้มากกว่า large dog นะคะ แต่หลังๆ สองคน tacit understanding ตลอดเวลา มองตาก็รู้ใจใช่ไหมคุณๆ

ตอนที่ Bai Wu เล่นกับหมาป่าสองตัว แล้วลูบตัวบอกว่าขนนิ่ม จับหูหมาพับเล่น หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวจน Nan Yao หันมามอง แล้วบอกว่าตัวเองในร่างบีสต์นกก็ขนนิ่มกว่าอีกนะ ดูเป็นพวกขี้อิจฉาแบบงงๆ มาก ผิดภาพนักบวชเคร่งขรึมแบบที่โผล่มาในตอนแรกเลย ตอนที่ไปทะเล แล้วเจอปลาหมึกที่ไม่เคยมาก่อน แล้ว Bai Wu ตื่นเต้นอยากกิน จน Nan Yao มองหน้า Bai Wu สลับกับการจ้องปลาหมึก ในแง่ว่าสัตว์หน้าตาแบบนี้กินได้ด้วยเหรอ ทำไมดูอยากกินก็ขำดี 

ช่วงแรกๆ ยังไม่สนิทกัน เวลาคุณพี่ Nan Yao มาช่วยหรือให้ของ ทาง Bai Wu ที่เกรงใจก็พยายามเอาของที่มี กับอาหารไปตอบแทนเหมือนกัน แต่ว่าทางนั้นก็มักจะไม่ยอมรับ ด้วยประโยคว่า ไม่จำเป็น ให้เก็บไว้เอง แต่พออยู่ด้วยกัน พอจะไปจับปูบ้าง ปลาบ้าง คุณพี่ไม่เคยออกปากว่าตัวเองอยากกินนะ แต่ว่าเห็นได้ว่าความเร็วในการจับสัตว์เวลาอีกคนบอกว่าจะเอาไปทำอาหารอะไรกินตอนเย็นเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา กับถ้ามาดูตอนกิน จะพบว่าท่าสวยสง่างาม แต่ว่าสปีดในการคีบตะเกียบ ตักของเข้าปากก็เร็วชนะเลิศด้วยเถอะ

มีอยู่ตอนนึง Bai Wu จ้องเครื่องประดับจากพ่อค้าเร่เผ่าหงส์เขม็งมาก Nan Yao เลยบอกว่าถ้าชอบเครื่องประดับจะเอาของมาแลกไหม แต่ว่าคนฟังเป็นพวก utilitarian ที่ตอบกลับไปว่าที่จ้องเครื่องประทับ เพราะคิดว่าในอนาคตเราน่าจะทำเครื่องประดับแบบนี้แล้วเอาไปขายกันได้ รับรองว่าฝีมือและการออกแบบดีกว่าที่เห็นกันอยู่อีกนะ และ Nan Yao ก็พยักหน้าเห็นด้วย เค้าก็เข้ากันได้ในแบบของเค้าเนาะ

เวลาสองคนปรึกษากันก็ถกลงประเด็นลึกชนิดที่หัวหน้าเผ่าอื่นมาฟังแล้วก็งงเหมือนกัน พูดอะไรกัน ศัพท์ยาก ประเด็นงง แถมที่สำคัญยังมีภาษากายที่รู้กันสองคนเพิ่มอีก ถ้าไม่ใช่ Nan Yao ก็ไม่มีใครเข้าใจ Bai Wu ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ Bai Wu ตัว Nan Yao ก็ไม่สนใจใครเหมือนกัน

ก่อนจะมาเป็นสมาชิกในบ้านอย่างชอบธรรม ก็คิดไปก่อนนานแล้วว่าสมาชิกในบ้านมี 5 คน เพราะท่านนักบวชเริ่มมาอยู่สิงด้วยเรื่อยๆ เป็นระยะๆ แล้ว ตอนที่ทั้งครอบครัวเดินไปที่เลือกหมูเพื่อเอามากินแล้วให้ช่วยโหวตขำมาก เพราะว่าพี่ชายเลือกตัว พ่อ Chuan เลือกอีกตัว แล้วตัว Bai Wu เข้าข้างพี่ ตัวพ่อ Mo เข้าข้างพ่อเล็ก สุดท้าย สมาชิกคนที่ห้าอย่าง Nan Yao ก็ต้องเป็นคนโหวตปิดเลือกตัวหมูที่อ้วนสุดและโตสุดมากิน และเจ้าตัวก็เข้าข้าง Bai Wu และทำให้พ่อ Mo มองว่า Nan Yao เลือกแบบโกงเข้าข้าง Bai Wu

ตอนที่ยังไม่สนิทกันมาก แล้วบ้าน Bai Wu บอกว่าจะเลี้ยงทั้งเผ่า ตัว Nan Yao ที่กลัวว่าอาหารจะไม่พอ ก็ไปจับจระเข้มาเป็นเนื้อเพิ่มให้ ตอนบอก Bai Wu ก่อนหน้าไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอกลับบ้านไปแล้วพี่ชายบอกว่าท่านนักบวชเอาจระเข้มาให้ดูอลังการดี เพราะจระเข้ยักษ์ตัวใหญ่สี่หน้าเมตรขวางเต็มหน้าบ้าน และก็ดูเป็นสัตว์ร้ายอันตรายจน Bai Wu ต้องระวังจนพี่บอกว่า Nan Yao ถอนฟันจระเข้ออกไปหมดแล้วนั่นแหละ 

ชอบประโยคนี้มาก 

“The priest gives you a crocodile!”

ก่อนเปิดตัว ด้วยความที่ท่านนักบวชไม่สุงสิงกับใครก็ไม่มีใครรู้เลยว่าจริงๆ แล้วมาหมกตัวตัวติดอยู่กับ Bai Wu แถมยังเป็นแรงงานชั้นดีที่ทำงานอย่างตั้งใจ รวดเร็ว และที่สำคัญสมัครใจทำอีกต่างหาก (ชนิดที่หลายครั้งถ้าบินมาเจอ Bai Wu ทำงานวุ่นวายอยู่คนเดียวก็จะบ่นว่าทำไมไม่เรียกมาช่วยด้วยซ้ำ) อย่างตอนที่เลี้ยงตอบแทนคนในเผ่าที่คอยช่วย พอคุณพี่ Nan Yao มา แล้วอาสาผสมถูก Bai Wu ใช้ให้ถือโหลน้ำจิ้มออกไปข้างนอก พ่อ Mo ก็มาบ่นว่าใช้งานนักบวชได้อย่างไร ไม่ได้รู้เลยว่านี่คือแรงงานหลักตอนสร้างบ้าน แล้วแรงงานหลักก็ไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มีสถานะสูงกว่าหัวหน้าเผ่าอีก 

หรือตอนทำเค้กแล้ว พ่อ Chuan กลับมาบ้าน เจอสองพี่น้องนั่งยองๆ เกาะหน้าเตาอบน้ำลายสออยู่ เห็นว่าท่านนักบวชถูกใช้แรงงาน ทำงานอยู่คนเดียว ก็ดุว่าทำไมกล้าใช้ท่านนักบวช พอ Bai Wu บอกว่าไม่เป็นไร คนกันเอง ให้ Nan Yao ทำต่อ แล้ว พ่อ Chuan นั่งพักเถอะ ก็เจอ พ่อ Chuan ทำตาขวางใส่ แต่คือไม่ได้รับรู้เลย เพราะกำลังหมกมุ่นกับเค้กที่อบอยู่ สงสารใครดี

แต่ทุกครั้งที่พ่อสองคนมาเห็น Nan Yao สร้างอะไรปลูกอะไรกับ Bai Wu หลายครั้ง เจ้าตัวก็จะมีข้ออ้างว่าท่านนักบวช (เรียกชื่อ Nan Yao สนิทสนม และลามปาม (?) ต่อหน้าพ่อๆ ไม่ได้ เคยเรียกแล้วถูกพ่อดุรุนแรงไปแล้ว) มามีส่วนร่วมแรงงานด้วยเพื่อให้มีส่วนเสบียงอาหารของตัวเอง และก็เป็นข้ออ้างในการทำอาหารเผื่อ Nan Yao หรือเรียก Nan Yao มาร่วมโต๊ะด้วยเหมือนกัน จากเดิมที่พ่อ Mo กระตือรือล้นในการเอาอาหารอร่อยให้ท่านนักบวช กลายเป็น Bai Wu เป็นคนที่กระตือรือล้นยิ่งกว่าไปแล้ว จนพี่ชายบ่นนั่นแหละว่าทำไมไม่อ้างมา Nan Yao มาอยู่ด้วย เพื่อศึกษาเก็บเกี่ยวความรู้จากสิ่งที่ Bai Wu ทำไปสอนคนในเผ่าล่ะ 


2. พี่ชายก็เหมือนกัน ขานี้เวลาน้องชายทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มา ถ้าเป็นเครื่องปรุงไม่คุ้น หรือได้กินอาหารแปลกๆ ก่อนสุกก็จะกรีดร้องก่อนว่ากินได้หรือเปล่า ตัวเองไม่กินหรอกนะ แต่ว่าเวลาน้องทำแล้วอร่อย สุดท้ายก็จะมีประโยคติดปากว่านี่เป็นอาหารโปรดตัวเองแล้วนะ คราวหน้าให้ทำอีกเยอะๆ ด้วย แล้วอาหารโปรดก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกัน หลังๆ เวลาน้องบอกว่าจะทำอะไรก็จะไม่พูดมากแล้ว แต่จะถามว่า วันนี้จะทำอะไร ให้เตรียมอะไรให้บ้าง หรือว่าถ้าเป็นอาหารที่เคยทำแล้ว เวลาน้องกลับมาก็จะบอกว่าเตรียมเครื่องปรุงให้หมดแล้วนะ ลงมือผัด (หรือต้ม นึ่ง ทอด แล้วแต่กรณี) ได้เลย กับเวลาออกไปนอกบ้านแล้วกลับมา ถ้าน้องอยู่ในครัวก็จะพุ่งเข้ามาบอกว่าหอมจัง ทำอะไรกินได้ หรือยังตลอดเวลา เป็นพวกร่าเริง ไม่คิดมากจริงๆ 


3. พ่อ Mo เป็นพวกเงียบมาก ถึงขั้นที่ลืมไปแล้วว่าคุณพ่อ Mo แข็งแกร่งมากถึงขั้นสามารถเป็นตัวแทนคัดเลือกเป็นหัวหน้าเผ่าได้ เพราะที่ผ่านมาบทน้อยมาก และเงียบมาก เห็นก็แต่ตอนที่อาสาช่วยลูกทำงาน ไม่ก็ตื่นเช้าเลี้ยงวัวแกะหมูเป็ด รดน้ำต้นไม้ ล่าสัตว์อยู่ ... กับตอนที่ชอบเนื้อที่ทอด น่ารักที่ตอนแรกเห็นเนื้อสเต็กที่ผ่านการหมักแบบบังเอิญก็ถาม Bai Wu ว่ากินได้เหรอ บ้านเราของกินเยอะ ถ้าเนื้อเสียก็เอาไปทิ้งเถอะ ไม่ต้องเสียดายกิน แต่พอเข้าปาก กลายเป็นหมดก่อน แถมยังอยากเติมอีก แค่นั้นจริงๆ บทพูดยิ่งแทบไม่มี

กับครั้งแรกที่สร้างบ้านเสร็จ และ Bai Wu พาไปดูบ้านเพื่อให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เจ้าตัวก็คิดจะปฎิเสธ เพราะบอกว่าไม่มีพ่อที่ไหนให้ลูกสร้างบ้านใหม่ให้หรอกนะ มีแต่พ่อต่างหากที่ต้องสร้างบ้านให้ลูกอยู่ แต่พอตัว An โน้มน้าวว่าให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะบ้านอยู่สบายมาก กับพ่อ Chuan บอกว่าลูกอุตส่าห์สร้างให้ จะได้อยู่ด้วยกันทั้งครอบครัวก็ขัดทุกคนไม่ได้ ทุกคนไปเก็บของแล้วย้ายมาอยู่ด้วยกัน แล้วพ่อ Mo ที่มาแบบเขินๆ ขัดๆ ก็ชอบบ้านใหม่มากอีกต่างหาก (ทุกคนชอบ)


4. ตลกเผ่าเสือดำมาก ตอนมีเทศกาลแลกเปลี่ยนของกัน พอมาเจอซุ้มขายของบ้านนี้ สบู่ก็ไม่เอา ผ้าย้อมก็ไม่เอา แต่ที่อยากได้คือของกินล้วนๆ เป็ดในซอสก็ดี เนื้อหยองก็อร่อย บะจ่างก็ชอบ แลกของกันเหมือนทั้งขายทั้งแจกเพราะว่า Bai Wu ชอบลูกเสือดำในเผ่ามาก (อีกแล้ว) อะไรก็ขายอะไรก็ให้ อยู่กันในครอบครัว 5 คน แต่เหมือนรวยกว่าทั้งเผ่ารวมกันอีกนะ 

