Showing posts with label futuristic. Show all posts
Showing posts with label futuristic. Show all posts

Tuesday, 11 January 2022

在星际做美食直播爆红了// I Got Famous Making Cooking Livestreams In Space

//ไม่มีอะไรมาก แค่บ้าแมวไปด้วยกัน// 


คนเขียน: 烦烦不烦
แนว: โลกอนาคต, Livestream, ทำอาหาร, ระบบ, ความสามารถพิเศษ, แปลงร่าง
ความสัมพันธ์: ท่านจอมพล/แมว (?) X สตรีมเมอร์ /คนเลี้ยงแมว (?)
จำนวนตอน: 87+4
ปี: 2020

Lin Ning สลับร่างมาอยู่ในร่างของไอดอลชื่อเดียวกันที่เป็นที่รังเกียจของสังคม โดยที่ฟื้นมาอยู่ในโรงพยาบาลหลังเจ้าของร่างเดิมพยายามฆ่าตัวตาย และเมื่อออกจากโรงพยาบาลก็เป็นเวลาเดียวกับที่ท่านจอมพลวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่กำลังถูกส่งตัวมารักษาตัว
  
เจ้าตัวเป็นลูกชายเชฟใหญ่ที่มีชื่อเสียงในโลกปัจจุบัน และก็สืบทอดวิชาการทำอาหารมาด้วย และดังนั้น เมื่อมีระบบที่ส่งเสริมการทำอาหารอยู่กับตัว ที่จะต้องเก็บค่าความศรัทธาจากคนในโลก Lin Ning ก็เลยคิดว่าจะสตรีมการทำอาหารหาเลี้ยงชีพตัวเองต่อไป ซึ่งก็เป็นโลกอนาคตที่ไม่มีการทำอาหารแล้ว และทุกคนดำรงชีพด้วยอาหารเหลวแบบหลอดแทน เมื่อเริ่มต้นลงทะเบียนในชื่อ “Lemon Kitchen” แล้ว Lin Ning ก็กลายเป็นสตรีมเมอร์คนแรกและคนเดียวในหมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่มของบริษัท Shine Livestreams โดยการใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงจากระบบ

และการสตรีมทำอาหารครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จด้วยดีด้วยปลานึ่ง กลายเป็นที่นิยมของเหล่าคนดู และเย็นต่อมาที่ออกไปสำรวจพื้นที่รอบบ้าน และเขตที่ตัวเองอาศัยก็เจอกับแมวไซบีเรียนฟอเรสขนฟูตัวโตบาดเจ็บนอนอยู่ที่ถนน ขณะพยายามเข้าหาตัวแมว เพื่อดูอาการ และจะไปโรงพยาบาล แมวก็วิ่งหนีไป และตอนกลางคืน ระหว่างที่เอาปลานึ่งของเมื่อวานมาเก็บข้อมูลชิมอาหารในสตรีมแล้วเหนื่อยจนลืมเก็บเข้าตู้เย็น กลิ่นของปลาก็โชยลอยจากหน้าต่างที่เปิดไว้ลงไปถึงชั้นล่าง ไปถึงแมวที่ทนไม่ไหวจนต้องวิ่งขึ้นมาดู

และแมวแปลกปลอมก็แอบเข้าอยู่ในห้องนั่งเล่น ถึงตอนเช้าที่ Lin Ning ตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้รู้เลยว่าหน้าต่างที่เปิดไว้มีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาแล้ว จนกระทั่งได้ยินเสียง “เมี้ยว” จากแมวที่แกว่งหางอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะเอาหางมาพาดไว้ที่ขาหน้า แล้วกระพริบตามอง Lin Ning ... ซึ่งก็คือว่า Lin Ning ถูกความน่ารักของแมวกระแทกหน้าเข้าเต็มๆ โดยเฉพาะเมื่อตัวเองเป็นคนบ้าแมว แต่ว่าพ่อที่เป็นเชฟใหญ่เกลียดสัตว์มีขน ก็เลยไม่ยอมให้เลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงใดๆ ทุกประเภท

ก็เลยพาแมวมาทำแผล และก็ใช้พลังตัวเองรักษาแมวด้วย ซึ่งก่อนหน้านอกจากเซ็ทเครื่องครัวผู้เริ่มต้น ระบบก็ใจดีให้พลังต้นไม้กับ Lin Ning ด้วย โดยที่อธิบายว่าเป็นพลังที่หายาก และคนส่วนใหญ่ก็มีพลังสัตว์ ในระดับมากน้อยต่างกัน โดยที่อาจจะใช้ความสามารถแบบสัตว์ได้ และก็อาจมีหูหรือหางออกมา และพวกที่มีพลังระดับสูงชั้นเอสก็เป็นแค่หยิบมือเดียวที่แปลงร่างเป็นสัตว์ได้ ... และก็แน่ใจได้ว่า Lin Ning ฟังไม่หมด จบแค่มีพลังต้นไม้ และก็ไม่ได้รู้เลยว่าแมวที่อยู่ตรงหน้าตัวเองที่จริงแล้วเป็นคน

และเพราะแมวที่กำลังตกใจ กับการค้นพบผู้มีพลังสายพืชก็หมกมุ่นอยู่กับความตกใจและการค้นพบตัวเอง ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามือของ Lin Ning กำลังจับขนตัวเองแล้วว และการสัมผัสกับขนแมวที่ให้ความรู้สึกดีสุดๆ ก็ทำให้เจ้าตัวออกปากให้แมวมาอยู่ด้วยกันกับตัวเอง โดยที่แมวก็กำลังคำนวนว่าถ้าอยู่ด้วยกันได้กินอาหารบนโต๊ะ ที่แมวคิดไปแล้วว่าเป็นของตัวเองทั้งหมด ก็จะยอมอยู่ด้วยชั่วคราว

แล้วก็ถึงเวลาสตรีมทำอาหารของวันนี้ ซึ่งก็น่ารักที่ก่อนหน้าไปไหน แมวก็เดินตามไปด้วย และมีความอยากรู้อยากเห็นถึงขั้นที่เริ่มน่าอึดอัดใจ แต่พอเริ่มทำอาหาร แมวก็อยู่นิ่งๆ แล้วนั่งดู Lin Ning ทำฮะเก๋ากุ้งอย่างตั้งใจตาแป๋วพร้อมแกว่งหางเป็นจังหวะ โดยที่เชื่อว่าอาหารที่ทำเป็นของตัวเอง ... และไม่สนใจเลยว่าอาหารแมวที่ทำหลังจากนั้นต่างหากที่ส่วนของตัวเอง

