Monday, 20 December 2021
시한부 인생, 병약한 에스퍼가 되다 // End-of-life, Becoming A Sickly Esper
Monday, 25 October 2021
문 너머 // Beyond the Door
คนเขียน: 해롱씨
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, regression, large dog, fluff, healing
ความสัมพันธ์: ไกด์ X เอสเปอร์
จำนวนตอน: 61 ตอน (ยังไม่จบ)
นี่คือเรื่อง Guide ที่รอมากที่สุดเดือนนี้ จบ 60 ตอนไปแล้วเมื่อวานซืนค่ะ แล้วจะมาอีกวันไหนเนี่ยยยย ทำไมไม่ประกาศวันตอนมา
Kim Daemun เป็นเอสเปอร์ที่มีพลังสร้างประตู teleport ไปสู่ที่ไหนก็ได้ แต่เจ้าตัวได้พลังมาตอน 8 ขวบ ขณะที่กำลังถูกพ่อแท้ๆ ฆ่าบีบคอ... ถึงแม้จะเป็นการป้องกันตัวเอง ความผิดฐานฆ่าพ่อตัวเองตายก็คงอยู่ และยิ่งถูกสมาคมผู้มีพลังพิเศษพาตัวไปเพราะเห็นว่าเป็นเอสเปอร์ที่มีพลังพิเศษ การถูกทารุณ และใช้งานต่อเนื่องก็เกิดขึ้นจนถึงตอนที่อายุ 27 เมื่อตัวเองกำลังถูกเหล่ามอนสเตอร์ฆ่าตาย ก็เปิดประตูบานสุดท้ายด้วยพลังโดยไม่รู้ตัว
และกลายเป็นย้ายเวลากลับมาในเวลาที่กำลังจะถูกพ่อตัวเองบีบคออีกครั้ง .. เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเดิม และก็จบที่ Lee Ji-eon ไกด์ที่อยู่ในความทรงจำมาช่วยไว้ และพาไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งในชาติที่แล้ว Lee Ji-eon พยายามทำเรื่องเป็นผู้ดูแลเอสเปอร์เด็กที่ถูกพ่อทารุณกรรมมา แต่เพราะตัว Daemun กลัวผู้ใหญ่จนหนีเข้าไปอยู่ใต้เตียงทุกครั้ง ก็ทำให้การพูดคุยกันไม่เกิดผล จนถูกประธานสมาคมผู้มีพลังพิเศษพาตัวไป และถูกใช้งานหนักจนตาย
แต่ชาตินี้ เมื่อมีความทรงจำเดิมอยู่ ก็เลยพยายามเลี่ยงสถานการณ์เดิม โดยการตอบตกลงให้ Lee Ji-eon กลายเป็นผู้ดูแลตัวเอง
สองคนกลับไปบ้าน Lee Ji-eon และก็ได้เจอกับ Lee Geon น้องชายของ Lee Geon ที่เป็นไกด์เหมือนกันในวัย 10 ขวบ
ตอนแรก Geon ไม่ชอบ Daemun เลย เพราะว่าเกลียดเด็กที่มาแย่งความรักและความสนใจของพี่สาวตัวเองไป .... แต่เพราะสภาพตัวเล็กแกรนเกินกว่าวัย 8 ขวบ และท่าทีอ่อนแอน่าสงสารก็ทำให้ Geon เปิดใจรับ Daemon มาทีละน้อยจนเหมือนเป็นน้องชายตัวเองอีกคน
ซึ่งเพราะสถานภาพตัว Geon ที่เป็นไกด์ตั้งแต่แรกเกิด และก็มีแนวโน้มเป็นไกด์ระดับเอสก็ทำให้เจ้าตัวถูกลักพาตัวโดยเอสเปอร์บ้าคลั่งหลายต่อหลายครั้งจนต้องอยู่แต่ในบ้านเพื่อป้องกันการถูกลักพาตัวจากเอสเปอร์ ด้วยความรู้สึกโกรธเกลียดเอสเปอร์ทุกคน
ตอนแรกอ่านเรื่องย่อ เข้าใจว่าตัวเอกที่ย้อนเวลากลับมาเพื่อปกป้องพระเอกกับพี่สาวพระเอกที่เคยดูแลตัวเอง แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นพี่สาวพระเอกกับพระเอกดูแลตัวเอกเหมือนน้องชายคนเล็กไปแทน .. ตอนนี้ครอบครัวเล็กๆ มีกัน 3 คน และชีวิตประจำวันของเด็กสองคนเหมือนจะผ่านไปอย่างเงียบสงบ เมื่อสองคนเข้ากันได้ดี และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกันและกัน โดยเฉพาะเมื่อหน้าที่ไกด์ Daemun ของพี่สาวกลายเป็นหน้าที่ของ Geon ที่อยู่ด้วยกันตลอด
แต่ว่าความสงบอยู่ได้ไม่นาน เมื่อประธานสมาคมฯ ไม่ยอมถอดใจจากตัว Daemun และลักพาตัวเด็กสองคนไปจากบ้าน
และการฉีดยาเพื่อสะกดให้เอสเปอร์อยู่ใต้อำนาจตัวเองก็ทำให้ Daemun อยู่ในสภาพ runaway ซึ่งถึงแม้หลังจากนั้นเจ้าตัวจะใช้พลังพาตัวเองและ Geon หนีกลับมาที่บ้านได้ แต่ Daemun ก็หลับไปถึง 6 ปี ซึ่งเมื่อตื่นมาอีกปี ตัวเองก็อายุ 14 ปี และ Geon ก็ 16 ปีแล้ว
.
.
เอาจริง มันคือเรื่องที่ต้องอดทนใจเย็นตอนอ่านมาก เพราะถ้าจะหวังว่าจะเป็นเรื่องแนวเอสเปอร์ปกติที่เหล่าผู้มีพลังเหนือมนุษย์ทั้งหลายใช้พลังน่าอัศจรรย์แล้วล่ะก็ ผิดถนัด!
เพราะว่า Daemun ถูกทำทารุณกรรมเป็นแค่ทาสของสมาคมมาทั้งชีวิต ความรู้สึกรักตัวเองหรือให้ค่าตัวเองไม่เคยมีอยู่เลย และการใช้พลังก็เป็นเพราะถูกบังคับ คุกคาม และดูถูกมาตลอด ไม่เคยเกิดจากความต้องการของตัวเองเลย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อตื่นมาอีกครั้ง สภาพร่างกายที่อ่อนแอ เพราะหลับไป 6 ปี กับความรู้สึกว่าการที่ Geon ต้องถูกจับไปด้วยเพราะตัวเอง และก็ไม่กล้าใช้พลังหนีในตอนนั้นก็ยิ่งทำให้ความเกลียดตัวเองด้อยค่าไปอีก
แต่เพราะ Geon ใจเย็นคอยดูแล Daemun อย่างใส่ใจ ก็เลยทำให้ Daemun ยอมเปิดใจ และกล้าเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง ... โดยที่เริ่มรู้แล้วว่าในอดีต นอกเหนือจากการถูกกดข่มว่าเป็นพวกไร้ค่า พลังอ่อนแอมาตลอดในสมาคม ตัวเองก็ถูกใช้ยา และถูกล้างสมองจากประธานสมาคมตั้งแต่เด็กด้วยเหมือนกัน จากความทรงจำที่หายๆ ขาดๆ ไม่ประติดประต่อมาตลอด และทั้งที่มีอายุถึง 27 ปีแล้วก็ยังมีนิสัยหรือวิจารญาณเหมือนเด็กอยู่
จริงๆ สภาพการถูก abuse พลังของพวกผู้มีพลังพิเศษ โดยเฉพาะพวกที่พลังตื่นขึ้นมาตั้งแต่เด็กในสภาพครอบครัวด้อยโอกาส/ เด็กกำพร้าเป็นเรื่องปกติ แต่การยกมาเป็นประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ก็ทำให้ Beyond the Door มีจุดเด่นของตัวเองที่ไม่ได้เริ่มจากพลังน่าตื่นเต้นของตัวเอกเหมือนกัน เพราะเริ่มมาตั้งแต่สภาพที่ติดลบ ยิ่งกว่าเป็นศูนย์ ก็เลยเป็นโจทย์ที่ว่าจะดำเนินเรื่องอย่างไรให้คนที่ขี้ขลาดและไม่มั่นใจในตัวเองอย่าง Daemun กล้าใช้พลัง และพัฒนาตัวเองให้ได้
เพราะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัว เจ้าตัวอยากควบคุมพลังตัวเองให้ได้ที่จะปกป้องคนที่ตัวเองให้ความสำคัญ ซึ่งก็คือ Geon กับ Ji-eon ได้ ไม่ต้องขดอยู่อย่างหวาดกลัวหลัง Geon ซึ่งเด็กกว่าตัวเองได้อีก และตอนนี้ก็เลยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือช่วงหลังตอนที่ 30-35 แล้วด้วยซ้ำ
กับน่ารักที่จริงๆ แล้ว Geon เป็นพวกไกด์ก้าวร้าว ในแง่ที่ว่าเกลียดเอสเปอร์ทุกคนมาก หรือในแง่นิสัยก็เป็นพวกเย็นชา กำแพงน้ำแข็งมากกับทุกคนในโลก แต่ว่าโอ๋มาก ใจดีมากกับเอสเปอร์ตัวเองคนเดียว ถึงขั้นที่วันแต่ละยุ่งวุ่นวายกับการดูแลตัวเอกตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ตามใจมากเวลาทำอาหารที่ชอบให้เช้าเย็น แต่ก็เข้มงวดเวลาสอนหนังสือให้เหมือนกัน และในแง่นี้ก็ต่างจากเรื่องไกด์อื่นเหมือนกัน เพราะคนที่ก้าวร้าวไม่เปิดมิตรต่อโลก และหวงเอสเปอร์ตัวเองเป็นไกด์แทนที่จะเป็นเอสเปอร์เย็นชา หน้านิ่งเหมือนเรื่องอื่นๆ
กลายเป็นความฟลัฟที่อยู่กัน เข้าใจกันสองคน เพราะว่าตัว Geon จะจับมือ Daemun ไว้เสมอเพื่อไกด์ให้ Daemun ที่ตื่นตัวและอารมณ์ไม่มั่นคงง่าย และ Daemun ก็แอบอยู่หลัง Geon ให้ Geon เป็นหลักเป็นที่พึ่งตัวเองเหมือนกัน
โดยเฉพาะพอมาใช้ชีวิตใหม่ ก็มีสิ่งหลายสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้ทำ และไม่เคยได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มีคนให้ค่าให้ความสำคัญ ได้นอนบนที่นอนที่มีผ้าห่มอุ่นๆ มีคนจัดงานวันเกิดให้ ที่น่ารักตรงสองพี่น้องถาม Daemun ว่าอยากกินอะไร แล้วพอตอบว่าชอบกินข้าวที่ทำเองที่บ้าน Geon ก็ทำอาหารโปรดของ Daemun เต็มที่ ไม่นับที่พอเจ้าตัวหลับก็แอบไปอบเค้กให้ด้วย Daemun ร้องได้ตอนได้เค้ก แล้วก็เพิ่งเข้าใจว่าวันเกิดเป็นวันที่มีความหมาย ไม่ใช่วันอีกวันในปฎิทินอย่างที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต ฮือ
และความต้องการเป็นไกด์จับคู่กับเอสเปอร์ก็เริ่มจากตัว Geon เหมือนกันที่การดูแลตัว Daemun รวมถึงการไกด์ผ่านการจับมือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดแวลา จนถึงวันที่ลุกขึ้นมาประกาศว่าจะเป็นไกด์คู่กับ Daemun ก็กลายเป็นเรื่องปกติของเจ้าตัวไป และเมื่อ Geon ออกมาประกาศแบบนั้น ก็เลยทำให้เมื่อเวลาผ่านไป Daemun มีเหตุผลที่จะพัฒนาความสามารถตัวเองเพื่อให้ได้เป็นเอสเปอร์ที่คู่ควรกับ Geon เหมือนกัน
เริ่มต้นที่เมื่อ Daemun ซื้อของอยู่ในห้างกับ Geon และ Ji-eon มีเหล่าสัตว์ประหลาดอาละวาด และเพราะน้ำหนักตัวที่มากของสัตว์ประหลาดตัวสุดท้ายก็ทำให้พื้นห้างถล่ม Daemun กับ Geon ตกลงมา .... Daemun ก็พยายามใช้พลังเปิดประตูย้ายออกมาอยู่นอกห้าง และเหมือนว่าพลังจะเพิ่มขึ้นเพราะมีเสียงในหัวบอกว่าไม่ต้องใช้สื่ออะไรเลย ตัว Daemun สามารถเปิดประตูได้เลย ต่างจากเดิมที่ต้องมีสื่อในการวาดประตูขึ้นมา
และเมื่อพัฒนาตัวเองไป มีช่วงที่ขำมาก เพราะว่า Daemun ไปขอคุยกับปู่ของ Geon เพียงลำพังสองคนว่าถ้าตัวเองวัดเกรดออกมาได้สูง ก็จะเข้ากิลด์ของปู่ แต่ขอให้ Geon เป็นไกด์คู่ตัวเอง เพราะเข้าใจว่าการจับคู่กับเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กำหนด และก็ไม่กล้าให้ Geon ฟัง โดยที่ Geon ก็ไม่กล้าโกรธตัว Daemun สุดที่รักของตัวเอง ได้แต่น้อยใจกับหันไปถลึงตาใส่ปู่ก่อนเดินออกไปจากห้อง (และก็ไม่ไหนไกล เป็นการแอบฟังหน้าประตู) แต่พอปู่ได้ยินว่าเป็นเรื่องอะไรก็หัวเราะแล้วเรียก Geon เข้ามาถามความสมัครใจเอง สรุปว่าการอ้อมโลก และการเลี่ยงเจ้าตัวก็ไม่ได้ผลใดๆ
และคราวนี้ตัว Daemun ที่วัดพลังก็กลายเป็นเอสเปอร์ระดับเอสไปแล้ว ทำให้นักวิจัยที่วัดพลังตื่นเต้นว่าตัว Daemun เป็นเอสเปอร์ที่พลังตื่นตอนที่อายุน้อยที่สุดไม่พอ มาจับคู่กับ Geon ก็กลายเป็นคู่เอสเปอร์ไกด์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกกันไปอีก — แต่จริงๆ ก็แอบสงสัยว่าพลังของตัวเองควรจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพราะรีเกรสกลับมาอย่างที่แนวแฟนตาซีเป็น แต่เป็นเพราะในอดีตถูกพวกสมาคมกดข่มเอาไว้จนพัฒนาความสามารถไปได้ไม่เป็นเต็มที่
กับมีอีกประเด็นนึงที่มีเรื่องเล่าในอดีตว่ามีคนที่ทำหน้าที่ gatekeeper ปิดประตูกั้นไม่ให้เหล่าสัตว์ประหลาดออกมาทำลายล้างโลก และก็บอกว่าวันนึงสายเลือดตัวเองก็จะปรากฎออกมา ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็น Daemun นั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อชื่อ Daemun ก็มีความหมายว่าประตูอีก