และวันต่อมา เผ่าเสือดำก็มาขอซื้ออาหารอีกแล้ว น่ารักจริงๆ เมื่อวานก่อนกลับก็ย้ำนักย้ำหนาว่าจะมาอีก ให้เตรียมของกินไว้แลกเยอะๆ นะ แล้วของที่เอามาแลกก็คือเนื้อที่กลับไปล่ามาเมื่อคืนเพื่อการนี้เลย เพราะว่าของที่มีแลกหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จริงจังมาก เหล่าเสือทั้งหลายย น่ารักดีนะ


5. ตอนที่กำลังหวานกันอยู่กลางไร่ แล้วพอ Bai Wu เห็นว่ามีนกบินมากินข้าวสาลีที่ตัวเองเพิ่งหว่านไปขำดี เพราะเปลี่ยนโหมดเป็นอาละวาดไล่นกที่มากินภายในช่วงไม่ถึงประโยค ชนิดที่ว่า “แหม Nan Yao พูดอะไร .. อ๊ะ ตัวบ้าอะไรมากินข้าวบ้านเรา!!” แล้วเปลี่ยนร่างเป็นนกไปไล่ขำมาก โดยเฉพาะที่บรรยายว่า as aggressive as fighting jet สุดท้าย Nan Yao ก็ต้องแปลงร่างเป็นนกมาช่วยไล่อีกคน


6. ตอนเผ่านกแปลงร่างแล้วบรรยายว่าโดยรองเท้าไปที่ตระกร้าด้านหลัง แล้วผ้าขนสัตว์ก็ขึ้นมาที่คอกลายเป็นผ้าพันคอจินตนาการเห็นภาพ+แปลกใหม่ดีนะ 


7. ตอน Nan Yao เปิดตัวว่ารักกับ Bai Wu ก็คิดว่าสร้างบ้านแล้วก็เตรียมของสร้างบ้านโดยที่ตัว Bai Wu ไม่ได้รู้เรื่องเลย มารู้ตอนจะลงมือสร้างด้วยซ้ำ แล้วพอวันจะลงมือสร้างจริง กลายเป็นคนจากทั้ง 9 เผ่ามากันหมด ดูเหมือนปรารถนาดี แต่จริงๆ คือมาชิมลางด้วยว่าถ้าจะสร้างบ้านตัวเองต้องทำอย่างไร เหมือนเป็น technical workshop ที่สุดท้ายมากันกว่า 100 คนแล้ว กลายเป็นไม่ถึงอาทิตย์บ้านก็เสร็จเรียบร้อย เพราะแรงงานเยอะมาก คนฉาบก็ฉาบ ทาน้ำมันเสาก็ทาไป กระตือรือล้นกันมาก


8. ตอนที่ Bai Wu Nan Yao อยู่ด้วยกันสองคนในบ้านครอบครัวแล้วทำเตียงพังจนตกลงใจเปลี่ยนเป็นเตียงเตาน่ารักดี เริ่มมาจากเหตุผลที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเล่นกันจนทำเตียงพัง ... หนีกลับมาบ้าน Nan Yao เพราะอายคนในบ้าน แต่กลายเป็นสองคนช่วยกันออกแบบและสร้างเตียงเตาแทน ง่วนอยู่ 2-3 วัน พอกลับบ้านไป ถูกพ่อ Chuan โกรธจนพูดประชดใส่ แต่พอสองคนบอกว่าไปสร้างเตียงกันอยู่ และอยากให้คนในบ้านไปดูว่าจะสร้างบ้างไหม เพราะทั้งมั่นคง และอุ่นสบาย โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่กำลังมาถึง พ่อสองคนก็หายโกรธ แล้วกลายเป็นจะลงมือและหาของเพื่อสร้างเตียงบ้างทันที จากตอนโผล่กลับไปที่บ้านหลังจากหายหัว (คงคำพ่อ Chuan) กลายเป็นพ่อ Mo ตบไหล่ว่าเหนื่อยมากแล้ว พักก่อนเถอะ นี่คือหน้ามือหลังมือจริงๆ นะ พ่อ Mo ไม่ค่อยพูด เป็นแนวเงียบๆ จริงจัง แต่โอ๋ลูกพอกัน … และหลังจากนั้น คนในเผ่าก็ทำตามอีกแล้ว trendsetter จากนักบวชและนักปราชญ์นะคะ


9. พออยู่ด้วยกัน จากที่อ่อนแอมาก ตอนนี้ถึงขั้นไปล่ากวางด้วยกันได้แล้ว พอถามว่าเทียบกับบีสต์ได้ยัง แล้วบอกว่าได้แล้ว ก็บอกว่างั้นจะพยายามมากขึ้นเพื่อให้เก่งกว่านี้ได้อีก ให้ช่วยสอนให้หน่อยน่ารักมาก ช่างเป็น power couple มาก .... ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชอบแนวนี้ พึ่งพาช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แค่ใครมาแบกใครเนาะ


thread กรีดในทวิตเตอร์

Wednesday, 27 April 2022

穿越原始异界搞基建 // Travel to a Primitive World to Build Infrastructure

อ่านจบมาพักใหญ่แล้ว แต่กว่าจะได้เริ่มเขียนก็ช้ามาก ... ไม่แน่ใจว่าหลุดเนื้อหา/ รายละเอียดไปไหม อาจไม่ตรงทีเดียวนะคะ กับเขียนยาว เพราะบันทึกไว้จำเองด้วย /// ผ่านไปจะ 4 เดือนแล้วก็ไม่จบ เขียนไม่ไหวแล้ววว // สปอยล์ทุกอย่างเหมือนเดิมมม




คนเขียน: 络缤

แนว: clan-building สร้างเผ่า, ระบบ, slow build, power couple 

ความสัมพันธ์: หัวหน้าเผ่า x ผู้ส่งสารจากพระเจ้า (?)

จำนวนตอน: 131

เปิดเรื่องขึ้นมา Yang Yi ที่ชอบเล่นเกมซิมแนวก่อสร้างจนชนะสร้างความเจริญและอารยธรรมสูงสุดให้กับเผ่าที่ตัวเองเล่น ถูกพระเจ้าส่งไปอยู่ในโลกยุคหิน โดยที่ก่อนจะไป พระเจ้าอนุญาตให้ใช้เงินที่มีอยู่ในเกมซื้อของสารพัดอยู่ในมิติเก็บของติดตัวไปด้วยได้ และดังนั้น เมื่อถูกจับส่งไปในยุคดึกดำบรรพ์ เจ้าตัวก็ยังสามารถใช้เครื่องมือและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ติดตัวไป เอาตัวรอดอยู่คนเดียวชายป่าได้

ในละแวกใกล้กัน มีกลุ่มคนที่ถูกเผ่าเดิมขับไล่ออกมาเร่ร่อนมาปักหลักอาศัยอยู่ใกล้ๆ ชายป่าที่ Yang Yi อยู่ และ Mao เด็กในเผ่าก็คอยแอบมองเจ้าตัวอยู่หลายวัน จนครั้งสุดท้ายก็เลยเอาเนื้อกระต่ายที่เพิ่งล่ามาทำอาหารแบ่งให้เด็กไป และเมื่อกินเสร็จแล้ว และเด็กยังจ้อง Yang Yi อยู่ ก็เลยเอาเนื้อกระต่ายส่วนที่เหลือ และผ้าห่มขนแกะให้เด็กไป ซึ่ง Mao ก็ดีใจรีบเอาของกลับไปที่เผ่า และทั้งเนื้อกระต่ายและผ้าห่มก็ถูกแบ่งปันให้ทุกคนในกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กเล็ก คนพิการ และอ่อนแอ 

หลังจากนั้น ตามที่ Mao เล่า ทุกคนในกลุ่มก็ลงความเห็นว่าทั้งเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์เครื่องมือแปลกประหลาดเช่นนี้ คนที่เจอไม่น่าจะเป็นมนุษย์ แต่ว่าน่าจะเป็นเทพเจ้า และทั้งกลุ่มก็เชื่อว่าเทพเจ้าน่าจะได้ยินคำวิงวอนของพวกตัวเอง และมาช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกเผ่าทอดทิ้ง และก็ตัดสินใจเดินทางไปหา Yang Yi เพื่อขอติดตามอยู่ด้วย 

ซึ่งอันที่จริง ระหว่างที่ Mao และคนในกลุ่มกำลังพูดคุยกัน ตัว Yang Yi ก็เอากล้องส่องทางไกลคอยดูพฤติกรรมทั้งกลุ่มอยู่ เพราะอยากรู้ว่าถ้าได้เนื้อกระต่ายและผ้าห่มขนแกะมาจะแล้ว ในกลุ่มจะใช้ทรัพยากรที่ได้มาอย่างไร เพราะโดยปกติแล้ว ความเป็นไปได้ก็คือเอาของที่มีอยู่น้อยให้คนที่แข็งแรงกว่าเท่านั้น แต่กลุ่มนี้กลับแบ่งปันของให้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอ ซึ่งหลักการแบบนี้ก็ตรงกับใจของ Yang Yi พอดี

เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวรู้ว่าตัวเองมีเครื่องมือเครื่องใช้จิปาถะทั้งหลายอยู่กับตัวมากก็จริง แต่การจะเอาตัวรอดอยู่คนเดียวในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็เป็นไปได้ยาก ตัวเองมีทางเลือกคือไปอยู่กับเผ่าที่เจริญและแข็งแกร่ง แต่นั่นก็ไม่มีหลักประกันอะไรให้เอาตัวรอดได้ และยิ่งเมื่อตัวเองอ่อนแอ ก็มีโอกาสที่จะถูกแย่งชิงของทั้งหมดไปได้สูง และตัวเลือกที่สองก็คือกลุ่มคนอ่อนแอที่ถูกขับไล่ออกมา เพราะว่ามีโอกาสที่จะได้รับการนับถือและกลายเป็นหัวหน้าได้ง่าย .... ตรงกับเงื่อนไขที่จะอยู่รอดไปได้ และเมื่อสร้างเมืองจนมีพลเมืองหนึ่งล้านคน และหาของที่มีมูลค่าเท่าเทียมกับที่ซื้อมาจากเกมสำเร็จก็จะได้กลับไปโลกปัจจุบันอีกครั้ง

เมื่อทั้งเผ่าเดินทางมาหา Yang Yi เจ้าตัวพยายามที่จะปฎิเสธไม่ยอมรับคำเรียกพระเจ้าจากกลุ่มคนที่รายล้อม ... เพราะรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ทุกอย่าง และถ้าคนเหล่านี้มองว่า “พระเจ้า” ที่ตัวเองเลื่อมใสไร้ความสามารถแล้ว ความผิดหวังและไม่พอใจก็จะตามมา  

และระหว่างนั้น นักรบในเผ่าอย่าง Jing ที่บาดเจ็บกำลังจะตาย และ Yang Yi ก็ได้ใช้ยาและเครื่องมือแพทย์ที่มีช่วยเหลือรักษาให้ และแม้ตัว Yang Yi จะพร่ำบอกว่าตัวเองไม่ใช่เทพเจ้าแต่จากการรักษาคนที่กำลังจะตายไว้ได้ ก็ยิ่งทำให้ได้รับความเคารพจากทั้งกลุ่มมากกว่าเดิม ...  และระหว่างนี้ เจ้าตัวก็พบว่าคนเหล่านี้มีร่างกายที่แข็งแกร่งแข็งแรง รวมถึงความสามารถฟื้นตัวและความฉลาดเกินกว่าที่ตัวเองเข้าใจมาก แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีปัญหาในการใช้ภาษาสื่อสารกันก็ตาม

และวันต่อมาเมื่อรักษาคนที่บาดเจ็บที่เหลือในเผ่าเสร็จ สายตาคนในเผ่าที่จับจ้องอยู่ที่พลั่วอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่ห้อยอยู่ข้างเอว Yang Yi และเมื่อยื่นให้กลุ่มคนเหล่านี้ไปแล้ว สุดท้าย Kun ก็ขออนุญาตลอง และลงเอยด้วยการใช้พลั่วโค่นต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นได้ พิสูจน์ความแข็งแรงของคนเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่คนอื่นจะมาต่อแถวขอลอง .. และทุกคนก็มีความหวังว่าด้วยอาวุธเช่นนี้ติดตัว ความฝันที่จะล่าสัตว์ในป่าได้ก็จะเป็นเรื่องง่ายดาย 

และเมื่อ Yang Yi สื่อสารบอกคนในกลุ่มว่าตัวเองออกมาจากที่ที่ตัวเองเคยอยู่ และกำลังโดดเดี่ยว ในสายตาของคนในกลุ่มก็คือไม่มีเผ่าอยู่ และทั้งหมดก็เลือกที่จะติดตาม Yang Yi ให้อีกคนเป็นหัวหน้ากลุ่มไป โดยที่ Yang Yi ตัดสินใจตั้งชื่อกลุ่ม หรือก็คือก็ชื่อเผ่าก่อน ด้วยชื่อ Xinghua หรือ Spark ในความหมายที่ว่าแต่ละคนอ่อนแอไม่เก่งกล้าอะไรแต่พอมารวมกันก็เป็นประกายไฟและลูกไฟใหญ่ที่จะเผาทั้งทุ่งได้ ชอบที่บอกว่าควรจะมีชื่อเผ่านะ แล้วคนอื่นก็ค้างไป เพราะคิดแต่ว่าเป็นพวกที่ถูกเผ่าตัวเองไล่ออกมา ก่อนจะตื่นเต้น/ตื้นตัน ว่าพวกตัวไม่ใช่ outcasts กันแล้วนะ 

“We are the Spark. Everyone looks very weak, but we can ignite the entire wasteland.”