หลังจากนั้น แมวก็ไม่ยอมกินอาหารแมว พยายามแย่งฮะเก๋ากุ้ง จนถึงขึ้นทำสงครามจ้องตากัน ในที่สุดคนก็ใจอ่อนยอมแพ้ไป โดยที่บอกว่าจะแบ่งฮะเก๋ากุ้งให้แมว แต่ให้แมวกินอาหารแมวด้วย เพราะแมวกินอาหารแบบคนไม่ได้ พูดเสียงอ่อนโยน ยิ้มหวานให้แมว ประเหลาะเอาใจแมวจนแมวอดคิดไม่ได้ว่าจะมีคนที่ไหนซื่อแบบนี้ พาสัตว์แปลกหน้าเข้ามาในบ้านไม่พอ ยังจะยิ้มโง่งมให้อีก เกิดแมวที่เข้ามาเป็นแมวไม่ดีจะทำอย่างไร
  
แมวเคี้ยวฮะเก๋ากุ้งเปลือกบางใสแจ๋วจนเห็นตัวกุ้งผสมหมูไปแล้ว อร่อยจนหมดส่วนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ยังกินไม่พอ แต่จะไปทำท่าน่ารักน่าเอ็นดูเพื่ออ้อนขอเพิ่มก็ทำร้ายศักดิ์ศรีตัวเองเกินไป ก็เลยยอมไปกินอาหารแมวตัวเองอย่างผิดหวังต่อ รู้ว่าอาหารแมวควรจะจืด รู้ว่า Lin Ning ตั้งใจทำ แต่ว่าตัวเองเป็นคนนะ!! ถึงจะอยู่ในร่างแมวก็เถอะ!!

อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นของหนึ่งคนหนึ่งแมวก็เกิดขึ้น แต่ถึงจะปรับปรุงสูตรอาหารแมวอย่างไร แมวก็ไม่พอใจเสียที แถมถ้าให้กินอาหารแมวก็ไม่ยอมให้จับตัวเลย ต่างจากตอนที่กินอาหารคนที่ตาจะเป็นประกาย แถมยอมให้ลูบตัวอีก
  
คนก็อดคิดไม่ได้ว่าแมวตัวเองเหมือนถูกเลี้ยงมาจากกองทัพ นั่งหลังตรง จริงจังจนดูดุดันอยู่เสมอ แถมแรกๆ แมวก็ไม่ยอมให้จับตัวหรือให้กอด เพราะทำลายภาพลักษณ์อันแสนยิ่งใหญ่ตัวเอง แต่พอรู้ว่าถ้าสัมผัสตัวแล้วพลังรักษาจาก Lin Ning ช่วยกระบวนการรักษาตัวเองได้ก็เลยเริ่มยอมให้กอด อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ Lin Ning ก็คิดตั้งชื่อให้แมว เรียกว่า Xizai ซึ่งแน่นอนว่าแมวไม่ยอม แต่ว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ประท้วงไม่สำเร็จ จนได้ชื่อนี้ไป

จนในที่สุดปรึกษาระบบแล้วว่าแมวกินอาหารคนได้ ก็เลยต้องยอมให้กินอาหารแบบที่ตัวเองกิน ... โดยที่เลี้ยงแมวโอ๋แมวมีความสุขมาก ถึงขั้นที่พยายามหลอกล่อแมวเพื่อจะได้ถ่ายรูปแมวได้เป็นระยะๆ

ย้ำว่าระบบรู้ และทุกคนรู้ว่า Xizai เป็นคน แต่ว่า Lin Ning คนเดียวที่ไม่รู้ และปลื้มมากว่าแมวตัวเองทั้งแสนรู้ทั้งฉลาดมากต่อไป

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ Xizai หายไป ซึ่งปกติถ้าออกไปข้างนอกก็จะเอาตุ๊กตาปลาของเล่นมาวางไว้ที่หน้าประตูบอกคนเลี้ยง และไม่เคยกลับมาช้าเลยเวลากินข้าวเลย แต่วันนี้พอทำอาหารเย็นเสร็จ คิดว่าแมวจะกลับมาก็ไม่เจอ ก็เลยไปออกตามหา โดยที่อากาศหนาวจริง แต่ด้วยความห่วงแมว ก็รีบออกไป โดยที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอบอุ่นพอ และในช่วงที่เริ่มปวดหัวและเหนื่อยอ่อนจากการอยู่ข้างนอกที่หนาวเหน็บกับการตามหาแมวอยู่นานก็เจอ Li Chengyan ที่กำลังคุยกับคนสนิทอยู่พอดี และระหว่างที่เดินสวนกัน Li Chengyan ที่เห็นอีกคนไม่สนใจตัวเอง ก็จับตัวอีกฝ่ายไว้ ด้วยความที่ Lin Ning เริ่มเจ็บคอ อีกฝ่ายก็พาไปหาหมอที่โรงพยาบาล และระหว่างอยู่ด้วยกันในรถ รู้ว่า Lin Ning ออกมาตามหาแมว ก็ถามกลับว่าแมวสำคัญกับตัว Lin Ning มากเลยเหรอ พอได้คำตอบว่าแมวก็คือสมาชิกในครอบครัวก็ดูพอใจ ก่อนที่ Lin Ning จะหลับไปในรถ

และเมื่อตื่นมาก็พบว่า Xizai กลับมาแล้ว กำลังนอนอยู่ในบ้านแมวตัวเอง

และต่อมาก็เจอคนสนิทของ Li Chengyan มาบอกว่าจริงๆ แล้ว Xizai เป็นแมวของจอมพล Li Chengyan แต่ว่าไม่ได้คิดจะเอาแมวคืนไปอย่างที่ Lin Ning กลัว และก็จะมีช่วงที่ต้องยืมตัวแมวไป 2-3 วันแล้วจะเอามาคืน

ซึ่งถึงตอนนี้ก็แน่ชัดแล้วแมว Xizai กับจอมพล Li Chengyan เป็นคนเดียวกัน และทุกครั้งที่ยืมแมวไปก็เพราะว่าท่านจอมพลจะต้องออกไปประชุมและจัดการกับเอกสารที่มี ... ซึ่งทุกครั้งที่คนสนิทมารับแมวไป Lin Ning ก็จะเตรียมอาหารให้ทั้งแมว Xizai ทั้งท่านนายพล Li Chengyan และคนสนิท ก่อนจะอยู่ในบ้านคนเดียวอย่างหงอยๆ เพราะกลายเป็นว่าแมวเป็นสมาชิกครอบครัว เป็นตัวเดียวที่ใกล้ชิดตั้งแต่มาอยู่ที่โลกอนาคต ไม่มี Xizai อยู่ก็ไม่มีอะไรทำ กอด Xizai ไม่ได้ ถ่ายรูป Xizai ไม่ได้ เล่นกับ Xizai ไม่ได้ เหงาๆ เบื่อๆ หงอยๆ อยู่ที่บ้านคนเดียว

กว่าจะรู้ความจริงว่าตัว Xizai กับ Li Chengyan เป็นคนเดียวกันก็อีกนาน แต่ว่าความผูกพันที่สร้างมาตั้งแต่อยู่กับแมวก็ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนรูปไปได้ง่ายขึ้น
.
.
.

