Tuesday, 17 March 2015
Dead Heat by Patricia Briggs
Saturday, 7 March 2015
Vision in Silver by Anne Bishop
Monday, 15 February 2010
Moonlight by Rachel Hawthorne (n)

ชนิด : YA/ Paranoramal/ Werewolves
ชุด : Dark Guardian #1
สำนักพิมพ์ : Harperteen (Feb 23 2009)
จำนวนหน้า : 272 หน้า
เมื่อเธอยังเด็ก พ่อแม่ของสาวน้อย Kayla ถูกฆ่าตายเมื่อครั้งทั้งครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันในป่า และแม้จะอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่รักเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ แต่เธอก็ไม่สามารถขจัดความกลัวป่าในส่วนลึกในใจเธอได้ และเพื่อแก้ปมในใจ ปีนี้ช่วงปิดเทอมเธอจึงมาเป็น Sherpa หรืออาสาสมัครในป่าร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นรวมเป็นหกคน โดยมี Lucas หนุ่มเคร่งขรึมจริงจังที่ไม่ค่อยพูดเป็นหัวหน้ากลุ่ม
ทั้งหมดมีภารกิจคือ พาพ่อลูกและนักศึกษาที่บอกว่ามาเพื่อศึกษาหมาป่าเข้าไปในป่า และตั้งแคมป์ให้ได้สำรวจบริเวณ ก่อนจะไปรับกลับไป แต่ทว่าระหว่างการเดินทางก็เหมือนจะมีเหตุการณ์แปลก ๆ ขึ้น ทั้งจากที่เธอรู้สึกว่ามีคนคอยจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา และหมาป่าลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเธอหลายครั้ง ขณะเดียวกัน กลุ่มพ่อลูกที่พวกเธอนำทางมาก็เชื่ออย่างยิ่งว่ามนุษย์หมาป่ามีตัวตนอยู่จริง โดยมี Mason เป็นหนึ่งในนั้น และพวกนั้นก็มาที่นี่เพื่อที่จะพิสูจน์และเอาตัวมนุษย์หมาป่ากลับไป
และดังนั้น สิ่งที่รอเธออยู่เมื่อสิ้นสิ้นการเดินทางก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดคิดเอาไว้แม้แต่น้อย เพราะนอกเหนือจากเธอจะต้องค้นหาความรู้สึกส่วนลึกที่ มีต่อเธอ ความยุ่งยากที่พ่อลูกก่อให้กับกลุ่ม Sherpa ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาพยายามพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองโดยที่ไม่สนใจผลลัพท์ใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา และที่สำคัญ เธอก็ไม่เข้าใจกับจิตใจตัวเอง และธรรมชาติในใจเธอแม้แต่น้อย
เพิ่งมาพบว่าเขียนริวิวเรื่องนี้ค้างไว้ตั้งแต่กรกฏาปีที่แล้ว และดังนั้น การกลับมาเขียนอีกครั้งจึงเป็นการเขียนจากความทรงจำและความรู้สึกที่ตกค้างอยู่ในใจ (ซึ่งนับแค่ส่วนที่จำได้) เท่านั้น หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเรื่องเหนือจริงสำหรับเยาวชน และดังนั้นก็เป็นไปตามสูตรสำเร็จหลายอย่าง (ดูเรื่องสูตรสำเร็จที่เคยพูดไปก่อนหน้า) ไม่ว่าจะเป็น ตัวเอกที่พยายามค้นหาตัวตนของตัวเอง ชายคนรัก (หรือชายคนรักที่จะเป็น)ซึ่งไม่แสดงท่าทีใด ๆ ยกเว้นแต่ปฎิกริยาเคมีระหว่างกัน กลุ่มเพื่อนที่พร้อมจะช่วยเหลือกัน และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ เผ่าพันธุ์เหนือจริง ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือ มนุษย์หมาป่า (ดูจากชื่อเรื่องก็น่าจะได้)
เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็น YA จึงเขียนอย่างไม่ลงรายละเอียดและความสมจริงลงไปลึกมาก ซึ่งก็เป็นปัญหาสำหรับคนอ่านผู้ใหญ่ขณะอ่านอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการคาดเดาเรื่องราวและเนื้อเรื่องที่จะดำเนินต่อไปได้ และที่ซ้ำร้ายที่สุดก็คือการแก้ปัญหาและอธิบายเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิด และไม่สมจริง (สปอยล์) [โดยเฉพาะที่อธิบายว่าจริง ๆ แล้วพ่อแม่แท้ ๆ และตัวนางเอกก็เป็นมนุษย์หมาป่าด้วยเช่นกัน แต่เพราะเกิดอุบัติเหตุในป่าขึ้นมาทำให้หลังพ่อแม่นางเอกตาย โดยที่สภามนุษย์หมาป่าช่วยไว้ไม่ทัน และทำให้นางเอกต้องส่งไปอยู่กับครอบครัวมนุษย์ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ด้วยอำนาจที่คนกลุ่มนี้มี การตามหาและตามรับตัวนางเอกกลับมาก็ทำได้ไม่ยาก และไม่ใช่เรื่องเหนือกำลังแต่อย่างใด] หรือการแก้ปัญหาท้ายเรื่อง [ที่ทำให้พ่อลูกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องรู้ว่ามนุษย์หมาป่ามีอยู่จริง และพร้อมจะกลับมาเพื่อแก้แค้น และจับมนุษย์หมาป่าไปทดลอง ซึ่งถ้าจะตัดไฟแต่ต้นลมก็ทำได้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าคนเขียนเขียนทิ้งไว้เพื่อให้เป็นเหตุการณ์ในเล่มต่อ ๆ ไป] รวมไปถึงการที่พระเอกเป็นหัวหน้ากลุ่ม (และหัวหน้ากลุ่มผู้พิทักษ์) แต่กลับไม่มีวิจารณญาณหลายอย่างที่ควรจะมี หรือมีอย่างเพียงพอ
แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว คิดว่าหนังสือตอบโจทย์ความโรแมนติกและชวนฝันในฐานะการเป็นเรื่อง YA ได้ดี เพราะเป็นการพูดถึงรักแท้และรักนิรันดร์ ดังที่เผ่ามนุษย์หมาป่ามีเรื่องของคู่แท้ที่ฝ่ายชายจะสักชื่อของหญิงสาวที่ตัวเองรักและต้องการใช้ชีวิตด้วยไว้ที่ไหล่ และเมื่อถึงเวลาแปลงร่าง –เมื่อฝ่ายหญิงอายุ 17 ปี และฝ่ายชายอายุ 18 ปี- ผู้หญิงจะมีสิทธิจะเลือกรับรักหรือไม่ก็ได้ โดยที่ผู้ชายจะเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้ เป็นการเลือกและความรักเพียงครั้งเดียว (ซึ่งถ้าฝ่ายหญิงไม่รับรักตอบ ผู้ชายก็จะอยู่คนเดียวและเป็นโสดไปตลอดไป) และก็เป็นการแต่งงานที่ทำในป่าภายใต้แสงจันทร์หลังการแปลงร่างของฝ่ายหญิง โดยมีชุดแต่งงานสีขาวเตรียมไว้พร้อม (โรแมนติกขนาดไหนคิดดู) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อายุเพียงเท่านี้ถือว่าเด็กเหลือเกิน และก็มีสิ่งต่าง ๆ รอเราอยู่ในโลกอีกมาก
จุดหนึ่งที่ชอบในเรื่องก็คือการที่บรรยายไว้หลังปกว่าตัว Kayla เป็น all-American beauty ซึ่งทำให้คิดภาพการเป็นสาวเชียร์ลีดเดอร์ที่แต่งตัวสวยทำอะไรไม่เป็น แต่ในเรื่อง เธออึด และต่างจากที่คิดไว้เยอะ ดังเช่น เมื่อมีคนต้องว่ายน้ำไปเพื่อเอาเชือกไปผูกกับฝั่งตรงข้ามเพื่อเป็นหลักเกาะให้กลุ่มเดินไปได้ก็กลายเป็นหน้าที่ของเธอ แทนที่จะเป็นหนุ่ม ๆ Sherpa ในคณะ และก็กลายเป็นว่าสาวน้อยของเราเป็นตัวแทนคัดเลือกเพื่อจะไปแข่งว่ายน้ำโอลิมปิกและพลาดตำแหน่งไปเพียงไม่กี่วินาที
รวม ๆ คิดว่าเป็นหนังสือ YA ที่อ่านได้เล่มหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อตัวละครในเรื่องน่ารัก และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ ที่อ่าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความรักธรรมชาติ ใส่ใจคนอื่นรอบข้าง ฯลฯ ซึ่งเรื่องหลักมาแรงในแนวนี้ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) ไม่มี ในฐานะ YA ให้ B แต่ในฐานะหนังสือผู้ใหญ่ให้ B-/C+ และถ้าจะต้องสรุปก็ขอบอกว่า “as light, bright, shining as the Moonlight” ในความหมายที่ว่าเป็นแสงจันทร์ แต่เป็นแสงอาทิตย์ไม่ได้ และไม่พอ จบอย่างงง ๆ
ปล. ตอนแรกที่อ่านจบ คิดว่าจะไปเอาเล่มอื่นมาอ่านต่อ เพราะพูดถึงตัวละครเพื่อนสาวของนางเอกที่ค่อนข้างถูกใจ และ ณ ขณะนี้ เมื่อกลับมาอ่านหนังสืออย่างคัดเลือกอีก คิดว่าคงจะหยุดไป
Sunday, 15 November 2009
Dawnbreaker by Jocelynn Drake
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดก็คือว่า สั่งหนังสือไปที่คิโนะ และก็ไม่มีการตามเรื่องใด ๆ ให้จนกระทั่งหนังสือวางขาย และวางขายอยู่ดื่นดาษที่คิโนะทุกสาขา สรุปว่าซื้อหนังสือเอง การสั่งไม่มีผลใด ๆ เลย
ปล. เพิ่มเติม หลังจากนั้นเกือบสองเดือนร้านเพิ่งโทรมาว่าเพิ่งเช็คใบสั่งตกสำรวจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรจริง ๆ

ชนิด : Urban Fantasy/ vampires/ bad elves/
ชุด : Dark Days, Book Three
สำนักพิมพ์ : Eos (September 29, 2009)
จำนวนหน้า : 368หน้า
เล่มที่สามนี้ เริ่มต้นฉากที่ Savannah เขตปกครองของ Mira เพราะเมื่อเธอกลับมาหลังจากการสู้รบกับเหล่า Naturi ในอียิปต์ และอังกฤษในเล่มแรก และไปรายงานเรื่องให้เหล่าผู้นำของ Nightwalker ในเล่มสองแล้ว Mira ได้กลับมาที่นี่เพื่อจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปทำสงครามครั้งใหญ่กับเหล่า Naturi ที่เปรูเป็นครั้งสุดท้าย
หากการกลับมาเพื่อจัดการเรื่องและเตรียมตัวให้พร้อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด เมื่อ ฝูง Naturi ตัวร้ายติดตามมารุกราน Mira อีก ซึ่งไม่เพียงแต่ทำร้ายผีดูดเลือดใต้การดูแลของเธอ แต่ยังทำให้มิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนานกับหัวหน้าฝูงมนุษย์หมาป่าของเมืองสิ้นสุดลง เพราะเจ้าตัวคิดว่าสาเหตุทุกอย่างมาจากตัว Mira ที่เป็นต้นเหตุนำพา Naturi เข้ามา