และในที่สุด จากการประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย ในเผ่าก็ไม่เรียก Yang Yi ว่าเทพเจ้าอีก แต่เรียกว่าผู้ส่งสารจากพระเจ้าแทน กับเมื่อกลายเป็นหัวหน้าแล้ว ตัว Yang Yi ก็หยิบเอาของในมิติมาเพื่อทั้งซื้อใจและเพื่อพัฒนาคนในเผ่าตัวเองไม่ยั้งเหมือนกัน .. เริ่มตั้งแต่น้ำตาลกรวดที่ราคาถูกแสนถูก กระปุกละหกหยวน แต่กลายเป็นสุดยอดของมัดใจคนในเผ่าในยุคที่รสหวานเป็นของหายากและขาดแคลน

เอาจริง เรื่องนี้ก็เป็นสายสร้างเมืองล้วนๆ และที่น่ารักมากก็คือทุกคนคิดบวกและพยายามทำเพื่อเผ่าทุกอย่างทุกทาง ภูมิใจกับเผ่ามากนั่นแหละ เริ่มต้นจากที่ปลื้มใจตื้นตันมากว่ามีชื่อเผ่าแล้ว กลายเป็นเผ่าสมบูรณ์แบบ จากที่เดิมเป็นแค่คนที่ถูกเผ่าเดิมขับไล่ออกมา อย่างที่วันต่อมา พอมีถังอลูมิเนียม ทุกคนก็แข่งกันตื่นเช้าเพื่อที่จะเป็นไปคนตักน้ำด้วยถัง และพบว่าถึงแม้จะตื่นเช้าขนาดไหน ก็มีคนที่ตื่นเร็วกว่า และออกเดินทางไปตักน้ำก่อนหน้าตัวเองแล้ว และเพราะเผ่านี้สุดแสนจะขาดแคลน ตัว Yang Yi ก็เร่งสร้างของให้กับคนในเผ่าเต็มที่ พอบอกว่าอยากได้ถังไปเก็บของป่า เจ้าตัวก็คิดให้ช่วยกันสานตระกร้าเพื่อจะได้เอาไปใส่ผลไม้ที่เจอ และก็น่ารักที่คนอ่อนแอที่ออกไปล่าสัตว์ หาของป่า หรือตักน้ำไม่ได้ก็พร้อมใจกันช่วยกันสานตระกร้าระหว่างวัน และพวกคนที่ไปล่าสัตว์ แม้จะเป็นคนธรรมดาไม่ใช่นักรบก็ฮึกเหิมพร้อมล่าเต็มที่เพราะมีอาวุธจากท่านผู้ส่งสารไปด้วย

ระหว่างนี้ ก็ต้องเร่งหาที่อยู่ใหม่เหมือนกัน เพราะอยู่ติดป่าเช่นนี้ จำนวนคนที่น้อย และสภาพอากาศที่แตกต่างกันในเวลากลางวันและกลางคืนก็เป็นเรื่องอันตราย เมื่อเดินทางไปสำรวจทุ่งหญ้า แม้จะไม่มีแหล่งน้ำ แต่ว่าในกลุ่มก็ช่วยกันขุดบ่อจากคำแนะนำของ Yang Yi และเมื่อแน่ใจว่าน้ำที่ได้คุณภาพและรสชาติดี ทั้งกลุ่มที่เดินทางมาสำรวจก็ตัดสินใจว่าจะลงหลักสร้างเผ่าที่นี้กัน 

เริ่มด้วยการถางหญ้าเพื่อให้ได้ที่โล่ง และท่านผู้ส่งสารผู้มีสภาพร่างกายอ่อนแอกว่าคนในเผ่าก็ถูกไล่ให้ยืนดูเฉยๆ เพราะทุกคนไม่อยากให้ท่านผู้ส่งสารทำงานหนัก และเจ้าตัวก็ต้องยอมรับสภาพเพราะทำงานด้วยกันตัวเองไปถ่วงมากกว่าจะไปช่วยงาน ทั้งเจ็บตัว ทั้งเชื่องช้า แล้วเลยหันไปพยายามปลูกผักแทน

วันต่อมาเมื่อคนทั้งหมดในเผ่าย้ายมาแล้วก็เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าและเฉลิมฉลอง ตามมาด้วยการพยายามสร้างบ้านจากไม้และหญ้าที่มี สร้างบ้านก็น่าตื่นเต้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคนในยุคหินเหล่านี้มักจะอาศัยอยู่ในถ้ำเป็นหลัก แต่ Yang Yi ก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นกว่าเดิม เพราะออกปากว่าจะสร้างเครื่องปั้นดินเผาและบ้านดินขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้ภาชนะใส่อาหารกำลังขาดแคลน ... และเหล่าคนที่ตื่นเต้นในเผ่าก็พร้อมกันช่วยกันขุดดินและปั้นเครื่องปั้นอย่างกระตือรือล้น อลหม่านแต่ก็สนุกสนานกัน

ตามมาด้วยการสร้างห้องน้ำ ... ซึ่งถึงแม้คนที่ช่วยขุดช่วยสร้างจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อเป็นความประสงค์ของท่านผู้ส่งสาร ทุกคนก็ต่างชื่นชมบูชาที่ท่านผู้ส่งสารคิดสิ่งที่แตกต่างออกมาได้ และ Mao สาวกผู้ภักดีหมายเลขหนึ่งของ Yang Yi ผู้ติดตาม Yang Yiไปทุกที่ก็กลายเป็นคนโฆษณาและแจ้งข่าวห้องน้ำให้ทุกคนรู้และทำตามเอง

และเย็นวันนั้น เพื่อจะเฉลิมฉลอง Yang Yi ก็เอาผงพริก และเครื่องปรุงทั้งหลายออกมาจากมิติ และหมักเนื้อทำบาร์บีคิวกินกับทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าของอร่อยที่ไม่เคยรู้จักตกคนในเผ่าตั้งแต่ได้กลิ่นก่อนได้กินไปนานแล้ว ... กับน่ารักมากที่ว่าพอห่วงว่าในเผ่าไม่เคยรู้จักพริกจะกินพริกไม่ได้ แต่ทุกคนก็กินไม่ยั้ง ... แถมพอบอกว่าของอร่อยอย่างพริกปลูกได้ ทุกคนก็ตื่นเต้นกับแนวคิดปลูกของไว้กินในพื้นที่เผ่าได้อีก เพราะเดิมที มีแค่การล่าสัตว์กับการหาของป่า ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องออกเดินทางไปไกล และเสี่ยงภัยทั้งสิ้น 

และตอนนี้ก็กลายเป็นว่า มีสิ่งที่จะทำมหาศาล แต่ว่าจำนวนคนไม่พอ ทั้งเผ่ามีคนอยู่แค่ 118 คน และก็มีแค่ 37 คนที่เป็นคนหนุ่มสาวแข็งแรง ที่เหลือ ก็คือเด็ก คนอ่อนแอ และคนพิการ

ต้องตัดไม้มาสร้างบ้าน และก็ขนย้ายลำบาก Yang Yi ก็เลยให้ช่วยกันสร้างรถเข็นมาขนไม้ โดยที่ Jing ที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัวมาเป็นคนทำ และก็ทดสอบการให้งานโดยให้เด็กขึ้นมา ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของเด็กๆ และอุทานอย่างตื่นเต้นของผู้ใหญ่ที่มามุง จบที่ให้ผู้ใหญ่ขึ้นไปอุ้มเด็กๆ ไว้ และคนยี่สิบคนอยู่บนรถเข็น

ระหว่างนี้ ชีวิตทุกคนในเผ่าก็ดำเนินไปด้วยดี ทุกวันทีมล่าล่าสัตว์ใหญ่มาได้ ทุกคนมีอาหารกินสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อ Yang Yi เอาเกลือออกมาใช้ปรุงอาหาร และพยายามปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนในเผ่าไปทีละอย่าง

สิ่งหนึ่งที่น้ำตาร่วงได้ง่ายๆ ก็คือตอนที่สร้างขาเทียมให้คนในเผ่า เพราะว่าในสังคมล่าหาของป่า การที่เป็นคนพิการเดินไม่ได้แย่ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะแม้กระทั่งเป็นเหยื่อเพื่อใช้วิ่งล่อสัตว์ก็ทำไม่ได้ และ Yang Yi ก็คิดสร้างขาเทียมที่ข้างล่างเป็นจอบให้กับ Feng ที่ความดีใจของเจ้าตัวแสดงออกมาชัดมากว่าตอนนี้เดินได้แคล่วคล่องเหมือนคนปกติแล้ว ดีใจจนหน้าแดง ตาเป็นประกายแล้วก้าวที่สองก็เร็วขึ้นจนไปถึงวิ่ง ที่ตะโกนออกมาว่า มีขาแล้ว มีขาแล้วอีกครั้ง แล้วก็วิ่งไปทั่วเผ่า โดยที่มีเสียงหัวเราะมีความสุขของ Feng ดังไปทั่ว ... ร่างกายสมบูรณ์อีกแล้ว .... ทุกคนก็ดีใจตามไปและคนที่ใจอ่อนก็ร้องไห้ตาม น่ารักที่เจ้าตัวก็คึกทำงานในไร่อย่างแข็งขันและมีความสุขมากวันต่อๆ มา และก็ทำให้คนอื่นอิจฉาที่ไม่มีขาเป็นจอบอย่าง Feng บ้าง

ระหว่างที่ทุกอย่างกำลังลงดีด้วยดี ยามเฝ้าระวังก็ส่งเสียงเตือนภัยว่ามีกลุ่มคนกำลังเดินทางมาที่เผ่า และระหว่างที่ในเผ่ากำลังเคร่งเครียดว่าจะรับมืออย่างไร ก็เจอว่าผู้นำกลุ่มเป็นคนที่คุ้นเคย ซึ่งก็คือ Hei Hun นักรบระดับสี่ผู้เป็นที่เคารพนับถือ และเก่งกาจจนถึงขั้นว่าจะได้สืบทอดขึ้นเป็นผู้นำเผ่า Black Rock คนต่อไป และขณะที่คนในเผ่ากำลังตื่นเต้นดีใจ ตัวของ Yang Yi ก็ลำบากใจและเคร่งเครียด เพราะว่าได้ยินคนในเผ่าพูดถึงคนผู้นี้อย่างชื่นชมมาตลอด แต่ตอนนี้ตัวเองเป็นผู้นำเผ่าแล้ว ถ้าจะมีคนที่เป็นใหญ่อีกคนมา ตัวเองจะทำอย่างไรต่อไป

ขณะที่คนในเผ่ากำลังตื่นเต้นกับกลุ่มคนที่เดินทางมา เหล่าผู้มาใหม่ก็ตื่นเต้นกับสิ่งที่ตัวเองได้เจอเหมือนกัน .... โดยเฉพาะเมื่อระหว่างเดินทาง คิดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับสมาชิกในเผ่าตัวเองที่ถูกไล่ออกมาโดยที่ไม่มีคนปกป้อง และไม่มีอาหารหรือสิ่งยังชีพเพียงพอเสียด้วย และกลับมาเจอคนที่ถูกไล่ออกมาอยู่ในสภาพกินอิ่ม และสีหน้ามีรอยยิ้ม ไม่นับเครื่องมือและอุปกรณ์แปลกๆ กับบ้านทรงไม่คุ้นตา 

และ Hei Hun ที่ถูกแนะนำให้รู้จักกับท่านผู้ส่งสารก็รู้สึกถึงความแตกต่างของ Yang Yi ที่ดูแปลกแยกและไม่เข้ากับผู้คนโดยรอบเหมือนกัน .. และเมื่อสองคนคุยกัน Hei Hun ก็เอ่ยปากขึ้นมาเองเลยว่าตัวเองจะเป็นหัวหน้าเผ่า และคิดว่ามีความสามารถพอสำหรับตำแหน่งนี้ และเพื่อเป็นหลักประกันและแสดงออกถึงความจริงใจให้กับ Yang Yi ที่จะเป็นผู้ส่งสารจากพระเจ้าของเผ่า Hei Hun จะทำสัญญาร่วมเป็นร่วมตายและแบ่งชีวิตกับ Yang Yi