ก็นั่นแหละค่ะ แนว livestream ทำอาหารไม่พอ พระเอกเป็นแมวไซบีเรียนฟอเรสด้วย สำหรับคนอ่านบ้าแมวสันนิษฐานว่าคำว่าแมวคำเดียวก็ผลทำใจละลายได้ ตอนบรรยายว่านั่งเอาขาหน้าชิดกันแล้วเอาหางมาพาดน่ารักมาก บรรยายว่าอุ้งเท้าเหมือนมังคุดปลอกเปลือกก็น่ารัก ตอนนี้อยากเลี้ยงไซบีเรียนฟอเรสไปแล้วว ลาก่อนนอวีเจี้ยนฟอเรสที่เคยอยากได้

โอยย ตอนเป็นแมวน่ารักมาก ช่วงแรกเป็นแมวหยิ่งแต่อยากกินอาหารที่ตัวเอกเลยทำพยายามอ้อนแบบแข็งๆ น่ารัก ช่วงแรกไม่ยอมให้อาบน้ำให้ แต่พอบอกว่าถ้าตัวสะอาดก็กินข้าวเย็นกันได้ ก็รีบไปเปิดก๊อกน้ำถูสบู่ฟอกอุ้งเท้าหลังจากออกไปเดินเล่นทันที คนเลี้ยงก็ใจละลายคิดในใจว่าน่ารักเชื่อฟังเหมือนเด็กเล็กที่เอาเก้าอี้ต่อขาแล้วปีนไปล้างมือ กับพอดึกๆ ก็แอบเข้ามาอาบน้ำเองในห้องน้ำเพราะกลัวว่าตัวเองสกปรกเหมือนกัน ที่สำคัญกว่านั้น เพราะรู้ว่าพลังต้นไม้รักษาตัวเองได้ ดึกๆ ก็แอบปีนมานอนบนเตียงกับ Lin Ning ได้จะได้พลังรักษาที่ตัวคนออกมา

มีอยู่วันที่สตรีมทำอาหารแล้วต้องหั่นหัวหอม คนดูก็น้ำตาไหล แมวก็ตาแดงน้ำตาไหลแล้วเอาอุ้งเท้าขยี้ตาเหมือนกัน พอรีบหยุดหั่นหอมไปดูว่าแมวถามว่าเป็นอะไร ให้หยุดเอาอุ้งเท้าขยี้ตา แมวก็แกว่งหางเมี้ยวจริงจังเพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร ทั้งๆ ที่ตาแดงฉ่ำน่าสงสาร หรือว่าพอสตรีมอีกวันเป็นหม้อไฟ เรียกเพื่อนมาช่วยชิมอาหารออกไลฟ์ แล้วพอบอกว่าอร่อยอย่างโน้นอย่างนี้ แมวก็รีบเกาะขากางเกง ไม่อยากทำตัวน่ารักอ้อนขออาหาร ก็ได้แต่ทำตาเป็นประกาย ... ได้แค่นี้จริงๆ

แต่พอเลิกซึนกระโดดให้อุ้มยิ่งน่ารัก พออยู่ด้วยกันก็ยิ่งติดกัน แมวไม่เคยรู้สึกตัวว่าตัวใหญ่กระโดดเข้ามาให้อุ้มเสมอ ยิ่งตอนที่อินเลิฟกันหลังๆ พอกินข้าวเสร็จ ท่านนายพลก็แปลงร่างเป็นแมวแล้วเดินมาบนโต๊ะกินข้าวให้ลูบขนให้ทุกครั้งหลังอาหารเย็นด้วยซ้ำ

สาระอื่นๆ? จริงๆ เรื่องนี้มีประเด็นเยอะมาก เพราะว่าอย่างที่บอกว่าร่างเดิมเป็นไอดอลชื่อเสียงเสื่อมเสีย ซึ่งจริงๆ เกิดจากการคู่แข่งถูกใส่ร้ายและแย่งผลงานไป ก็ต้องมีการเปิดโปงความจริงกู้คืนชื่อให้เจ้าของร่างเดิม และเอาตัวคู่แข่งที่เป็นคนผิดไปลงโทษ มีช่วงที่ต้องอิงโลกบันเทิงเพื่อให้สังคมเห็นว่าตัวเอกจริงๆ มีความสามารถทั้งการร้องเพลงและการเต้นขนาดไหน

และพลังต้นไม้ของ Lin Ning ก็มีอยู่คนเดียวในจักรวาลซึ่งพลังรักษาก็ช่วยให้ผู้มีพลังสัตว์รักษาอาการคลื่นพลังไม่เสถียรได้ ซึ่งทั้งช่วยรักษาชีวิต และช่วยยืดอายุของเหล่าผู้มีพลัง โดยเฉพาะที่เป็นทหารอีก เริ่มต้นตั้งแต่ตัว Li Chengyan และพลังต้นไม้ก็ทำให้ปลูกต้นไม้ที่หายไปแล้วได้ ไม่นับว่าเจ้าตัวใช้ร้านค้าจากระบบแลกเอาเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหลายออกมาให้ได้อีก
  
ไม่นับว่าเจ้าตัวเป็น “Lemon Kitchen” ที่แสนจะโด่งดังอีก จะทำอาหารอะไรออกมาก็กลายเป็นประเด็นเสิร์จในเนทดวงดาวไป ไม่นับว่าอาหารที่ตัวเองทำออกรายการทีวีถูกประมูลไปในราคาหลักหลายสิบล้านสำหรับแต่ละจานอีก มีคนติดตามและโด่งดังยิ่งกว่าดาราที่ดังอันดับหนึ่งไปนานโขแล้ว

ทั้งหลายแหล่ทำให้ Lin Ning กลายเป็นคนดังมากและถูกยกย่องทั้งจักรวาล ตอนที่สองคนไปเที่ยวกัน แล้ว Lin Ning บ่นว่าจะไปเที่ยวไหนได้ เพราะถ้าเกิดคนเห็น สองคนก็จะกลายเป็น “ที่เที่ยว” “ที่มุง” ของฝูงชนแทน แล้วไปงานโดยใส่หน้ากากกันไปน่ารักดี โดยเฉพาะตอนที่ Lin Ning หยิบหน้ากากปีศาจแมวให้ Li Chengyan