เมื่อเริ่มเดินทางไปยังเปรูเพื่อยับยั้งการทำลายผนึกที่จะทำให้เหล่า Naturi กลับมาอย่างโลกของ Mira นั้น นอกจากจะมี Danaus ที่กลายมาเป็นคู่หูร่วมคิดและร่วมรบแล้ว ก็ยังมี Cynnia เจ้าหญิงของเหล่า Naturi ที่ทั้งคู่ไปเจอขณะไปช่วยเหลือคนสนิทของ Mira ที่ถูกจับตัวไปกลับมา และในฐานะเจ้าหญิง ตัว Cynnia ก็เป็นตัวต่อรองที่ดีเยี่ยม
รู้สึกเหมือนเล่าเรื่องย่อได้ไม่รู้เรื่อง และไม่กระชับ หรือฉลาดอย่างที่เคยทำได้สองเล่มก่อน แต่ก็นั่นแหละ สงสัยจะห่างการเขียนวิจารณ์ไปนาน สำหรับความรู้สึกแรกเมื่อได้อ่าน คิดว่าเล่มนี้ก็ยังเขียนได้ดีเหมือนเคย และที่รู้สึกว่าดีที่สุดก็คือการวางแผน วางโครงเรื่องทั้งหมด เพราะอ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนเรียบเรียงมาดี และคิดเยอะก่อนที่จะเขียนออกมา ซึ่งรวมไปถึงการแบ่งน้ำหนักเนื้อหาของเรื่องแต่ละส่วนด้วย จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายอย่างในเรื่องก็ทำให้เห็นถึงการคิดและใส่ใจรายละเอียดของเธอ และก็ย้ำความเป็นเรื่องโดดเด่นในใจในฐานะเรื่องชุด และสำหรับหนังสือแต่ละเล่มได้เช่นเดิม
สำหรับสามเล่ม อย่างที่บอกว่าตัว Mira เองมีภารกิจต่างกัน และเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ กันในหนังสือแต่ละเล่ม (แม้จะมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ (หรือจะเรียกว่า ่สงคราม ่ ก็น่าจะได้) กับเหล่า Naturi ที่จะมีในช่วงท้ายเล่ม) ก็ทำให้หนังสือแต่ละเล่มมีความแตกต่าง และการต่อสู้ที่หลากหลายกันไป จากการสู้ด้วยกำลังกายเป็นหลักในเล่มหนึ่ง มาเป็นสู้ด้วยสมอง ในเล่มสอง และเล่มสามส่วนตัวเองเห็นการรวมกันของทั้งอย่าง ซึ่งก็ทำให้หนังสือไม่น่าเบื่อ และชวนติดตาม
ภารกิจของ Mira ยังเป็นสิ่งที่หนักหนาสำหรับเธออยู่เช่นเคย และก็ตอกย้ำวิถีแห่ง Urban Fantasy ที่ตัวเอกมีภารกิจให้ทำ เพราะต้องทำ โดยที่ไม่มีทางเลือก และเป็นสิ่งที่ใหญ่หลวงสาหัส (Larger-than-life!) ในหนังสือจะเห็น Mira วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลา และมีภาระธุระที่จะต้องทำเต็มไปหมด เพราะไม่เพียงแต่เธอจะต้องทำเพื่อตัวเอง ก็มีหลายสิ่งที่ทำเพื่อดูแลคนอื่น แม้ว่าจะซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเย็นชาก็ตาม (หรือเย็นชาน้อยลงไปเรื่อย ๆ สำหรับระยะห่างที่มีต่อ Danaus เอง)
ระยะห่างที่ Mira เว้นไว้กับ Danaus อยู่จะหดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และความใกล้ชิดผูกพันที่ทั้งคู่มีต่อกันก็มากยิ่งขึ้น และในทางกลับกันความใกล้ชิดที่มี ก็ส่งผลให้ระยะห่างใด ๆ ที่มีน้อยลงไปอีกเช่นกัน ดังเช่น ในช่วงเกือบท้ายของหนังสือ นักล่าสัมผัสได้ว่า Mira กำลังดีใจอยู่กับเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างรบ และเขาก็เรียกร้องที่จะรู้เรื่องนั้นให้ได้
What? He demanded in my head.
I don’t know what you’re talking about, I denied, but he words came across as far too giddy.
You’re too damn happy about something.
Possibly that I’m still alive.
No. Tell me, or I’ll find it on my own, Mira.
(หน้า 262-3)
มีฉากในตอนต้นเรื่องที่ Danaus ถูก Naturi ลากจากเรือลงไปในน้ำ และ Mira ก็ไม่ลังเลที่จะกระโดดลงไปช่วยทันที และเมื่อ Danaus บอกว่าเขาไม่คิดว่าเธอจะกระโดดลงไปช่วยจริง ๆ ก็ทำให้เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ฉากความรู้สึกของ Mira ที่ชัดเจนที่สุด เป็นช่วงที่ Danaus ไม่ยอมที่จะถูกทำให้หลับไป เพราะกลัวอันตรายจากเหล่าผีดูดเลือดที่จะเกิดขึ้นเมื่อนักล่าอย่างเขาช่วยตัวเองไม่ได้ และ Mira ปลอบประโลมเขา
“No one will touch you! I forbid it. You belong to me and me alone. I will be among the first to awaken and I will wake you. No Nightwalker or Naturi will touch you, I vow it.”
As I spoke, a dark, feral need rose up in me. I needed to pull him down to me and drain some of the blood from his neck. I needed to feel his blood coursing through my veins, marking him as mine. I needed for all in the nightwalker world to realize that none should lay a hand on the hunter. He was mine.
(หน้า 285)
ความคิดเหล่านี้นอกจากจะแสดงออกถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของแล้ว ยังแฝงความรู้สึกอยากปกป้องลงไป และที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือ วิธีที่พูด และปฎิบัติต่อ Danaus ระหว่างนั้นก็แสดงให้ถึงความละเอียดอ่อนที่ Mira มีให้ Danaus จริง ๆ ซึ่งแม้ว่าเวลาอื่นที่อยู่ด้วยกัน Mira จะเต็มไปด้วยท่าทีออกคำสั่ง โมโหร้าย หรือแม้แต่ประชดประชันก็ตามที
ทั้งหมดนี้เป็นการก่อร่างความรู้สึกอย่างช้า ๆ และในฐานะที่ทั้งคู่เป็นศัตรูข้ามเผ่าของกันและกันมาก่อน ก็ทำให้ความรู้สึกที่มีดูน่าเชื่อถือ และดูมีคุณค่าตามไปด้วย เพราะเมื่อย้อนไปดูตั้งแต่เล่มแรก พัฒนาการและความเชื่อมั่นที่มีต่อกันและกันถูกบ่มเพาะขึ้นมานั้นมีขึ้นมาทีละเล็กละน้อยจริง ๆ
อย่างไรก็มี หลังจากที่เล่มสองที่ Mira สามารถรับพลังจากพื้นโลกที่จุดบูชายันต์มาเป็นของตัวเอง (แม้ว่าจะเป็นอย่างไม่ตั้งใจก็ตาม) แต่ก็ทำให้เธอมุ่งมั่นมั่นจะควบคุมพลังให้ได้แทนที่จะให้พลังนั้นมาควบคุมเธอ ซึ่งทำให้เธอต้องขอความช่วยเหลือจากแม่มด และ Naturi อย่าง Cynnia และนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เธอจะมีรากเหง้าของ Naturi อยู่ในตัว - ซึ่งคิดว่าประเด็นนี้ก็คงจะรอการพิสูจน์ต่อไปในเล่มหน้า ๆ
เมื่อพวก Mira จับตัว Cynnia ได้ ความเกลียดชังเผ่า Naturi ทำให้ Mira ปฎิบัติต่อ Cynnia ไม่ดีนัก เธอถูกขู่ฆ่าทุกครั้งที่ Mira ต้องการความร่วมมือ และต้องการให้ Cynnia เชื่อฟังคำสั่ง และการที่เจ้าตัวอยู่รอดมาได้ก็เพราะฐานะที่เป็นเจ้าหญิงและน้องสาวของ Aurora ราชินีของเหล่า Naturi ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจะทำให้ Cynnia ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ (นอกเหนือไปจากการเป็นเผ่า Naturi แล้ว เธอไม่มีความคิดฆ่าใด ๆ อยู่ในหัวเลย และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต้องการให้เหล่า Naturi อยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ บนโลกอย่างสงบเสียด้วย) จะถูกสภาวะแวดล้อมกัดกร่อนให้เปลี่ยนแปลง และทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำร้ายทำลาย Nightwalker และโลกขึ้นมาด้วยความขมขื่นเกลียดขึ้นมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับไปไม่เช่นนั้น เพราะที่สำคัญเธอเองก็ไม่กล้ากลับไปหาฝ่าย Naturi ที่อยู่บนโลก เพราะกลัวว่าจะถูกฆ่า (ดังเช่นที่กลับเป็นว่ามี Naturi ที่อยู่บนโลกวางแผนให้เธอเจอ Mira เพราะรู้ว่า Mira จะไม่ปล่อย Cynnia ที่เป็น Naturi ไว้แน่ เป็นทั้งการกำจัด Cynnia และยืนมือ Mira ฆ่าคน) อย่างใดก็ดี กลายเป็นว่า (สปอยล์) [Cynnia ระแคะระคายว่าพี่สาวต้องการฆ่าตัวเอง และดังนั้นจึงตัดสินใจมาอยู่ใต้การกักตัวของ Mira เพราะรู้ว่า Mira จะไม่ฆ่าเธอซึ่งเป็นน้องสาวของ Aurora อย่างแน่นอน และตอนจบที่ปรากฏให้เห็นว่าเธอวางแผนทั้งหมดไว้ และท้าทายอำนาจพี่สาวของตัวเองก็เป็นจุดหักมุมที่คนเขียนเขียนได้ดีเดียว]
มีจุดที่รู้สึกว่า ironic (ขอโทษที่นึกคำไทยคำนี้ไม่ออก) อยู่อย่างมากก็คือ Rowe ตัว Naturi ที่เป็นคนรักของ Aurora พยายามทำทุกอย่างให้ Aurora ได้กลับมาโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งก็รวมไปถึงการพยายามใช้มนต์ด้านมืดเพื่อเปิดประตูมิติด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้รูปโฉมเขาเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งนี้ก็ทำให้ Aurora ขับไล่เขาออกไปจากเผ่า Naturi แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ภักดีที่สุด และคิดถึงแต่เธอที่สุดก็ตาม ซึ่งเป็นจุดที่น่าหัวเราะและน่าเศร้าไปพร้อมกัน
สำหรับตัว Aurora เอง มีการพูดถึงเธอมาตลอดในหนังสือทั้งสองเล่มแรก และเล่มนี้ แต่กว่าเธอจะปรากฏตัวก็คือตอนจบของเล่มสาม เราไม่ได้เห็นเธอหรือรู้จักเธอมากไปกว่าความจริงที่ว่าเธอเป็นราชินีของเผ่า Naturi ทั้งมวล และเมื่อเธอปรากฏตัวออกมา เธอก็เป็นเช่นนั้น และเป็นแค่นั้นจริง เพราะเธอคิดว่าเธอเป็นราชินี และทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเธอ ตามความต้องการของเธอ ซึ่งการที่ถูกกักขังอยู่ต่างมิติก็อาจมีผลทำให้เธอสร้างโลกและความเชื่อของเธอขึ้นมาจนเป็นจริงตามที่เธอเชื่อว่าเธอเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่างอีกด้วย ซึ่งสะท้อนได้เห็นจากคำพูดและการให้ความสำคัญกับตัวเองของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการขับไล่ Rowe ออกไป และการคิดจะฆ่าน้องสาวทั้งสองคนเพื่อจะกำจัดคนที่มามีอำนาจเหนือจากเธอออกไป
