Showing posts with label necromancer. Show all posts
Showing posts with label necromancer. Show all posts

Monday, 10 August 2020

오네죽 183

Awww, happy Monday but a sad dragon again! And what’s added is more sad dragonnss! We have 4 instead of 1 nowwww! Og my goddd, how can sadness be multiplied like this? It almost became a sad dragon family! So, Cullen you can’t leave! This dragon family depends on youuuu! Truly! 

Well, the scene of sleeping together and waking in Kiyen’s arms didn’t enter my mind before. I thought it would be the scene where they returned to the house. So, it was a surprise to read — really love how all smallest and finest details are added in the story as always (:

And Cullen slept on the way home.. 

Yes, it’s the same condition as before. The warmth, the softness, and the subtle familiar scent are there to make Cullen sleep! Is it a condition to make this hedgehog lower his guard towards Kiyen in the future too? 

Still, it’s fluffy in the beginning. He slowly woke up in someone’s arms while the other person’s sleeping and looking peaceful and calm. But aww, and that was it! Before the sad memory came …. The sweetest night that was also the cruelest night! T__T For Cullen and readers T__T

Cullen’s memories keep overlapping with the past and bring back both joyful and painful memories. This means Kiyen you need to build the new only-happy ones from now on! This is your win-Cullen-back mission! Go! Go! 

It’s soo Cullen to assign tasks to the small dragons … and yes the big dragon! I first thought it was to distract them from feeling sad. But oh, it is to keep the dragons away too! Cullen is so quick to grasp the difference! Oh will Lasano speak the truth tomorrow?!! Screamm! Such an anticipation again! I’m glad I don’t have any heart disease here!!      

But then, what flower will Cat and the children bring? Will it be the purple/violet flower that he thinks it matches Cullen’s eyes??? Waiting for this too! 

BUTTTTT will Kiyen abuses his now-mortal body because he doesn’t know how to adapt still???? Or he can adapt but just doesn’t care?

Everyone is needing salvation indeed!!


Oh, and it’s Tell Me That You Love Me by James Smith! 


Without your arms around my shoulders, I've lost the strength to be

Come and set me free


Tell me that you love me

The way you used to love me


Even if you don't mean it won't you say I'm still the one?

Hide the way that you're feeling and make believe I still belong

And nothing's changed since you've gone


One last time to hold you

And one last time to tell you

All the things I should've said before

 


Friday, 21 May 2010

The Drowning City by Amanda Downum

เห็นเล่มนี้ที่คิโนะ เอ็มโพเรียม ถูกใจกับปกที่เป็นตัวเอกหน้าตาเคร่งขรึมจริงจัง และดูเหมือนจะสามารถ และพอเริ่มอ่านก็ชอบวิธีการใช้ภาษา และการใช้คำ (พูดง่าย ๆ ได้ว่าเลือกหนังสือจากปก...อีกตามเคย)



ชนิด : Semi-Urban Fantasy / Fantasy/ Magic/ Necromancer / Mage/ Politics/ Spy
ชุด : The Necromancer Chronicles, Book 1
สำนักพิมพ์ : Orbit; 1 edition (September 1, 2009)
จำนวนหน้า : 384 หน้า


เปิดฉากที่ Isyllt ผู้มีความสามารถติดต่อกับวิญญาณและคนตาย ถูกมอบหมายให้มาที่เมือง Symir ที่อยู่ข้ามทะเลออกไป เพื่อติดต่อและช่วยเหลือคนพื้นเมืองที่กำลังก่อกบฏ ด้วยจุดมุ่งหมายว่า หากจักรวรรดิต้องวุ่นวายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ความตั้งใจรุกรานประเทศของเธอล่าช้าลงไป เมื่อเดินทางมาถึงเมือง เธอได้พบกับ Asheris ผู้ที่ทำให้เธอต้องยุ่งยากใจทั้งจากความสามารถในการใช้ไฟ ระดับสติปัญญา และจากความจริงที่ว่าเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเธอ

ซ้ำร้าย Xinai หนึ่งในสองนักรบรับจ้างที่เดินทางกับเธอ กลับกลายเป็นคนพื้นเมืองของ Symir ที่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน และเมื่อได้พบกับคนต่างเผ่าที่เคยช่วยเหลือให้รอดชีวิต Xinai ก็เข้าไปผูกวนอยู่กับการล้างแค้นและปลดแอกให้กับชนพื้นเมือง จนหันหลังจากทั้ง Isyllt และ Adam นักรบรับจ้างอีกคนที่เป็นทั้งคู่หูและคนรักของตัวเอง