กับมีประเด็นระบบที่ไม่ค่อยเหมือนระบบเรื่องอื่นเท่าไหร่ เพราะตอนแรกเปิดมาระบบบอกว่าให้พลังต้นไม้ ให้ชุดเครื่องครัวผู้เริ่มต้น และให้ Lin Ning เก็บค่าความศรัทธาให้ได้เยอะๆ แต่นอกนั้น ระบบก็ไม่เคยสั่งหรือมอบหมายอะไรให้เจ้าตัวเลย ตรงกับข้ามเหมือนเป็นเพื่อนคุยเพื่อนคิดให้กับโฮสต์ตัวเองมากกว่าถึงขนาดที่ Lin Ning บอกว่ามีหนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งระบบ ชีวิตก็ไม่ต้องการอะไรใดๆ แล้ว และระบบเอง โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับ Lin Ning ที่ดังมากจากการสตรีมอาหาร และจากการเป็นผู้มีพลังต้นไม้ที่ช่วยนายพล Li Chengyan ได้ ค่าศรัทธาก็เพิ่มอย่างบ้าคลั่งจนระบบเมาค่าตัวเลขศรัทธาไปไม่รู้กี่รอบ ขนาดแลกออกมาซื้อโน่น นี่ นั่นตลอดเวลาก็ยังสูงทะลุตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่ Li Chengyan ไปรบกับพวก zerg แล้ว ใช้พลังได้เต็มที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ทำให้เหล่าคนในจักรวาลยิ่งชื่นชม Lin Ning เพิ่มค่าศรัทธาให้เต็มในช่วงข้ามคืนเลย

กับต่างจากเรื่องอื่นที่คนมาชอบ Lin Ning เยอะ เพราะถ้าตามแนวเรื่องจีน ถ้าไม่ฮาเร็มก็คือมีพระเอกโผล่มาคนเดียวแล้วจบ ถึงจะมีคนมาแสดงท่าทีสนใจตัวเอกแต่ถ้ารู้ว่ารักกับพระเอกแล้วก็ไม่สานอะไรต่อไป แต่เรื่องนี้มีคนมาสนใจ Lin Ning อีกเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะที่ให้ตัวนักแสดงดังมีบทค่อนข้างเยอะ ... เยอะจนรู้สึกว่าตัดออกไปก็จะดีมาก แต่แอบชอบคุณเพื่อน watch brother นะ กับชอบลูกน้องพระเอกด้วย คนนี้ไม่เกี่ยวกับการมาจีบ แต่ว่าตั้งใจทำงานน่ารักมาก โดยเฉพาะตอนที่ต้องทำหน้านิ่งทุกครั้งที่ Lin Ning อุ้มแมวอยู่แล้วถามว่าท่านจอมพลอยู่ไหน อยากหัวเราะแต่ก็กลัวตาย หรือหลายครั้งที่อยากกินอาหารที่ Lin Ning ทำมาก แต่พอมองหน้าแมวหรือท่านจอมพลก็รู้ว่าถ้าขอกินด้วย ถูกฆ่าแน่นอน
แต่พระเอกตอนเป็นแมวดีที่สุด!!!! ตอนตัวเอกคลั่งแมวก็น่ารัก แค่นี้ก็คุ้มค่าการอ่านแล้ว

ปล.
1. ตอนที่ต้องหนีพวกนักข่าวไปอยู่บ้าน Li Chengyan น่ารักดี ที่ปกติห้องทำงานของ Li Chengyan จะเป็นห้องที่ห้ามคนอื่นเข้าเพราะมีเอกสารสำคัญเก็บอยู่เยอะ แต่พอ Lin Ning มาอยู่ที่บ้าน ก็กลายเป็นว่าห้องครัวก็กลายเป็นห้องต้องห้ามเหมือนกัน มีเฉพาะพ่อบ้านคนเดียว นอกจากท่านจอมพลและคนสนิทที่เข้ามาได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าชื่อเสียงของ “Lemon Kitchen” โด่งดังจนอาหารแต่ละจานที่ถูกประมูลและแย่งกันมีราคาสูง จนคนรับใช้ในบ้านรู้สึกกันไปว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยของแพงที่คนธรรมดาไม่รู้จักไม่เข้าใจ ซึ่งสำหรับ Lin Ning ที่หมูเปรียวหวานต้นทุน 15 หยวนกลายเป็นของหลักหลายสิบร้านเหรียญดวงดาวได้ก็รู้สึกผิดเหมือนกัน

2. แต่พออยู่ด้วยกันไป ห้องทำงานและห้องนอนของ Li Chengyan ก็เป็นที่ที่ Lin Ning เข้าไปได้ โดยเฉพาะช่วงที่รักษาอาการคลื่นพลังไม่เสถียรให้ Li Chengyan ชอบตอนแรกที่เวลา Li Chengyan กลับมาจากทำงาน อีกคนก็จะทักว่า “Welcome back” และ Li Chengyan ก็คิดในใจทุกครั้งว่าอยากให้พูดว่า “Welcome home” แทน และพออยู่ด้วยกันจริง Lin Ning ก็พูดว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน แต่เรียก Li Chengyan ว่า Xizai แทนที่จะเป็น Chengyan กลายเป็นชื่อเรียกสวีทกันกัน

3. เนื่องจากครอบครัวท่านจอมพลมีพลังแมว ของแทนใจคนประจำตระกูลก็เป็นจี้ห้อยคอรูปแมวด้วย นอกเหนือจากจะทำด้วยแร่มีค่าหายากแล้ว ยังบรรจุพลังมหาศาลไว้ด้วยอีก คนที่เห็นจี้คิดว่าสองคนนี้ไม่ได้จริงจังกันก็ต้องคิดใหม่ แต่ตอนแรกท่านจอมพลไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ตอนที่ไปอยู่ด้วยก็เพราะถูกอาหารล่อหลอก กับพลังต้นไม้รักษา แต่พออยู่ไป ความหวงของ หวงคน หวงที่ของแมวก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ น่ารักที่ตอนเอาอาหารที่คิดว่าจะกินระหว่างเดินเล่นของคนกับแมวไปให้คนอื่น Xizai ก็หน้าตาไม่พอใจออกอาการ หน้าคว่ำมากถึงขนาดที่ Lin Ning คิดว่าจริงๆ แมวตัวเองควรเป็นแมวหน้านิ่งที่สุดในโลกไม่ใช่เหรอ ทำไมหน้าหงุดหงิดขนาดนี้ กับตอนท้ายๆ ที่พอย้ายออกจากบ้านตัวเองเพื่อหลบนักข่าวและรักกับ Li Chengyan แล้ว Lin Ning ก็ไม่ได้กลับไปบ้านตัวเองอีกเลย แต่พอบอกว่าอยากกลับบ้าน แล้ว Li Chengyan ไปด้วย ส่วนตัว Li Chengyan ก็พบว่าเป็นที่ที่มีความทรงจำร่วมกับ Lin Ning มากเหมือนกัน และที่นี่ก็เป็นสถานที่พิเศษเฉพาะสำหรับทั้งสองคน