แต่ตอนนี้คงต้องพักเรื่องใช้พลังแล้วมาเน้นที่การเติบโตกันก่อน ตอนนี้ Daemun เพิ่งอายุ 15 ปี แล้วก็มีความฝันใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนอย่างที่ชาติที่แล้วไม่เคยได้ทำ
ปล. ไม่ไหวแล้ว ชอบประโยคนี้มากก ฮืออ
'잘 자. 나의 에스퍼.' Sleep tight, my Esper. เนี่ยยย
เป็นชะนีที่โดนดาเมจแทนไปเต็มๆ
Tuesday, 19 October 2021
나를 싫어하는 에스퍼에게 거짓 애인 행세 중입니다 // I'm Pretending to be a Fake Lover to Esper Who Hates Me
คนเขียน: 뛰뛰빵빵
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, ตัวเอกเก่ง, ตัวเอกสำนึกผิด, พระเอกสำนึกผิด, พระเอกความจำเสื่อม
ความสัมพันธ์: เอสเปอร์ X ไกด์
จำนวนตอน: 66 (ยังไม่จบ)
ไม่บอกก็รู้ว่าตรงไหนมีไกด์และเอสเปอร์ อีฉันก็จะตามไปอ่านอย่างไรล่ะคะ
เรื่องเริ่มที่ Ji Yoonseong ไกด์เอสคลาสถูกคำสั่งจับคู่เป็นพาร์ตเนอร์กับ Lee Tae-eon เอสเปอร์เอสคลาสที่มีพลังไฟฟ้า ค่าความเข้ากันได้สูงควรให้สองคนเข้ากันได้ดี แต่ว่า Tae-eon เกลียด Yoonseong ตั้งแต่ต้น และพยายามล้มเลิกการเป็นคู่หูกับ Yoonseong แต่ว่าไม่สำเร็จ
ดังนั้นด้วยการประนีประนอมแบบไม่ยอมอ่อนข้อให้จากเบื้องต้น สองคนก็พยายามจะทำงานร่วมกันให้ได้ในช่วงระยะเวลาสัญญาหนึ่งปี และการอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน และทำงานร่วมกันก็ถูกขีดเส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการฝึกการต่อสู้ ค่าความเข้ากันที่มีอยู่สูงก็ทำให้สองคนสามารถแบ่งปันประสาทสัมผัสกันได้ เมื่อพลังของทั้งคู่มาประสานกัน และ Tae-eon ก็จะเป็นมิตร และญาติดีกับ Yoonseong เป็นพิเศษ .... ตามที่ Yoonseong วินิจฉัยว่าการแบ่งปันการรับรู้ทำให้เอสเปอร์สภาพอารมณ์ดี high จากพลังที่เพิ่มขึ้น
อยู่ด้วยกันไป แม้ Tae-eon จะพยายามขีดเส้นแบ่งชีวิตไว้ แต่จากการเป็นคู่หูก็ทำให้สองคนต้องทำงานร่วมกัน และใช้ชีวิตร่วมกัน โดยเฉพาะเวลาที่เอสเปอร์และไกด์ต้องออกภาคสนามกำจัดเหล่าสัตว์ประหลาดทั้งหลายที่เป็นปัญหาในพื้นที่ต่างๆ และ Tae-eon ก็เริ่มลดอคติที่มีต่อ Yoonseong ลง
แต่จากปัญหาการไม่พูดกัน และไม่สื่อสารกันระหว่างการออกภาคสนามครั้งสุดท้าย ก็ทำให้ Yoonseong ตกลงไปในรังมดยักษ์ และถึงแม้ Tae-eon จะช่วยไว้ได้ทันเวลา แต่ก็เป็นความผิดของ Yoonseong ที่ทำให้ทั้งทีมต้องมีความเสี่ยงเพิ่มด้วย และก็ทำให้ตัว Tae-eon โกรธถึงขั้นที่ความสัมพันธ์กลับเป็นเหมือนตอนแรกขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ว่าจะทำอย่างไร Tae-eon ก็ไม่ยอมฟังและไม่สนใจ Yoonseong เลย .... และเมื่อ Yoonseong บุกเข้าไปเพื่อจะขอโทษครั้งสุดท้าย ก็ได้ยินเสียง Tae-eon ที่พูดโทรศัพท์ว่า เกลียด Yoonseong มาก รอให้สัญญาหนึ่งปีผ่านไปจะได้เปลี่ยนคู่หู ให้พ้นจากมนุษย์น่ารังเกียจ และตอนนี้ก็แค่แกล้งทำดีด้วยกับ Yoonseong ที่มีค่าแค่กำแพงกั้นตัวเองจากการ runaway เท่านั้น
และเมื่อ Yoonseong ที่ได้ฟังกำลังจะเดินออกไป Tae-eon ก็ออกมาเห็นพอดี
สองคนจบลงที่การทะเลาะกัน และ Yoonseong ที่กำลังเสียใจ และแค้นใจที่ Tae-eon เคยพูดใส่หน้าว่าตัวเองเป็นไกด์อ่อนแอ ก็ใช้พลังไกด์สะท้อนกลับไปเล่นงาน Tae-eon เพื่อให้เจ้าตัวรับรู้ความโกรธ และเสียใจของตัว Yoonseong บ้าง
หลังจากนั้น Yoonseong พยายามจะขอเลิกการเป็นคู่หู แต่กลายเป็นหัวหน้าให้สองคนพักงานและรับโทษแทน โดยที่ Tae-eon บอกว่าตัวเองเป็นคนผิด
ระหว่างที่กำลังพักงาน Yoonseong ก็ถูกตามมาไกด์ให้ Tae-eon ที่บาดเจ็บสาหัสระหว่างออกภาคสนาม แต่เมื่อ Tae-eon ฟื้นขึ้นมาก็ความจำเสื่อม ไม่มีเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสามปีก่อนหน้าในหัวเลย
และเพื่อแก้แค้น และเพื่อตอบสนองความต้องการที่รักข้างเดียว Yoonseong ก็เลยโกหกไปว่านอกจากสองคนจะเป็นคู่หูกันแล้ว ก็ยังเดทกันอยู่ ....
.
.
จากใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้าเอามาเรียบเรียงใหม่จะเป็นเรื่องที่สนุกมาก และมีศักยภาพมาก เพราะภาพที่เปิดมาให้ Yoonseong เป็นไกด์ที่มีความสามารถ รอบรู้ และรับผิดชอบกับหน้าที่ตัวเองเด่นมาก และก็ให้มุมมองไกด์เอสเปอร์ในแง่การทำงานร่วมกันชัดด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างโลกที่ทำงานเป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ และตรรกะของตัวเองชัด และมี sense sharing ระหว่างเอสเปอร์กับไกด์ที่ทำให้การแบ่งปันรับรู้โลกจากอีกฝ่ายเป็นเรื่องใหม่ในโลกไกด์เหมือนกัน
แต่ปัญหาคือตรรกะเชิงอารมณ์ Tae-eon เกลียด Yoonseong จากเรื่องที่มีสาเหตุเล็กน้อยเกิดกว่าที่จะควรเกลียดคนๆ หนึ่งได้ขนาดนั้น จนถึงขั้นรู้สึกว่าเจ้าตัวเป็นคนใจแคบ และหยาบคายด้วยซ้ำ ถ้าประเด็นที่ทำให้ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรกแน่นกว่านี้อาจให้ทำให้เรื่องเดินไปน่าเชื่อถือกว่านี้ก็ได้
กับส่วนตัวไม่ชอบพล็อตที่เริ่มต้นใหม่ด้วยความจำเสื่อมเลย เพราะอยากให้สองคนเริ่มต้นกันใหม่ โดยที่ใช้ความรู้สึกก่อนหน้าเป็นเกณฑ์ และก็อยากเห็นความเสียใจของ Tae-eon ที่จะต้องแก้ตัวสำนึกผิด กับเมื่อ Yoonseong เริ่มต้นที่จะโกหกเพื่อความสะใจในตอนแรก แต่ต้องอยู่ด้วยความรู้สึกผิดก็เป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจในเวลาต่อไป ไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าวันหนึ่งที่ Tae-eon ความทรงจำกลับมา สองคนจะมองหน้ากันอย่างไร ... ไม่อยากเห็น Yoonseong ต่อปัญหากับ Tae-eon ไปเรื่อยๆ เลย
แล้วยิ่ง Tae-eon ภาคความจำเสื่อมที่มีบุคลิกขี้เล่น ช่างแหย่ เอาใส่ใจ ดูแลก็ยิ่งน่าจะทำให้ความสัมพันธ์สองคนยิ่งยุ่งเหยิงไปอีก ..... จริงๆ อยากให้ Yoonseong ตัดจบแล้วไปไกลๆ เจอคู่หูที่ดูแล เอาใจใส่ Yoonseong อย่างที่ควรจะเป็นมากกว่าด้วยซ้ำ
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ตกหลุมโลกเอสเปอร์-ไกด์ ตกหลุม love-hate/ enemies turn lovers มาแล้วก็ต้องตกหล่มกันต่อไป destructive relationship นี่จะ turn constructive ขึ้นมาบ้างไหม ... แต่ว่านะ ถ้าเปลี่ยนปก และเปลี่ยนชื่อเรื่องให้จริงจังกว่านี้อาจจะเหมาะกับโทนเรื่องมากขึ้นก็ได้นะ ปกกับชื่อเรื่องมีผลจริงๆ นะ เห็นแล้วเหมือนอ่านการ์ตูนอยู่ ... แต่ในแง่นึงก็บอกความสิ้นหวังจากใจเจ้าตัวชัดอยู่นะ ฮือ
แต่อย่างน้อยก็ขอบคุณที่มาอาทิตย์ละ 5 วันนะคะ
----
เพิ่ม
291021
ตอน 74
Tae-eon เวอร์ชั่นความจำเสื่อมที่ความทรงจำในช่วง 3 ปีหายไป เป็นอีกคนไปแล้ว ใส่ใจ แล้วก็ดูแล Yoonseong ดีมาก เหมือนสองคนเข้ากันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ออกไปกำจัดสัตว์ประหวาดด้วยกัน พอรู้ว่าเป็นตัวที่ Yoonseong ไม่ชอบ (กลัว) ก็จับให้พิงตัวเอง แล้วเอามือปิดตาก่อนให้ไกด์ จะได้ไม่ต้องมองเห็นตอน Tae-eon กำจัดอีกต่างหาก แต่คือการปิดตาต่อ แล้วกึ่งๆ กอด กึ่งๆ อุ้มไปที่รถหลังจากนั้นคืออะไรคะ? จะเดินเองก็ไม่ให้เดินอีก แถมไม่ยอมให้ขับรถ ให้นั่งสบายๆ ในเบาะผู้โดยสารด้วย เหมือนความรู้สึกทางฝ่าย Tae-eon เพิ่มขึ้นเหมือนกัน
และที่สำคัญ ตัว sense sharing ก็ยังอยู่ต่อ เพราะว่า Yoonseong ที่ถูกจับอุ้มขึ้นรถ ยังไม่ได้หยุดไกด์ด้วย เป็น 20 นาที เท่าตัวของที่เคยทำได้เลยนะ (ไม่นับว่าเทียบกับที่คู่อื่นมี อย่างมากก็แค่ 2-3 นาทีอีก) เหมือนความเข้ากันได้สองคนนี้สูงมาก ยิ่งพอ Tae-eon เปิดใจ ตัวเลขก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก
เอาจริง โอ๊ยย อย่าเดินเรื่องแบบเนิบๆ ได้ไหมม ฉันลุ้นน ฉันรออออ เมื่อไหร่จะได้เห็น Tae-eon สำนึกผิดบ้างคะ อยากเห็นไล่ตาม Yoonseong บ้าง กับอยากเห็นมุมมองฝั่ง Tae-eon ด้วย
แต่คือรู้สึกบาป เพราะรู้สึกว่าเวลาอ่านไกด์ก็ชอบ 19+ อยู่ดี
ปล. ขวดน้ำที่ใหญ่ขึ้นอีก? ทำไม Yoonseong ซื่อแบบนี้ ไหนว่าเคยมีคนรักมาก่อนไม่ใช่เหรอออ??? จะถูกฝ่ายนั้นหลอกอะไรไหมเนี่ยยย
021121
ตอน 76
พอความรู้สึกระหว่างกันดีขึ้น ความเข้ากันได้สองคนก็เพิ่มขึ้นด้วย ไม่นับ sense sharing ที่นานขึ้นเรื่อยๆ + เกิดเป็นปกติอีก
ช่วงนี้คุณพี่ดูจีบๆ ตามๆ ชอบกล มีตั้งแต่ชวนดูหนังด้วยกันที่บ้าน พูดจาเป็นนัยๆ แปลกๆ รวมไปถึงถึงเนื้อถึงตัวด้วย
แต่เรื่องมันปูไปช้ามากกกกกก ถ้าไม่มาอาทิตย์ละ 5 วันนี่ ... ตายกันไปกลางทางแน่นอน คือผู้ชายจะเอาอย่างไรคะะะ?? ไม่ชอบ การเล่าเรื่องผ่านตัวเองทางเดียวก็เพราะแบบนี้แหละ อยากได้มุมมองบุคคลที่ 3 กรี๊ดดดด อยากได้สำนึกผิดทางฝั่งพระเอกเร็วๆ ด้วยยย
ปล. รอลิฟท์ด้วยกันตอนก่อน ก็มาประชิดตัวกระซิบข้างๆ หู ตอนนี้พอคุยกันว่าสวนกันที่ฐานคนละที่ ก็พูดทำนองว่าเสียดายที่ไม่ได้เจอกันก่อนหน้า ถามว่าชอบหน้าตาตัวเองไหม แล้วยังจะเหมือนบอกว่าชอบอีก ดูหนังด้วยกัน พอ Yoonseong รู้สึกว่าพิงไปทาง Tae-eon มากไป ขอโทษแล้วจะขยับตัวออก Tae-eon ก็ไม่ให้ขยับตัวออกอีก บอกว่า warm and nice เนี่ยยย เอามือมากดไหล่ให้อยู่ท่าเดิมอีก .... ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Yoonseong ฉันค้างไปแล้ว
คืออะไรคะะ คืออะไร??? ฉันเบื่อผู้ชายกั๊กแบบนี้ๆๆๆๆๆๆ
((จริงๆ ก็คงไม่กั๊ก เหมือนเวลาคลุมเครือจีบกันใหม่ๆ แต่ปัญหามันคือเป็น Tae-eon ที่ทัศนคติติดลบกับ Yoonseong มากจนพอมาอ่านผ่านมุมมอง Yoonseong ที่ปรับตัวไม่ทัน ทั้งรู้สึกกลัวว่าความทรงจำจะกลับมาเมื่อไหร่ ก็เลยยิ่งไม่ชัดเจน))
Saturday, 28 August 2021
성공지향적 가이드 // Success-Oriented Guide
//ตอนนี้กำลังบ้าเรื่องนี้ลงแดงมากสุด อยากจะกรีดร้องงงง //
คนเขียน: 박보율
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, ย้อนอดีต, ตัวเอกเก่ง, ตัวเอกสำนึกผิด, พระเอกคลั่งรัก (ในอนาคต!)