อีกทั้ง Zhirin ลูกศิษย์ของผู้ใช้เวทย์มนต์ที่ Isyllt รู้จัก อยู่ในสถานะทั้งคนรักของผู้นำกลุ่มก่อกบฏฝ่ายสันติ และฐานะลูกสาวของนักการเมืองทรงอำนาจที่สนับสนุนวัง

และดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายมีความต้องการและจุดประสงค์ของตัวเอง สถานการณ์จึงตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนปะทุเมื่อถึงขีดสุดในช่วงหลัง และ Isyllt ก็ต้องเลือกทางที่ให้งานที่ได้รับมอบหมายมาสำเร็จลุล่วง โดยที่ยังรักษาชีวิตของเธอ และคนที่เธอเข้าไปผูกพันในเมืองให้ได้

เลือกหนังสือเล่มนี้จากปกและการใช้คำอย่างที่ได้บอกไป แต่เมื่อมาอ่านเข้าจริง ๆ รู้สึกว่าการใช้คำพรรณนากึ่งบรรยายในเรื่องใช้คำเยอะ และฟุ่มเฟือยมากไปในบางจุด และบางจุดก็ใช้สำนวนภาษาที่วกวนจนอ่านแล้วงง สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการเรียกชื่อเฉพาะด้วยชื่อมากกว่าหนึ่งชื่อด้วยก็ได้ ซึ่งเมื่อประกอบกับตัวละครที่มีอยู่มากแล้วก็ทำให้สับสน และงุนงงจนต้องพลิกกลับมาดูหลายครั้ง และการใส่รายละเอียด และการใช้คำก็ก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง ซับซ้อน และ สับสน (complex กับcomplicated ได้) ซึ่งถือเป็นจุดด้อยที่สุดในหนังสือเล่มนี้ และทำลายอรรถรสในการอ่านไปบางส่วน ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นคนเดียว (และทำลายความเชื่อมั่นในเรื่องการอ่านหนังสือและตีความส่วนตัวไปมากโข ก่อนจะพบว่ามีหลายคนที่บ่นแบบเดียวกัน) และดังนั้น การมีรายชื่อศัพท์มาให้ อาจจะช่วยได้บ้าง

.... ซึ่งจุดที่สำคัญที่สุดที่รู้สึกว่าตัวเองต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากเกินไปก็คือ สภาพฝ่ายกบฏ (สปอยล์) [ที่มีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม และแบ่งเป็นฝ่ายที่รักสงบ และใช้ความรุนแรง ซึ่งกว่าจะเข้าใจก็งงไปหลายรอบ]

อย่างไรก็ตาม ปฎิเสธไม่ได้ว่ารายละเอียดมากมาย หลายหลากเช่นนี้ก็มาเพิ่มความสมจริง และใส่มิติให้กับตัวละครจริง ๆ (จุดแบ่งของความรก และรายละเอียดสมจริงแทบจะไม่ชัดเจนเลย และถ้าตัวคนเขียนปรับแก้ได้ เรื่องนี้ก็คงอ่านง่ายกว่านี้มาก) หนังสือมีด้านที่เป็นทั้งแฟนตาซี (การสมมติเมือง สภาพสังคม ทัศนคติ และการใช้ชีวิตต่าง ๆ การพรรณนาความ) แต่ขณะเดียวก็มีมุมที่เป็นแฟนตาซีในเมืองด้วย (วิธีการดำเนินเรื่อง ความฉับไว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกล้าได้กล้าเสีย และแนวคิดของตัวละคร) ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นสิ่งที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้หนังสือ เพราะอยู่ระหว่างสองอย่าง และดังนั้น สามารถแก้ความซ้ำเดิมที่มีมาของหนังสือทั้งสองประเภทได้ (และก็คิดว่าสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ซื้อมาก็คือการดำเนินเรื่องผสานกันเช่นนี้)

มุมมองที่มองผ่านเรื่องไม่ได้มองผ่าน Isyllt เพียงคนเดียว แต่มองผ่าน Xinai และ Zhirin ด้วย โดยการใช้บุคคลที่สามมาเป็นคนเล่าเรื่อง และตัดเรื่องผ่านตัวละครทั้งสามไปมา ทำให้นอกเหนือจากจะรู้สถานะความเป็นไปของตัวละครนั้น ๆ ในขณะนั้นแล้ว ก็ยังรู้ความคิด ความต้องการ และสถานการณ์รอบข้างด้วย ซึ่งสนุกและเร้าใจมาก เมื่อตัวละครแต่ละตัวกระทำการที่ขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคน และก็ทำให้คนอ่านเกิดความคาดหวัง และเอาใจช่วยตาม โดยเฉพาะเมื่อตัวคนเขียนสามารถสร้างภาพของผู้หญิงสามคนที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ทั้งนิสัย ความสามารถ ความเข้าใจต่อชีวิต ความต้องการ และสิ่งเร้าในชีวิตของแต่ละคนผิดแผกจากกันด้วย