ทั้งนี้ ความคิดด้านลบของ Aurora ประกอบกับความไม่ลงรอยกันเรื่องการอยู่ร่วมกับเผ่าอื่นก็ทำให้ Aurora แตกคอกับ Cynnia ในตอนท้าย (สปอยล์) [ไปจนถึงขั้นที่ Cynnia ยอมให้ Mira ฆ่าพี่สาวตัวเองเพื่อที่เป็นราชินีคนใหม่มาปกครอง Naturi]
อย่างไรก็ตาม เรื่องในเล่มสี่ก็คงเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เพราะ ผนึกถูกทำลายจน Aurora กลับมาที่โลกได้ แม้ว่า (สปอยล์) [Cynnia จะก้าวขึ้นมาเป็นราชินีอีกคนหนึ่ง และทำให้เผ่า Naturi แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเมื่อ Aurora ยังไม่ตามก็ตาม ซึ่ง Naturi ก็อาจจะพักศึกการรบกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ เพื่อไปกำจัดศึกในบ้านก่อนก็ได้]
เห็นความเป็นไปได้ที่ Naturi จะกลับมาเป็นพันธมิตรร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่น ซึ่งถ้าเป็นจริง แม้ Mira จะยอมรับความจริงตรงนี้ และเรียนรู้ที่จะไม่ฆ่า Naturi ได้ แต่ก็มีเผ่าพันธุ์อื่น และข้อสัญญาระหว่างกันอยู่ดี และที่สำคัญก็มีความเป็นไปได้ที่เผ่า Bori จะมีบทบาทต่อไปอีกด้วย (หวังว่าคงไม่ใช่การร่วมมือกับ Naturi เพื่อกำจัด Bori!) โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีของ Danaus หลังจากได้รับผลกระทบจากการใช้คาถาไป
อยากอ่านเล่มสี่ เพราะท้ายเล่มสาม เหมือน Mira เริ่มเบื่อกับการอยู่กับที่ แม้ว่าจะต้องการได้กลับมาตลอดในสองเล่มแรกก็ตาม และคาดเดาไม่ได้ว่าเล่มสี่จะเป็นอย่างไร สรุปว่า ชอบ ชอบ ชอบ “Rich in details, rich in surprises!” ก็แล้วกัน ให้ B+
ปล. หนังสือชุดนี้ไม่เคยหาคำสรุปหรือเพลงดี ๆ ประกอบได้เลย อนิจจา!
Wednesday, 26 August 2009
Stolen by Kelley Armstrong
ขอบคุณ คุณเมย์แห่ง Mostly Romance ที่แนะนำหนังสือชุดนี้ให้อ่านอีกครั้งค่ะ!

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolves/ Magic/ Action Thriller
ชุด : Women of the Otherworld, Book 2
สืบเนื่องจากเล่มที่แล้ว เมื่อ Elena ปรับทัศนคติกับโลกรอบตัวเธอและยอมรับตัวเองในฐานะมนุษย์หมาป่าได้อย่างเต็มใจแล้ว เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่กับฝูง และ Clayton คนรักของเธออย่างมีความสุขมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสุขสงบไม่ได้มีอยู่ตลอดเสมอไป เมื่อเธอได้รับการแจ้งข่าวจากแม่มดอย่าง Paige ว่ามีการลักพาตัวเหล่า “ผู้ไม่ใช่มนุษย์” เกิดขึ้นอย่างลับ ๆ และแม้ว่าเธอจะมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งไกลตัว ซึ่งเธอและฝูงสามารถจัดการได้เองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเผ่าพันธุ์อื่น หากอันตรายกลับอยู่ใกล้ตัว Elena มากกว่าที่เธอคิด เพราะเป้าหมายต่อไปของการลักพาตัวก็คือตัวเธอในฐานะมนุษย์หมาป่าสาวเพียงคนเดียวไป
และดังนั้น เมื่อถูกจับตัวไป Elena จะต้องเดิมพันทุกอย่างในตัวที่มี – ทั้งไหวพริบ สติปัญญา กำลัง - เพื่อที่จะเอาชีวิตรอดออกมาให้ได้
หนังสือเล่มที่สองในชุดมีการเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะช้าไปบ้างในช่วงหนึ่งส่วนสามเล่มแรก แต่ว่าหลังจากนั้น การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างฉับไว รวดเร็ว และทันเกมมากขึ้น การที่ Elena เป็นคนเล่าเรื่องเหมือนเดิม หลังจากการอ่านเล่มหนึ่งก็ทำให้ผู้อ่านมีพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร และตามเรื่องต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องทำความรู้จักกับตัวละครอีก และในทางกลับกัน สิ่งที่ได้อ่านต่อไปก็ทำให้เข้าใจตัวละครในเชิงลึกมากขึ้น โดยที่คาดหวังและคาดเดาสิ่งที่จะเกิดได้ และจุดเด่นของ Kelley ที่ศึกษาด้านจิตวิทยามาก็ยังคงเด่นชัดและเป็นประโยชน์อย่างสูง เพราะทำให้สร้างภาพตัวละคร ทัศนคติ ความคาดหวัง ตลอดไปจนถึงแรงจูงใจ และวิธีคิดมีน้ำหนัก และมีมิติอย่างมาก ซึ่งนอกเหนือไปจากตัวเอกแล้ว ตัวละครอื่นก็ถูกสร้างภาพมาอย่างลึกเช่นกัน และทำให้เรื่องนี้สนุก และสมจริง
ชอบภาษาที่ใช้ในเรื่องและอารมณ์ขันที่ใส่เข้าไป ภาษาที่บรรยายไม่ใช่แค่การบรรยาย แต่การเลือกใช้คำทำให้สื่อถึงตัวละครนั้น ๆ ในฐานะคนเล่าเรื่องและถ่ายทอดบุคลิกลักษณะและวิธีคิดของตัวละครแต่ละตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน และขับเน้นให้ตัวละครเหล่านั้นโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งสำหรับเล่มนี้จุดที่จำได้มากที่สุด (เมื่อพิมพ์ถึงตรงนี้ โดยที่ไม่เปิดหนังสือประกอบ) ก็คือ ฉากที่ตัวละครอื่นทำให้พาหนะของเหล่าคนร้ายใช้การไม่ได้ โดยที่เธอและ Clayton ได้แต่ยืนดูเฉย ๆ โดยที่ไม่เข้าใจและไม่อาจมีส่วนร่วมได้ และการใช้คำและการบรรยายความก็ทำให้เรารู้สึกถึงความไม่รู้และงุนงงของ Elena ได้จริง ๆ
พูดถึงตัวละครหลัก เล่มที่แล้ว ทัศนคติและมุมมองโลกของ Elena ค่อนข้างกราดเกรี้ยว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้า และเป็นเรื่องของ Clay แต่เล่มนี้หลังจากเข้าใจตัวเองและเข้าใจโลกรอบตัวแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้หายไป เธอเปิดใจมากขึ้น (แม้ว่าจะไม่เปิดใจอย่างที่ควรเป็นที่จะรับรู้การมีอยู่ของเผ่าพันธุ์อื่น และการรับรู้สถานการณ์ตรงหน้าที่ทำให้เธอถูกจับตัวในที่สุดก็ตาม) และก็ซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง ในเรื่อง Clay มากขึ้น และดังนั้นก็ทำให้ชอบเธอได้มากขึ้น และคาดหวังกับเธอในเล่มนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในฐานะ damn-hard-ass-kicking touch bitch ที่พร้อมจะสู้รบฆ่าฟัน –โดยไม่มีขีดจำกัดหรือข้อกำหนดใด ๆ - กับใครก็ตามที่ดาหน้าเข้ามา (และก็ชอบเธอในฐานะ realist มากกว่า Paige ที่ไร้เดียงสาไปจนถึงขึ้นซื่อด้วย)
รู้สึก”ป่วยใจ”อยู่บ้างที่อ่านเจอการลักพาตัวสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นมาเพื่อทดลอง และใช้ชีวิตคนอื่นเพื่อเล่นสนุกส่วนตัว แต่เมื่อ Elena ถูกจับตัวมา และถูกปฏิบัติไม่ดี การที่ได้อ่านและรู้สึกเธอมาจากเล่มหนึ่งทำให้อ่านต่อไปได้อย่างสนุก อย่างแรกเพราะรู้ว่าเธอมีไหวพริบ และกำลังพอที่จะหาทางออกให้กับเหตุการณ์ที่เธอต้องเผชิญหน้า โดยเฉพาะกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าทั้งหลายที่หากเธอแก้เกมด้วยสติปัญญาไม่ทันก็หมายถึงชีวิตของเธอเอง และอย่างที่สองที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ รู้ว่าในระดับหนึ่งเธอเป็นคนที่ไม่ยอมให้คนอื่นมาข่มเหงเธอฝ่ายเดียว หากแต่จะตอบกลับเป็นร้อยเท่า และดังนั้น เหตุการณ์หลายอย่างก็เสมือนความรู้สึกเป่าลมเพิ่มใส่ลูกโป่งเพื่อรอเวลาที่ลูกโป่งจะระเบิด – หรือรอเวลาที่ Elena จะโต้กลับ (จะว่าไปก็เป็นความรู้สึก slow build ในด้านความเจ้าคิดเจ้าแค้นแทนของคนอ่านก็ว่าได้) ซึ่งก็หมายถึงว่าอวสานกลุ่มคนร้ายที่คลุ้มคลั่งและเห็นแก่ตัวกำลังจะมา และมาถึงอย่างสาสม และรุนแรงเสียด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องสารภาพว่าเรื่องนี้ได้คะแนนเต็มในฐานะ Action Thriller มากกว่าจะเป็นไปในฐานะ Urban Fantasy เพราะอ่านไประแวงไป และลุ้นไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และตัว Elena เองจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างไร และก็ทำให้ต้องอ่านไปหยุดไป เพราะเกิดความรู้สึกระแวงเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา (เรียกว่า Edgy น่าจะตรงที่สุด) จริง ๆ แล้วตัวหนังสือ(น่าจะ) ไม่ได้โฆษณาตัวเองในฐานะ Action Thriller แต่กลับทำได้ดีกว่าหนังสือหลาย ๆ เล่ม และถือเป็นหนังสือแนวดีที่ดีมากเล่มหนึ่ง เมื่ออ่านจบทำให้คิดถึงเรื่อง Black Magic Woman เพราะนี่เป็นสิ่งที่ BMW พยายามทำและสัญญาว่าจะทำ แต่กลับไปไม่ได้และไปไม่ถึง
ให้คะแนนที่ B+ ถูกหักคะแนนไปเพราะการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างช้าในตอนแรก (เป็นจุดร่วมของหนังสือในชุดที่พบทั้ง 4 เล่ม ณ ขณะนี้ – จริง ๆ แล้วการดำเนินเรื่องช้าเพื่อปูเรื่องเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้พื้นแน่น สมจริง และให้คนอ่านมีอารมณ์และความเข้าใจตามเนื้อเรื่องที่จะเกิดไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาของคนอ่านเรื่องมากและใจร้อนก็คือ ทนรออ่านให้เกิดการเผชิญหน้าดุเดือด และฉากบู๊ล้างผลาญไม่ไหว ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นปัญหาส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือแม้แต่น้อย) สรุปให้ว่า “She bites, and bites hard!”