4. แมวตัวใหญ่มาก และดังนั้นก็กินจุมากด้วยเหมือนกัน นิสัยการกินคือมีอะไรก็กินอย่างจริงจัง และหมดอย่างรวดเร็ว ตอน Lin Ning ยังไม่รู้ว่า Xizai คือ Li Chengyan ก็ยังคิดว่าบ้านนี้แมวกับคนกินข้าวนิสัยเหมือนกันเลย ตอนที่ Xizai ต้องไปอยู่กับท่านจอมพล (กลับไปทำงาน) เจ้าตัวก็เตรัยมอาหารให้ทั้งแมว Xizai ทั้งท่านนายพล Li Chengyan ด้วย โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าสุดท้ายแล้วอาหารสองส่วนถูกกินโดยคนคนเดียว (หรือแมวตัวเดียว) พอ Xizai กลับมา Lin Ning ก็อุ้มแมว แล้วเจอว่าแมวตัวหนักขึ้นมาก ... แต่ว่าแมวหน้านิ่งตัวนี้ชอบของหวานมาก ตอนที่กินเค้กสตอรเบอร์รี่ที่ Lin Ning ทำก็จะมีความสุขมาก

5. ตอนที่เริ่มให้อุ้ม เพื่อน Lin Ning บอกว่าขนแมวดูนิ่ม แล้วจะแตะตัวแมว แมวก็หันมาตบแบบดุๆ เหมือนกัน แล้วก็หันไปอ้อน Lin Ning ต่อ ซึ่ง Lin Ning คนโอ๋แมวก็รีบแก้ตัวให้แมวว่า แมวตัวเองขี้อายกับคนแปลกหน้า

6. ความนิยมในตัว Lin Ning และ “Lemon Kitchen” มีถึงขั้นที่เมื่อพืชและสัตว์ที่เป็นวัตถุดิบทำอาหารมีแพร่หลายในท้องตลาดแล้ว ทุกคนก็สั่งครัวที่เหมือนกับที่บ้าน Lin Ning เป๊ะๆ หรือว่าบางคนก็ผสมกับครัวที่บ้าน Li Chengyan มาด้วย ขำที่คนออกแบบพยายามบอกให้ปรับเปลี่ยนบ้างก็ไม่มีใครสนใจเลย

Tuesday, 9 June 2020

아더사이드 아더월드

아더사이드 아더월드
[Other Side Other World]

สปอยล์แน่นอน เพราะจะกรีดร้องงง กับอ่าน mtl เกาหลี ไม่รับประกันความถูกต้องง



ในโลก esper & guide ที่ esper จะมีพลังพิเศษ แต่พลังที่มีจะทำให้สภาพร่างกายไม่เป็นปกติ หากไม่มี guide คอยใช้พลังของตัวเองคอยสร้างสมดุลให้

เปิดมาที่ตัวเอก Eden Prescott  มาจากสายตระกูล Han ที่ต้นเรื่องกำลังจะเข้าพิธีก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ แต่ก่อนที่จะเริ่มพิธี หมู่บ้านของตระกูลที่เป็นหมู่บ้านปิดก็ถูกโจมตี และแม่กับผู้อาวุโสในตระกูลก็สละตัวเองเพื่อช่วยให้ Eden หนีไป

Eden มาโผล่ที่ริมทะเลสาบในเมืองชนบท และก็โชคดีว่า Hans เจ้าของร้านขายของชำมาเจอและช่วยไว้ ก่อนที่จะรับ Eden ไปเลี้ยงดูในฐานะหลาน

เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ โดยที่ Eden อ้างว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องบอกที่มาที่ยากจะบอกได้ให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจ และระหว่างนี้เจ้าตัวก็พยายามเข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เพราะอยากตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่าคนในตระกูลส่งตัวเองมาในโลกอีกมิติ หรือว่าในโลกเดียวกันแต่ต่างเวลากันแน่ เพราะว่าเจ้าตัวไม่สามารถหาร่องรอยของเมืองที่ตัวเองเคยอยู่ได้เลย

เพราะพลังที่แตกต่างกับคนอื่น และที่มาที่บอกใครไม่ได้ ทำให้ Eden มักจะไปคลุกตัวอยู่คนเดียวที่คฤหาสน์ไร้เจ้าของเสมอ และวันหนึ่ง ระหว่างที่ Eden กำลังใช้พลังพูดคุยกับวิญญาณที่อยู่กับตัวเองในสวนของคฤหาสน์ ก็เจอกับ esper ที่พลังแปรปรวน และก็ได้ให้เครื่องรางของตัวเองไปให้ชายแปลกหน้าที่เจอก่อนที่ตัวเองจะหนีออกไป

ต่อมาเมื่อ Eden ไปที่ห้องสมุดของเมือง เพื่อจะยืมหนังสือประวัติศาสตร์มาอ่าน ก็พบว่ามีคนมายืมหนังสือไปหมด และดังนั้น เมื่อเจ้าตัวไปทักท้วงอีกฝ่ายที่กวาดเอาหนังสือไป ก็เจอกับเลขาของ Bliss Moore ชนชั้นสูงและเจ้าของพลัง Esper ที่แกร่งกล้าที่สุดในจักรวรรดิ และก็ได้ปะทะคารมกับ Bliss ที่เดินตามหลังเลขามา

หลังจากนั้น เมื่อ Eden ไปทำงานพิเศษในร้านอาหาร ก็ได้เจอกับ Bliss กับเลขาที่มาเป็นแขกในร้าน และเมื่อ Eden เปลี่ยนงานไปส่งของให้กับคฤหาสน์ก็พบว่า Bliss เป็นเจ้าของใหม่ของคฤหาสน์นั่นเอง
.
.
.