ความสัมพันธ์: เอสเปอร์ X ไกด์
จำนวนตอน: 40 (ยังไม่จบ)
Seon Jaechan ไกด์เอคลาสที่บาดเจ็บสาหัสระหว่างบุกรังผู้ก่อการร้ายสำนึกผิดก่อนตายว่าตัวเองวิ่งไล่ตามตื้อ Go Woojin เอสเปอร์ระดับเอสที่เป็นเพื่อนวัยเด็กและรักเดียวของตัวเองและทำร้ายอีกฝ่ายมากขนาดไหน
และเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าย้อนอดีตกลับมาเมื่อ 6 ปีก่อนแล้ว
ครั้งนี้ เป้าหมายชีวิตก็คือจะตัดใจจาก Woojin และอุทิศตัวเองให้กับคนที่รัก ซึ่งก็คือตัว Woojin และน้าของตัวเอง จากที่เคยวิ่งไล่ตามความสำเร็จและตำแหน่งเหมือนชาติที่แล้ว
....
แต่ด้วยนิสัยร้ายกาจที่เห็นแก่ตัว และเห็นแก่ผลประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้คนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่อยู่รอบตัว Woojin สงสัยว่าการเหมือนจะกลับตัว เป็นคนดีแบบนี้ทำเพื่อวางแผนหลอกจับ Woojin ใหม่อย่างแนบเนียนใช่ไหม? หรือว่ามีแผนร้ายอะไรอีกหรือเปล่า? โดยเฉพาะตัว Woojin ที่ระแวงสงสัยจนไปถึงขั้นจับตามองอีกฝ่ายกลับ
และดังนั้นก็กลายเป็นว่า ยิ่งออกห่าง ก็มีเหตุให้ต้องใกล้กันมากขึ้น
.
.
เอาจริง เรื่องนี้เพิ่ง serialise ตอนวันที่ 25 สิงหา และก็เป็นเรื่องที่รออยู่ของเดือนนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ผิดหวังเลย พูดสารภาพก็คือว่า มีแนวโน้มจะเป็นเรื่องที่ชอบมากที่สุดแบบถูกจริตทุกสิ่งอันของปีนี้แล้วก็ได้ (และเหมือนจะเป็นไปแล้วด้วย คือโลกไกด์ + ตัวเอกรักข้างเดียว และพยายามตัดใจ + เก่ง + พระเอกหน้านิ่งที่ภายหลังจะคลั่งรัก) กับเหมือนจะเป็นแนวไกด์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่เคยอ่านมา แต่คือเพิ่งมาแค่ 40 ตอน หนทางยังอีกไกล ไหนตอนใหม่จะมาอาทิตย์ละแค่ 3 ตอนอีก ฮือออ นี่คือลงแดงอยากอ่านตอนใหม่มากจนต้องมาเขียนกรีดไปพลางๆ
ชอบตัวเอกที่มีความสามารถ รู้จักตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้ และ Jaechan ก็มาแนวนี้มาก สิ่งแรกที่ทำหลังจากรู้แน่ชัดแล้วว่ากลับมาในอดีตก็คือจัดลำดับเรียบเรียงความคิดตัวเอง และวางแผนเป้าหมายแนวทางตัวเองว่าควรทำอย่างไร ถึงขั้นเอามาเขียนเป็น [SUCCESS PROJECT] แบ่งเป็นเรื่องส่วนรวมส่วนตัว แบ่งเป็นลำดับหัวข้อตามลำดับเวลา มีเป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวชัดเจนมาก ซึ่งเพราะชาติที่แล้ว จบลงด้วยความตาย และความเสียใจก่อนตาย เนื่องจากเห็นแก่ความสำเร็จและตำแหน่งมากก็ทำให้เป็นหัวหน้าทีมหน่วยข่าวกรองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเป็นมนุษย์ที่ลดลง ชาตินี้ก็เลยจะละเลยความสำเร็จและให้คุณค่าคนที่ตัวเองรักมากขึ้น ซึ่งก็คือ พระเอก Woojin และสิ่งแรกที่จะทำก็คือตัดใจ และเลิกการจับคู่เป็นไกด์ประจำตัวฝ่ายนั้นเสีย
และเมื่อเจอกันครั้งแรก ในระหว่างไกด์อีกฝ่าย จากที่เคยกระโจนเข้ากอดในห้องปิด และการใช้การไกด์เป็นข้ออ้างในการสัมผัสตัวเอสเปอร์ของตัวเองก็หมดไป แทนที่ด้วยการสำรวมตัว เข้าหาอีกฝ่ายอย่างระวัง สัมผัสอีกฝ่ายอย่างน้อยที่สุด และออกปากขอโทษสำหรับสิ่งที่ทำมาทั้งหมด พร้อมกับบอกว่าจะเลิกเป็นไกด์คู่หู แต่กลับไม่ได้ทำ Woojin รู้สึกดีเลย เพราะเจ้าตัวบอกว่าตัว Jaechan ทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ และถ้าอยากขอโทษก็ต้องไม่ให้เลิกเป็นไกด์ตัวเอง
หลังจากนั้น เพราะ Jaechan พยายามแก้เหตุการณ์ในอดีตทีละอย่าง ก็ทำให้ขอออกภาคสนามไปด้วย ต่างจากที่เดิมทีรักความสบายและความปลอดภัยอยู่แต่ในฐานเท่านั้น เพราะว่าจะไปขัดขวางไม่ให้ญาติผู้พี่ของ Woojin ต้องตายระหว่างออกภาคสนาม ระหว่างที่เจอผู้ร้ายลักพาตัว และถูกฆ่าเพียงเพราะเห็น/อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็กลายเป็นว่า Woojin ตามญาติตัวเองมาด้วย ทุกคนก็คิดว่าตัว Jaechan หาโอกาสมาอยู่กับ Woojin แต่แม้สองคนจะระแวง Jaechan ขนาดไหน เจ้าตัวก็ไม่สนใจ กลับทำเพียงตามประกบญาติอย่างจริงจัง และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาก็อาสาปีนเข้าไปท้ายรถคนร้ายแทนตัวญาติ และติดร่างแหไปกับเหยื่อที่ถูกจับตัวไปด้วย
ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญว่า เหยื่อที่ถูกจับก็คือเพื่อนร่วมห้องที่ความสัมพันธ์เป็นน้ำกับน้ำมันของ Jaechan นั่นเอง และการเข้าไปจัดการกับคนร้ายก็ทำให้รู้ว่า จริงๆ Jaechan เป็นไกด์ที่มีพลังของเอสเปอร์ด้วย เจ้าตัวทำให้ร่างกายตัวเองหายไป ตอนคนร้ายตรวจดูท้ายรถ และก็ “ล่องหน” มาช่วยเพื่อนร่วมห้องตัวเอง ...... และเมื่อจบเหตุการณ์ ก็ทำให้ทั้งญาติ และเพื่อนร่วมห้องเป็นมิตรกับ Jaechan เพิ่มขึ้นมา และส่วนตัว Woojin เองก็ลดอคติที่มีลงไปได้บางส่วนเหมือนกัน
และต่อมา Jaechan ก็ขอออกภาคสนามไปที่เกาะด้วยอีกครั้ง เพราะอยากไปสำรวจเหตุการณ์ระเบิดที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับพยายามสืบหาร่องรอยของกลุ่มก่อการร้ายที่อาจจะมีบทบาทคานอำนาจกับรัฐบาลในภายหลัง แต่ว่าก็เกิดเหตุให้ต้องไกด์ Woojin ที่อยู่ในสภาพใช้พลังเกินตัวไปด้วย
ความรู้สึกผิดมาตลอด และความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตัวให้เอสเปอร์ตัวเองทำให้ Jaechan ที่เพิ่งไปถึงเกาะตั้งใจไกด์อย่างเต็มที่ ยิ่งบวกกับประสบการณ์ที่มีในช่วงชีวิตที่แล้วล้วนทำให้วิธีการไกด์เปลี่ยนไป และตัว Woojin ที่รับรู้ถึงความตั้งใจ ก็หลงลืมตัว อดไม่ได้ที่จะสัมผัส Jaechan มากขึ้น คิดในใจว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่รู้สึกถึงความสงบและความมั่นคงอย่างนี้ โดยเฉพาะเมื่อ Jaechan ยอมรับความเอาแต่ใจทั้งในแง่พลังเอสเปอร์ระดับเอสที่ยุ่งเหยิงไม่เข้าที่ และการล่วงเกินถึงเนื้อถึงตัวของตัวเอง ก็ยิ่งทำให้ Woojin อยากเข้าใกล้ตัว Jaechan มากขึ้น และค่าความเข้ากันได้ของทั้งสองคนก็อยู่ที่ 82 เปอร์เซ็นต์
หลังการไกด์ Jaechan ไม่ได้เจอ Woojin อีก แต่ว่าใช้เวลาในเกาะสืบหาระเบิด และก็ได้รู้จักกับลุงคนดูแลสวน ซึ่งเป็นพ่อของคนรักในชาติที่แล้วของ Woojin กับได้เจอคนรักในชาติที่แล้วของ Woojin ด้วย ซึ่งตามเหตุการณ์เดิม เพราะ Jaechan ปฎิเสธไม่ออกมาเสี่ยงอันตรายภาคสนามก็ทำให้เจ้าตัวได้เจอกับคนรักที่เป็นไกด์ และกลายเป็นไกด์ประจำตัวแทนที่ Jaechan ในภายหลัง แต่เพราะย้อนกลับมา และ Jaechan ออกมาที่เกาะและไกด์ Woojin เลยตัดโอกาสเจอกันของทั้งสองคนไป
หากสุดท้ายแล้ว การสืบหาระเบิดก็ทำให้รู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นแผนการของ Woojin ที่จะพยายามลดอำนาจแม่เลี้ยงตัวเองที่ไม่อยากให้ตัว Woojin ขึ้นมาโดดเด่นเหนือลูกชายตัวเอง และพยายามสร้างสถานการณ์ลำบากให้ Woojin เสมอ
แต่เพราะการปกป้องคนสวนที่อยู่กับตัวเองตอนเกิดเรื่อง และการอาสาไปช่วยเหยื่อก่อนหน้า ก็ทำให้ Woojin ต้องมอง Jaechan ใหม่ .... ความแปลกประหลาดและการเปลี่ยนไปของ Jaechan ก็เริ่มทำให้ Woojin เริ่มจับตามองดูไกด์ตัวเองอย่างเงียบๆ และก็เหมือนว่าทำให้รู้จัก Jaechan ในมุมมองที่ต่างออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเห็นพี่ชายของ Jaechan ทำเหมือนตัว Jaechan เป็นธาตุอากาศ และ Jaechan มีท่าทีเกร็งระวังตัว แข็งค้างเป็นตุ๊กตาหน้านิ่งไร้ความรู้สึกก็ถึงขั้นคิดว่าเหมือนปูเสฉวนที่เอาเปลือกหอยมาปกป้องเนื้อเปราะบางตัวเอง
.