ถึงวันแต่งตั้งหัวหน้าเผ่าตามธรรมเนียมของเผ่าเดิมที่คนที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าจะต้องสู้กับเหล่านักรบในเผ่าก่อน ในแง่ที่หัวหน้ารู้จักนักรบในเผ่าตัวเอง และให้นักรบในเผ่ารู้จุดอ่อนและข้อบกพร่องในการต่อสู้ของตัวเอง และเมื่อสู้ชนะทุกคนแล้วก็เดินไปคุกเข่าต่อหน้า Yang Yi และขอให้ได้รับใช้อีกฝ่าย พร้อมกับจะอยู่ใต้การปกครอง เพื่อเป็นการย้ำตัวตนและสถานะของผู้ส่งสารจากพระเจ้าในเผ่า และเมื่อทำสัญญากันเสร็จ Yang Yi ก็รู้สึกผ่อนคลายจากสภาพกดดันเอาตัวรอดในยุคและสภาพแวดล้อมที่ตัวเองไม่คุ้นเคยและก็หลับไป 

หลับไปสามวัน และเมื่อตื่นมาก็ทำหม้อไฟกิน เป็นที่ตื่นเต้นของทุกคนในเผ่า แต่เพราะว่าหม้อเล็กเกินไป ก็เลยมีแค่เด็กๆ ที่ได้ชิม ... แต่ทุกคนก็ได้เห็นท่านผู้ส่งสารใช้แท่งไม้เล็กๆ 2 ชิ้น (ตะเกียบ) ในการกินอาหาร จากที่เห็นใช้ช้อนตักมาตลอด และการริเริ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารจากที่เคยใช้มือหยิบก็เกิดขึ้น

หลังจากนั้นมันก็คือการสร้างความรุ่งเรืองและความเจริญไร้ที่เทียมทามของเผ่า Xinghua ที่ทำให้เผ่าอื่นมาซูฮกจนไปถึงทวีปตะวันตก แม้ว่าคนเหล่านี้แสนจะดูถูกทวีปตะวันออก และคิดว่าตัวเองเจิรญกว่าและมีอารยธรรมดีกว่า แต่พอมาเจอเผ่านี้ก็กลายเป็นล้าหลังและไร้ความเจริญได้ และที่ขำมากก็คือเผ่าเพื่อนบ้านผู้แสนจะร่ำรวยจากการค้าเกลือที่อยู่ข้างกัน เพราะว่าเผ่านี้มีเงินเหลือเฟือ และต้องการความสบายทุกอย่างที่เผ่า Xinghua ผลิตออกมาก็จะถูกเผ่า Green Serpent กวาดซื้อไปอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นที่ว่าของแพงไม่เป็นไร คิดราคาสุดโหดก็ไม่เป็นไร ขอให้เผ่าฉันได้ของก่อนใคร และได้ในปริมาณเยอะที่สุดด้วยเหมือนกัน เป็นลูกค้าในฝันจริง  

ค้างไว้มาจะสามปีแล้ว แต่ช่วงนี้ติดอยู่โลกยุคหินกับสร้างเผ่าก็เลยกลับมาเปิดล่ะ ชอบที่บรรยายลงรายละเอียดเยอะดี และก็เป็นความรู้สึกบวก กับชอบที่ตัวเอก strategic mind มาก และพออยู่กับ Hei Hun สองคนก็ช่วยกันคิด ช่วนกันหาทางพัฒนา-แก้ไข-จัดการเผ่าขึ้นมาเรื่อยๆ ในบรรดาเรื่องสร้างเผ่ายุคหินเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ชอบที่สุด แล้วก็ขึ้นอับดับหนึ่งในแนวนี้ไปเลย ให้ A++ ไม่มีตอนไหนไม่สนุกเลย อ่านแบบอินทุกตอน 

ปล.

1. น่ารักที่ทุกคนหาความถนัดตัวเองจนเจอ แล้วเห็นค่าตัวเอง สนุกกับการทำสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญจริงๆ อย่างมีเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักในเผ่า พอครั้งแรกที่ต้องทำแผลก็เข้ามาช่วยเพราะฝีมือเย็บตัวเองดี สุดท้ายแล้วก็เจอว่าตัวเองชอบวิชาแพทย์ แล้วก็กลายเป็นหัวหน้าหมอของเผ่า เด็กอีกคนร่างกายอ่อนแอ แต่ว่าสมองจดจำดี พอมาเรียนหนังสือกับท่านผู้ส่งสารก็กลายเป็นเลขา และเก็บข้อมูลให้กับคนในเผ่าไป 

กับที่สุดโต่งมากๆ ก็คือ Tang คนที่ชอบขุดดินมากๆ พอได้พลั่วมาก็ค้นพบว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้และชอบ ทุกครั้งที่ถือพลั่วในมือก็เหมือนเป็นพระเจ้า จะให้ขุดไปถึงสุดโลกก็ทำได้ ความสามารถขุดดินเต็มที่ถึงขนาดนักรบที่กำลังมากกว่ามาเทียบก็ยังแพ้ราบคาบ กับอีกคนชอบน้ำตาลกรดราคากระปุกละ 6 หยวนที่ท่านผู้ส่งสารเคยให้กินตอนแรกมาก และก็ตั้งเป้าหมายชีวิตตัวเองว่าอยากผลิตน้ำตาลให้ได้แบบนั้นบ้าง จนพออ่านหนังสือออก ก็เอาหนังสือวิธีการทำลูกกวาดไปดู ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นว่าศึกษาหาทางจนสามารถผลิตน้ำตาลได้ใสกว่า และบริสุทธิ์กว่าของเดิมด้วยซ้ำ และก็ได้น้ำตาลกรดที่เป็นหนึ่งในสินค้าฟุ่มเฟือยที่ขายได้กำไรดีมากให้เผ่าเหมือนกัน 

2. ที่ชอบมากๆ ก็คือในของที่ซื้อมา มีไข่สัตว์ต่างๆ อยู่ด้วย พอได้ห่านมาก็เกิดมีห่านตัวที่แข็งแรงมาก และรู้ภาษามากกจนถึงขั้นที่คนดูแล (และทุกคน) เรียกว่า Goose King และกลายเป็นเจ้าถิ่นในฟาร์มสัตว์ปีกไป แข็งแกร่งถึงที่ตั้งหน่วยห่านลาดตะเวนล่าสัตว์ที่คิดมากินสัตว์ปีกด้วยซ้ำ และภายหลังก็มีบทบาทมากถึงขึ้นที่เวลาประชุมผู้นำกัน Goose King ก็ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย ... และพอมีการวาดรูปท่าน Goose King ไปไว้ที่ฟาร์ม Goose King ก็จะพาลูกน้องห่านมาเดินชื่นชมวันละหลายรอบ 

3. กับ Xiaobai ลูกห่านจิ๋วที่ Goose King ให้ Yang Yi มาเลี้ยง (หลังเจ้าตัวถูกคนดูแลสัตว์ในฟาร์มขอพบเพราะว่า Goose King อยากเจอ) ตัวเล็กน่ารักแต่ว่าพละกำลังทำลายล้างสูงมาก ถึงขั้นที่หลังๆ อยู่ด้วยกัน ก็ทำหน้าที่เป็นคนอารักขาได้อีกอย่าง และก็ไม่ยอมขยายขนาดในตอนแรกเพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่แบบนี้น่ารักกว่า 

4. สัตว์ทุกอย่างมาอยู่โลกนี้กลายพันธุ์หมด ห่านก็มีขนาดเท่านกกระจอกเทศ ส่วนนกกระจอกเทศก็มีขนาดเป็นม้า ถึงขั้นที่กลายเป็นพาหนะของเหล่านักรบและผู้นำระดับสูงไป และ Xiaohei ผู้ถูกเทรนโดย Xiaobai ก็กลายเป็นพาหนะของท่านผู้ส่งสารไปเหมือนกัน สัตว์สองอย่างรู้ความและมีบทบาทถึงขั้นที่ว่าลุกขึ้นมาเจรจาว่าไม่ให้พวกตัวเองถูกใช้แบบเป็นอาหารแลกกับการทำงาน

5. แต่ตอนนี้เอาจระเข้ออกมาแล้ว กลายเป็นสัตว์เฝ้าคูเมือง ถึงจะตัวจิ๋ว แต่ก็โหดมากเซม..ไม่มีสัตว์ไม่กลายพันธุ์ที่นี่เลยสินะ

6. น่ารักที่พอมีคนมาใหม่ในเผ่าก็พยายามเลี้ยงดีๆ ด้วยเนื้อสัตว์ แต่คนที่มาใหม่บอกว่าพวกมีพลังสัตว์กินพืชไม่ได้อยากได้เนื้อนะ ที่ได้มาต้องเอาไปแลกด้วยซ้ำ อยากได้ผักแทน เพราะแครอทกับแรดิชของเผ่าอร่อยมาก ขนาดกินดิบๆ ก็ยังอร่อย ที่ผ่านมากลุ้มใจมากไม่อยากได้เนื้อเลย

7. ชอบความสำคัญระหว่าง Yang Yi และ Hei Hun ที่เป็นคู่คิดคู่หูมาก อยู่ด้วยกันอะไรก็แก้ไขให้ลงตัวได้ และก็น่ารักที่ Hei Hun คอยดูแล Yang Yi เงียบๆ ถึงขั้นที่คอยทำอาหาร คอยนวดด้วยเหมือนกัน แล้วก็เอาใจใส่หลายอย่าง ถึงขั้นที่ให้ในเผ่ารีบผลิตกระจกใสมาให้ Yang Yi ก่อนหน้าหนาวจะมา จะได้ให้อีกคนไม่ต้องอยู่อย่างอุดอู้ เรียบเรื่อยอยู่ด้วยกัน และน่ารักที่หลงรักอีกคนเงียบๆ ใช้การกระทำบอกความรู้สึกตัวเอง และกว่า Yang Yi จะเข้าใจก็ใช้เวลานานมาก ตอนที่ตอนกลับมาโลกปัจจุบันแล้วกอด Yang Yi บอกว่า เจอแล้ว ก็น่ารักมากๆ  .... น่ารักมากๆ ที่ Hei Hun มีประโยคติดปากว่าฟัง Yang Yi ด้วย

Before Yang Yi could react, he was imprisoned in the arms of a tall and strong man, making him unable to struggle, and the familiar aura made Yang Yi froze in place.

A familiar voice rang in his ears.

"I'm here, I found you."

"I will be with you like a shadow, even if it disappears occasionally, it will always appear again."

Yang Yi smiled and grabbed Hei Hun's hand: "I will stand in the place of light and wait for the shadow to appear."

เค้าก็รักของเค้ากันเนาะ 


Sunday, 20 October 2019

มยุรา ของ Rain-at-Rose

- สปอยล์นะคะ -

"เวทางค์" แม่ทัพปราบอสูร ได้รับแจ้งว่ามีแม่ลูกอสูรก่อกวนมนุษย์ หากแต่เดินทางไปปราบกลับพบว่าตนหลงรัก "กิริฏา" อสูรเผ่านกมยุราตั้งแต่แรกเห็น และเมื่อเห็นชีวิตที่แร้นแค้นยากลำบากของคู่แม่ลูกอสูร เจ้าตัวก็ไม่ลังเลที่จะออกปากให้สองแม่ลูกมาอยู่ในความคุ้มครองตัวเอง แม้จะรู้ว่ามยุราจะมีคนรักได้แค่เพียงคนเดียวชั่วทั้งชีวิต และการออกหน้าปกป้องอสูรอาจจะทำให้ชื่อเสียงตัวเองมัวหมองในภายหลังก็ตาม ....