เอาจริง คุณพระคุณเจ้า ย่อมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือรู้ว่ามัน cliché แต่มันมีความ cliché แบบที่ชอบบ ไม่ใช่ว่าชอบธรรมดา แต่ว่าชอบมาก ถูกตกอย่างงงๆ แบบอ่านตอนเปิดไป 3 ตอน อ่านตอน free tickets ได้อีก 3 และพอเจอ daily pass อีก 2 รวมเป็น 8 ตอน ดิฉันก็ตัดสินใจปาดซื้อที่เหลือเหมือนถูกผีสิงงง

คือพล็อตมันบ้านนนน  esper กับ guide  guide กับ esper หันไปทางไหนก็มีอยู่ทั่วไป แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องเนี่ยแหละที่ทำให้เรื่องนี้น่ารักและก็น่าสนใจ

พอเปิดมาที่ Eden กับพี่ Bliss ปะทะกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มันก็เหมือนเป็น enemies turn lovers ประมาณนึง แต่มันเป็นslow build ความสัมพันธ์ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจนไม่รู้สึกว่ารีบ หรือว่าไม่น่าเชื่อตาม เพราะว่าด้วยความที่คุณพี่ Bliss อยากหาคนมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และพอดูว่า Eden จะพอมีความรู้อยู่ ก็เลยดึงเอา Eden มาช่วยงาน ด้วยความที่แรงงานค่าจ้างดี คุณน้องปฎิเสธไม่ลงก็เลยรีบมาทำงานให้ เพราะต้องเอาเงินไปเลี้ยงวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ด้วย และพอมาทำงานด้วยกัน น้องก็ก่อเรื่องตั้งแต่วันแรก เนื่องจากพอรู้ว่างานเงินดี มันไม่มีอยู่จริง พอจะต้องออกแรงรากเลือกก็เลยเอาวิญญาณที่มีมาช่วย และเหล่าวิญญาณก็ก่อเรื่องทำแชนเดอร์เลียราคา 12 ล้านหล่นลงมา ดังนั้น จากการเป็นเด็กวิเคราะห์ข้อมูลไปกลับ ก็เลยต้องมาอยู่ที่คฤหาสน์ของ Bliss เป็นการถาวรในช่วงนี้ เพื่อทำงานทุกอย่างและช่วยงานทุกคนใช้หนี้

และก็เป็นการบังคับให้ Eden ต้องมีปฎิสัมพันธ์กับ Bliss กลายๆ ตั้งแต่การที่ต้องส่งข้อมูลรายงานให้ Bliss รับรู้ ตีความเอกสารร่วมกัน และด้วยความที่น้องหัวไว หาประเด็นที่ถูกซุกซ่อนไว้เจอ ก็ทำให้ Bliss ลดความระวังตัวและค่อยๆ เปิดใจกับ Eden โดยปริยาย — ชอบที่ Bliss ไม่รู้ตัวว่ากำลังหาข้ออ้างในการเข้าไปคุยกับ Eden ในห้องทำงานอยู่ และพอเดินเข้าไปทำท่าทวงข้อมูลก็เพิ่งนึกออกว่า Eden เพิ่งส่งรายงานมา ส่วนตัว Eden เองก็เริ่มจากลำบากใจที่ถูก Bliss จ้องหน้านิ่งๆ แล้วดุกลับเวลาพูดโต้ตอบกัน ไปเป็นสบายใจที่ได้นั่งอยู่ข้างๆ กัน โดยเฉพาะหลายครั้งที่ Bliss ช่วยตัวเองไว้จาก Enoch เพื่อนของBliss

เอาจริง พี่ Bliss มาพักผ่อนที่เมืองชายเขาก็เพราะว่าเจ้าตัวกำลังมีปัญหาควบคุมพลังอยู่ ด้วยความที่สถานะพลังพี่เขาเป็นขั้น S (อันที่จริง SS แบบไม่บอกใคร และมีพลังสองอย่างที่โลกรู้ว่าแค่อย่างเดียวเหมือนกัน) ก็ทำให้มีอาการเจ็บปวดทางร่างกาย ทั้งปวดหัว นอนไม่เต็มอิ่ม ไปจนถึงชักเป็นระยะๆ โดยที่มีแต่คนสนิท และหมอประจำตัวเท่านั้นที่รู้ แต่เพราะเครื่องรางประหลาดที่ได้มาตอนวันแรกที่มาถึงคฤหาสน์บรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เจ้าตัวก็ยึดติดกับเครื่องรางที่ได้มา ถึงขั้นที่ให้หมอตัวเองเอาไปวิเคราะห์เลยด้วยซ้ำว่าคืออะไร มีพลังอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งพอ Eden รู้ว่าเครื่องรางตัวเองช่วย Bliss ได้ก็แอบเอาเครื่องรางไปให้ Bliss เป็นระยะๆ และก็ต้องเรียกว่าแอบจริง เพราะใช้วิธีเอาไปซ่อนบ้าง ให้คนอื่นหาเจอบ้าง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเชื่อมโยงกับตัวเอง และไม่ให้คนรู้ว่าตัวเองมีพลัง

พอสิ้นสุดช่วงพักร้อน และ Bliss จะกลับไปที่เมืองหลวง เหมือนได้เวลาที่สองคนจะแยกจากกัน แต่เพราะ Eden ตัดสินใจไปเรียนต่อในเมือง ก็เหมือนว่าทั้งคู่จะได้เจอกันอีก

ในเมืองหลวง Eden เจอกับ Scott เพื่อนที่เพิ่งจับคู่เป็น guide กับ Enoch หลังจากที่พลังของ Enoch เสียสมดุลตอนที่ไปกับ Bliss ในชนบท และในงานเลี้ยงของตระกูล ถึงแม้ Enoch เปิดตัว Scott ในฐานะ guide ของตัวเองก็จริง แต่ก็พยายามลาก Eden เข้าไปด้วย เพราะ Enoch คิดว่ากรณีที่พลังปะทุขึ้นมา การที่จะให้พลังกลับมาสงบได้ในทันทีเกินความสามารถของ Scott และสงสัยว่า Eden ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยอาจเป็น guide ด้วยอีกคน และต้องมีพลังสูงอย่างแน่นอน

ซึ่ง Bliss ก็มาที่งานเลี้ยงด้วย และเหตุผลที่มาที่งานเลี้ยงก็เพราะจะมาเจอ Eden ซึ่งเมื่อเจอว่าน้องกำลังถูก  Enoch ลากเข้าไปในเกมการเมืองของตระกูลด้วย พอสองคนมองหน้ากัน สิ่งแรกที่ Bliss พูดกับทุกคนก็คือมารับ guide ตัวเอง และ Eden ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับว่าตัวเองเป็น guide ของ Bliss กรี๊ดด คือว่าชอบมากที่ต่างคนมองตากันแล้วพูดขึ้นมาเวลาเดียวกันนนน

ซึ่งหลังจากนั้น Bliss พา Eden ออกจากงาน และพออยู่ในรถด้วยกัน คำแรกที่ Bliss พูดขึ้นมาก็คือ เครื่องรางของ Eden อยู่ไหน เอามาให้หมด เพราะว่ารู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็คือ Eden แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่า Eden ทำเครื่องรางเหล่านี้ได้อย่างไรก็ตาม ชอบบทสนทนาและการโต้ตอบกันช่วงนี้เพราะดูเป็นธรรมชาติและตรงไปตรงมา ดูเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องปรุงแต่ง