และดังนั้นชอบการดำเนินเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ความเรียบง่าย และจังหวะในการตัดเรื่อง (ผ่านมุมมองของแต่ละคน) เราเห็นสภาพเมืองที่มีปัญหาภายในและรอจุดประทุขึ้นมา และก็เห็นการกระทำของตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชอบความกล้าที่จะตัดสินใจ และโลกหลายมิติที่คนเขียนสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างโลกวิญญาณและชีวิตหลังความตายที่มีอยู่ในเรื่อง (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้เรื่องเช่นนี้มาก่อน?)

อย่างไรก็ตาม มีจุดที่ไม่น่าจะมีผลกับเรื่องแทรกเข้ามาในเรื่อง และ/หรือ อธิบายเหตุผลได้ไม่ดีพอหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่อง(สปอยล์) [ฆาตกรที่เป็นคนฆ่าอาจารย์ของ Zhirin ซึ่งหาแรงจูงใจที่ชัดเจนในการฆ่าไม่ได้พอ นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนจุดโฟกัสให้ตัว Zhirin กลับไปอยู่ที่บ้าน และเน้นความสัมพันธ์กับแม่ของเธอ นอกเหนือจากความจริงที่อาจารย์ก็เป็นผู้ใช้เวทย์มนต์และเป็นสายลับเก่าที่ไม่น่าจะถูกฆ่าง่าย ๆ]

ช่วงที่เหตุการณ์เข้มข้นขึ้นไปถึงตอนจบคิดว่าสมจริง และเป็นจริงที่สุด แม้จะบอกไม่ได้ว่าเป็นอย่างที่อยากให้เป็นหรือไม่อย่างไร (สปอยล์) [ดังเช่น Isyllt เสียความสามารถในการใช้มือที่ถนัดไป / Adam เลือกที่จะทั้ง Xinai ไว้ที่เมืองก่อนเดินทางกลับ เพราะมองว่านี่เป็นสิ่งที่เธอเลือกแล้ว/ และ Zhirin สังเวยชีวิตตัวเองให้กับเทพแห่งแม่น้ำ เพื่อช่วยเหลือเมืองไว้เมื่อภูเขาไฟปะทุ และเมืองก็ถูกทำลายไปเกือบครึ่ง ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สมจริงครั้งใหญ่ จะมีก็เพียง Asheris คนเดียวที่ดูจะได้ประโยชน์ เมื่อได้กลับเป็นอิสระอีกครั้ง]

อ่านเรื่องนี้ตอนเกิดเรื่องร้าย ๆ ในบ้านเรา และก็เห็นความคล้ายคลึงที่ว่า ความบ้าคลั่ง และใจที่จ้องทำลาย แม้จากความต้องการแสดงออก และเรียกร้องสิทธิของตนไม่เป็นประโยชน์กับใคร แต่กลับเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม ให้คะแนนหนังสือที่ B-/B และสรุปให้ว่า "darkly brilliant madness, darkly brilliant illness." ซึ่งแปลว่าพูดไม่รู้เรื่องอีกแล้ว

ปลายปีน่าจะออกเล่มสอง The Bone Palace ดูอารมณ์อีกที เพราะคะแนนหนังสือที่จะอ่านต่อได้ก็คือ B แต่จากปกแล้วน่าจะซื้อได้อยู่

ปล. ทั้งนี้ คิดว่าสภาพสังคมที่เธอสร้างขึ้นมาจากเมืองในเอเชีย (โดยเน้นที่เอเชียตะวันออก เกือบเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง) ผสมกับแนวคิดบางส่วนจากแอฟริกา (ถ้าไม่เข้าใจผิดไปเอง) ชัดเจนที่สุดที่สภาพอากาศ อาหาร (เน้นที่เครื่องเทศรสจัด และแกงกะหรี่) ภาชนะ (ไม้ไผ่ และลำไม้ไผ่) ฯลฯ โดยที่สังคมเป็นจากเอเชียตะวันออกอย่างอินเดีย และการเรียกชื่อ (โดยเฉพาะเผ่าพื้นเมือง) มีส่วนผสมระหว่างจีนและเวียดนาม ดังเช่น Cay Linn และ Cay Xian ซึ่งอย่างหลังนี้ คนเขียนเขียนแล้วเข้าใจ แต่คนอ่านต้องใช้เวลาตีความเข้าสมองอยู่ระยะหนึ่งเสมอ