น่าจะวิจารณ์ได้มากกว่านี้ แต่ได้แค่นี้ เพราะหาประเด็นจิตวิทยา และความสับสนทางจิต (ของคนวิจารณ์) ไม่เจอ
อย่างไรก็ตาม ได้เพลงที่เข้ากันกับ Elena อย่างยิ่ง นั่นก็คือ Bite You ของ Lene
Just cuz I push things fast
That don't mean you can tap that ass
Here comes the prechorus
This is how I do it
Just cuz I like don't mean I won't bite you
Just cuz I buy nice clothes
That don't mean you can wear me out
Just cuz u rub my back
Don't mean I wanna hit it right now
And just cuz I wear high heels
That don't mean this girl for sale
Here comes the prechorus
This is how I do it
Tuesday, 7 April 2009
Bitten by Kelley Armstrong (n)

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolves
ชุด : Women of the Otherworld, Book 1
สำนักพิมพ์ : Plume/ Mass Market Paperback (September 7, 2004)
จำนวนหน้า :448 หน้า
หลังจากต้องกลายเป็นมนุษย์หมาป่า Elena พยายามใช้ชีวิตปกติอยู่เมือง – เธอตัดขาดจากฝูง ดำเนินชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาในฐานะนักหนังสือพิมพ์ และอยู่กับแฟนหนุ่มนักสถาปนิก – หากวันหนึ่ง โทรศัพท์จาก Jeremy หัวหน้าฝูงขอให้เธอกลับไปด้วยเหตุเร่งด่วน เนื่องจากเกิดการฆาตกรรมจากฝีมือของมนุษย์หมาป่านอกฝูง (ในหนังสือเรียกว่า ‘mutt’) แม้ตำรวจและหนังสือพิมพ์จะสรุปว่าเป็นฝีมือหมาป่า แต่แนวโน้มอันตรายที่อาจจะต่อเนื่องมาถึงฝูงก็ทำให้ต้องออกตามหาคนร้ายให้ได้ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามออกไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งรอบตัวซับซ้อนกว่านั้นสำหรับเธอ การกลับไปหาฝูงหมายความว่าเธอต้องเจอ Clayton คนรักเก่า ที่เป็นคนเปลี่ยนให้เธอเป็นมนุษย์หมาป่าเพื่อให้เธออยู่กับเขาตลอดไป และความรู้สึกในใจเธอก็สับสนไม่ยิ่งหย่อนกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเลย
เมื่อเริ่มอ่าน ชอบการบรรยายและอธิบายธรรมชาติของมนุษย์หมาป่าในเรื่องมาก อย่างที่อ่านในหลายเรื่องพูดถึงการเป็นมนุษย์หมาป่าไว้ก็จริง แต่ก็ได้แค่มุมมองความรุนแรงและความเลือดร้อนเป็นหลัก โดยไม่ได้อธิบายอะไรต่อจริงจัง แต่เล่มนี้ทำให้เห็นวิธีคิด ทัศนคติ และสัญชาตญาณ รวมไปถึงพฤติกรรมที่แตกต่างจากเล่มอื่น และแตกต่างจากความเป็นมนุษย์และวิธีคิดอย่างมนุษย์อย่างสิ้นเชิง อย่างที่เปิดมาให้เห็นการออกวิ่งของตัวเอกในยามค่ำคืนที่ล้อเล่นกับเหยื่อ และการวิ่งหนีให้ต้องไล่ล่าเป็นการกระตุ้นเร่งเร้าสัญชาตญาณดิบให้ฆ่า หรือแม้แต่ฉากตามล่ากวางที่อธิบายพฤติกรรมฝูงในการล่าเหยื่อก็ไม่แตกต่างกัน “ความดิบเถื่อน”จากสัญชาตญาณและความเป็นสัตว์ป่าที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทำให้เกิดความสมจริงและน่าติดตาม
การที่ผู้เขียนเรียนมาทางด้านจิตวิทยา และแทรกประเด็นเรื่องนี้ไว้ในการขัดแย้งในใจของ Elena ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และส่วนตัวเองทำให้ Bitten เน้นที่พัฒนาการของตัวละครในการหาคำตอบให้กับตนเองมากกว่าจะเน้นที่เนื้อเรื่อง (เพราะแม้ว่าจะมีเนื้อเรื่อง แต่น้ำหนักที่รู้สึกก็คืออย่างแรก) ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งในใจของ Elena จะรัก Clayton ไม่เคยเปลี่ยน แต่การที่เธอยังเจ็บแค้นกับตัว Clayton ที่เปลี่ยนเธอให้เป็นมนุษย์หมาป่า ทำให้เธออยู่ร่วมกับเขาไม่ได้ และไม่ยอมให้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม ซึ่งก็เพราะการที่มาจากครอบครัวที่ขาด (พ่อแม่ของ Elena ตายในอุบัติเหตุรถคว่ำ โดยที่เธอรอดชีวิตมาได้ แต่ฝันร้ายนั้นก็อยู่ติดตัวเธอมาจนทำให้ครอบครัวที่รับเธอไปเลี้ยงทนเธอไม่ได้ และต้องเปลี่ยนครอบครัวที่รับเลี้ยงครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อโตขึ้นเธอก็เป็นเหยื่อพ่อเลี้ยงทั้งหลายอีก) ทำให้ Elena คาดหวังว่าจะโตขึ้น และสร้างครอบครัวที่ปกติสมบูรณ์ได้ แต่การกลายเป็นมนุษย์หมาป่าทำให้ความฝันสูงสุดของเธอพังทลายลง และทำให้เธอให้เธอให้อภัย Clayton ไม่ได้ แม้ว่าจะผ่านมาเป็นสิบปีแล้วก็ตาม
นอกเหนือจากการปฎิเสธ Clay แล้ว เธอก็ยังปฎิเสธความเป็นมนุษย์หมาป่าในตัวด้วยเช่นกัน Elena พยายามอย่างมาก จนมากเกินไปที่จะเป็นปกติในสังคมมนุษย์ เธอพยายามที่เป็นคนธรรมดาตามบรรทัดฐานที่เธอมองว่าใช่ แม้ว่าจะฝืนความต้องการของตัวเธอเอง และทำให้เธอไม่มีความสุข ตั้งแต่การขึ้นรถใต้ดินไปทำงานทั้งที่เกลียดการอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า ทนให้ตัวเองหิวเพราะไม่กล้าให้คนอื่นรู้ว่าเธอกินมากอย่างธรรมชาติร่างกายมนุษย์หมาป่า และอื่น ๆ อีกมาก ทั้งที่ส่วนหนึ่งเธอก็แปลกแยกจากสังคมตามความสมัครใจของเธอเอง เธอหนีออกจากฝูงที่เป็นครอบครัวเพราะมองว่าการเป็นมนุษย์หมาป่าไม่ใช่เรื่องปกติ และดังนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น หรือสิ่งที่เธอควรจะเป็น อย่างที่ Clayton พูดใส่หน้าเธอไว้ว่า “… Do you know what magical spell ‘that place’ [A pack’s home] has you under? It makes you happy. But you won’t admit that because, to you, the only acceptable happiness comes in the ‘normal’ world, with ‘normal’ friends and a ‘normal’ man. You’re bound and determined to make yourself happy with that kind of life, even if it kills you.” (หน้า 323)
ความมุ่งมั่นที่จะเป็นปกติ และมีชีวิตปกติบดบังเธอไม่ให้เห็นสิ่งที่เธอมี และก็กลายเป็นตรวนที่รั้งเธอไว้จากความสุขที่แท้จริงเช่นกัน เธอต้องการคนรักที่สมบูรณ์แบบและรักเธอ ซึ่งในแง่หนึ่ง Clayton ก็เป็นเช่นนั้นให้เธอได้ เธอต้องการครอบครัว เธอก็มี Jeremy และฝูง และบ้านของเธอก็คือที่ฝูง ตอนแรกที่อ่านคิดว่าฝูงปฏิบัติต่อเธอไม่ดี แต่ไม่ใช่เลย เธอหนีมาเพราะตัวเธอเอง เพราะใจของเธอเอง โดยเฉพาะประเด็นที่เธอเคียดแค้นว่า Clayton ทำให้เธอเป็นมนุษย์หมาป่า และหมดโอกาสใช้ชีวิตอย่างปกติ ทั้งที่เธอรักและเชื่อใจเขา Elena มองว่าชายหนุ่มเห็นแก่ตัว และคิดถึงแต่ตัวเอง แต่เมื่ออ่านกลับมองว่าคนที่เป็นเช่นนั้นจริงคือ Elena เอง ความเคียดแค้นทำให้เธอขมขื่นและก้าวร้าวใส่คนอื่นอยู่เนือง (โดยเฉพาะ Clay) แต่เธอไม่เคยมองตัวเองเลย หรือถ้าจะมองก็กล่าวโทษให้เป็นความผิดของ Clay