และด้วยที่ประกาศออกไปว่า Eden เป็น guide ของตัวเอง Bliss ก็ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนจริงขึ้นมา ตั้งแต่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ที่คนภายนอกเห็น รวมไปถึงการจัดหาคนมาคอยคุ้มครอง Eden ด้วย ซึ่งตั้งแต่ในงานเลี้ยง ชั้นก็กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก นึกว่าน้องจะบอกความจริงแล้ว แล้วก็เปล่า เมื่อไหร่จะมา คนภายนอกคิดว่า Eden เป็น guide ของ Bliss คนภายในรอบข้าง Bliss ช่วยกันปิดความจริง และ Eden ก็ปิดความจริงกับทุกคน กรี๊ดดดด ฉันอ่านไปก็โหยหวนไป

ระหว่างนี้ Eden ก็ถูกมือสังหารลอบฆ่า แต่ด้วยความที่มีคนจาก Bliss มาคอยคุ้มครอง ก็เลยไม่เป็นไร แต่ว่าทำให้ตัวบอดี้การ์ดและ Bliss สงสัยว่าทำไมตัว Eden ถึงดูคุ้นเคยกับการมีการ์ดรอบตัว ทั้งไม่รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้ว่าต้องมีคนคอยดูแล และครั้งหลังที่พอเกิดเรื่องก็วิ่งไปหลบหลังการ์ดได้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนธรรมดาไม่ทำ

เอาล่ะ หลังจากนั้น Bliss จะต้องไปเข้าร่วมสงคราม และด้วยความที่พลังไม่เสถียร และไม่มี guide จริง สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือเครื่องรางของ Eden จริงจังไม่จริงจัง คือพี่เขาเอาถุง lucky bag ทั้งหมดที่ได้มาทำเป็นถุงมือเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ตัวเองตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์แล้ว เมื่อรู้ว่า Eden เป็นเจ้าของเครื่องราง คราวนี้ก็พยายามรีดถุงเครื่องรางทั้งหลายไปให้หมด น่ารักที่  Eden ก็พยายามช่วยด้วยการไปให้คนสนิทของ Bliss ไปแอบเอาเสื้อผ้าเก่าของ Bliss มาทำถุงเครื่องราง และที่ Eden ไม่รู้ก็คือว่า Bliss รู้เรื่อง แทบยังเป็นกึ่งๆ คนเลือกเสื้อผ้าโปรดตัวเองให้ด้วยซ้ำ

เอาจริง ฉันก็กรีดลุ้นมากว่า Eden จะบอกความจริงม้ายย จะบอกความจริงม้ายยย ไปด้วยกันในฐานะ guide พี่ Bliss จะได้ปลอดภัยไง จะได้ปลอดภัยไง ซึ่งก็รอแล้วรอเล่า ไม่มีเกิดจริง ยกเว้นแม้ Bliss จะทิ้งน้องไว้ที่เมืองหลวง แต่สุดท้าย Eden ก็หาวิธีตามไปได้

พอไปรบ การใช้พลัง และโอกาสที่ควบคุมพลังไม่ได้ก็เกิดขึ้นมา และในสถานการณ์ฉุกเฉินที่หมอประจำตัว และเหล่าการ์ดของ Bliss ถกเถียงกันเพื่อหาทางเอาเครื่องรางและอะไรก็ได้ที่มีไปให้ Bliss เพื่อลดความรุนแรงและชะลอการระเบิดของพลัง ก็ทำให้ Eden ตัดสินใจเปิดเผยความจริง ซึ่งกรี๊ดว่า Eden ซ่อนพลังตัวเองไว้ได้เพราะวิญญาณที่อยู่ด้วยคอยกั้นไว้ และเมื่อเปิด การ์ดรอบตัวที่เป็น esper ก็พากันช็อคไป เหลือหมอที่เป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้เรื่อง และระยะเทเลพอร์ตที่เป็นปัญหาก็หมดไป เพราะ Eden บอกการ์ดที่เป็นพอร์เตอร์ว่าเคยถูก guide เต็มที่เต็มเหี่ยวอย่างใจต้องการตอนใช้พลังไหม — ทั้งนี้ Eden เป็น multi guide จับคู่เข้ากับ esper คนไหนก็ได้ และพลังสูงมากอย่างที่แค่ใช้พลังไม่ต้องมีปฎิสัมพันธ์ทางร่างกายกันก็ทำให้ esper พลังเต็มเปี่ยมและสมดุลได้แล้ว (เทียบกับ Scott ที่มีพลังอยู่ที่ประมาณ 30% และการ guide ที่ได้ผลต้องทำผ่านการมี sex หนักหน่วง)

และเมื่อพอร์ตไปถึงแนวหน้าสนามรบ ขำที่ Eden เมาเทเลพอร์ตอย่างไรก็ยังเมาอยู่อย่างนั้น และเพราะเจ้าตัวเป็นคุณชายถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน และบังคับให้จดจำและท่องทฤษฎีทั้งหมด โดยที่ไม่เคยมีภาคปฎิบัติจริง เจ้าตัวก็รนหาวิธีช่วย และท่องท่อง และท่องออกเสียงเพื่อแก้การระเบิดพลังของ esper ว่าต้องเป็นการแลกเปลี่ยนของเหลวทางร่างกาย ได้ตั้งแต่จูบ oral sex .... วนท่องบอกตัวเองไปเรื่อยๆ จนการ์ดรอบตัวอายไปแทน

ขณะเดียวกัน Bliss กำลังจะระเบิดพลังและระเบิดตัวเอง โดยกำลังพยายามควบคุมพลังไว้สุดความสามารถเพื่อให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชา และชาวบ้านอพยพหนีไปก่อน และตอนที่สติลางเลือน ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงและเห็น Eden เป็นครั้งสุดท้าย ก็คือ Eden พอร์ตมาถึงพี่เขาพอดี และสิ่งที่เจ้าตัวทำก็คือพุ่งตัวไปจูบ Bliss ซึ่งปฎิกิริยาที่พี่ Bliss มีก็คือสลบไป

คือ anti-climax มากกก ลุ้นมากว่าปฎิกิริยาที่มีจะเป็นอย่างไร คิดไปร้อยแปดอย่าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็น ส-ล-บ ฮืออ พี่ Bliss เป็นลมวูบไปแล้วววว ... ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเลย แต่ทั้งนี้เพราะว่าตัว Bliss เกิดปฎิกิริยา guide shock ด้วยความที่ร่างกายกำลังไม่เสถียรรุนแรง และค่าความเข้ากันได้ของทั้งคู่ก็สูงมากเสียด้วย ซึ่งพอลืมตาตื่น และสัมผัสพลังของ Eden พี่ก็เปลี่ยนจากหมาป่าเย็นชามาเป็นหมาบ้านขี้อ้อน คำแรกที่พูดตอนที่กอด Eden ไว้อยู่ก็คือ ขอจูบได้ไหมมม ... เอ่อ พี่คะ!