เอาเถิด ถ้าเปิดมาก็จะได้แบบนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องโดดเด่นก็คือบุคลิกตัวละครอย่าง “เวทางค์” ที่แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นที่เคารพบูชาเทียมเท่าเทพแต่กลับมีจิตใจกระจ่างใส ดำรงค์ศีลและอยู่ในธรรมจนถึงขั้นถือพรหมจรรย์ ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติและใส่ใจคนรอบข้างมาก อย่างแม้จะเชิญ กิริฏา ให้มาอยู่ด้วยกัน แต่ถ้านับตามสิทธิและจากที่เห็น ด้วยฐานะเจ้าตัว ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องถึงขนาดนั้น และเมื่อเชิญมาอยู่ก็เคารพและให้เกียรติใส่ใจชื่อเสียงและความรู้สึกของอีกฝ่ายมาก ซึ่งความรู้สึกนี้ก็เผื่อแผ่ไปถึง ทยุ ผุ้เป็นลูกด้วย ซึ่งถึงแม้ทนุจะมีรูปลักษณ์เป็นครึ่งคนครึ่งอสูร เวทางค์ก็ไม่รังเกียจแต่อย่างใด กลับให้ความรักและใส่ใจอบรมสั่งสอนจนได้ความรักและนับถือจากทยุกลับมา

อีกฝ่ายก็คือ กิริฏา มยุราตกยากผลัดถิ่น เห็นบุคลิกตัวเองมาหลายเรื่อง แต่คนที่จิตใจบริสุทธิ์สดใส และเห็นแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนไม่สนใจแม้กระทั่งคำนินทาว่าร้ายจากคนอื่นหาได้ยากนักหนา เจ้าตัวเป็นคนที่เอื่อยเรื่อยกับทุกอย่างรอบตัว ไม่คิดจะทุกข์ใจ หรือเสียใจใดๆ จนอยู่เหมือนจะเอื่อยเฉื่อยเกินไปจนถึงขั้นขี้เกียจ ทั้งที่มีปัญญาและความคิดแหลมคม แต่เจ้าตัวก็พอใจจะอยู่อย่างเรียบเรื่อยไปวันต่อวัน

ชอบบุคลิกของทั้งสองคน และถูกใจความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ และชอบที่ค่อยๆ ปูให้ตัวเวทางค์มีความรู้สึกผูกพันกับกิริฏาอย่างที่เห็นแค่เพียงครั้งแรกก็ตกหลุมรัก มีความรู้สึกอยากปกป้อง และอยากดูแลอีกฝ่าย ถึงขั้นได้ยินว่าที่ผ่านมาหลังจากสามีตาย กิริฏาต้องเลี้ยงดูลำบาก เจ้าตัวก็รู้สึกเจ็บปวดและเสียใจร้อนรน — เสียใจที่เพิ่งมาเจอกัน และเสียใจที่อีกฝ่ายต้องลำบาก

ซึ่งก็เปิดประเด็นต่อมา ว่า ในอดีต "ศาละ" เจ้าแห่งอสรพิษ  ครองคู่อยู่กับมเหสีต่างเผ่าพันธุ์ เป็นที่เดียจฉันท์ของคนของทั้งสองเผ่า โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายกิริฏาตั้งท้อง ก็ยิ่งเป็นที่เดียจฉันท์และชิงชังจากเหล่าอสรพิษและมยุรามากขึ้นจากคำทำนายที่ว่าลูกของทั้งคู่จะก่อให้เกิดอาเพศสร้างความสูญเสียสิ้นเมืองกับทั้งสองเผ่าพันธุ์ จนเกิดการกบฎล้างอำนาจของศาละ เจ้าตัวถูกวางยาพิษ และแม้จะพากิริฏาที่กำลังท้องหนีไปถึงเขตแดนมนุษย์ได้ ก็ต้องสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องกิริฏา โดยที่บอกกิริฏาก่อนจากว่าจะกลับมา และจะปกป้องทั้งแม่และลูกให้ได้

เมื่อปูทางมาเช่นนี้ การกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นสิ่งที่คนอ่านคาดไว้ในใจ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ชอบเงื่อนไขการมาเกิดใหม่ของ ศาละ ที่กลายมาเป็น เวทางค์ มาก ทั้งจากเงื่อนไขบุคลิกนิสัย และสถานะ เพราะอย่างแรก ในชาติที่แล้ว ศาละไม่ได้อยู่กับกิริฏาด้วยความพอใจตั้งแต่เริ่ม หากแต่เป็นเพราะตกกระไดพลอยโจนจากการเล่นสนุกอยากทำลายศักดิ์ศรีของเผ่ามยุรา แต่กลายเป็นต้องตั้งกิริฏาเป็นรานีตัวเองและทำสัญญาเลือดจับคู่จนไม่สามารถมีใครอื่นนอกจากกิริฏาได้ และดังนั้นความโกรธแค้นกับนิสัยเอาแต่ใจก็สร้างความเดือนร้อนและเสียใจกับกิริฏามาเสมอ จนกระทั่งกว่าสองคนจะปรับความเข้าใจกันได้ ก็เป็นเวลาที่ฝ่ายนาคาที่ทั้งหวาดกลัวและรังเกียจรานีต่างพันธุ์ปะทุถึงขึ้นที่คิดต่อต้านและก่อกบฎขึ้นมา ดังนั้น ความเสียใจที่ไม่ได้ดูแลอีกฝ่ายให้ดี ความย่ามใจที่คิดว่าการมีพิษร้ายแรงกว่าใครจะกดเผ่าพันธุ์ตัวเองในกำมือโดยไม่ต้องฟังใครก็ได้ ทำให้เกิดบุคลิกของ เวทางค์ ที่ทางหนึ่งก็คอยดูแลกิริฏาอย่างดี ทั้งทะนุถนอม ดูแล ให้เกียรติ ให้ความสำคัญ และคอยใส่ใจความรู้สึกและสภาพอารณ์อีกฝ่ายมาก และอีกทางหนึ่งก็เกิดบุคลิกเที่ยงธรรม จิตใจใสกระจ่างแน่นหนัก เป็นผู้ปราบอสูรที่ใช้ปัญญา และมีความเห็นใจเข้าใจแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ต่างเผ่าพันธุ์ เชื่อกับการกระทำและผลของการกระทำมากกว่าจะยึดติดงมงายอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาเลื่อนลอยใด ๆ

นอกจากนี้ สถานะการเป็นผู้ถือครองศรไวกูณฐุ์ปราบอสูรของเวทางค์ ก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การดำเนินเรื่องน่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะในอดีต การถูกไล่ล่าจากทางเผ่านาคาและมยุราทำให้ศาละและกิริฏาไม่สามารถอยู่ในแดนอสูรได้อีก จนไม่มีทางเลือกต้องตั้งความหวังไว้ว่าจะหนีไปขอพึ่งพาผู้ถือครองศรไวกูณฐุ์คนเก่า หากแต่ความปรารถนานั้นก็ไม่สำเร็จ เมื่อศาละต้องสิ้นใจขณะปกป้องกิริฏา และอีกฝ่ายก็หลับใหลไปเป็นเวลานาน และดังนั้น การให้ศาละกลับมาเกิดใหม่และเป็นถือครองศรไวกูณฐุ์ก็เป็นการเติมเต็มความปรารถนาของทั้งคู่ และทำให้เวทางค์ผู้ที่ได้รับเลือกมีหนทางในการปกป้องครอบครัวตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายอสูรทั้งทางนาคาและมยุรายังคิดจะฆ่าแม่ลูกอยู่

ชอบภาษาสละสลวย เล่าเรื่องละเมียดละไม และชอบการดำเนินเรื่องที่ช่วงกลางตัดกลับไปให้เห็นอดีต และสร้างเงื่อนไขความรักที่ค่อยๆ เกิดของศาละกับกิริฏาที่ไม่ใช่แค่ความพึงใจจากหน้าตาของอีกฝ่ายจากที่ได้เห็นครั้งแรก แต่เป็นเพราะได้อยู่ร่วมกันและอยากเห็นอีกฝ่ายดีใจและสุขใจเมื่ออยู่ร่วมกันกับตน และชอบเงื่อนไขความรักของเวทางค์ที่ไม่คิดว่าจะต้องกลับไปให้รู้อดีต เพราะเห็นค่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และคิดอยากจดจำตัวเองที่เคารพและให้เกียรติกิริฏา

นอกจากนี้ การเอาตำนานความเชื่อทางปกรณัมอินเดียมาดำเนินเรื่องก็ทำให้เกิดความน่าสนใจ  เพราะแม้ความเชื่อเกี่ยวกับครุฑ และนาคจะเป็นความเชื่อที่อยู่ในสังคมไทยมานาน แต่ก็จางหายไปทุกทีเมื่อเทียบกับกระแสใหม่ที่เข้ามา พอได้อ่านก็เป็นความสนุกปนความคิดถึงด้วยเช่นกัน

ส่วนตัวให้คะแนนเรื่องนี้ A สรุปส่วนตัวว่า “the beautiful and affectionate tale of reincarnation and promise” 

แต่ติดใจว่าถ้าเวลาซื้อเล่มต้องซื้อทั้งชุดใหญ่เป็นเรื่องภาคลูกด้วย ซึ่งไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบที่พออ่านด้วยกัน รู้สึกว่าความคาดเดาได้ของเรื่องหลังทำให้เรื่องแรกที่ดำเนินมาลงตัวรู้สึกด้อยไปอยู่เหมือนกัน

ปล. ตัวละครที่ชอบมากอีกตัวคือ องค์อนุรุทธ์ น้องชายต่างมารดาของเวทางค์ เพราะเจ้าตัวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้เพราะเวทางค์ผู้เป็นยุพราชในตอนนั้นถูกรับเลือกให้เป็นผู้ถือครองศรไวกูณฐุ์ จนอนุรุทธ์ขึ้นมาเป็นยุพราชและกษัตริย์ครองเมืองแทน และแม้จะอยู่กับพี่ชายที่มีสถานะโดดเด่นเป็นผู้ปราบอสูร แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือหวงแหนอำนาจของตัวเองเลย กลับให้ความเคารพและยกย่องตัวเวทางค์จากใจจริง และมีจิตใจที่เปิดกว้างจนถึงขั้นคิดเล่นสนุกด้วยซ้ำ (อย่างที่ลุ้นว่าทยุจะถูกคลายสะกด ให้ตัวเองให้เห็นร่างอสูรที่ทำลายเมือง)

Sunday, 25 August 2019

The Former Wife of Invisible Wealthy Man

ตัว Ye Sui หลุดเข้ามาเป็นตัวนางร้ายในนิยาย ตามเนื้อเรื่อง เจ้าตัวแต่งงานกับ Chen Shu อาของพระเอก เพราะว่าอยากใกล้ชิดกับคุณพี่พระเอก และก็ใกล้จะหย่ากับคุณอาเพื่อไปใกล้ชิดอินเลิฟกับคุณพระเอกให้เต็มที่!

เอาล่ะ พอหลงเข้ามา ก็กำลังหย่ากับคุณอาโคตรของโคตรหล่อพอดี แต่เผอิ๊ญ น้อง ของเรามองเห็นผีค่า คุณ! น่ากลัวมาก อยู่ไหน ยังไง ก็เห็นผีหมด แถมมาเป็นหมู่คณะเสียด้วยย!  น้องกลัวผี และกลัวผีจริงจังมากกก! จะทำอย่างไรดี! ระหว่างกำลังกรีดร้องคลุ้มคลั่งอยู่ก็ค้นพบว่ารอบๆ ตัวคุณอาไร้ซึ่งผี และที่ดีกว่านั้น ถ้าแตะตัวคุณอาแล้ว เหล่าผีก็จะหายไปเสียด้วย

และแล้ว ปฎิบัติการทำเนียนหลอกแตะตัวพระเอก (ตัวจริง) ก็เริ่มขึ้นน 

ที่สำคัญ ด้วยความกลัวผี ก็ทำให้น้องเขาเห็นคุณพี่ประหนึ่งขอนไม้ให้เกาะกลางมหาสมุทร ไม่ว่าจะอยู่ไหน ทำอะไร ก็พร้อมจะเห็นพี่เขา และพุ่งตัวเข้ามาหาด้วยความไวแสง ขนาดต้องออกไปนอกค้างนอกบ้าน ก็แอบขโมยกระดุมเสื้อพี่เขาไปเป็นเครื่องราง หรือพอพี่เขาไม่อยู่ก็กลัวผีจนต้องหนีมานอนบนเตียงในห้องคุณพี่ ดูรักและซื่อสัตย์ภักดีต่อคุณสามีเป็น loving wife ตัวอย่าง

ตัว Chen Shu ถูกออกแบบบุคลิกมาให้เป็นคนเคร่งเครียดและเย็นชาตั้งแต่ตอนแรก ดังนั้น แรกๆ พี่เขาก็พยายามเลี่ยงสัมผัสน้อง แต่ไปๆ มาๆ อาการกลัวผีน้องก็น่ารักน่าสงสาร และน่าขบขัน ก็ทำให้คุณพี่ใจอ่อนโอ๋น้องไปไม่รู้ตัว — ตอนแรกอ่านแล้วก็นึกว่าต้องลุ้นนานกว่าน้ำแข็งในใจพี่เขาจะละลาย แต่เอ๊ะ! ทำไมเข้าสมาคมพ่อบ้านใจกล้าง่ายและเร็วขนาดนี้คะ พี่? น้องทำอะไรก็ถูกต้องดีงามหมด บอกว่าร้อน ขณะหิมะตกท่วมบ้าน พี่ก็พร้อมจะเออออว่าอากาศร้อนตามน้องไป ไม่นับอาการป๋าเปย์ที่พร้อมจะซื้อแม้กระทั่งวิลล่าริมทะเลไว้เซอร์ไพร์น้องงง! หล่อมากและดีมาก ไม่มีที่ติมากค่า เฮียย