ซึ่งทำให้ในทางกลับกัน เห็นความรักที่ Clay มีต่อ Elena ได้อย่างชัดเจนและลึกซึ้งอย่างที่สุด เขารักหญิงสาวอย่างที่เธอเป็น มองเห็นเธอได้อย่างถ่องแท้ และเข้าใจเธอยิ่งกว่าที่เธอจะเคยเข้าใจตัวเอง นอกเหนือจากการกัดให้ Elena กลายเป็นมนุษย์หมาป่าเช่นเดียวกับเขาแล้ว ความรักของ Clayton ไม่เคยมีเงื่อนไขใด ๆ เลย ช่วงเกือบปีครึ่งหลังจากที่ Clay กัด Elena และถูก Jeremy ไล่ออกไปจากบ้าน เขาขอร้องให้ Jeremy จัดงานคริสมาสต์ในฝูง เพราะรู้ว่าสำคัญกับ Elena ขนาดไหน แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ด้วย เขายอมเป็นที่รองรับอารมณ์ของเธอ แม้ว่าเธอจะโมโหร้าย และเกรี้ยวกราดใส่เขา พยายามที่จะเข้าใจและอดทน รอให้ Elena กลับมารักเขาได้เหมือนเดิม แม้ว่าจะใช้เวลาเป็นปี โดยที่ไม่เคยหมดใจหรือถอดใจ (รวมไปถึงการกล้าให้ตัวเธอเป็นเหยื่อล่อหรือแม้แต่สู้กับคนร้าย ที่เกิดขึ้นเพราะเขาเชื่อในตัวของ Elena และความสามารถ/ พลังของเธอ ซึ่งประเด็นนี้หายากมาก (และชอบมาก) ที่พระเอกจะปล่อยนางเอกไปรบราฆ่าฟันกับใคร แต่กรณีเกิดขึ้นเพราะ Clay รู้จักเธออย่างแท้จริง และเข้าใจเธอ) อย่างที่ Elena บอกว่าเธอรัก Clay แต่เธอไม่เคยเข้าใจเขาเลย และเมื่อหลังเกิดเหตุ ความพยายามเข้าใจหรือแม้แต่รับฟังของเธอก็ยิ่งหมดไป ถ้ามองว่าเธอรักเขาจริงก็น่าจะเปิดกว้างแล้วเปิดใจได้มากกว่านี้ ประเด็นความฝันในใจก็เป็นสิ่งหนึ่ง แต่ความเป็นจริงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เราต้องการ และสิ่งเดียวที่จะทำให้ก็คือสร้างให้สิ่งตรงหน้าดีที่สุดกับเรา
อย่างที่อ่านก็คือ เข้าใจความรู้สึกของ Elena ในเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็รำคาญเธออย่างมากเช่นเดียวกัน และไม่เคยรู้สึกว่า Clay เป็นฝ่ายผิดหรือผิดปกติในเรื่องเลย แต่เป็นคนที่น่าสงสารที่สุด มีตอนที่อธิบายความรู้สึกน้อยใจของ Clay และรู้สึกว่าอธิบายได้ดีก็คือ ตอนที่ Elena ให้ Clay ไปซ่อนเพื่อที่ตัวเองจะออกไปล่อคนร้าย และเขาตอบว่า “Uh-uh. We’ve played this game before. I hide. You never seek. I am a bit slow on the uptake, but I’m beginning to sense a pattern.”(หน้า 175) และโดยเฉพาะตอนที่เธอกลับไปหาแฟน และ Clay ต้องกลับไปคุ้มครองเธอด้วย เป็นช่วงที่รู้สึกว่าเธอเลือดเย็นมาก และใจร้ายมากที่กล้าทำร้ายจิตใจของ Clay และรู้สึกสะใจไปพร้อมกัน .... อย่างไรก็ดี ก็เป็นตอนที่เปรียบเทียบให้เห็นชัดว่า เธออยู่กับใครได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นปกติในแบบของเธอได้มากกว่า ยิ่งเมื่อเธอและ Clay เป็นคนประเภทเดียวกันอย่างที่เธอไม่เคยรู้ ทั้งลักษณะนิสัยวิธีคิด หรือแม้กระทั่งพื้นฐานชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะการพยายามที่จะ “เข้าที่เข้าทาง” ในสมัยเด็ก(แปล fix in ว่าอะไรดี?)
และดังนั้น เรื่องที่เกิดในเล่มก็คือ การทำความเข้าใจกับตัวเอง และความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็เกิดจากการถูกกระตุ้นด้วยเหตุการณ์มนุษย์หมาป่านอกฝูง เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็จะไม่ทำให้ Elena ทบทวนความสำคัญของ Clay และกับฝูงที่มีต่อตัวเธอเลย
อย่างไรก็ตาม ไม่ชอบโครงเรื่องบางส่วนอย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อ Jeremy ออกคำสั่งให้ Elena กลับไปที่เมืองพร้อมกับมี Clay ตามไปคุ้มครอง เพราะมองว่าอันตรายที่เกิดขึ้นมีตัวเธอเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งความจริง อันตรายที่เกิดขึ้นเกิดจากตัวบุคคลไม่ใช่สถานที่ การเปลี่ยนที่อยู่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลย การแบ่งกำลังเป็นสองฝ่ายทำให้การรับมือ และตกเป็นฝ่ายตั้งรับทำได้ยากขึ้น การคุ้มครองตัว Elena ด้วยกำลัง Clay เพียงคนเดียวทำได้ยากกว่าเมื่ออยู่ในวงล้อมของฝูงมาก และในทางกลับกัน การแยก Clay ออกมาก็ทำให้ฝูงมีกำลังเหลือน้อยลง ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเขาเป็นกำลังหลักในการต่อสู้และกำจัดมนุษย์หมาป่านอกฝูงมาตลอด
ยุทธวิธีต่อสู้ของ Jeremy ค่อนข้างตั้งรับมากเกินไป ซึ่งก็ทำให้ฝูงเสียเปรียบในการต่อสู้ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงว่า การที่มีฆาตกร/ นักฆ่ามารวมอยู่กับมนุษย์หมาป่านอกฝูงก็ยิ่งทำให้ฝูงค่อนข้างเสียเปรียบเมื่อยังคงวิธีคิดแบบเดิมที่ใช้ตรรกะแบบมนุษย์หมาป่าเป็นตัวนำอยู่ จุดนี้ทำให้อดคิดไปถึง Marrok/ Bran ในชุด Mercy ไม่ได้ เพราะหลายอย่างค่อนข้างคล้ายคลึงกัน และเพราะตัว Bran มียุทธศาสตร์ที่รุก และก้าวหน้ากว่ากันมาก ... และจุดหนึ่งที่คิดว่าฝูง ยโสและเย็นชา ก็คือ การที่ไม่ยอมรับฟังเสียงของมนุษย์หมาป่าที่บอกว่าต้องการมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ผิดปกติถ้ามนุษย์หมาป่านั้นจะร่วมมือกับคนอื่นเพื่อให้ได้พื้นที่ของตัวเองขึ้นมา และก็ถึงกับรู้สึกว่าฝูงสมควรได้รับบทเรียนเช่นนี้บ้าง (และก็ต้องบอกว่าอ่านจบเล่มแล้วชอบตัว Marsten ด้วยซ้ำไป)
ตอนใกล้จบของเรื่องถือเป็นการหักมุมอยู่ที่หัวหน้ามนุษย์หมาป่านอกฝูงที่คิดร้ายกับฝูงถูกฆาตกรต่อเนื่องที่ตัวเองสร้างให้เป็นมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย แต่ก็ถือว่าอธิบายวิธีคิดของคนแต่ละประเภทได้ดี ซึ่งก็เป็นสิ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำมาตลอด (ซึ่งคนอ่านจะชอบไม่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง – อย่างที่ส่วนตัวเองไม่ชอบ Elena ในบางช่วง) และก็ค่อนข้างชอบแนวคิดการเอาฆาตกรต่อเนื่องมาเป็นมนุษย์หมาป่า เป็นภาพของนักล่าที่กลายมาเป็นผู้ล่าอีกประเภทที่ไม่มีทางเป็นมนุษย์หมาป่าทั้งทางวิธิคิดและพฤติกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลายเป็นนักล่าอย่างเดิมที่มีพละกำลังมากขึ้น – จริง ๆ ถ้าพัฒนาปมตัวนี้มากขึ้นก็น่าจะสนุกมากขึ้นอีกเยอะ (แต่คงกลายเป็นกึ่ง ๆ Hannibal Letter ไป??)