.
เอาล่ะ ด้วยความที่ Jaechan ตั้งเป้าหมายชีวิตนี้ว่าจะทำให้ Woojin มีความสุข และจะวางมือโดยอวยพรให้เพื่อนวัยเด็กตัวเอง และคนรักสมหวังกัน แต่ว่าตอนนี้ก็เปลี่ยนการเจอกันของทั้งคู่ไปแล้ว ถึงแม้ว่า Jaechan จะติดสินบนอีกคนไม่ให้เอาเรื่องที่ตัวเองเป็น multi-guide ที่มีพลังเอสเปอร์ไปบอกเบื้องบน ด้วยการรับปากจะหาไกด์ที่มีค่าความเข้ากันได้ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ซึ่งก็คือคนรักชาติก่อนมาให้ก็เถอะ คือ ตอนนี้อยากรู้ทิศทางเรื่องมาก เพราะแรงดึงดูดสองคนดูเยอะมาก (และก็คิดว่าถ้าในอดีต ตัว Jaechan ไม่ร้ายก็มีโอกาสครองใจเพื่อนวัยเด็กตัวเองสูงมาก) แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคนเขียนจะใส่บทบาทคนรักเก่ามาเยอะหรือเปล่า และก็อยากให้ค่าความเข้ากันได้ระหว่าง Woojin กับ Jaechan สูงเกิน 92 เหมือนกัน ในแง่ที่ยิ่งพอ Woojin เปิดใจ ค่าตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หรือว่าถึงตัวเลขเพิ่มไม่เท่า แต่ว่าให้การไกด์ของ Jaechan ดีกว่าได้ไหมม ไม่ ไม่ ไม่ เอาแบบแรกดีกว่า ตัวเลขมันจับต้องได้มากกว่าเชิงคุณภาพ อยากได้ทั้งปริมาณ ทั้งคุณภาพ สงสาร Jaechan อุตส่าห์กลับมาแบบนี้แล้ว (เพิ่ม 290821) ยิ่งถ้า engrave / imprint ที่ช่วยเพิ่มค่าความเข้ากันและประสิทธิภาพการไกด์จะดีมาก ชนิดที่ให้ไกด์กันไป แล้ว Woojin ติดผูกพันกับ Jaechan จนไปไหนไม่รอดเลย!!!
แต่คิดว่าจะต้องมีมหาสมุทร หุบเขา เหวลึก และอื่นๆ นับล้านกั้นความรู้สึกคู่นี้อีกเยอะแน่นอน เพราะว่า ตอนนี้ Jaechan ตั้งใจที่จะตัดใจ มีอะไรก็บอกตัวเองว่า “อย่าจับความหมาย” อย่าให้ค่าการกระทำใดๆ ของ Woojin เลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง และจะเป็นการคิดไปเองข้างเดียว แต่ตัดภาพมาก็คือ ตอนนี้ Woojin คอยจับตามองดู Jaechan ตลอดเหมือนกัน อย่างตอนที่ Jaechan ติดรถไปกับคนร้ายลักพาตัว ตัว Woojin ก็เอาวีดีโอไปเปิดดูวนเป็นหลายสิบรอบ (ถึงแม้ว่าจะเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนร้ายไม่เห็นตัว Jaechan ก็ตาม) และตอนที่พี่ชาย Jaechan มาคุย ก็คอยสังเกตอากัปกิริยา Jaechan หลังจากนั้น ที่สำคัญ ตอนล่าสุดที่พ่อของ Jaechan มา และลาก Jaechan ไปคุยในห้อง วิธีการลากข้อมือก็ทำให้พี่แกขมวดคิ้วเหมือนกันว่าลากไปรุนแรงแบบนั้น ไม่รู้หรือไงว่าตัว Jaechan ผิวบอบบางนะ
กับตอนไกด์บนเกาะ Jaechan ที่ถูกกอดจูบก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เอสเปอร์ที่สติหลุดจากการใช้พลังเกินตัวจะอยากได้สัมผัสจากไกด์ข้างตัว และก็คิดว่า Woojin คงทำแบบนี้กับไกด์คนอื่นเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อตัว Woojin ติดการถูกไกด์มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ตัว Woojin ก็คิดในใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สัมผัสคนอื่นระหว่างที่ไกด์ เพราะความรู้สึกที่ดีจาก Jaechan ยิ่งอยากให้สัมผัสเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เท่าไหร่ก็ไม่พอ ทั้งในเรื่องของการไกด์ และในเรื่องของการยอมรับตัวเอง
ก็คือความรู้สึกความเข้าใจช่างสวนทางทุกเรื่องจริงๆ
อีกเรื่องก็คือ เหตุที่ตัว Jaechan ดูร้ายมาตลอดก็เพราะในครอบครัวที่พ่อเป็นเอสเปอร์ระดับเอ ที่มีความสามารถป้องกันมากจนได้ฉายาว่าโล่ ให้ค่าความเป็นเอสเปอร์อย่างมาก จนดูถูกลูกชายคนเล็กที่เป็นไกด์ (ถึงขั้นที่ Jaechan มารู้ภายหลังด้วยว่าพ่อถึงขั้นทดสอบพิสูจน์ว่าตัว Jaechan เป็นลูกชายตัวเองแท้ๆ หรือเปล่า เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีลูกชายที่เป็นไกด์ออกมา) แม่ก็เอาตัวออกห่าง ไม่อยากเห็นหน้าลูกชาย และพี่ชายที่เป็นเอสเปอร์ระดับเอเหมือนพ่อก็เหยียดหยามน้องชาย จน Jaechan ไม่มีตัวตนในครอบครัว และตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอกตั้งแต่อายุ 14 ปี แล้วก็โหยหาและทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ เพราะคิดว่าพ่อจะได้ยอมรับตัวเองขึ้นมาสักวัน หรือเหตุที่ตัว Jaechan ปิดเรื่องที่เป็น multi-guide ไว้ก็เพราะตอนที่พลังเอสเปอร์ตื่นมาคิดว่าพ่อจะดีใจ แต่กลายเป็นว่าพ่อรังเกียจว่าระดับพลังน้อย ให้ไม่บอกใครเพราะเป็นความอับอายของครอบครัว ... ขณะที่ตัว Woojin เจอ Jaechan ตอนที่พ่อของทั้งคู่พาสองคนมาเจอกัน และให้ Jaechan ไกด์ให้ Woojin แต่ก็ทำให้ Woojin มองว่า Jaechan เป็นลูกชายที่โตมาด้วยความรักเอาใจใส่จากพ่อ เป็นไกด์ระดับเอที่คาบช้อนทองมาเกิด เพราะครอบครัวรักเอาใจใส่ ต่างกับตัวที่มาเจอพ่อกับแม่เลี้ยงได้เพราะแสดงความสามารถเอสคลาสออกมา และแม้จะอยู่ในครอบครัวก็ต้องเผชิญกับการใส่หน้ากากเอาใส่ใจเคลือบยาพิษของแม่เลี้ยงอยู่ตลอด หรือแม้แต่เหตุที่ตัว Woojin ต้องใช้พลังมากเกินไป ตอนอยู่ที่เกาะ ก็เพราะตั้งใจจะปราบโจรสลัดให้หมด แต่พอขอกำลังเสริมไป ตัวแม่เลี้ยงที่มีอำนาจจัดการก็แกล้งดึงเรื่อง ไม่ส่งคนมาเพิ่ม เพราะกะให้ Woojin ลำบาก
แต่ชอบเรื่องนี้อย่างนึง เพราะสภาพครอบครัวทำให้เห็นชัดเลยว่า สองคนเป็นอย่างไร และตั้งค่าเป้าหมายอะไรในชีวิต ตัว Jaechan ต้องการความสำเร็จ เพราะอยากให้พ่อยอมรับ และต้องการตัว Woojin เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนพี่ชายที่พึ่งพาได้ (จากที่ตัวเองไม่มีใครให้ยึดถือในชีวิตเลย) จนยอมทำทุกอย่างแม้ว่าจะวิธีการผิดก็ตาม ส่วนตัว Woojin ก็ไม่มีความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมีแม่เลี้ยงที่คอยบงการและกดตัวเองให้ด้อยกว่าลูกแท้ของตัว ก็อยากได้ความมั่นคง เรียบง่าย และสบายใจเหมือนกัน .... จนโกรธและเกลียดตัว Jaechan ที่ใช้การไกด์เป็นเงื่อนไขตามความพอใจของตัว
และพอกลับมาใหม่ ชอบที่เขียนให้เห็นชัดว่าวุฒิภาวะของ Jaechan โตขึ้นด้วย การแก้ปัญหา และรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้ามาจากวิจารณญาณของตัวเองในวัย 27 ปีจริงๆ ทั้งจากที่เรียบเรียงเหตุการณ์รายงานบอกหัวหน้าหน่วยตอนที่ถูกจับไปกับเหยื่อเรียกค่าไถ่ และแจ้งตำรวจไปด้วย และก็การมองคนรอบข้างใหม่ด้วยสายตาที่เป็นกลางขึ้น อย่างพอกลับมาเจอหน้าพ่อก็รู้ว่าความต้องการอย่างเด็กๆ ที่จะทำให้พ่อรักหรือพอใจตัวเองเป็นไปไม่ได้เลย และการคิดจะเอาใจพ่อก็มีแต่ทำให้ตัวเองเหนื่อยและผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อพ่อมาให้ช่วยพี่ชายที่ก่อเรื่อง (และวิธีการของ Jaechan ในตอน 27 ปีชาติที่แล้ว ก็เอามาใช้กับชาตินี้ด้วยการเลือกจะแยกตัวออกมา ไม่ยุ่งเกี่ยว) หรือในอดีตมองว่าตัว Woojin เป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้ แต่ตอนนี้เป็นคนที่เด็กกว่าตัวเอง
Jaechan คิดว่า Woojin ใจดีปกป้องคนอ่อนแอมาตลอด และก็คิดว่าต่างจากกับตัวเองที่ต้องทำตัวให้แกร่งอยู่เสมอ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ Woojin จะเห็นใจตัวเองแน่นอน .... ก็อยากรู้ว่าสถานะการเป็น “ปูเสฉวน” ของ Jaechan ในใจของ Woojin จะเพิ่มสูงขึ้นไหม โดยเฉพาะตอนที่ทะเลาะกับพ่อ ความสามารถในการได้ยินของ Woojin ที่อยู่นอกห้องน่าจะได้ยินเรื่องที่ครอบครัวไม่เคยดูแลตัว Jaechan และ Jaechan ออกมาอยู่นอกบ้านด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ปีแล้ว
เข้าใจไหม Woojin ไกด์คุณพี่มีภาพเป็นไกด์คลาสเอคาบช้อนทองมาเกิด แต่ก็แค่นั้นนะคะ ชีวิตยิ่งลำบากเพราะมีอคติและความกดดันจากคนรอบข้างด้วยซ้ำไป
คือว่า ... ฉันไม่ไหวแล้ววววว คือแล้วจะต้องรอยังไงให้อีพี่เอสเปอร์ฉันเข้าสู่โหมดคลั่งรักได้เสียทีคะ คือพี่แกเป็นแนวหน้านิ่งตลอดเสียด้วย อยากเห็นพี่แกเสียจริตออกอาการมาก เพราะถ้าหน้าเฉย แต่อารมณ์รุนแรง มันต้องอลังการแน่นอน แต่นะ ต้องหนทางอีกยาวไกลอ่านกันไปเป็นเดินข้ามทะเลทรายแน่ ฮืออ เรื่องนี้ดูท่า slow-build อยู่ด้วยยย ตั้งแต่เปิดเรื่องมา 40 ตอน อย่าคิดว่าเยอะ คือเหมือนเพิ่งปูเรื่องไป ยังไม่ดำเนินไปถึงไหนเลยนะคะ
ล่าสุด ตอนที่ 40 พ่อของ Jaechan เรียก Jaechan กลับไปที่ฐาน และก็กำลังมีปากเสียงกัน ถึงขึ้นจะลงมือทำร้าย Jaechan แต่เสียงเคาะประตูห้อง คือ Woojin จะมาช่วยกัน Jaechan จากสถานการณ์นี้ไหมคะ??