แต่เอาจริง ถ้าพี่ไม่รีบโอ๋น้อง น้องอาจจะหัวใจวายตายไปก่อนก็ได้ เพราะว่าคุณเธอเจอผีได้ทุกที่ ทุกเวลา ขึ้นลิฟต์ก็ลิฟต์ค้าง ไฟกระพริบติดๆ ดับๆ อยู่บนรถบัสกับคุณสามีเหมือนมีคนเต็มรถ แต่คุณสามีก็พูดขึ้นมาว่า ทั้งรถมีแต่เราสองคน (...) แล้วที่เหลือคืออะไร ฮืออออ // อ่านดึกๆ เงียบๆ คนเดียวก็เริ่มเย็นหลังเหมือนนะ ㅠ

ที่น่ารักมากอีกอย่างคือว่าพอเจ้าตัวเข้ามาอยู่ในร่าง Ye Sui ด้วยความที่อีคิวเต็มร้อย ทะลุร้อยก็ทำให้เป็นที่รักคนรอบข้างได้ และก็ช่วยดูจิตใจคุณพี่พระเอกเสียด้วย สองคนดูประคับประคองกันมาก และพอสนิทกันมากขึ้น ก็เริ่มมีการที่คุณสามีช่วยไล่ผีเสียด้วย ฉากที่ขำมากฉากหนึ่ง คือสองคนไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วพอค้างห้องโรงแรม น้องก็คิดว่าที่ใหม่ จะมีผีกลุ่มใหม่มาไหม แล้วก็มีจริงๆ เจ้าค่ะ! ระหว่างที่กำลังกลัวจิตหลุด พี่พระเอกก็เข้ามาพอดี แล้วพอมีผีทีวีที่เลียนแบบซาดาโกะไต่ออกจากจากทีวี พี่แกก็ “เหยียบ” กองผมของผีจนขยับตัวไม่ได้ จนต้องร้องให้น้องช่วยบอกให้คุณสามีเลิกเหยียบ จากที่กลัวผี ก็เลยกลายเป็นสงสารกันแทนไป

เรื่องนี้ Ye Sui เป็นดาราที่ไม่ค่อยดัง แต่เพราะข้างในเปลี่ยน และบุคลิกเปลี่ยน ไม่นับความสามารถที่มากกว่าร่างเดิมก็เลยทำให้ติดตลาดขึ้นมา และที่สำคัญ พอเจอผีไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการช่วยเป็นสื่อกลางให้เหล่าผีกับคนที่รักด้วย แต่ละคนก็เป็นพวก big wig ทั้งน้านนนน เมื่อได้พูดคุยกับคนที่จากไปแล้วก็ดีใจ รีบตบรางวัลอลังการน้องสิคะ

อ่านได้เรื่อยๆ เป็น rom-com แนวฟิลกู๊ด แต่ว่าถ้าอ่านติดอ่านรัวก็จะเป็นลูปวนเรื่องซ้ำไปประมาณนึง ส่วนตัวให้ C++/B -- แล้วแต่ช่วง สรุปใจความว่า “How ghosts help me discover the you and fall in love, and how you become precious to me.” บอกรักมากก อืมมม



สปอยล์ที่ก็ไม่ค่อยสปอยล์

อื่นๆ ก็คือ พระเอกดูว่าเป็นสมาชิกตระกูลใหญ่ที่ถูกคนในตระกูลเย็นชาใส่ แต่จริงๆ พี่เรารวยมากกกกกก เป็นเจ้าของค่ายบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดโดยที่คนไม่รู้ และดังนั้น พี่ก็พร้อมเปย์น้อง และผลักดันน้องเต็มที่

Friday, 2 August 2019

เมื่อตัวร้ายตกหลุมรัก โดยจิ๋วอี่

ไม่ต้องห่วง ทั้งอินทั้งสปอยส์เจ้าค่า

“คนเทมแมว แมวเทมคน”

นี่คือหนึ่งในนิยายวายเรื่องแรกๆ หลังจากที่เริ่มอ่านวายเมื่อปีที่แล้วเลย ฮือออ เลยรักมากและผูกพันมากในฐานะที่เพิ่งเริ่มอ่าน แล้วก็ในฐานะคนบ้าแมวเหมือนกัน — อย่าว่าแต่ตัวเอกใจยวบเลยย ดิฉันอ่านไปก็กรีดร้องไปแล้วหันไปนัวแมวตัวเองเหมือนกันค่า

ตัวเอก กู้เหยี่ยน เป็นนักเขียนนิยายสาย bad end ที่แม้ว่าเรื่องจะสนุกอลังการมาตลอดยังไง สุดท้ายก็จบแย่อยู่ดี ดังนั้น พอเรื่องสุดท้าย เหล่าคนอ่านก็ทนไม่ไหว สาปแช่งและสาปส่งจนพระเอกหลุดไปอยู่ในนิยายที่ตัวเองแต่ง

ซึ่งไม่ว่าโลกไหนๆ ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ พี่เขาเข้าไปเป็นแค่ตัวประกอบที่ควรจะถูกลาสบอสฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม แต่ทีนี้ เข้าไปปุ๊บ ลาสบอสโผล่ในรูปของแมวสิคะ คุณ! เข้าไปโลกแรกใหม่ๆ เริ่มแรกก็ทำเพื่อเอาตัวรอดดีอยู่ แต่ไปๆ มาๆ ในฐานะที่เขียนท่านลาสบอสอิงจากแมวตัวเองก็เผลอไปโอ๋หนักเข้าจนได้ เจอแบบนี้ มีหรือจะปักธงไม่สำเร็จ ท่านบอสรูปแมวก็ชอบให้โอ๋ กอด ลูบ เกาคาง ส่วนคนรักแมวก็ใจยวบ นัวเนียแมวไปเรื่อยๆ ไม่ลืมหูลืมตา

ดังนั้น โลกแรก ท่านอีไลผู้สูงส่ง ราชาของเหล่าเฮดีสที่อยู่บนขั้นสูงสุดของห่วงโซ่อาหารระหว่างดาวก็หลงรักมนุษย์ผมดำอ่อนแอ (?) ที่ดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ

ต่อมา โลกสอง โลกผู้ฝึกตน และความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ที่ควรจะเลวร้ายตามประสา ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าศิษย์มีเชื้อสายเทาเที่ยอยู่ แต่ใช่ค่ะ คนบ้าแมวเขียนอะไรก็ต้องเป็นแมว ดังนั้น เจียงถาน ลูกผสมเทาเที่ยจึงเป็นแค่แมวก้อนขน และดังนั้น คนบ้าแมวก็ใจยวบบบบบ ไม่ต้องพูดถึง เมื่อเช็คกับระบบส่วนตัวเลยว่ามีความไปได้ที่พี่พระเอกจะตามมาอยู่ในรูปแมวเทาเที่ยด้วยเลย หลงรัก โอ๋หนัก และตามใจหนักไม่สนใคร ส่วนแมวทั้งความทรงจำที่รางเลือนจากโลกเก่าและการดูเอาใจดูแลในโลกนี้ก็ทำให้ท่านอาจารย์กลายเป็นคนสำคัญอันดับหนึ่งและอันดับเดียวในใจไปเรียบร้อย

โลกที่สาม กลายเป็นเรื่องของการตามหากันและกันไปแล้วจ๊ะ ความรักระหว่างเกมเมอร์ที่เป็นนักเวทสุดเทพ กับอาซา ระบบ AI ลาสบอสเหมือนเดิม เอาจริงโลกนี้เป็นโลกที่ชอบที่สุด เพราะว่าเข้ามาในเกมแล้วค่อนข้างเปิดกว้าง เป็นกึ่งๆ เล่นเกมผสมแฟนตาซี เมื่อมีการทำเควสเข้ามาเกี่ยวข้อง ค่างกันโลกอื่นที่เดาทางตามสูตรสำเร็จได้ และที่สำคัญด้วยความที่คุณพี่พระเอกเป็นลาสบอสเจ้าของโลกจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นน ที่น่ารักมากคือพออยู่กับตัวเอกแล้วอารมณ์ดีมากๆ ก็จะคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทำระบบรวนจนคนหลุดออกจากเกม

ที่สำคัญอีกอย่างคือด้วยความที่เป็นตัวคุมระบบเอง ดังนั้น จะออกไอดีตัวเองใหม่มากี่ตัวก็ได้ กลายเป็นไอดีหล่นเกลื่อนกลาดเพื่อที่อยู่กับกู้เหยี่ยนที่อยู่ระหว่างทำเควสได้ ที่ขำกว่านั้น เพื่อเอาใจและตามใจเจ้าตัวก็ทำให้กลายเป็นเควสลำเอียงทั้งความง่ายทั้งของรางวัลเสียด้วย เป็นช่วงที่อ่านไปกรีดร้องไปได้เลย

โลกสุดท้าย ปรมาจารย์ฮวงจุ้ย/ ปราบวิญญาณ ส่วนตัวแล้วชอบโลกนี้น้อยสุด เพราะไม่อินกับเรื่องแนวปราบผีดูฮวงจุ้ยมาก แต่ช่วงที่เทมลาสบอสอย่างเซี่ยหลานได้ไวด้วยความเร็วชั่วกระพริบตาน่ารักที่ทุกคนรอบตัวงงและตกใจไปเลย กับช่วงสุดท้ายที่คุณพี่พระเอกสติแตกจะฆ่าล้างโลกก็อ่านลุ้นปนขำ

สุดท้ายฉากกลับที่โลกแห่งความเป็นจริงที่เฉลยทุกอย่างก็ทำให้ได้ดีมาก สมบูรณ์แบบมากจนอีพวกชอบล่าหา loopholes ยังต้องก้มกราบ ฮือ ผูกประเด็นจบได้ดีมากจริงๆ 

ความนัวเนียแบบฉันรักแมว แมวรักฉัน แมวรักฉัน ฉันรักแมว ความรู้สึก fluffy ประคับประคองดูแลห่วงใยอีกฝ่าย ทั้งรับและตอบแทนกันอย่างเห็นค่า เป็นเรื่องที่ทำให้เรื่องนี้น่ารักมากๆ แล้วก็อ่านอย่างมีความสุขมากๆ เป็นการตามใจกันไปตามใจกันมาชนิดโอ๋กันไร้ขอบเขตจริงๆ ชอบกู้เหยี่ยนที่ให้ความสำคัญกับคนรักเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกอีกฝ่ายว่า “คนรักของเขา” ตลอด และระมัดระวังไม่ให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ โอ๋และให้ความสำคัญกันถึงขนาดที่ว่า ถ้าต้องเลือกกู้โลกกับเลือกแมวฉิวฉิว ตัวเองก็จะเลือกฝ่ายหลัง อย่างเมื่อมีเรื่องใหญ่ ยังถึงขนาดคิดว่าเรื่องกู้โลกเป็นเรื่องรอง เรื่องปลอบใจคนรักเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด

และกับแมว ให้ค่าขนาดไหนก็คือเรียกอีกฝ่ายว่า "สมบัติล้ำค่า" ไม่ก็ "ของล้ำค่า" เสมอ และก็ประคองใจ ตามใจเพราะเห็นความสำคัญ และใส่ใจความรู้สึกอีกฝ่ายเสมอ อย่างโลกแรกก็ไม่บุกรุกโลกที่อารยธรรมด้อยกว่าดาวตัวเอง เพราะกลัวว่าตัวเอกจะเศร้าใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีการอ้อนและงอแงเรียกร้องความสนใจอย่างเอ็นดูเป็นระยะ เช่น เปลี่ยนร่างเป็นแมวเพราะรู้ว่ากู้เหยี่ยนใจอ่อนแน่ๆ แม้ว่าบางครั้งจะทำแบบร้ายเนียน อย่างเช่น ให้กู้เหยี่ยนกอดร่างตัวเองที่เป็นมังกรแน่นๆ ตอนสู้ ไม่ใช่เพราะว่าจะได้สู้ง่าย ไม่เป็นภาระ แต่เพราะว่าอยากให้กอด ใครจะทำไม!