ซึ่งหลังจากนั้น อาการหมาบ้านชอบอ้อน ชอบนัวเนียก็ออกมา ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า ร่างกายของ Bliss จะมีปฎิกิริยากับพลังของ Eden ขนาดไหน ทีมก็เลยตัดสินใจล่าม Bliss ไว้ก่อน ซึ่งกุญแจมือแข็งแรงขนาดไหนก็ใช้ไม่ได้ ตอนที่ Bliss ทำลายหลุดมาในไม่กี่วินาทีเมื่อรู้ว่า Eden ก็ช่วย guide ลุง Hans ของตัวเองแล้วหึง หรือการสัมผัสร่างกายที่ต้องใช้หมอในทีมช่วยวัดค่าทั้งหลายเพื่อกันไม่ให้พี่ Bliss เกิดอาการ guide shock ไปอีก ขำที่พอล่าม Bliss ไว้อีกคราว แล้วให้ Eden กอด Bliss อีพี่เอามือมากอดตอบไม่ได้ ก็เลยก้มลงมาแทะหู Eden ฮือออ ....หรืออีกตอน พอปู่ตัวเองมา แล้วตัวเองต้องนั่งกับปู่ และ Eden นั่งฝั่งข้างลุง Hans พี่ Bliss ก็ใช้วิธีโน้มตัวมาข้างหน้าโต๊ะ แล้วขอให้ Eden จับมือตัวเองไว้ให้ได้สัมผัสกัน ติดตัวนัวเนียกันขนาดนี้

ชอบที่ Eden ขอโทษที่ปิดบังความจริงไว้ แต่ทุกคนเข้าใจ อย่างที่หมอพูดแทนขึ้นมาว่าถ้าไม่ซ่อนพลังไว้ ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร และถึงแม้ Eden จะเป็น multi guide แต่ก็ไม่ได้ใช้พลังตัวเองเพื่อสร้างอำนาจอย่างที่ guide ทรงพลังหลายๆ คนทำ ถึงขั้นที่คนในทีมแซว Bliss ว่าถ้าดูแล Eden ไม่ดี ต้องระวังถูกคนอื่นแย่งไปนะ เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นบวก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ guide ที่ลุงตัวเองเคยเจอ ที่ลุงถูก guide ตัวเองสั่งว่า Suck, swallow. หรือว่า multi guide ในเรื่องอีกคนที่ใช้พลังตัวเองเป็นสะพานอำนาจ

กับชอบอารมณ์ที่ Bliss ฟื้นขึ้นมาแล้วคุยเงียบๆ กับ Eden ในตอนกลางคืน พอ Eden เล่าเรื่องวิญญาณทั้งหลายที่คอยคุ้มครองอยู่กับตัวเองให้ฟัง แล้ว Bliss พูดออกมาว่า ตอนนี้วิญญาณทั้งหลายอยู่ด้วยข้างๆ ตัวใช่ไหม แล้วขอบคุณที่คอยดูแลคุ้มครอง Eden มาตลอด ฟังดูน่ารักปนซึ้ง จนกระทั่งมีวิญญาณที่ตื่นเต้นแล้วพูดมาว่าให้ Eden รีบๆ นอนกับ Bliss เลย Bliss จะได้เห็นวิญญาณไปด้วยได้ ไม่ได้นะคะ ...

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก็คือเรียบง่ายไปตามธรรมชาติ จุดหนึ่งที่ชัดว่าความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไปก็คือ เหล่าวิญญาณถาม Eden เป็นระยะๆ ว่ารู้สึกอย่างไรกับ Bliss ตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์ ครั้งแรก Eden ปัดเรื่องไปว่าไม่สนใจ ก่อนจะเป็นบอกว่าไม่แน่ใจ และครั้งที่สามก็คือบอกว่าชอบอย่างมั่นใจ และการตัดสินใจเปิดเผยพลังของตัวเองก็เพราะไตร่ตรองมาแล้วว่าเพื่อเป็นการช่วย Bliss จริงๆ ส่วนสำหรับ Bliss เอง การมี Eden เข้ามาในชีวิตก็เปลี่ยนท่าทีไปเลย จากการที่รู้สึกว่าหงุดหงิดขี้โมโหก็ใจเย็นรับฟัง Eden มากขึ้น จากที่ดูถูกและไม่สนใจในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นคอยดูแลในแบบของตน โดยเฉพาะตอนหลังที่พอรับรู้พลังของ Eden แล้วบอกว่า Eden reset โลกรอบตัวเลย จากการที่ทุกอย่างหงุดหงิดน่ารำคาญทั้งแสงที่เข้าตา เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่รับรู้ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่รับได้ไป — ชอบที่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ภาคบังคับที่ว่าต้องชอบเพราะอีกฝ่ายคือ guide อีกฝ่ายคือ esper เพราะกลับกัน สองคนเรียนรู้กันในฐานะคนธรรมดา และก็เปิดใจรับอีกฝ่ายเข้ามา ได้รู้จักและเข้าใจกัน ก่อนจะรับรู้สถานะว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร

ก็นั่นแหละ ตอนนี้อ่านตอนที่ 45+ อยู่ อ่านช้าเพราะว่างกอ่านเรื่องฟรีที่เปิดไปด้วย แถมยังเผลอไปติด Tropical Island อีกเรื่อง ณ ตอนนี้ให้ A+ เพราะชอบพล็อตเรียบง่าย แต่มีการลงรายละเอียดและการปูความสัมพันธ์เล่าเรื่องที่ปราณีต ก็จะพยายามไปอ่านให้ถึง 105+ ให้ได้ในเร็วไว แต่ปัญหาคือเรื่องไหนชอบ จะเขียนรีวิวเครียดจริงจังไม่บ้าบอทุกทีสิน่า!

Sunday, 14 December 2014

Silver Shark by Ilona Andrews

Silver Shark is one of those books I have come back to read again and again. The main heroine, Claire, is so capable. Along with calm and intelligent quality, it makes her one of my all-time favourite girls.

My only complaint is I want a FULL book, not just a novella. It would have been great to read more about the interaction and see more of the development of feelings and emotions while learning more about the characters. I also want to know more about Venturo’s side – it would have been more two-sides had the readers been able to peek into his mind.

Yet, somewhat its brief length may make the book compact in itself. Only I love everything and I mean more.

BEST NOVELLA for me. No doubt A+ too!