กรี๊ดด วันจันทร์ ฉันรอตอนใหม่อยู่!!!
แต่ว่า ปล. ดีใจมากที่เรื่องนี้เป็น 19+ เพราะหลังๆ นิยายมาใหม่ส่วนใหญ่พยายามจำกัดกลุ่มให้เป็น all-age แล้วน้ำหนักเรื่อง การให้เหตุผลก็อ่อนลงไปมาก เหมือนนักเขียนหลายคนที่เขียนเรื่อง 19+ พอมาเป็น all-age ความเข้มข้น ตรรกะ เนื้อหา หรือว่าการกระทำสุดโต่งตัวละครหายไปเลย เขียนระวังกันไปมาก โดยเฉพาะการเน้นอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร (ไม่กล้าลงชื่อ แต่พวกคุณพี่ทำกันผิดหวังมาก คุณภาพงานคนละเรื่องกันเลยนะคะ จากที่สนุกอยากก้มกราบก็กลายเป็นพออ่านฆ่าเวลาได้ไป ความเร้าใจที่ทำให้ต้องอ่านจริงจังว่าคิดมาได้ เขียนมาได้อยู่ตรงไหน?) เหมือนช่วงที่นักเขียนอเมริกันหันมาเขียนเรื่อง Young Adult เพื่อขยายฐานตลาดเลย ก็บ่นไปเรื่อยเนาะ
แต่ว่าก็ทำให้รู้ว่า ชาตินี้ตอนนี้เป็นสายไกด์จริงๆ นะ ไม่ไหวแล้ววว เปลี่ยนเป็นลงตอนอาทิตย์ละ 5 วันได้ไหมคะ
ส่วนอันนี้ ปล. จริงๆ
1. ขำที่ตอนไกด์ Woojin ที่เกาะ พอถูกจูบเสร็จแล้วเริ่มรู้สึกตัว สิ่งแรกที่ Jaechan ทำก็คือนั่งว่าตัวเองในใจ ว่าโง่ งี่เง่า ทำไมชาติที่แล้วไม่ออกไปไกด์ภาคสนามด้วย สิ่งที่ต้องการมาตลอด อยู่ตรงหน้านี้แล้ว เพราะว่าตอนไกด์ Woojin เข้าหาตัว Jaechan เองด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้นเกินกระตือรือร้น ทั้งกอด ทั้งจูบ ต้องพยายามข่มใจตัวเองไว้ว่าอย่าเห็นแก่ตัวอีก .... ส่วนเอสเปอร์ Woojin ก็คือมอง Jaechan แล้วอยากรู้สึกถึงความสงบความอ่อนโยนอีก อยากสัมผัส อยากจับ อยากกอด ไหนจะท่าทีที่อีกฝ่ายหอบหายใจไม่ทันหลังถูกจูบ ยิ่งเห็นก็ต้องพยายามข่มใจไม่เข้าไปกอดกับจูบต่อ อึดอัดทำตัวไม่ถูกทั้งคู่ สุดท้ายต่างฝ่ายต่างนั่งหันไปมองห้องคนละมุมรอให้คลื่นพลัง Woojin สงบกันไปเงียบๆ
2. น่ารักที่ตัวพ่ออับอายว่าพลังเอสเปอร์ของ Jaechan ต่ำ จนสั่งไม่ให้ลูกชายไปขึ้นทะเบียน หรือแม้กระทั่งบอกใคร แต่เพราะพลังทำให้ตัว Jaechan ช่วยทั้งญาติของ Woojin กับเพื่อนร่วมห้องตัวเองได้ และเจ้าตัวที่กลับมาและมีความคิดที่ไม่ถูกพ่อครอบไว้แล้วก็ภูมิใจที่พลังของตัวเองช่วยชีวิตคนไว้ได้ 2 คน
-------
เพิ่ม
300821
ตอน 41
กรี๊ด ว่าสรุปว่าพี่แกก็เข้ามาจริงด้วยค่าา ประโยคแรกที่พูดก็คือ "ต้องการไกด์ดิ้ง" แต่ก็คือว่าจะมาช่วย Jaechan ออกจากพ่อ แถมยังมีการย้ำอีกรอบด้วยนะ ว่านี่เป็นไกด์คู่หูตัวเองงง ฮืออ ตอนนี้ Woojin รู้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อเนี่ยยย แถมสายตาที่มองข้อมือที่ขึ้นรอยแดงก็คอไม่พอใจ อีกต่างหาก ขมวดคิ้วแล้ว แล้วก็ตัดจบสถานการณ์แบบนี้นะคะ???? อยากเห็นมุมมองของ Woojin มาก TT ฉันจะลงแดงตายก่อนเขารักกันไหมมมม??
แต่คือเพราะ Jaechan อับอายที่อีกฝ่ายรู้เรื่องในครอบครัวก็ยิ่งหลบหน้ากันไปอีก แล้วก็นะคะ คุณคนรักก็เหมือนกำลังจะมีบทบาท ... เปลี่ยนเป็นให้ Jaechan ตกทุกคนแทนได้ไหม? เพราะขนาดเพื่อนร่วมห้องก็ยังญาติดีกับ Jaechan แล้วเลยย TT
แต่ละตอนสั้นมาก 3,200 คำเนี่ยย ปกติเค้าเขียนกันควรจะ 3,600-3,800 ไม่ใช่เหรอ ถ้าดูส่วนต่างให้ตอนละ 500 คำ ถ้า อย่างนั้นได้เพิ่มมาอีก 20,000 คำ ก็คือได้เพิ่มมาอีก 6.25 ตอนเลยนะ
หรือไม่ก็ทำไมไม่ serialise ล็อตแรก 70 ตอนเลยคะ?
(ก็คือเป็นบ้า แต่ก็มีแต่คนบ่นนะว่าทำไมตอนน้อย+สั้น คนที่อ่านที่ Joara มาก่อนยังบ่นเลย)
310821
ตอน 42
แต่ละตอนมันสั้นไปแล้วว โอ๊ยย อยากได้ตอนละ 4,000+ คำ ตอนนี้เลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ไปเจอกันซึ่งหน้าเลยไหม แถมมีญาติผู้พี่เป็นคนกลางอีก ตลกที่สถานการณ์สลับกัน ตอนนั้น Jaechan นั่งอยู่ในผับกับญาติแล้วก็ไม่คิดว่า Woojin จะมา แต่ตอนนี้กลายเป็น Woojin นั่งดื่มอยู่กับญาติ แล้วก็ไม่คิดว่า แล้วก็ไม่คิดว่า Jaechan จะมาเหมือนกัน เพราะรู้ว่าตอนนี้อีกคนหลบหน้าตัวเองอยู่
.
.
แต่คือญาติคะ ช่วยชีวิตกันมาแล้วมีประโยชน์มาก ตอนนี้พยายามให้สองคนญาติดีกันอยู่ ขอให้สำเร็จสาธุ!!
กับคือตัดเป็นมุมมอง Woojin แล้ว แต่คือฉันต้องรอพี่ตัดเข้าประเด็นพรุ่งนี้ใช่ไหม
010921
ตอน 43
กลายเป็นกรีดมันรายตอน คุณพระะะ สรุปแล้วก็คือพอรู้แล้ว อ่ีพี่ก็เริ่มคิดทบทวนเอเวอรี่ติงเกี่ยวกับ Jaechan ตั้งแต่การเจอกันครั้งแรกแล้ว แต่คือนะ ผู้ชายปากหนัก คิดมาก แบบนี้ก็คงจะเก็บข้อมูลประมวลผลไปเรื่อยๆ แต่กระบวนการเก็บข้อมูลนี่ สังเกต รู้เห็นไปทุกอย่างทุกสิ่งเลยนะคะ คุณพี่ขา
.
.
ส่วน Jaechan ที่อ้างว่าตัวเองลึกซึ้งจริงจัง ไหนว่าจะระวังตัวตอนกินเหล้าต่อหน้า Woojin? ไหนว่าจะไม่สุงสิงกับญาติที่หมดประโยชน์แล้ว? ไหนจะเอาไอดีไกด์มาคาดหัวจนเป็นรอยแดงที่หน้าผาก? สรุปว่าก็คือเมาแล้วกอดคอโวยวายกับคุณญาติแล้วค่ะ ที่พีคกว่าคือนิสัยเมาแล้วตะโกนบอกรัก Woojin เนี่ยแหละ ตอนนี้คือเมาหลับไปแล้วด้วย Woojin เอสคลาสกำลังผยุงอยู่ .. ท่าทางจะต้องหิ้วกันกลับบ้านไป (:
แล้วคือตอนนี้มีคนสันนิษฐานว่าในกระเป๋าสตางค์พี่แกมีรูป Jaechan อยู่เยอะมาก ทำไมตอนจ่ายค่าเหล้าก่อน Jaechan ถึงหวงขนาดนั้น แบบเป็นที่กันว่าแตะไม่ได้เลย
ปล. อันนี้ไม่เกี่ยวกับนิยาย แต่ว่าได้ lucky draw จากรีวิว 성공지향적 가이드 มา 500 วอนเมื่อวาน คือว่าดีใจมากกก จำนวนเงินไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวว่ามาจากเรื่องนี้ จุดพลุฉลองกันเลยดีไหมมมมม .... คือว่าไม่ไหวแล้ว ชอบมากกก ฮืออ
It seems like when Jaechan changes, his sincerity is conveyed to Woojin honestly whenever they do guiding, and I think Woojin is falling for Jaechan bit by bit each time? But still, it's so significant that our esper suggests matching rate evaluation first! It simply hints he wants to be with Jaechan still, right (:? But aww, when Jaechan suggests anther guide like this, I feel Woojin may feel Jaechan wants to be with the team leader instead?
but noo, it's Wednesday again TT Can we have Woojin's viewpoint next week too? Miss seeing what Woojin thinks already! And I really want Jaechan and Woojin to have the highest matching rate possible too TT No one can take Jaechan out from guiding Woojin please TT
But oh, is Haesol falling for her caring but strict senior now (:??
Sunday, 15 August 2021
전쟁이 끝났다 // The War is Over
คนเขียน: 리누
แนว: โลกไกด์-เอสเปอร์, ability, การเมือง, ละมุน, ตัวเอกซื่อ
ความสัมพันธ์: ไกด์ X เอสเปอร์
จำนวนตอน: 139 (ยังไม่จบ)
Kim Lee Kang เป็นเอสเปอร์ telekinesis ระดับสูงสุดในประเทศ และถูกกองทัพใช้เป็นเครื่องมือทำสงครามมาตลอดตั้งแต่ความสามารถปรากฎ เพื่อไม่ให้ใช้พลังจน runaway ก็ต้องมีการหาไกด์ที่เข้ากันได้กับ Lee Kang มา ดังนั้น Jung Lee Hyun นักธุรกิจและลูกชายกลุ่มบริษัทใหญ่ก็ถูกรัฐบาลบังคับมาอยู่ที่ค่ายทหารด้วย
เปิดเรื่องมาจะเป็นตอนที่ Lee Kang ออกไปรบและใช้พลังตัวเองอย่างจริงจังเสมอ เพราะรู้สึกว่าเพราะตัวเองทำให้ Lee Hyun ซึ่งควรจะอยู่อย่างสงบสุข และสะดวกสบายในสังคมปกติต้องมาลำบากกับตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการทำสงครามใหญ่เต็มรูปแบบ ไกด์ที่เข้าคู่ดูแลเอสเปอร์ได้ถูกรัฐบาลและกองทัพจับมาดูแลเอสเปอร์โดยที่ไม่ได้เต็มใจ โดยที่รัฐบาลให้ยานอนหลับ/สลบเหล่าไกด์ให้หลับตลอดเวลา จะได้ไม่ก่อปัญหา และเป็นเครื่องมือดูแลเอสเปอร์อย่างเดียว
และ Lee Kang ก็หวังทุกครั้งว่าจะให้สงครามจบ และ Lee Hyun กลับไปมีชีวิตปกติได้สักวัน
เมื่อสงครามจบ แน่นอนว่าเหล่าไกด์ที่ถูกบังคับมาทั้งโกรธและเกลียดคู่เอสเปอร์ของตัวทั้งสิ้น แต่ยกเว้น Lee Hyun และหลังแยกย้ายกันกลับไปสู่สังคมเดิม ตัว Lee Kang ที่เชื่อว่าตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดและเป็นเครื่องมือทำสงครามก็พร้อมจะตายเงียบๆ คนเดียว เมื่อถึงวันที่ควบคุมพลังไม่ได้
แต่ว่า Lee Hyun ไม่ยอมให้เกิดเช่นนั้นแน่ และกระบวนการหลอกล่อเอสเปอร์ใสซื่อ/ซื่อบื้อก็เริ่มขึ้น
.
.