แต่นอกจากประเด็นความละเมียดละมุน โลกหนึ่งและสองก็มีจุดพีคกระชากใจให้ตัวเอกต้องเสียสละอย่างมากเพื่อพระเอก และในฐานะคนอ่านใจอ่อนก็อยากจะตายไปด้วยคนมาก โลกที่สาม โลกที่สี่ ความรู้สึกผูกพันคะนึงหาก็ทำให้ตายไปอีกสองรอบอยู่ดี

จึงสรุปอย่างไม่เป็นธรรม (นั่นคือลำเอียงงง!) ให้ A+++ สิบเต็มสิบ ไม่ต้องสงสัย เป็น Best Read 2019 ไปเลย (นับภาษาไทยก็แล้วกันนะ) ความรู้สึกด้านบวกสูงมาก ไม่มีพิษและอารมณ์ด้านลบมาแม้แต่น้อย (ไม่นับความขี้หึงของคุณพี่พระเอก เพราะเรารู้กันอยู่ว่าเป็นธรรมเนียมปฎิบัติกันไปแล้ว) อย่างที่ขึ้นว่า
“คนเทมแมว แมวเทมคน
คนโอ๋แมว แมวโอ๋คน
คนหลงแมว แมวหลงคน
คนบ้าแมว แมวบ้าคน” 

หรือไม่งั้นก็จะบอกว่า “A heart-warming love tale based on compassion, consideration and affection” เหรอ? ยังคิดสรุปลงตัวไม่ได้ อืม อืม “A love tale of when the cat maniac loves, and when the cat loves maniacally.” ดูจะเหมาะกว่า

ความรู้สึกคู่นี้ คิดเพลงไม่ออก แต่ถ้าเป็น กู้เหยี่ยน คิดถึงเพลง Me & You ของ Parekh & Singh ท่อนนี้ แต่บางทีแมวก็คงรู้สึกแบบเดียวกันนะ :)

“Are you worried?
That I won't come back and say
That we're in love
In there we are, woah-oh
Just me and you
We can do all the things that you like to do
All it takes
Is just me, just me, just me, me... And you
Move your hands in circles
Keep me hypnotized
All of our love
It's in black and it's in white"

จริงๆ ดีใจที่ Rose ได้ลิขสิทธิ์นะ อ่านอินกว่าการอ่าน mtl ด้วย Chrome เยอะเลย ชอบหน้าปกเล่มหนึ่งที่หลับอยู่กับแมวลายเสือมาก ถึงแม้ว่าปกที่สองจะดูไม่ใช่คู่นี้ก็ตาม (จริงๆ ควรเป็นกู้เหยี่ยนหลับ แล้วแมวร่างคนนั่งดู!) สาธุ อยากได้เรื่อง The Villain’s White Lotus Halo อีกเรื่องแล้วจะตายตาหลับบบ — แต่ก็อาจจะโลภอยากได้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เอาล่ะ Death Progress Bar อีกเรื่องก็ดีนะคะ 555555

เจอที่เหมือนจะแปลผิดที่นึงคือตอนคุยกับที่ระบบแล้วบอกว่าช้า/ สายไปแล้ว แต่แปลออกมาว่าดึกไปแล้ว กับเจอพิมพ์ตกอีกที่เหมือนกัน

Monday, 22 July 2019

The Reborn Otaku’s Code of Practice for the Apocalypse

-ระวังสปอยส์จ๊ะ มันมาแน่-

นี่เรื่องแนววันสิ้นโลก+ซอมบี้ที่ชอบที่สุดอันดับสองง // เอาจริงไม่ได้เขียนขายย เพราะน่าจะอ่านกันไปหมดแล้ว แต่เขียนบันทึกให้ตัวเองมากกว่า ^^”

มีแปลอยู่ในเด็กดี โดยคุณ Tatiane ด้วยชื่อมาตรการรับมือวันสิ้นโลกฉบับโอตาคุผู้กลับชาติมาเกิด  แต่ปัจจุบัน มีสำนักพิมพ์ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าใคร ฮือ ลุ้นมากก เพราะว่าอยากซื้ออ อยากเก็บบ แต่ก็กลัวหนังสือไม่ท็อปฟอร์มมมมมมม

เอาล่ะ เริ่มเรื่องมาที่ Luo Xun กลับมาเกิดอีกครั้งก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง แล้วด้วยความที่ทุกข์ยากอยู่ในยุคหลังวันสิ้นโลก เพราะความที่เป็นคนธรรมดา ไม่มีพลังวิเศษ และไม่มีใครให้เกาะขา คุณน้องเขาก็อยู่อย่างลำบากขัดสนปลูกผักขายประทังชีวิตในห้องใต้ดินไปด้วยความแร้นแค้นนน รัดทนไม่รันทดขอให้ดูสภาพร่างกายขาดสารอาหารและไม่เคยเจอแสงแดด

ดังนั้นนน เมื่อกลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเตรียมพร้อมค่า

เริ่มต้นตั้งแต่มีอะไรก็ไม่สนใจ ขายให้หมด แล้วรวบรวมทุนทรัพย์ไปตุนของงง คิดอะไรออก ก็รีบซื้อเก็บไว้ ตั้งแต่เมล็ดพืช เครื่องปรุงอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ จริงจังขนาดที่ถึงขั้นซื้อเครื่องสีข้าวไว้เลยด้วยซ้ำ

ด้วยความที่เป็นคนใต้ตึก อาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน พอกลับมาก็เก็บกดมากก ที่ฐานเดิมที่เคยอยู่ มีครอบครัวที่อาศัยอยู่ชั้นบนสุด อยู่อย่างหรูหราด้วยการติดแผงโซลาร์เซลล์ แล้วขายไฟฟ้า Luo Xun ก็วาดฝันสวยมากกว่า จะทำแบบนั้น และอลังการกว่านั้น รีบซื้อห้องประกาศความเป็นเจ้าของจริงจัง

พอวันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ ชัยภูมิห้องที่เป็นทั้งตึกใหม่ ไม่มีใครมาอยู่ และเป็นชั้นบนก็ทำให้อยู่ปลอดภัย จนกระทั่งไปเก็บตกผู้ชายที่บาดเจ็บระหว่างชั้นบันไดมาเนี่ยแหละ ที่เหมือนชีวิตเริ่มมีปัญหาแล้ว เก็บมาเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่กลัวใครมาตามเจอ แต่ก็กลัวมาอีคนที่เก็บมาได้จะมาเกาะตัวเองอยู่ สิ้นเปลืองทรัพยากรไปให้คนอื่นอีก

ดังนั้น การดูแลและเลี้ยงดู Yan Fei ก็เริ่มขึ้น ... ด้วยความหวังของ Luo Xun ว่าพอหายดี อีพี่จะไปซะที แต่ที่นี้ พออยู่ด้วยกันไป ก็พบว่าพี่เขามีพลังพิเศษอยู่จ๊ะ เค้าควบคุมบังการโลหะได้ บวกลบคูณหารในใจเห็นข้อดีมากกว่า ก็เลยอนุมัติให้ Yan Feiอยู่ด้วยกันด้วยเสียเลย

ระหว่างนี้ ห้องอื่นในชั้น 16 ก็เริ่มมีเพื่อนบ้านมาอาศัยอยู่ข้างห้อง เป็นเด็กนักศึกษา 5 คนที่รอดมาได้จากการทำตามคำแนะนำแปลกประหลาดเกี่ยวกับวันสิ้นโลกที่อ่านเจอในเนท (แน่นอนว่ามาจาก Luo Xun นั่นเองง)

ช่วงแรกๆ ตัว Luo Xun ก็ยังไม่อยากยุ่งกับใครมาก ให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ไปตามเรื่องก็แค่เพราะว่า ถ้าเพื่อนบ้านแข็งแกร่ง บ้านเราก็จะปลอดภัยไปด้วย ต่างคนต่างอยู่ จนกระทั่งเริ่มออกหาของไปนอกฐานแล้วเก็บคนที่ถูกพรรคพวกทิ้งมาได้อย่าง Zhang Yi ที่มีความสามารถในการใช้ลมมาได้อีกคน

ซึ่งเพราะพอ Zhang Yi เป็นหมอ ก็ได้รับการปฎิบัติที่ดีจากเจ้าหน้าที่ในฐาน และก็ได้จัดสรรห้องในชั้น 16 มาเป็นเพื่อนบ้านอีกคน พออยู่ด้วยกัน เหล่ามนุษย์ชั้น 16 ก็มีความเป็นกลุ่มก้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับความแข็งแกร่งจากการที่มีคนที่ใช้โลหะและใช้ลมอีก

ไปเรื่อยๆ ก็เก็บ Xu Mei กับ Song Lingling สาวๆ ในชั้น 15 มาเข้ากลุ่มได้อีก 2 คน เพิ่มความสามารถในการใช้ไฟ และน้ำเข้ามา ... ครบทีมล่ะ

เอาล่ะ คราวนี้ความเทพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้สนุกที่ความเสมือนจริง เป็น slice of life ที่แต่ละคนพยายามอยู่ในฐาน และเอาตัวรอดให้ได้ดีที่สุด หนุ่มๆ แต่ละคนทำงานกับฐาน และก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการปรับชั้น 16 และ 15 ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่สบายที่สุด พร้อมๆ กับการปลูกพืชเอาไว้กิน (เพื่อประกันว่าจะมีพอกิน ก็เปลี่ยนพื้นที่ที่เหลือทั้งสองชั้นให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชปลูกผักให้หมด) ส่วนสองสาว ไม่มีงานในฐาน แต่คอยดูแลต้นไม้ที่ปลูกเป็นหลัก เห็นแต่ละคนทำงานแล้วรู้สึกเหนื่อยแทนมากก นี่คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เพาะปลูกไว้ยังชีพ ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตจริงๆ

ด้วยความที่มีงานประจำ ก็เลยออกนอกฐานไปหาของได้เดือนละครั้ง ซึ่งเพราะจำนวนครั้งน้อย ก็เลยต้องใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนฆ่าและเก็บ nucleus จากซอมบี้ และการตามล่าหาทรัพยากรทั้งหลาย ซึ่งช่วยที่ออกมานอกฐานนี่เป็นช่วงที่รอและลุ้นที่สุดจริงๆ เพราะวิธีการฆ่าโหดมาก ถึงขนาดที่ทีมที่เก่งที่สุดก็ยังเก็บ nucleus แต่ละครั้งไม่ได้ขนาดนี้ (ถึงขั้นที่ Xu Mei กับ Song Lingling บอกว่าถึงออกได้เดือนละครั้งก็ยังคุ้มกว่าออกไปกับทีมอื่น) ทำงานกันเป็นทีม จริงจังและมีแผนงานเป็นขั้นเป็นตอนมาก สมาชิกมีแค่ 10 คน แต่ทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ช่วยเหลือกันชัดเจน

ช่วงนี้มีน่ารักมากอยู่อย่าง เพราะความที่ Luo Xun เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังจนกลายเป็นคนชายขอบในชาติก่อน คราวนี้เจ้าตัวก็ไม่ได้คาดว่าตัวเองจะได้การยอมรับหรือนับถือใดๆ แต่เพราะความสามารถล้นเหลือ ทั้งในเรื่องความรอบรู้ (โดยเฉพาะจากในชาติก่อน) ความมีสติ วางแผนเก่ง และตัดสินใจถูกต้องก็เลยถูกสมาชิกคนอื่นวางให้เป็น “หัวหน้า” ไปโดยตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง เป็นมติเอกฉันท์แบบที่ตัวเองก็ยังงงๆ — ไม่นับความสามารถในการใช้หน้าไม้ที่โหดมาถึงขั้นที่ตามประกบ Yan Fei ไปด้วยเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ถึงขั้นที่ได้จ้างให้ทำหน้าที่คุ้มกันไปด้วยอีก

ความสัมพันธ์กับ Yan Fei ก็น่ารัก ด้วยความที่พี่เขามาจากตระกูลใหญ่ (ใหญ่ไม่ใหญ่ ขนาดมาที่ฐานยังกลายเป็นบุคคลสำคัญได้) ถูกคาดหวังจากคนในครอบครัว และมีภาระหน้าที่อันหนักหนา พอถูก Luo Xun ช่วยไว้ พี่แกก็เลยตั้งเป้าหมายชีวิตว่าจะเป็นช้างเท้าหลัง ไม่คิดมาก ไม่ชี้นำ ถ้า Luo Xun อยากทำอะไรก็พร้อมจะสนับสนุนเห็นงาม และความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ออกมาในรูปการประคับประคองและดูแลทั้งกายและใจกันมาเสมอ รู้ใจและเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องออกปาก ฉากที่เห็นบ่อย คือ Luo Xun ออกแบบของที่ทำจากโลหะแล้วให้ Yan Fei ทำออกมาจากที่ร่างไว้


เรื่องนี้เน้น 2 ขา ก็คือออกไปหาของ แล้วก็เอากลับมาใช้/ ตุนที่บ้าน ซึ่งสุดท้ายพอฐานที่อยู่เริ่มเข้มงวดกับคนที่อยู่ และสร้างความลำบากให้กับคนที่มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มนี้ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ที่มั่นถาวรตัวเอง ขำที่ Luo Xun น้ำตาไหลเป็นสายเลือดที่ต้องทิ้ง “รัง” เดิม แต่ที่ใหม่ก็มีพื้นที่ทั้งอยู่อาศัย และเพาะปลูกดีกว่าที่เดิมจริงๆ ช่วงบท 210-240 กลายเป็นเรื่องของการเอาของมาตุนบ้านใหม่จริงจัง เว่อร์ไม่เว่อร์ก็ถึงขั้นที่ไปเอาเกมกลับมาบ้าน มีทั้งเกมในแต่ละห้อง แล้วก็ในส่วนกลาง เอนเตอร์เทนไม่รู้จบกันไป