ทั้งนี้ ต้องบอกว่า ความรู้สึกส่วนตัวมองว่า Bitten เป็นเรื่องรักที่ใช้การดำเนินเรื่องแบบ Urban Fantasy เป็นหลัก ให้คะแนนที่ B/B-
อื่น ๆ
1. ยังคิดว่าจะอ่านเล่มสอง (Stolen) ต่อดีไหม เพราะว่าพลาดมากที่ไม่ได้ซื้อเอาไว้ตอนสั่ง Bitten ตอนนี้ในชุดเหลือแค่ Personal Demon กับ Men of the Otherworld ถ้าสั่งก็ต้องรอเดือนนึง แต่นั้นแหละ ก็คิดว่าสั่ง แต่ละสั่งทั้งชุด หรือจะทยอยสั่งทีละ 2-3 เล่มกันพลาดดีคะ? กรี๊ด on hold มาก ๆ
2. ไปดู Fast and Furious 4 แล้ว อดคิดถึงบุคลิกของ Clay กับ Dom (Vin Diesel) เหมือนกันมาก คือ ก้าวร้าว รุนแรง ดิบ และสามารถ แต่ขณะเดียวกัน กับคนที่รักรอบตัวก็ ใส่ใจ เข้าใจ และกล้าให้เสี่ยงอันตราย เพราะรู้ว่าทำได้ (ในหนังพี่แกให้คนรักกระโดดจากรถขึ้นไปบนรถน้ำมันที่กำลังแล่นอยู่ทั้งสองคันเนี่ยนะ โอ น่ากลัวมาก) อย่างที่ Dom บอกในเรื่องว่ารักผู้หญิงที่ 20 % เป็นนางฟ้า 80 % เป็นนางมารนี่ก็ใช่อีก .. Elena ไม่ได้ก้าวร้าวเพราะความเป็นมนุษย์หมาป่า แต่การเป็นมนุษย์หมาป่าทำให้เธอหาทางที่จะใช้ความก้าวร้าว รุนแรงที่เธอซ่อนเอาไว้มาตลอดได้ (เธอรู้ว่าโลกอยากเห็นเด็กที่หัวอ่อนว่าง่าย อารมณ์คงที่ หรืออย่างน้อยครอบครัวที่รับเธอไปเลี้ยงก็ต้องการเช่นนั้น และเธอก็สร้างภาพตัวเองเช่นนั้นขึ้นมา และ Clay ก็เป็นคนเห็นตัวตนที่แท้จริงของเธอก่อนที่เธอจะรู้หรือเข้าใจตัวเองด้วยซ้ำไป)
3. แล้วก็ขอทวงเพลง Please Don’t Leave me ของ Pink คืนจาก Joanna ใน Sign of Sodiac มาให้ Elena แทน ถึงเธอจะไม่สนใจ ทำร้ายจิตใจ Clay ตลอด take Clay for granted เพราะรู้ว่า Clay รักเธอ และไม่มีวันทิ้งเธอ แต่พอเขาห่างไป หรือผิดจากที่เธอคิดไว้ เธอก็กลัวเอง ถึงขั้นใจสั่น ตัวเย็น สติหลุดไป เพลงนี้เหมาะมาก!
I don't know if I can yell any louder,
How many times have I kicked you out of here?
Or said something insulting?
I can be so mean when I wanna be,
I am capable of really anything,
I could cut you into pieces,
But my heart is, broken.
Please don't leave me
I always say how I don't need you
But it's always gonna come right back to this
Please don't leave me
I forgot to say out loud,
How beautiful you really are to me,
I can't be without,
You're my perfect little punching bag,
And I need you, I'm sorry.
Monday, 2 February 2009
Iron Kissed by Patricia Briggs (n)

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolf/ Fey
ชุด: Mercy Thompson, Book 3
สำนักพิมพ์ : Ace (January 02, 2008)
จำนวนหน้า : 304 หน้า
สถานการณ์ในเล่มสามก็ต่อเนื่องมาจากเล่มสองอีกเช่นกัน การฆ่าแวมไพร์ของ Mercy ในเล่มก่อนสำเร็จเพราะอุปกรณ์ที่หยิบยืมมาจาก fey และเพราะการฆ่าครั้งที่สอง ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขการยืม เธอจึงต้องใช้หนี้แก่ Zee fey ที่เป็นนายเก่าและผู้ให้คำปรึกษาแก่เธอด้วยการช่วยสืบคดีการฆ่าเหล่า fey ต่อเนื่อง
ระหว่างที่สืบคดีอยู่นั้น ดูเหมือน Mercy จะถลำลึกไปสู่ความลับที่บรรดา fey ไม่ต้องการให้คนภายนอกล่วงรู้มากขึ้น และนั่นไม่สำคัญเท่าที่ Zee ถูกตำรวจจับไปหลังการฆาตกรรมที่ดูผิดธรรมชาติ และไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ เพราะถูกสงสัยว่าจะเป็นอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ โดยที่ Gray Lords เหล่าผู้นำสูงสุดของพวก fey จงใจที่จะปล่อยให้เขาเป็นแพะรับบาปอยู่ในคุกเพื่อให้ความโกรธแค้นที่พวกมนุษย์อาจมีแก่พวกตนบรรเทาลง และดังนั้น Mercy จึงตัดสินใจกระโดดลงมาตามหาตัวฆาตกรอย่างเต็มตัวเพื่อช่วย Zee
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันนั้น ความตึงเครียดระหว่าง Adam และ Samuel ในเรื่องของ Mercy เพิ่มมากขึ้นทุกที จนไปถึงขั้นที่เธอจะต้องเลือก!
เล่มสามเป็นเล่มที่เปิดตัวมาเหมือนจะสนุกที่สุด แต่ไป ๆ มา ๆ กลับเป็นเล่มที่อ่านแล้วชอบน้อยที่สุด การดำเนินเรื่องเหมือนเดิม คือ สืบสาวหาความจริง โดยที่มี Mercy เป็นแกนกลาง สำหรับเล่มนี้เหมือนว่า Mercy จะเป็นศูนย์กลางอยู่คนเดียวเสียด้วย อย่างที่เห็นกันว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่งและแกร่งที่พึ่งพาตัวเองได้ แม้ว่าพล็อตเงื่อนงำจะมีการผูกเรื่องน้อยกว่าสองเล่มแรก (Blood Bound/ Moon Called) ไปบ้างก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การที่ชอบคิดอะไรเองทำอะไรเองคนเดียวก็กลับมาทำร้ายตัวเธอเองในตอนท้ายเรื่อง (สปอยล์ )[ ที่ Mercy เองเสียท่าให้กับตัวร้ายด้วยการถูกข่มขืน แม้ว่าตัวเธอจะได้ฆ่าคนข่มขืนไปแล้วก็ตาม แต่บาดแผลในใจก็ไม่หายไปง่าย ๆ]ซึ่งเพราะชะล่าใจคิดว่าไม่เป็นไร และคิดว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่งแม้ว่าเล่มที่ผ่านมาในช่วง climax สู้กับคนร้ายทั้งหลาย เธอจะบาดเจ็บกลับมาก็ตาม แต่ไม่ชอบครั้งนี้ เพราะผลกระทบรุนแรงกว่าทุกครั้ง และที่สำคัญ เหมือนว่าทุกคนจะรู้เรื่องด้วยไปหมด ทั้งที่แค่ในฝูงรู้เรื่องก็น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงพออยู่แล้ว
ใน Iron Kissed ถึงเวลาที่ Mercy จะต้องตัดสินใจเลือกใครสักคนระหว่าง Adam และ Samuel อย่างที่บอกไป (สปอยล์)[ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า Adam จะเป็นคนที่ถูกเลือก ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นเพราะการตัดสินใจปล่อยมือของ Samuel ที่รู้ว่าเธอเลือกไม่ได้ และไม่ต้องการทำร้ายใคร เพื่อจะไม่ทำให้ตัว Mercy เองลำบากใจด้วย ถ้าถามความรู้สึกจริง ๆ ก็ต้องบอกว่าชอบบุคลิกอย่าง Samuel มากกว่า ] แต่การที่เขารู้จักกับ Mercy ในอดีตก็อาจส่งผลถึงการประเมินตัวเธอในปัจจุบันด้วย ในแง่นี้ Adam มอง Mercy ในสิ่งที่เธอเป็นมากกว่า Samuel และก็ส่งผลไปถึงการกล้าปล่อยเธอออกไปทำตามใจอย่างที่เธอต้องการด้วย ถ้าเปรียบกัน Samuel อาจจะขอให้เธออยู่เฉย ๆ และปล่อยหน้าที่ให้เป็นของเขาและคนอื่นในฝูง ขณะที่โอกาสที่ Adam จะปล่อยให้เธอออกไปโลดแล่นภายนอก โดยที่มีเขาคอยระวังหลังอยู่เหมือนจะมากกว่า ... แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องบอกว่าเหล่า werewolf เป็นพวก protective และ territorial จัด โอกาสการปล่อยให้ลงมือเองก็อาจจะน้อยกว่าเผ่าพันธุ์อื่นในเชิงเปรียบเทียบ absolute ก็ได้
แอบเบื่อนิดหน่อยที่เล่มสี่จะเป็นผลมาจากท้ายเล่มสอง เมื่อไหร่จะมีอะไรเรียบง่ายเข้ามาบ้างคะ ... นอกจากความตึงเครียดจากรักสามเส้าที่หายไป แล้วก็เฮ้ออ อยากให้ Anna มาเจอกับ Mercy จะมีโอกาสไหม อยากดูปฎิสัมพันธ์ที่จะเกิด
จบแล้วอย่างรวดเร็ว บทสรุปวันนี้คืออะไรดีคะ?