ต้องขอเรียกว่าเอสเปอร์ซื่อบื้อจริงๆ เพราะตั้งแต่เริ่มโตและถูกสั่งให้ไปรบ ตัว Lee Kang ก็ทำทุกอย่างที่ถูกสั่งโดยที่ไม่มีเงื่อนไข และไม่เคยเรียนรู้สภาพสังคมพลเรือน (หรือประชาชน /คนปกติ) เลย ดังนั้น สามัญสำนึกที่ควรจะมีก็ตกหล่นไปอย่างน่าสงสาร และเมื่อ Lee Hyun ให้มาอยู่ด้วยกัน ก็เกรงใจไปทุกอย่าง เด๋อด๋า และเงอะงะ เพราะไม่เข้าใจว่าทั้งที่ตัวเองก่อปัญหาให้ Lee Hyun ขนาดนั้น ทำไมตัว Lee Hyun ถึงยังใจดี และทำดีกับตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่าตัว Lee Hyun ก็ชอบ Lee Kang และมีความรู้สึกเกินกว่าไกด์กับเอสเปอร์ไปมากโข
เพราะหลังจากแยกจากไป เมื่อ Lee Hyun กลับมามีชีวิตของตัวเองเหมือนเดิม ก็เตรียมข้าวของเพื่อให้ Lee Kang มาอยู่ด้วยกันอย่างจริงจัง ถึงขั้นที่ซื้อเก้าอี้นวดสำหรับเอสเปอร์ราคาแพงจับใจมารอไว้ในห้องนั่งเล่นที่บ้านแล้วด้วยซ้ำ น่ารักที่ Lee Hyun อยากให้ชีวิตปกติกับ Lee Kang ซึ่งไม่อาจจะอยู่เอาตัวรอดเองในสังคมได้เลย ทุกเช้าก็ทำอาหารเช้าให้ Lee Kang ที่จะมานั่งลุ้นตาแป๋ว ทั้งรู้สึกปลื้มที่อีกฝ่ายเก่งขนาดทำกับข้าวได้ และก็ทั้งรู้สึกสลดที่ตัวเองทำอะไรไม่เป็นเลย
หลังจากนั้น สิ่งที่ Lee Hyun ทำหลังจาก Lee Kang เข้าที่กับสภาพแวดล้อมใหม่แล้วก็คือจับเอสเปอร์ที่เป็นวีรบุรุษสงครามของประเทศมาเรียนหนังสือ ... เพราะว่าต้องไปเข้ากองทัพตั้งแต่ยังไม่จบ ม. ต้น เมื่อต้องกลับมาเรียน ตัว Lee Kang ก็ไม่อยากเรียน แต่เพราะขัดหน้ายิ้มใจดีของไกด์ตัวเองไม่ได้ Lee Kang ก็อ้างโน่นอ้างนี่ไป จนถึงขั้นอ้างว่าอยากได้โต๊ะหนังสือแบบเดียวกับ Lee Hyun ด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่าเป็นโต๊ะสั่งทำ ต้องใช้ไม้นำเข้า คิดว่าจะถ่วงเวลาเรียนไปได้สักครึ่งปี แต่เอาเข้าจริง Lee Hyun สั่งโต๊ะให้ แต่ก็บังคับ Lee Kang ให้เรียนหนังสือด้วยโต๊ะที่บ้านไปก่อนอยู่ดี
อยู่กันไปเรื่อยๆ ตัว Lee Kang ก็ติด Lee Hyun ไปเหมือนกัน เพราะเป็นทั้งไกด์ของตัวเอง และก็เป็นคนที่สองในโลกที่ Lee Kang สนิทด้วยนอกเหนือไปจากหัวหน้าศูนย์วิจัยเอสเปอร์อีกคน เวลา Lee Hyun ไปทำงาน ก็จะนั่งเรียนหนังสือทำแบบฝึกหัดไป และหลายครั้งก็เป็นออกแนวลูกหมานั่งรอเจ้าของกลับบ้าน ที่จะนั่งเหงารอให้อีกคนกลับบ้านมาตอนเย็นเสียที
เรื่องมาจากมุมมอง Lee Kang ที่เล่าเรื่องเป็นหลัก แต่ด้วยความที่เจ้าตัวมีพลังอ่านใจด้วย หลายครั้งถ้าความรู้สึกของ Lee Hyun รุนแรงมาก ก็จะได้ยินเสียงความคิดของ Lee Hyun มาเป็นครั้งคราว ซึ่งก็มีตั้งแต่เอ็นดู ขบขัน ระอาใจ รวมไปถึงแอบแกล้งหน้านิ่งในช่วงหลังด้วยกัน และถึงแม้ว่าตัว Lee Kang จะไม่เข้าใจนัยที่สั่งผ่านมา แต่สำหรับคนอ่านก็คือชัดมากว่ารู้สึกอย่างไร
ไม่นับการที่พี่ Lee Hyun หว่านเงินบริจาคจำนวนมากและซื้อเครื่องมือทดสอบพลังเอสเปอร์รุ่นล่าสุดแพงสุดให้กับศูนย์วิจัยเอสเปอร์เพื่อเอสเปอร์สุดที่รักตัวเองอีกต่างหาก — โดยที่ทั้งหมด Lee Kang ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย แค่คิดไปว่า “เขา” (อย่างที่ Lee Kang เรียกผ่านมุมมองตัวเอง) แสนดีและใจกว้างเหลือเกิน
แต่ที่น่ารักก็คือ มุมมองที่ทุกคนมีต่อ Lee Kang ดีมาก จากที่รัฐบาลพยายามดันเอสเปอร์แถวหน้าให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของกองทัพในฐานะวีรบุรุษสงครามที่ช่วยเหลือ/ กอบกู้ประเทศ และระหว่างสัมภาษณ์ Lee Kang ก็ย่องไปช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะถูกรถชนอีก ที่สำคัญก็คือเจ้าตัวคิดว่าไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้เห็น แต่จริงๆ คืออยู่ในช่วงถ่ายทอด รับรู้กันไปทั้งประเทศ ถึงขั้นที่มีเพจและแฟนคลับคนรัก Lee Kang ขึ้นมา (ซึ่งก็แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวใดๆ เลย) และหลังจากนั้น Lee Kang ที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็แอบออกไปช่วยทั้งคนและทั้งเอสเปอร์ที่กำลังจะ runaway จนกลายเป็นที่รักของชาวบ้านร้านตลาด โดยที่เจ้าตัวคิดว่าปลอมตัวไปแนบเนียนแล้ว (ซึ่งก็คือทุกคนรู้กันหมด แต่พยายามทำเป็นไม่รู้)
แต่เพราะความเป็นวีรบุรุษสงคราม กองทัพก็พยายามใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ที่ดีของเจ้าตัว ทั้งสร้างภาพให้กองทัพ และสร้างความชอบธรรมหน่วยงานเอสเปอร์ที่กำลังจะจัดตั้งใหม่ ฉวยโอกาสเอาเรื่องที่ Lee Kang ไปช่วยคนอื่นมาเป็นว่าเป็นคำสั่งของกองทัพ ซึ่งขณะเดียวกัน Lee Hyun ที่สนใจผลประโยชน์และความต้องการของ Lee Kang ที่สุดก็พยายามหาทางยื่นเรื่องให้เอสเปอร์ตัวเองเกษียณจากกองทัพมาเป็นพลเรือนเต็มร้อยให้ได้ แทนที่จะเป็นกึ่งปลดประจำการ แต่ยังมีหน้าที่ผูกมัดอยู่กับกองทัพอย่างที่เป็น
และเมื่อดำเนินเรื่องสำเร็จ ก็จัดการให้ Lee Kang มาอยู่ในทีมเลขา/ทำงานตัวเอง
ชอบที่อีกครั้งที่เลขาอีกคนกำลังสอนงาน ระหว่างนั่งอยู่ในร้านกาแฟ พลังจิตอ่านใจได้ก็ทำให้รู้ว่าคู่รักตรงหน้ามีปัญหา เพราะผู้ชายแต่งงานแล้ว แต่พยายามหลอกเอาเงินจากแฟนอีกคนอยู่ และที่ไม่รับผิดชอบก็คือลูกตัวเองกำลังป่วยหนัก .... Lee Kang ที่ทนไม่ได้ ก็ออกมาพูดความจริง และพอฝ่ายชายออกอาการอาละวาดและคุกคามทั้งตัว Lee Kang และแฟน (ที่เลิกกันทันทีหลังรู้เรื่อง) เจ้าตัวก็ใช้พลังจนผู้ชายผลุนผลันหายออกจากร้านไป และเพราะรู้ว่าตัวผู้ชายยังดักรออยู่ ก็รอเป็นเพื่อนผู้หญิงที่ไม่กล้าอยู่คนเดียวจนกว่าพ่อผู้หญิงจะมารับด้วย — และเหตุการณ์ที่เหมือนจะธรรมดาก็ไม่ธรรมดา เพราะคุณพ่อที่มารับพร้อมกองทัพบอดี้การ์ดเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เกลียดเอสเปอร์มาก และพอจะให้เงินตอบแทน Lee Kang ก็บอกว่าได้รับของตอบแทนมาแล้ว นั่นก็คือเหล่าเค้กที่ลูกสาวซื้อมาให้ระหว่างนั่งรอด้วยกัน ท่านวุฒิสภานิ่งไปเพราะจานเค้กเต้มโต๊ะ หากกลายเป็นว่าทัศคติที่มีต่อเอสเปอร์กลายเป็นบวกไปหลังจากนั้น
ตอนต่อมา Lee Hyun ไปหาพ่อตัวเองที่โรงพยาบาลและพา Lee Kang ไปด้วย ซึ่งตัว Lee Kang ก็กลัวและกังวลมากว่าทัศนคติของคนเป็นพ่อที่มีต่อเอสเปอร์ที่ทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนตัวเองต้องไปทรมานอยู่ในกองทัพจะเป็นลบ และก็เป็นลบอย่างมากจริงๆ ทั้งกับพ่อและเหล่าคนทำงานของพ่อหลังจาก Lee Hyun แนะนำว่านี่คือเอสเปอร์ของตัวเอง บรรยากาศตึงเครียดกดดัน จนกระทั่ง Lee Kang เผลอใช้พลังเข้า และพ่อที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดก็เริ่มเห็นข้อดีของการมีเอสเปอร์อยู่ใกล้ตัว กับพอเห็นปฎิสัมพันธ์ของสองคนและท่าทีที่ Lee Kang เป็น ก็เริ่มเลิกมองลบกับ Lee Kang ไป
แต่เรื่องนี้ต่างจากเรื่องเอสเปอร์ไกด์อื่นๆ ที่เน้นการสู้กับสัตว์ประหลาดทั้งจากเกท หรือดันเจี้ยนใดๆ เพราะเน้นที่การสู้รบกับคนด้วยกันเอง หลังจากที่จบสงครามก็เป็นแนวสู้ทางการเมืองและสังคมด้วยเหมือนกัน ตามชื่อเรื่อง ตามความรู้สึกของ Lee Kang ที่ว่า “สงครามจบแล้ว” แต่จริงๆ ก็ยังไม่จบ หลังประเด็นเอสเปอร์และการจัดการเอสเปอร์กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม มีทั้งคนที่มองว่าเอสเปอร์เป็นสัตว์ประหลาดอันตรายที่ควรจะถูกควบคุม แล้วก็มีทั้งคนที่มองเห็นพลังของเอสเปอร์แล้วอยากเอามาใช้งาน และที่สำคัญ รัฐบาลและกองทัพเองก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยเหล่าเอสเปอร์ไปด้วย โดยที่ไม่มีใครคิดเลยว่าเอสเปอร์ก็เป็นเหยื่อถูกกระทำในช่วงสงครามเหมือนกัน การที่ถูกลากเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามก็ทำให้เอสเปอร์จำนวนมากมีอาการ “combat fatigue” ที่สภาพจิตใจเสียหายจากการทำสงคราม และก็ไม่มีคนสนใจที่จะเยียวยาเอสเปอร์เหล่านี้เลย
และมุมมองของบ้าน Lee Kang ก็คือจะทำอย่างไรให้เอสเปอร์ไม่ต้องขึ้นอยู่กับกองทัพ แต่มีอิสระเลือกทางเดินของตัวเอง ขณะที่เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วยได้
ชอบที่ Lee Kang ใสซื่อเหมือนผ้าขาว ที่ดีใจ เสียใจก็แสดงออกมาชัดเจนเหลือเกิน การที่ใครมาเห็นแล้วจะมองว่านี่คือเอสเปอร์ตัวร้ายก็มีความเป็นไปได้ที่ศูนย์ ไปอยู่กับทีมเลขา อยากทำตัวให้มีประโยชน์จนกระตือรือล้น ขนาดที่ใครถามอะไรก็ลุกขึ้นมาตอบคำถามจริงจัง พอเป็นน้องเล็กในทีม ดูเด็กและดูซื่อ ใครก็อดเอ็นดูไม่ได้ และอดให้ขนมลูกอมไม่ได้เหมือนกัน ขำที่พอได้ขนมมาก็จะคิดในใจว่าทำไมได้ลูกอมอีกแล้ว แต่ก็ฉีกกินตลอดเลยทุกครั้ง ได้หนังสือคู่มือเวิร์ดกลับที่บ้าน มีช็อตโกแลตติดมาก็แกะห่อกินเลยเหมือนกัน (และไม่รู้เลยว่าตัว Lee Hyun หวงตัวเองที่ไปเอาหนังสือคนอื่นมาดูขนาดไหน โพสต์อิทที่แนบมาด้วยถูกโยนทิ้งไปแล้ว แต่เพราะแกะห่อกินเลยช็อตโกแลตก็เลยรอด และเพราะบอกว่าเปิดหนังสือดูแค่ครั้งเดียวก็จำได้แล้ว ไม่จำเป็นที่ Lee Hyun ต้องเสียเงินซื้อหนังสือใหม่อีก หนังสือคู่มือก็เลยรอดถูกโยนลงถังขยะด้วย) หรือพอทีมเลขาของพ่อทดลองว่าใช้โปรแกรมคอมได้ไหม พอเวิร์ดไม่รู้เรื่อง เอ็กเซลใช้ไม่เป็น เจ้าตัวก็สลดโซเซกลับไปหา Lee Hyun เหมือนกัน ทำท่าหดหู่จน Lee Hyun ทั้งขำทั้งเอ็นดู
เรื่องนี้อ่านได้เรื่อยๆ เหมือน Lee Kang เล่าเรื่องชีวิตประจำวันของตัวเองให้ฟัง และหลายครั้งก็ขัดใจมากเพราะอยากเห็นมุมมองอีกฝ่ายเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อ Lee Kang คิดทุกอย่างตามมุมมองของตัวเอง โดยที่ไม่ได้สงสัยหรือเข้าถึงใจ Lee Hyun เลย และที่สำคัญก็คือ Lee Hyun มีแนวโน้มเป็น black belly แอบแกล้ง Lee Kang ด้วยความเอ็นดูเป็นระยะๆ ด้วย
กับแปลกจากเรื่องอื่น เพราะส่วนใหญ่แนวตัวเอกที่มีความสามารถในนิยายเกาหลี (อย่างน้อยก็ที่อ่านเจอ) จะเป็นแนวรู้มาก เข้าใจโลก คิดเยอะเหมือนแมวเจ้าเล่ห์เป็นหลัก ขณะที่พระเอกจะเป็นหมาตัวใหญ่เอาใจตัวเอก (แม้ว่าจะเป็นต่อหน้า แต่จริงๆ อาจจะเป็นหมาจิ้งจอกร้ายลึกก็ได้ โดยเฉพาะพวกสายซึน ยัน ดาร์ก) แต่เห็นตัวเอกกับพระเอกสลับบทกันก็สนุกดี (:
ก็หวังให้สงครามจบ และ Lee Kang กับ Lee Hyun ได้ใช้ชีวิตสุขและสงบอย่างเต็มที่ หมดสงครามทุกรูปแบบไปนะคะ!!