ชอบช่วง final battle กับซอมบี้ที่วางแผนรอบบ้านดีมาก และเป็นการสู้ด้วยตัวเองนอกฐานที่กินเวลาและกดดันมาก แต่ก็ยังผ่านมาได้ ตอนแรกติดใจอยู่ว่า ถ้ามีสมาชิกแค่ 11 คน (มีเด็กความสามารถใช้ทรายมาอีกคน) จะอยู่รอดได้ไหม เพราะรู้ว่าทีม compact ลงตัวแบบกลุ่มเล็ก แต่ก็กลัวว่าจะไปสู้กับพวกมากไม่ได้ กับถ้าใครหายไป (โดยเฉพาะ Yan Fei ที่ใช้พลังตัวเองทำทุกอย่างในกลุ่ม) แต่สุดท้าย การที่สมาชิกในทีมน้อยก็เน้นความเป็นครอบครัวและความลงตัวที่สมาชิกทุกคนมีความจำเป็นและที่หน้าที่ของตัวเองชัดเจน

กับชอบที่สุดท้ายแล้วฐานใหม่กลายเป็นกึ่งๆ สวนสัตว์ไป มีตั้งแต่หมายักษ์ 2 ตัวที่ชอบไล่ต้อนสัตว์มาให้คนในทีมช่วยฆ่า (แล้วแบ่งกันกิน) ลูกเหยี่ยวอีกสองที่เก็บมาได้ และลูกหมาตัวเดิมที่ Luo Xun เอามาเลี้ยงตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกนี้ก็มีพลังอีกเหมือนกัน — กับปลา และกระต่ายที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารอีก แล้วรอบๆ ฐานก็เป็นบ่อปลาที่สัตว์ทั้งหลายมาหากิน

ให้ A- เรื่องดรอปลงไปช่วงที่เก็บของเข้าฐานใหม่ เพราะเป็นลูปหางาน-เก็บของ-ตุนของ ถึงจะเข้าใจว่าต้องทำก็เถอะ กับชอบที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ กลายเป็นชีวิตดี อยู่ดีกินดี คนรักดี ทีมดี เพื่อนดี แต่ที่ประทับใจมากที่สุด ก็คือตอนจบ
.
.
สปอยส์ที่สุด
.
.
ชอบที่การให้ความหวังและวาดฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม เพราะคนเริ่มปรับตัวได้ และรับมือกับซอมบี้ได้ดีขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อจำนวนซอมบี้ลดลงไปเรื่อยๆ) กับชอบที่ให้มีทางเลือกที่จะไม่อยู่ พึ่งพาฐาน แต่ออกมาเป็นกลุ่มใช้ชีวิตอิสระช้างนอกได้ มีจุดที่รู้สึกว่าเขียนรวบเหมือนกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนในทีมหลังจากนั้น แต่รวมๆ ก็ยังถูกจริตมากรุนแรงอยู่ดี

Friday, 19 July 2019

Dangerous Survival in the Apocalypse

-ระวังสปอยส์นะคะ มันโผล่มาตามประสา-

นี่คือเรื่องแนววันสิ้นโลก + ซอมบี้ที่ชอบที่สุดตอนนี้ มากกว่า Thrive In Catastrophe กับ The Reborn Otaku’s Code of Practice for the Apocalypse อีก

เปิดฉากมาด้วย Shen Shian ตัวเอกฟื้นจากอุบัติเหตุในโรงพยาบาล และก็พบว่าเลือดตัวเองทำปฎิกริยากับประคำที่ข้อมือ ทำให้เปิดช่องว่างมิติได้ ซึ่งก็เหมือนสูตรสำเร็จเรื่องอื่นๆ ที่จะมีบ่อน้ำวิเศษ บ้านพัก และพื้นที่เพาะปลูกอยู่แล้ว ระหว่างนี้เมื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติก็จับพลัดจับพลูเก็บลูกหมามาเลี้ยงได้

ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ ระหว่างคนหนึ่งคนกับลูกหมาหนึ่งตัว ... ซึ่งก็ไม่ใช่ลูกหมาซะทีเดียว เพราะเขาคือพระเอกกกก!

คุณพี่พระเอกบังเอิญโผล่หลงมาที่มิติมนุษย์จ๊ะ ด้วยความที่บาดเจ็บก็เลยอยู่ในร่างลูกหมา สติปัญญา ความฉลาด และการรับรู้ก็ถูกจำกัดเอาไว้เสียด้วยย แต่ด้วยสัญชาตญาณได้กลิ่นน้ำพุก็พยายามเข้าหา Shian ซึ่งก็เลยทำให้เจ้าตัวคิดไปว่าหมาน้อยติดตัวเองตามประสาลูกสัตว์ เป็นการอยู่อย่างปรับตัวเข้าหากัน จนกระทั่งลูกหมาได้เข้าไปในมิติพิเศษแล้วก็ไปแช่น้ำในบ่อน้ำจนกลายเป็นลูกคนนั่นแหละ ทำให้ตัวเอกของเราเริ่มไม่แน่ใจในประสิทธิภาพและขอบเขตความเป็นไปได้ของบ่อน้ำวิเศษตัวเอง

ระหว่างนี้ โรคหวัดก็แพร่ระบาดไปทั่วเมือง แต่เพราะคุณพี่ Shian ทำอาหารจากน้ำในบ่อและมะเขือเทศที่ปลูกในช่องมิติตัวเอง เหล่าคนรอบตัวก็เลยไม่มีใครเป็นอะไร คนเป็นหวัดมากขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่อยู่ในคาบเรียน (ใช่แล้วว Shian หล่อและหน้าตาดี เอ๊ยย หล่อและฉลาดมาก พี่เขาเรียนหมออยู่) ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายจากด้านนอก และก็กลายเป็นว่า คนที่เป็นหวัดทั้งหมดได้กลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้วว ไวรัสหวัดก็คือไวรัสเชื้อซอมบี้

ความเรื่อยๆ เอื่อยๆ ก็ดำเนินมาถึงตอนนี้ เผอิญว่า Shian ได้บอดี้การ์ดมาจากพ่อหลังเกิดเรื่อง ก็เลยได้บอดี้การ์ดเป็นคนกำหนดแผนการและพาทุกคนหนีไปตั้งหลักที่ด้านอ่างเก็บน้ำของมหาวิทยาลัยก็เป็นจุดเริ่มของความระทึกขวัญ เพราะทุกคนต้องคอยระวังตัว และก็ต้องเริ่มฆ่าซอมบี้ที่เพิ่งกลายร่างมา เป็นครั้งแรกที่อ่านฉากต้องลงมือกับซอมบี้แล้วเครียดตาม อารมณ์เหมือนจริง แล้วก็เหมือนต้องตัดสินใจไปด้วยมาก

หลังจากนั้น Shian ก็ตัดสินใจเดินทางไปปักกิ่งกับ Shen Xun ที่อยู่ในร่างเด็กน้อย เพื่อจะไปหาพ่อตัวเอง ฟังดูเหมือนจะลำบาก แต่ว่าช่องว่างมิติของ Shian ความสามารถล้นเหลือมาก เก็บไปได้ทุกอย่าง ประกอบกับอาหารที่มีอยู่ในบ้าน (Shen Xun เพิ่งขอเนื้อกองเท่าบ้าน -ความหมายตามนั้นจริงๆ- จากพ่อของ Shian มา) และรถทหารพิเศษที่ได้มาจากพ่อหลังเกิดอุบัติเหตุ ก็แทบจะทำให้เจ้าตัวไร้เทียมทานแล้ว ไม่นับว่าได้ฝึกวิชาที่อยู่ในมิติพิเศษมาอีก

ช่วงผจญภัยตอนนี้ ด้วยความที่ Shian เก่งมาก ความสามารถรอบด้านสูง นอกเหนือจะช่วยคนระหว่างทางไปเรื่อยๆ ไปเจอใคร ฐานไหน เขาก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอีกต่างหาก ขำที่พอไปสังเกตการณ์และตามข่าวในฐานทหาร และออกไปช่วยฆ่าซอมบี้กับกลุ่ม ด้วยความที่เก่งมาก ถึงขั้นที่หัวหน้ากลุ่มเชิญมาดูแผนที่ และปรึกษาหารือด้วยซ้ำ

แต่จุดเด่นในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความโลดโผนในการรับมือกับเหล่าซอมบี้ หากเป็นการรับมือกับใจมนุษย์ ตั้งแต่ที่หลบภัยที่แรกที่ Shian ไปเจอ คนก็เลวร้าย และอำมหิตกว่าซอมบี้แล้ว มีทั้งพวกที่คิดใช้คนอื่นเป็นเหยื่อล่อ และเหยียบย่ำคนอื่นให้ตัวเองรอด หรือแม้กระทั่งเป็นใหญ่ และก็เป็นการวัดใจและวัดไหวพริบความชาญฉลาดของ Shian ว่าจะเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขับจากคนได้อย่างไร โดยเฉพาะปมที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือจากพ่อ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลก็เป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดอย่างหนึ่งในเรื่อง และส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เด่นมากจากเรื่องวันสิ้นโลก + ซอมบี้อื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ เพราะความที่ Shian ความสามารถล้นเหลือ OP มากอย่างที่ได้ย้ำไป ก็เลยทำให้ช่วยคนที่ควรค่าแก่การถูกช่วยได้เป็นระยะๆ และก็ได้คนที่ดีทั้งนิสัย และเก่งด้วยความสามารถมาอยู่ในทีมทีละคนสองคน

แต่ถ้าจะถามว่าความโรแมนซ์ระหว่างพระเอก-ตัวเอกอยู่ตรงไหน? ขอบอกว่าตอนนี้อ่านถึงบทที่ 130 แล้ว พี่พระเอกก็ยังอยู่ในร่างเด็กจ๊ะ อยากจะร้องไห้มาก คนเขียนบอกว่าอยากปูพื้นเรื่องนานๆ แต่นี่มันนานไปแล้วว ตอนแรกบอกว่าจะโผล่มาไม่เกิน 115 แล้วก็ยังไม่มา แต่เอาเถอะนะ ความสัมพันธ์แบบที่เป็นอยู่ก็คือน่ารักมากๆ เพราะตัวพระเอกในร่างเด็กก็อ้อน Shian น่ารักมากๆ พี่เค้าไม่ได้แอ๊บแต่เพราะความจำกับความฉลาดยังไม่คืนมา ก็เลยมีบุคลิกแบบเด็กๆ ที่ชวนใจยวบอย่างยิ่งง อย่างเช่น วิ่งไปฆ่าซอมบี้ด้วยดาบยักษ์ที่ใหญ่กว่าตัว แล้วก็วิ่งหน้าเริ่ดเอา nucleus กลับมาให้ โดยมีประโยคหากินว่า AnAn, for you! ทุกครั้ง หรือพอคนในกลุ่มไปได้สิงโตจิ๋วมาเลี้ยง เจ้าตัวก็ทำหน้าจะร้องไห้ แล้วบอกว่า ห้าม AnAn ไปลูบหัวสิงโตนะ!

ซึ่งความสัมพันธ์ใจยวบก็เป็นไปสองฝ่ายมาก Shian ถึงขั้นกระโดดลงจากเครื่องบินลงไปในหมู่กองทัพซอมบี้เพื่อช่วย Shen Xun ก็มี โอยย...

แล้วก็ขำอีกอย่าง คือ ขนาดที่คนอื่นมีขนมปังกรอบกินก็หรูแล้ว แต่กลุ่มพี่ Shian ไม่ใช่  ตอนแรกสมาชิกใหม่ฟังว่าไม่หยุดพัก ต้องกินง่ายๆ ก็สลดไป แต่กลายเป็นคุณพี่ถามแต่ละคนว่าจะกินอะไร แล้วทำตามใจให้ทีละอย่าง เช่น คนนี้ขอบะหมี่น้ำ น่องไก่ ไข่สองใบ อีกคนจะกินข้าวผัดไก่ กับไส้กรอก กับขอน้ำส้ม อืมม ล่าสุดที่พีคคือระหว่างไปหาของร่วมกับทีมอื่น ตอนพัก พี่แกทำเทปปังยากิอีกต่างหาก อยู่ดีกินดีมาก

ชอบเรื่องนี้จริงจัง จากประการที่กล่าวมาทั้งหมด ให้ A+ แล้วก็ลุ้นคุณพี่พระเอกให้กลับเป็นผู้ใหญ่เสียที คือลุ้นปฎิสัมพันธ์มากว่าจะเป็นอย่างไรเนี่ยยยย!