Sunday, 1 February 2009
Blood Bound by Patricia Briggs (n)

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolf/ Vampires
ชุด: Mercy Thompson, Book 2
สำนักพิมพ์ : Ace (January 30, 2007)
จำนวนหน้า : 304 หน้า
เรื่องดำเนินต่อมาจาก Moon Called หลังจากที่ Mercy ไขปริศนาคดีฆาตกรรมและลักพาตัวจากเล่มก่อนได้แล้ว ด้วยเพราะเธอติดค้างหนี้จากเหล่าแวมไพร์ในการหาเบาะแสสืบคดีคราวที่แล้ว การเปิดเรื่องจึงเป็นที่ Stefan เพื่อนแวมไพร์ของเธอ ขอให้เธอเปลี่ยนร่างเป็นหมาโคโยตี้เพื่อพรางตัวเองไปพบแวมไพร์อันตรายอีกตัวหนึ่งด้วยกัน แต่เหตุการณ์ผิดจากที่คิด เมื่อทั้งคู่บาดเจ็บกลับมา
หลังจากนั้น Stefan ได้รับคำสั่งมาให้ออกตามจับแวมไพร์ปีศาจนอกรีต โดยมี werewolf อีกสองตัว คือ Warren และ Ben ช่วยอยู่ด้วย ในขณะที่ Mercy ถูกออกคำสั่งแกมขอร้องจาก Adam หัวหน้าฝูงให้อยู่เฉย ๆ รอให้สถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ ระหว่างนั้น ความรุนแรง และเหตุฆาตกรรมแปลก ๆ ในเมืองรุนแรงมากขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น และดูเหมือน Samuel ก็ถูกอิทธิพลกระหายเลือดนั้นไปด้วย
จนกระทั่งคืนหนึ่ง Stefan และ Ben หายไป และ Warren ถูกทำร้ายอยู่ในสภาพปางตาย ที่ทำให้ Adam และ Samuel ในฐานะหัวหน้าฝูง (Samuel เป็นลูกของหัวหน้าฝูงใหญ่ จึงอยู่ในฐานะกึ่งหัวหน้าฝูงอยู่ดี) ออกตามล่าแวมไพร์เอง แต่ทว่าทั้งคู่ก็กลับหายไปเช่นกัน และ Mercy จึงต้องออกตามล่าแวมไพร์ปีศาจด้วยตัวเอง ก่อนที่คนที่เธอรักทั้งหลายจะตกเป็นเหยื่อและต้องตายไป แม้ว่าความมั่นใจเพียงเล็กน้อยของเธอ จะมาจากราชินีแวมไพร์ที่บอกกับเธอว่า ความสามารถพิเศษในฐานะ Walker ที่ Mercy มี จะทำให้เธอเป็นผู้เดียวที่ตามล่าแวมไพร์ปีศาจได้จนเจอ
นาน ๆ ทีจะเขียนเรื่องย่อได้เป็นเรื่องย่อไม่มีการเล่นคำ หรือทิ้ง teaser ไว้นะนี่ เหมือนจะเป็น spoiler ด้วยซ้ำ โอ ปกติฉันละเล่าครึ่งทิ้งไว้ครึ่งแท้ ๆ ... อ่านเล่มนี้ก็ยังคิดอยู่เหมือนเดิมว่า ทำไมตัวละครทั้งหลายทำอะไรไม่ได้เลย ปล่อยให้คุณเธอเป็นตัวละครที่ลุกขึ้นมาวิ่งแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองอีกแล้ว อย่าง Adam ก็ถูกจับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เล่มที่แล้วก็ถูกจับตัวไปเช่นกัน) แต่ถ้าดูการดำเนินเรื่องก็เหมือนเล่มที่แล้ว นั่นก็คือ มีเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นเรื่อง/ ต้นเหตุในช่วงแรก และตัวละครก็พยายามแก้ปริศนานั้นด้วยเงื่อนไขและเบาะแสที่เพิ่มเข้ามาทีละน้อย เล่มแรกเน้นที่การแก้ปัญหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมและลักพาตัว แต่เล่มที่สอง เป็นการสืบหาว่าแวมไพร์ปีศาจนั้นอยู่ไหน ซึ่งต้องบอกว่าสนุกและดำเนินเรื่องไวมาก โดยเฉพาะในฉากที่ Mercy ปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมด และสืบหาที่อยู่ของตัวร้ายได้ และถือว่าเป็นฉากที่ชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเรื่องนี้เลย
การแทรก sub-plot ลงไปก็ยังคงมีเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สนุกและอ่านได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกขัดหรือขาดจังหวะต่อเนื่องแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีส่วนช่วยเสริมเรื่องหลักเข้ามาอีก และอันที่จริงก็ต้องพูดเลยว่าถึงขั้นอยากจะรู้เรื่องตัวละครที่มาแทรก โดยเฉพาะสาวน้อยที่ถูก werewolf ทำร้ายมาก (เอาไปเขียนเป็น novella ท่าจะดีนะ)
พล็อตเรื่องแบบ twist นิดหน่อย เพราะว่าตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดแวมไพร์ตัวร้ายอยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่ก็ไม่ถึงกับคาดเดาไม่ได้ และจุดจบที่ตัวร้ายทั้งหลายได้รับก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะเมื่อตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างมากคือ Warren และ Ben ถึงขั้นที่ Mercy ไม่สามารถปล่อยให้คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังลอยนวลต่อไปได้ และสำหรับตัวคนอ่านเอง ถ้าจะปล่อยให้อยู่ต่อไปโดยไม่ได้รับผลกรรมก็ไม่ได้เหมือนกัน (เจ้าคิดเจ้าแค้นดีแท้) ยิ่งเมื่อคิดไปถึงสาเหตุแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ และการที่คนจำนวนมากต้องมารับวิบากกรรมในครั้งนี้ไปด้วย
ในบรรดา Mercy Thompson สามเล่ม เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านแล้วเสียวสันหลังที่สุด เพราะว่ามีฉากฆ่าวิปริตแบบเลือดท่วม และชวนให้สงสารเหยื่อก่อนตายในตอนเริ่มเรื่อง รวมไปถึงค่อนเรื่องที่แวมไพร์ตัวร้ายมารังควาน Mercy ขณะที่นอนหลับอยู่ เป็นสภาพหลอน ๆ กึ่งให้ระแวงระวัง อันเป็นความแอบสยองหนังผีแบบที่กลัวเสียด้วย
รักสามเส้า (หรือสามเศร้า) ระหว่าง Mercy กับ Adam และ Samuel ชัดเจนกว่าเล่มที่แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในสภาพผลัดกันทำคะแนนกึ่ง ๆ ขโมยซีน ยังไม่ติดเครียดมากจนกระทั่งในช่วงท้าย ๆ และในเล่มถัดไป และอันที่จริง ในฐานะผู้อ่านที่ชอบคิดตามและคิดแทน (จริตหนอ) ก็สามารถคาดเดาออกว่าใครจะเป็นพระเอกสำหรับคุณเธอได้จริง เพียงแต่ว่าเจ้าตัวก็อาจจะยังไม่อยากตัดสินฟันธงลงไป และปล่อยให้ฝ่ายที่ถูกปฏิเสธต้องเจ็บปวด (ซึ่งก็คงจะดีกว่าที่จะทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ และไปพูดกันต่อในเล่มสามต่อไป)
ทัศนคติและความสามารถของ Mercy ก็ช่วยให้ภาพความเป็นสาวมั่น และหญิงแกร่งที่พึ่งพาตัวเองได้ของเธอถูกตอกย้ำลงไปอีก ซึ่งอย่างไรก็ตาม ก็อาจเป็นส่วนที่ส่งผลร้ายกับตัวเธอเองในเล่มถัดไป
ก็ยังสรุปเหมือนเดิม One Tough bitch!
.
.
ปล. ในบรรดาหนังสือหลาย ๆ เล่ม ต้องถือว่าการตั้งชื่อเรื่องของชุดนี้ทำได้ดีเลยนะ เพราะแม้จะสั้น ๆ แต่ก็ผูกกับเนื้อเรื่องได้ชัดเจน ในขณะที่จำง่าย อย่าง “Moon” Called บอกใบ้ว่าเกี่ยวกับหมาป่า “Blood” Bound เกี่ยวกับเหล่าแวมไพร์ และ “Iron” Kissed ก็พูดถึง fae และการออกแบบปกก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน เพราะช่วยให้กล้าถือไปไหนต่อไหนได้ไม่อาย .. จะพูดไปก็เว่อร์ไปนิด เอาเป็นว่า เหมือนทำการบ้านและเชื่อมกับเนื้อหาในเรื่องก็แล้วกัน (เทียบกับ Cry Wolf วาดหมาป่าได้กระเซอะกระเซิงไม่พอ ยังวาด Anna ได้น่าเกลียดน่ากลัว ขาดเสน่ห์ ดูเป็นหนังสือยุคเก่าไปได้)
Saturday, 13 December 2008
Moon Called by Patricia Briggs (n)

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolf/ Vampires
ชุด: Mercy Thompson, Book 1
สำนักพิมพ์ : Ace (January 31, 2006)
จำนวนหน้า : 304 หน้า
การที่ผู้หญิงยึดอาชีพช่างซ่อมรถเป็นเรื่องแปลกอยู่แล้ว แต่ Mercy สาวซ่านักซ่อมรถ VW ของเรามีความพิเศษกว่าที่เห็นภายนอกอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็น shapeshifter ที่เติบโตมาในฝูง werewolf ... Moon Called เรื่องเริ่มต้นเมื่อเธอเจอหนุ่มน้อย werewolf แปลกหน้าที่มาขอทำงานที่อู่ของเธอ ซึ่งปกติแล้ว werewolf จะต้องอยู่ร่วมกับฝูง และไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่นอกอาณาเขตโดยที่หัวหน้าฝูงในพื้นที่นั้น ๆ ไม่รู้เรื่องไม่ได้ อย่างไรก็ตาม Mercy รับเด็กหนุ่มไว้ทำงานด้วย จนกระทั่งเมื่อเรื่องราวดูจะมีเงื่อนงำอันตรายกว่าที่คิด และ Mery ต้องขอความช่วยเหลือจาก Adam หัวหน้าฝูง Tri-Cities
หากคืนนั้น ศพของ Alan หนุ่มน้อย werewolf ถูกทิ้งไว้ที่หน้าบ้านเธอ และบ้านของ Adam ถูกบุกรุก โดยที่เขาอยู่สภาพบาดเจ็บสาหัส และ Jesse ลูกสาวคนเดียวถูกลักพาตัวไป อะไรคือสาเหตุการตายของ Alan? เหตุใด Adam จึงถูกจู่โจม และ Jesse ถูกลักพาตัวไป? และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด?
หนังสือเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ Mercy ซึ่งสนุกกว่าที่คิดว่าจะเป็นมาก เพราะนอกจากจะมีการดำเนินเรื่องที่ฉับไวรวดเร็วตื่นเต้นให้ผู้อ่านต้องพลิกเปิดอ่านตามไปทีละหน้าอย่างลุ้นระทึก ใจจดใจจ่อกับสิ่งที่จะเกิดในหน้าต่อไปแล้ว การออกแบบบทบาทและบุคลิกตัวละครแต่ละตัวก็น่าสนใจ และมีความลึกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Mercy เอง ตัว Adam หัวหน้าฝูง หรือ Samuel หมอหนุ่มลูกชายของหัวหน้าฝูงใหญ่ที่ถูกสั่งมาให้ช่วยไขคดี รวมไปถึงแม้แต่ตัวละครรอง โดยเฉพาะเหล่า werewolf ในฝูงของ Adam อย่าง Warren ซึ่งความเป็นเกย์ส่งผลให้โอกาสในอยู่ร่วมสังคมฝูงก่อนหน้านี้แทบจะเป็นศูนย์ และ Ben ที่มีท่าทางก้าวร้าว และมีข่าวลือว่าก่อคดีร้ายแรงจนต้องย้ายมาอยู่ที่ฝูง เป็นต้น ซึ่งลำพังความเป็นมาและทัศนคติของตัวละครเหล่านี้อย่างเดียวก็ชวนให้อ่านได้อยู่แล้ว
แนวการเขียนเรื่อง Moon Called เน้นหนักไปทางตื่นเต้นลึกลับ และกึ่ง ๆ สอบสวน เพราะเริ่มต้นและด้วยปริศนาที่เกิดขึ้นในช่วงแรก การพยายามหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะนำไปสู่การคลี่คลายในท้ายเล่ม ซึ่งผู้อ่านจะได้เงื่อนงำและร่องรอยของสิ่งที่เกิดทีละนิดผ่านเหตุการณ์ที่เกิด เมื่อประกอบกับการประติดประต่อเบาะแสทั้งหมดผ่านการคิดอย่างแหลมคมของ Mercy ก็จะได้คำตอบที่สมบูรณ์
ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้แต่งทำได้ดีอีกอย่างอีกสองเรื่องก็คือ การแทรกเหตุการณ์รองเสริมเข้าไประหว่างเล่ม ซึ่งทำให้การมุ่งเน้นที่การสืบสวนนั้นไม่ครอบงำเรื่องราวในเล่มจนเกินไป และการเพิ่มอารมณ์ขันเข้าไปผ่านการบรรยายของ Mercy ซึ่งแม้หลายครั้งจะเป็นผ่านความคิดประชดประชัน ก็ยังทำให้เรื่องสนุก ช่วยทอนความหนักและตึงเครียดไปได้มาก
จริง ๆ แล้วหนังสือวางให้เหล่า werewolf ที่มีบทบาทในเรื่องทั้งหลัก (Adam และ Samuel) และรอง (Darryl, Warren และ Ben) มีความสามารถและเก่งกาจในระดับสูง หากในเรื่อง เหมือนว่าตัวละครที่สามารถและทำได้ทุกอย่างจะเป็น Mercy เอง ซึ่งอย่างใน Moon Called ตัว Adam ก็เพลี่ยงพล้ำและต้องให้เธอไปช่วยอยู่หลายครั้ง ซึ่งทั้งนี้อาจจะเป็นการมองเรื่องและฟังเรื่องผ่าน Mercy โดยที่ไม่เห็นสิ่งที่คนอื่นคิดและทำก็ได้
สรุปได้สั้น ๆ ว่า She’s a touch bitch! (ดูรูปเธอจากหน้าปกก็รู้)
Thursday, 11 December 2008
Cry Wolf by Patricia Briggs

ชนิด : Urban Fantasy/ Werewolf / semi-close
สำนักพิมพ์ : Ace Mass-market Ed edition (July 29, 2008)
จำนวนหน้า : 320 หน้า
Cry Wolf ดำเนินเรื่องต่อจาก Alpha and Omega ซึ่งเป็นเรื่องสั้น ที่ลงใน On the Prowl หนังสือรวมเรื่องสั้นที่ Patricia Briggs เขียนร่วมกับคนเขียนคนอื่น ๆ อีก 3 คน โดยในเรื่อง Charles ลูกชายและมือขวาของ Marrok หัวหน้าเหล่า werewolf ในอเมริกา ถูกส่งให้มา "จัดการ" กับปัญหาและความไม่ชอบมาพากลในฝูงชิคาโก้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ Anna สมาชิกในฝูงนั้นรายงานเรื่องนี้ให้ Marrok รับรู้พอดี และดังนั้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของ Anna จากการถูกฆ่าปิดปาก Charles จึงต้องรับหน้าที่คุ้มครองเธอด้วย ก่อนที่เขาจะพบว่าหมาป่าในตัวยอมรับ Anna เป็นคู่ของตน
อย่างไรก็ตาม ใน Cry Wolf เปิดฉากมาด้วยการที่ Anna เก็บของเพื่อย้ายข้ามเมืองไปอยู่กับ Charles ... การย้ายไปอยู่ด้วยกันคงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้า Anne ไม่ต้องรีบเก็บของไปอย่างรีบเร่ง และ Charles ไม่ได้อยู่ในสภาพหมาป่าเพื่อฟื้นตัวหลังจากถูกยิงด้วยกระสุนเงินระหว่างการสู้กับฝูงชิคาโก้มา ซึ่งแทนที่จะมีเวลาพัฒนาความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นอย่างกะทันหัน การที่มีมนุษย์ถูกทำร้ายจากฝีมือของ werewolf ในภูเขาทำให้ Charles ที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บต้องออกตามหาล่าคนร้ายในเทือกเขาหิมะไปกับ Anna และเรื่องราวก็ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้อาจสั่นคลอนถึงอำนาจของฝูง werewolf ทั้งมวล!
โอ เป็นครั้งที่เขียนเรื่องย่อได้ไม่ค่อยรู้เรื่องชอบกล แต่ถ้าจะสรุปอย่างสั้นอย่างที่ชอบทำหลังอ่านหนังสือจบก็คือ Cinderella-like werewolf love story ไม่ก็ werewolf-style Cinderella! เพราะในส่วนของ Anna แม้เธอจะเป็น Omega –หมาป่าที่มีฐานะพิเศษในสำหรับฝูง – แต่การที่ถูกแปลงเป็นหมาป่าอย่างไม่คาดฝัน และถูกฝูงที่อยู่ด้วยปฎิบัติต่อเธออย่างเลือดเย็น และโหดร้ายมากว่าสามปีทำให้เธอแทบไม่เหลือความเคารพตัวเอง หรือแม้กระทั่งความเป็นตัวเองเลย และยิ่งต้องย้ายมาเมืองที่ไม่รู้จัก โดยที่ยังไม่รู้จัก Charles ดีก็เพิ่มปมในใจของเธอเข้าไปอีก ความรู้สึกไม่ลงตัว ผิดที่ผิดทางฝังแน่นอยู่ในใจของ Anna ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประกอบกับความเกลียดชังสิ่งที่ตัวเองกลายเป็น ซึ่งจริง ๆ ที่บอกว่า werewolf-style Cinderella ก็เพราะการอ่านเรื่องนี้ทำให้เกิดความสงสัยใจอย่างมากว่าหลังจากที่ Cinderella ย้ายไปอยู่กับเจ้าชายในวังแล้ว จะเกิดความรักความสมหวังตลอดกาลเป็น happily ever after จริงฤา เพราะในเรื่องตัวเธอเองก็ไม่ได้รู้จักเจ้าชายไปมากกว่าการเต้นรำด้วยกันในเวลาชั่วค่ำคืน
นอกเรื่องไปนิดตามนิสัยเถลไถล ... กลับมาที่ทางฝั่ง Charles บ้าง ชายหนุ่มมีนิสัยค่อยข้างเงียบขรึมและเก็บตัว การเป็นหมาป่าโดดเดี่ยวมาตลอดทำให้เขาไม่คุ้นเคยกับการมีใครมาตลอดชีวิต แม้กระทั่งกับพ่อและพี่ชายก็ยังมีระยะหว่างกันไว้ตลอด ซึ่งเมื่อหมาป่าในตัวเขายอมรับ Anna นั่นก็ทำให้ Charles ปรับเปลี่ยนและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอในสายตา Anna ซึ่งยังไม่มั่นใจ และสงสัยกับสิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวิจารณ์ออกมาเป็นเรื่องรัก มากกว่านิยาย Urban Fantasy เพราะหลังจากที่เกือบครึ่งเล่มแรกพูดถึงสภาพของทั้งคู่หลังกลับมาในเรื่องการปรับตัวเข้าหากันผ่านสายตาของ Anna และ Charles แล้ว ครึ่งหลังก็เป็นการลุยเขาไปเพื่อตามล่าหาคนร้าย .. อ่านบทวิจารณ์จากหลาย ๆ คน ส่วนใหญ่บ่นว่ารำคาญว่าดำเนินเรื่องค่อนข้างช้าในช่วงแรก สำหรับตัวเองรู้สึกว่าก็ยังพอรับได้ แต่ที่รู้สึกว่าไม่ชอบ ก็คือตอนเดินลุยเทือกเขามากกว่า เพราะมีแต่เดินลุย ลุย และลุยหิมะ เปิดไปกี่หน้าก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งก็กลายเป็นว่าเร็วเกินไปในช่วงหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขมวดปม และจบ เพราะทำให้ลักษณะย่อหน้าละเรื่องมากกว่าจะเป็นหน้า รู้สึกขาดช่วงและขาดรายละเอียดมากไปพอดู
แต่นั่นแหละ ถ้าจะถาม ก็ชอบมากพอที่จะซื้อเล่มสอง Hunting Ground ที่จะออกกลางปีหน้าได้
ปล. จริง ๆ ที่เขียนไปเป็นส่วนของความคิดเห็นส่วนที่เกิดก่อนอ่าน Mercy Thompson Novel ที่เป็นส่วนก่อให้เกิด Cry Wolf … หลังจากอ่าน MTN (ซึ่งเป็นตัวสร้างชื่อให้ Patricia Briggs ด้วย) พอจะรู้สึกได้ว่า ทำไมคนที่เริ่มอ่าน MTN มาก่อนถึงรู้สึกว่าช้า การดำเนินเรื่องเป็นคนละแบบจริง ๆ และเป็นการมองจากมุมมองคนสองคนมากกว่าจะเป็นจากตัว Mercy คนเดียวอย่างใน MTN ก็ไม่แน่ใจว่าตัวคนเขียนตั้งใจว่าอย่างไร เพราะอ่านแล้วเรื่องนี้เป็น love story มากกว่า action อย่างอีกเรื่อง (แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การเขียนแต่ละแบบก็มีจุดดีไปคนละอย่าง) และอาจจะเป็นเพราะบุคลิกของตัวละครหลักในเรื่อง ที่ทำให้ Alpha and Omega Novel ดูก้าวร้าวน้อยกว่า Mercy Thompson Novel ด้วย
และที่สำคัญ บุคลิกและบทบาทของ Charles แตกต่างจากใน MTN อย่างสิ้นเชิง ถ้าเจอท่าทีเพิกเฉยถึงขั้นเฉยชา และเย็นชาที่ผ่านมา ก็คงไม่ได้คิดกันว่าจะภาคที่ passionate เช่นนี้ได้ อย่างที่ Asil หมาป่าอีกตัวว่าไว้ว่า “... To see Charles, the original lone wolf, caught with a foot in the trap of amor – this will amuse me for a while longer, I think.” ก็อยากรู้ว่าถ้าเล่มสองออกมา บุคลิกของทั้งคู่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน และที่สำคัญจะมีโอกาสที่ Anna ได้เจอ Mercy ไหม
สำคัญมาก – วิจารณ์ภาษาไทยฟังดูงง ๆ จะมาทำภาษาอังกฤษต่อไปเร็ว ๆ นี้
เพิ่มเติม
(010209)
ได้อ่านบทวิจารณ์จาก Avidbookreader.com ว่าหงุดหงิดที่บุคลิกของ Anna ค่อนข้าง regressed จากในเล่มเรื่องสั้น ก็พอเข้าใจได้ เพราะตัวเองก็รู้สึกเหมือนกัน แต่อย่างน้อย ความไม่มั่นใจเพราะถูก unrooted จากที่ซึ่งคุ้นเคย มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ก็น่าจะพอให้อภัยได้ .. หรือไม่หนอ ก็นั่นแล รอ Hunting Ground อยู่ อย่างที่บอกว่าอยากรู้ว่าบุคลิกจะเปลี่ยนไปไหม ทั้ง Anna ทั้ง Charles!
(280209)
บทสัมภาษณ์ Patricia Briggs ที่เกี่ยวกับ Anna และ Cry Wolf ใน Avidbookreader Catches Up with Fantasy Writer, Patricia Briggs(07/28/2008)