ปล. หน้าปกคือสองคนแบบนี้มาก ถ้า Lee Kang เพ่งดีๆ ก็จะพบว่าคุณพี่ไกด์ใจดี (ในสายตาตัวเอง) อย่าง Lee Hyun หน้าตาร้ายเจ้าเล่ห์ขนาดไหน แต่เสียดายที่เจ้าตัวไม่เลยรู้เลย
--------------
เพิ่ม
290821
ตอน 96
Lee Kangg!! เด๋ออีกแล้วว เลิกครึ่งวัน เลยมาอยู่ที่คาเฟ่หมา แล้วพอ Lee Hyun ถามว่าอยู่ไหน ก็เลย ถ่ายรูปหมาส่งไปให้ดูด้วยความภูมิใจว่าถ้าทางนั้นเห็นรูปหมาน่ารักจะหายเหนื่อยยย แต่ความจริงคือว่า ถ่ายรูปเบลอมากก ตกขอบมากก กลายเป็นก้อนๆ ขาวๆ อะไรไปก็ไม่รู้ คือเจ้าของหมามาเห็นรูปก็อึ้งไป
.
.
ที่น่ารักคือ Lee Hyun ไม่ปล่อยให้เอสเปอร์ตัวเองรออยู่คนเดียวแน่ ในฐานะเจ้าของบริษัท ยังไม่เลิกก็กลับมาทำกับข้าวให้ Lee Kang ที่บ้านแล้ว (กลับมาถึงก่อน Lee Kang ที่ไปคาเฟ่หมามาแล้วด้วยเถอะ!)
Tuesday, 9 June 2020
아더사이드 아더월드
[Other Side Other World]
สปอยล์แน่นอน เพราะจะกรีดร้องงง กับอ่าน mtl เกาหลี ไม่รับประกันความถูกต้องง
ในโลก esper & guide ที่ esper จะมีพลังพิเศษ แต่พลังที่มีจะทำให้สภาพร่างกายไม่เป็นปกติ หากไม่มี guide คอยใช้พลังของตัวเองคอยสร้างสมดุลให้
เปิดมาที่ตัวเอก Eden Prescott มาจากสายตระกูล Han ที่ต้นเรื่องกำลังจะเข้าพิธีก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ แต่ก่อนที่จะเริ่มพิธี หมู่บ้านของตระกูลที่เป็นหมู่บ้านปิดก็ถูกโจมตี และแม่กับผู้อาวุโสในตระกูลก็สละตัวเองเพื่อช่วยให้ Eden หนีไป
Eden มาโผล่ที่ริมทะเลสาบในเมืองชนบท และก็โชคดีว่า Hans เจ้าของร้านขายของชำมาเจอและช่วยไว้ ก่อนที่จะรับ Eden ไปเลี้ยงดูในฐานะหลาน
เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ โดยที่ Eden อ้างว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องบอกที่มาที่ยากจะบอกได้ให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจ และระหว่างนี้เจ้าตัวก็พยายามเข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เพราะอยากตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่าคนในตระกูลส่งตัวเองมาในโลกอีกมิติ หรือว่าในโลกเดียวกันแต่ต่างเวลากันแน่ เพราะว่าเจ้าตัวไม่สามารถหาร่องรอยของเมืองที่ตัวเองเคยอยู่ได้เลย
เพราะพลังที่แตกต่างกับคนอื่น และที่มาที่บอกใครไม่ได้ ทำให้ Eden มักจะไปคลุกตัวอยู่คนเดียวที่คฤหาสน์ไร้เจ้าของเสมอ และวันหนึ่ง ระหว่างที่ Eden กำลังใช้พลังพูดคุยกับวิญญาณที่อยู่กับตัวเองในสวนของคฤหาสน์ ก็เจอกับ esper ที่พลังแปรปรวน และก็ได้ให้เครื่องรางของตัวเองไปให้ชายแปลกหน้าที่เจอก่อนที่ตัวเองจะหนีออกไป
ต่อมาเมื่อ Eden ไปที่ห้องสมุดของเมือง เพื่อจะยืมหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่าน ก็พบว่ามีคนมายืมหนังสือไปหมด และดังนั้น เมื่อเจ้าตัวไปทักท้วงอีกฝ่ายที่กวาดเอาหนังสือไป ก็เจอกับเลขาของ Bliss Moore ชนชั้นสูงและเจ้าของพลัง Esper ที่แกร่งกล้าที่สุดในจักรวรรดิ และก็ได้ปะทะคารมกับ Bliss ที่เดินตามหลังเลขามา
หลังจากนั้น เมื่อ Eden ไปทำงานพิเศษในร้านอาหาร ก็ได้เจอกับ Bliss กับเลขาที่มาเป็นแขกในร้าน และเมื่อ Eden เปลี่ยนงานไปส่งของให้กับคฤหาสน์ก็พบว่า Bliss เป็นเจ้าของใหม่ของคฤหาสน์นั่นเอง
.
.
.
เอาจริง คุณพระคุณเจ้า ย่อมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือรู้ว่ามัน cliché แต่มันมีความ cliché แบบที่ชอบบ ไม่ใช่ว่าชอบธรรมดา แต่ว่าชอบมาก ถูกตกอย่างงงๆ แบบอ่านตอนเปิดไป 3 ตอน อ่านตอน free tickets ได้อีก 3 และพอเจอ daily pass อีก 2 รวมเป็น 8 ตอน ดิฉันก็ตัดสินใจปาดซื้อที่เหลือเหมือนถูกผีสิงงง
คือพล็อตมันบ้านนนน esper กับ guide guide กับ esper หันไปทางไหนก็มีอยู่ทั่วไป แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องเนี่ยแหละที่ทำให้เรื่องนี้น่ารักและก็น่าสนใจ
พอเปิดมาที่ Eden กับพี่ Bliss ปะทะกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มันก็เหมือนเป็น enemies turn lovers ประมาณนึง แต่มันเป็นslow build ความสัมพันธ์ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจนไม่รู้สึกว่ารีบ หรือว่าไม่น่าเชื่อตาม เพราะว่าด้วยความที่คุณพี่ Bliss อยากหาคนมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และพอดูว่า Eden จะพอมีความรู้อยู่ ก็เลยดึงเอา Eden มาช่วยงาน ด้วยความที่แรงงานค่าจ้างดี คุณน้องปฎิเสธไม่ลงก็เลยรีบมาทำงานให้ เพราะต้องเอาเงินไปเลี้ยงวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ด้วย และพอมาทำงานด้วยกัน น้องก็ก่อเรื่องตั้งแต่วันแรก เนื่องจากพอรู้ว่างานเงินดี มันไม่มีอยู่จริง พอจะต้องออกแรงรากเลือกก็เลยเอาวิญญาณที่มีมาช่วย และเหล่าวิญญาณก็ก่อเรื่องทำแชนเดอร์เลียราคา 12 ล้านหล่นลงมา ดังนั้น จากการเป็นเด็กวิเคราะห์ข้อมูลไปกลับ ก็เลยต้องมาอยู่ที่คฤหาสน์ของ Bliss เป็นการถาวรในช่วงนี้ เพื่อทำงานทุกอย่างและช่วยงานทุกคนใช้หนี้
และก็เป็นการบังคับให้ Eden ต้องมีปฎิสัมพันธ์กับ Bliss กลายๆ ตั้งแต่การที่ต้องส่งข้อมูลรายงานให้ Bliss รับรู้ ตีความเอกสารร่วมกัน และด้วยความที่น้องหัวไว หาประเด็นที่ถูกซุกซ่อนไว้เจอ ก็ทำให้ Bliss ลดความระวังตัวและค่อยๆ เปิดใจกับ Eden โดยปริยาย — ชอบที่ Bliss ไม่รู้ตัวว่ากำลังหาข้ออ้างในการเข้าไปคุยกับ Eden ในห้องทำงานอยู่ และพอเดินเข้าไปทำท่าทวงข้อมูลก็เพิ่งนึกออกว่า Eden เพิ่งส่งรายงานมา ส่วนตัว Eden เองก็เริ่มจากลำบากใจที่ถูก Bliss จ้องหน้านิ่งๆ แล้วดุกลับเวลาพูดโต้ตอบกัน ไปเป็นสบายใจที่ได้นั่งอยู่ข้างๆ กัน โดยเฉพาะหลายครั้งที่ Bliss ช่วยตัวเองไว้จาก Enoch เพื่อนของBliss
เอาจริง พี่ Bliss มาพักผ่อนที่เมืองชายเขาก็เพราะว่าเจ้าตัวกำลังมีปัญหาควบคุมพลังอยู่ ด้วยความที่สถานะพลังพี่เขาเป็นขั้น S (อันที่จริง SS แบบไม่บอกใคร และมีพลังสองอย่างที่โลกรู้ว่าแค่อย่างเดียวเหมือนกัน) ก็ทำให้มีอาการเจ็บปวดทางร่างกาย ทั้งปวดหัว นอนไม่เต็มอิ่ม ไปจนถึงชักเป็นระยะๆ โดยที่มีแต่คนสนิท และหมอประจำตัวเท่านั้นที่รู้ แต่เพราะเครื่องรางประหลาดที่ได้มาตอนวันแรกที่มาถึงคฤหาสน์บรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เจ้าตัวก็ยึดติดกับเครื่องรางที่ได้มา ถึงขั้นที่ให้หมอตัวเองเอาไปวิเคราะห์เลยด้วยซ้ำว่าคืออะไร มีพลังอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งพอ Eden รู้ว่าเครื่องรางตัวเองช่วย Bliss ได้ก็แอบเอาเครื่องรางไปให้ Bliss เป็นระยะๆ และก็ต้องเรียกว่าแอบจริง เพราะใช้วิธีเอาไปซ่อนบ้าง ให้คนอื่นหาเจอบ้าง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับตัวเอง และไม่ให้คนรู้ว่าตัวเองมีพลัง
พอสิ้นสุดช่วงพักร้อน และ Bliss จะกลับไปที่เมืองหลวง เหมือนได้เวลาที่สองคนจะแยกจากกัน แต่เพราะ Eden ตัดสินใจไปเรียนต่อในเมือง ก็เหมือนว่าทั้งคู่จะได้เจอกันอีก
ในเมืองหลวง Eden เจอกับ Scott เพื่อนที่เพิ่งจับคู่เป็น guide กับ Enoch หลังจากที่พลังของ Enoch เสียสมดุลตอนที่ไปกับ Bliss ในชนบท และในงานเลี้ยงของตระกูล ถึงแม้ Enoch เปิดตัว Scott ในฐานะ guide ของตัวเองก็จริง แต่ก็พยายามลาก Eden เข้าไปด้วย เพราะ Enoch คิดว่ากรณีที่พลังปะทุขึ้นมา การที่จะให้พลังกลับมาสงบได้ในทันทีเกินความสามารถของ Scott และสงสัยว่า Eden ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยอาจเป็น guide ด้วยอีกคน และต้องมีพลังสูงอย่างแน่นอน
ซึ่ง Bliss ก็มาที่งานเลี้ยงด้วย และเหตุผลที่มาที่งานเลี้ยงก็เพราะจะมาเจอ Eden ซึ่งเมื่อเจอว่าน้องกำลังถูก Enoch ลากเข้าไปในเกมการเมืองของตระกูลด้วย พอสองคนมองหน้ากัน สิ่งแรกที่ Bliss พูดกับทุกคนก็คือมารับ guide ตัวเอง และ Eden ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับว่าตัวเองเป็น guide ของ Bliss กรี๊ดด คือว่าชอบมากที่ต่างคนมองตากันแล้วพูดขึ้นมาเวลาเดียวกันนนน
ซึ่งหลังจากนั้น Bliss พา Eden ออกจากงาน และพออยู่ในรถด้วยกัน คำแรกที่ Bliss พูดขึ้นมาก็คือ เครื่องรางของ Eden อยู่ไหน เอามาให้หมด เพราะว่ารู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือ Eden แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่า Eden ทำเครื่องรางเหล่านี้ได้อย่างไรก็ตาม ชอบบทสนทนาและการโต้ตอบกันช่วงนี้เพราะดูเป็นธรรมชาติและตรงไปตรงมา ดูเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
และด้วยที่ประกาศออกไปว่า Eden เป็น guide ของตัวเอง Bliss ก็ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนจริงขึ้นมา ตั้งแต่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ที่คนภายนอกเห็น รวมไปถึงการจัดหาคนมาคอยคุ้มครอง Eden ด้วย ซึ่งตั้งแต่ในงานเลี้ยง ชั้นก็กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก นึกว่าน้องจะบอกความจริงแล้ว แล้วก็เปล่า เมื่อไหร่จะมา คนภายนอกคิดว่า Eden เป็น guide ของ Bliss คนภายในรอบข้าง Bliss ช่วยกันปิดความจริง และ Eden ก็ปิดความจริงกับทุกคน กรี๊ดดดด ฉันอ่านไปก็โหยหวนไป
ระหว่างนี้ Eden ก็ถูกมือสังหารลอบฆ่า แต่ด้วยความที่มีคนจาก Bliss มาคอยคุ้มครอง ก็เลยไม่เป็นไร แต่ว่าทำให้ตัวบอดี้การ์ดและ Bliss สงสัยว่าทำไมตัว Eden ถึงดูคุ้นเคยกับการมีการ์ดรอบตัว ทั้งไม่รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องมีคนคอยดูแล และครั้งหลังที่พอเกิดเรื่องก็วิ่งไปหลบหลังการ์ดได้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนธรรมดาไม่ทำ
เอาล่ะ หลังจากนั้น Bliss จะต้องไปเข้าร่วมสงคราม และด้วยความที่พลังไม่เสถียร และไม่มี guide จริง สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือเครื่องรางของ Eden จริงจังไม่จริงจัง คือพี่เขาเอาถุง lucky bag ทั้งหมดที่ได้มาทำเป็นถุงมือเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ตัวเองตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์แล้ว เมื่อรู้ว่า Eden เป็นเจ้าของเครื่องราง คราวนี้ก็พยายามรีดถุงเครื่องรางทั้งหลายไปให้หมด น่ารักที่ Eden ก็พยายามช่วยด้วยการไปให้คนสนิทของ Bliss ไปแอบเอาเสื้อผ้าเก่าของ Bliss มาทำถุงเครื่องราง และที่ Eden ไม่รู้ก็คือว่า Bliss รู้เรื่อง แทบยังเป็นกึ่งๆ คนเลือกเสื้อผ้าโปรดตัวเองให้ด้วยซ้ำ
เอาจริง ฉันก็กรีดลุ้นมากว่า Eden จะบอกความจริงม้ายย จะบอกความจริงม้ายยย ไปด้วยกันในฐานะ guide พี่ Bliss จะได้ปลอดภัยไง จะได้ปลอดภัยไง ซึ่งก็รอแล้วรอเล่า ไม่มีเกิดจริง ยกเว้นแม้ Bliss จะทิ้งน้องไว้ที่เมืองหลวง แต่สุดท้าย Eden ก็หาวิธีตามไปได้
พอไปรบ การใช้พลัง และโอกาสที่ควบคุมพลังไม่ได้ก็เกิดขึ้นมา และในสถานการณ์ฉุกเฉินที่หมอประจำตัว และเหล่าการ์ดของ Bliss ถกเถียงกันเพื่อหาทางเอาเครื่องรางและอะไรก็ได้ที่มีไปให้ Bliss เพื่อลดความรุนแรงและชะลอการระเบิดของพลัง ก็ทำให้ Eden ตัดสินใจเปิดเผยความจริง ซึ่งกรี๊ดว่า Eden ซ่อนพลังตัวเองไว้ได้เพราะวิญญาณที่อยู่ด้วยคอยกั้นไว้ และเมื่อเปิด การ์ดรอบตัวที่เป็น esper ก็พากันช็อคไป เหลือหมอที่เป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่อง และระยะเทเลพอร์ตที่เป็นปัญหาก็หมดไป เพราะ Eden บอกการ์ดที่เป็นพอร์เตอร์ว่าเคยถูก guide เต็มที่เต็มเหี่ยวอย่างใจต้องการตอนใช้พลังไหม — ทั้งนี้ Eden เป็น multi guide จับคู่เข้ากับ esper คนไหนก็ได้ และพลังสูงมากอย่างที่แค่ใช้พลังไม่ต้องมีปฎิสัมพันธ์ทางร่างกายกันก็ทำให้ esper พลังเต็มเปี่ยมและสมดุลได้แล้ว (เทียบกับ Scott ที่มีพลังอยู่ที่ประมาณ 30% และการ guide ที่ได้ผลต้องทำผ่านการมี sex หนักหน่วง)
และเมื่อพอร์ตไปถึงแนวหน้าสนามรบ ขำที่ Eden เมาเทเลพอร์ตอย่างไรก็ยังเมาอยู่อย่างนั้น และเพราะเจ้าตัวเป็นคุณชายถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน และบังคับให้จดจำและท่องทฤษฎีทั้งหมด โดยที่ไม่เคยมีภาคปฎิบัติจริง เจ้าตัวก็รนหาวิธีช่วย และท่องท่อง และท่องออกเสียงเพื่อแก้การระเบิดพลังของ esper ว่าต้องเป็นการแลกเปลี่ยนของเหลวทางร่างกาย ได้ตั้งแต่จูบ oral sex .... วนท่องบอกตัวเองไปเรื่อยๆ จนการ์ดรอบตัวอายไปแทน
ขณะเดียวกัน Bliss กำลังจะระเบิดพลังและระเบิดตัวเอง โดยกำลังพยายามควบคุมพลังไว้สุดความสามารถเพื่อให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชา และชาวบ้านอพยพหนีไปก่อน และตอนที่สติลางเลือน ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงและเห็น Eden เป็นครั้งสุดท้าย ก็คือ Eden พอร์ตมาถึงพี่เขาพอดี และสิ่งที่เจ้าตัวทำก็คือพุ่งตัวไปจูบ Bliss ซึ่งปฎิกิริยาที่พี่ Bliss มีก็คือสลบไป
คือ anti-climax มากกก ลุ้นมากว่าปฎิกิริยาที่มีจะเป็นอย่างไร คิดไปร้อยแปดอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็น ส-ล-บ ฮืออ พี่ Bliss เป็นลมวูบไปแล้วววว ... ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเลย แต่ทั้งนี้เพราะว่าตัว Bliss เกิดปฎิกิริยา guide shock ด้วยความที่ร่างกายกำลังไม่เสถียรรุนแรง และค่าความเข้ากันได้ของทั้งคู่ก็สูงมากเสียด้วย ซึ่งพอลืมตาตื่น และสัมผัสพลังของ Eden พี่ก็เปลี่ยนจากหมาป่าเย็นชามาเป็นหมาบ้านขี้อ้อน คำแรกที่พูดตอนที่กอด Eden ไว้อยู่ก็คือ ขอจูบได้ไหมมม ... เอ่อ พี่คะ!
ซึ่งหลังจากนั้น อาการหมาบ้านชอบอ้อน ชอบนัวเนียก็ออกมา ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า ร่างกายของ Bliss จะมีปฎิกิริยากับพลังของ Eden ขนาดไหน ทีมก็เลยตัดสินใจล่าม Bliss ไว้ก่อน ซึ่งกุญแจมือแข็งแรงขนาดไหนก็ใช้ไม่ได้ ตอนที่ Bliss ทำลายหลุดมาในไม่กี่วินาทีเมื่อรู้ว่า Eden ก็ช่วย guide ลุง Hans ของตัวเองแล้วหึง หรือการสัมผัสร่างกายที่ต้องใช้หมอในทีมช่วยวัดค่าทั้งหลายเพื่อกันไม่ให้พี่ Bliss เกิดอาการ guide shock ไปอีก ขำที่พอล่าม Bliss ไว้อีกคราว แล้วให้ Eden กอด Bliss อีพี่เอามือมากอดตอบไม่ได้ ก็เลยก้มลงมาแทะหู Eden ฮือออ ....หรืออีกตอน พอปู่ตัวเองมา แล้วตัวเองต้องนั่งกับปู่ และ Eden นั่งฝั่งข้างลุง Hans พี่ Bliss ก็ใช้วิธีโน้มตัวมาข้างหน้าโต๊ะ แล้วขอให้ Eden จับมือตัวเองไว้ให้ได้สัมผัสกัน ติดตัวนัวเนียกันขนาดนี้
ชอบที่ Eden ขอโทษที่ปิดบังความจริงไว้ แต่ทุกคนเข้าใจ อย่างที่หมอพูดแทนขึ้นมาว่าถ้าไม่ซ่อนพลังไว้ ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร และถึงแม้ Eden จะเป็น multi guide แต่ก็ไม่ได้ใช้พลังตัวเองเพื่อสร้างอำนาจอย่างที่ guide ทรงพลังหลายๆ คนทำ ถึงขั้นที่คนในทีมแซว Bliss ว่าถ้าดูแล Eden ไม่ดี ต้องระวังถูกคนอื่นแย่งไปนะ เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ guide ที่ลุงตัวเองเคยเจอ ที่ลุงถูก guide ตัวเองสั่งว่า Suck, swallow. หรือว่า multi guide ในเรื่องอีกคนที่ใช้พลังตัวเองเป็นสะพานอำนาจ
กับชอบอารมณ์ที่ Bliss ฟื้นขึ้นมาแล้วคุยเงียบๆ กับ Eden ในตอนกลางคืน พอ Eden เล่าเรื่องวิญญาณทั้งหลายที่คอยคุ้มครองอยู่กับตัวเองให้ฟัง แล้ว Bliss พูดออกมาว่า ตอนนี้วิญญาณทั้งหลายอยู่ด้วยข้างๆ ตัวใช่ไหม แล้วขอบคุณที่คอยดูแลคุ้มครอง Eden มาตลอด ฟังดูน่ารักปนซึ้ง จนกระทั่งมีวิญญาณที่ตื่นเต้นแล้วพูดมาว่าให้ Eden รีบๆ นอนกับ Bliss เลย Bliss จะได้เห็นวิญญาณไปด้วยได้ ไม่ได้นะคะ ...
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก็คือเรียบง่ายไปตามธรรมชาติ จุดหนึ่งที่ชัดว่าความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไปก็คือ เหล่าวิญญาณถาม Eden เป็นระยะๆ ว่ารู้สึกอย่างไรกับ Bliss ตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์ ครั้งแรก Eden ปัดเรื่องไปว่าไม่สนใจ ก่อนจะเป็นบอกว่าไม่แน่ใจ และครั้งที่สามก็คือบอกว่าชอบอย่างมั่นใจ และการตัดสินใจเปิดเผยพลังของตัวเองก็เพราะไตร่ตรองมาแล้วว่าเพื่อเป็นการช่วย Bliss จริงๆ ส่วนสำหรับ Bliss เอง การมี Eden เข้ามาในชีวิตก็เปลี่ยนท่าทีไปเลย จากการที่รู้สึกว่าหงุดหงิดขี้โมโหก็ใจเย็นรับฟัง Eden มากขึ้น จากที่ดูถูกและไม่สนใจในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นคอยดูแลในแบบของตน โดยเฉพาะตอนหลังที่พอรับรู้พลังของ Eden แล้วบอกว่า Eden reset โลกรอบตัวเลย จากการที่ทุกอย่างหงุดหงิดน่ารำคาญทั้งแสงที่เข้าตา เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่รับรู้ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่รับได้ไป — ชอบที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ภาคบังคับที่ว่าต้องชอบเพราะอีกฝ่ายคือ guide อีกฝ่ายคือ esper เพราะกลับกัน สองคนเรียนรู้กันในฐานะคนธรรมดา และก็เปิดใจรับอีกฝ่ายเข้ามา ได้รู้จักและเข้าใจกัน ก่อนจะรับรู้สถานะว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร
ก็นั่นแหละ ตอนนี้อ่านตอนที่ 45+ อยู่ อ่านช้าเพราะว่างกอ่านเรื่องฟรีที่เปิดไปด้วย แถมยังเผลอไปติด Tropical Island อีกเรื่อง ณ ตอนนี้ให้ A+ เพราะชอบพล็อตเรียบง่าย แต่มีการลงรายละเอียดและการปูความสัมพันธ์เล่าเรื่องที่ปราณีต ก็จะพยายามไปอ่านให้ถึง 105+ ให้ได้ในเร็วไว แต่ปัญหาคือเรื่องไหนชอบ จะเขียนรีวิวเครียดจริงจังไม่บ้าบอทุกทีสิน่า!





