Wednesday, 12 October 2011

‘The High Lord’s Daughter’ in Twilight's Dawn by Anne Bishop


เรื่องนี้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ Jaenelle ตาย และเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อไปหลังจากนั้น

Jaenelleเป็นคนที่ Daemon รอคอยมาทั้งชีวิต (ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ยาวนานเสียด้วย โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นเผ่าอายุยืน) แต่การได้อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้หมายถึงชีวิตนิรันดร์หลังจากนั้น เพราะช่วงอายุของ Janelle ไม่สามารถเทียบเท่าได้ และการจากกันก็มาถึงอยู่ดี

เรื่องเปิดตัวหลังการตาย และเป็นวันสิ้นสุดที่ Daemon จะยอมให้ตัวเองจมอยู่กับความโศกเศร้า แต่ก็ไม่ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวรู้ว่า ผู้เป็นพ่อ ก็กำลังนับถอยหลังเวลาของตัวเองเช่นกัน

หลังการตายของคนที่รักที่สุดในชีวิตสองคน สำหรับ Daemon และคนที่เสมือนพ่อสำหรับ Surreal ก็ทำให้ทั้งสองลงเอยด้วยค่ำคืนด้วยกัน และน่าจะจบเพียงแค่นั้น ถ้าไม่ด้วยผลลัพธ์ที่ตามมา

ย่อเรื่องได้แย่เป็นปกติ และอ่านเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน เพราะว่าตัวละคนหลักสองตัวหายไป และไปเน้นที่เรื่องราวของ Surreal กับ Daemon แทนที่

ส่วนตัวเอง เป็นจบที่ลงตัวในระดับหนึ่ง (ถึงแม้ว่าความคิดการสลับคู่เช่นนี้จะเหมือนกับการอ่านเรื่องแต่งของแฟนมากกว่าเป็นเรื่องของ Anne Bishop และเน้นที่ความสัมพันธ์มากกว่าเป็นที่อำนาจอย่างที่เคยเป็น) นอกจากไปจากความชอบ Surreal ส่วนตัว ยังรู้สึกว่าคนเขียนกล้าที่จะเขียนมิติความเป็นจริงลงไปในนิยาย เพราะชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง และดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ (และการเขียนเรื่องตามที่คนอ่านชอบและคาดหวังต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดจบ ก็เป็นการดูถูกทั้งตัวคนเขียนและคนอ่านเองด้วย)

แอบยอมรับไม่ได้ว่าเหมือนอ่านนิยายรักพล็อตน้ำเน่า แต่ก็ชอบ เพราะตัวละครดี และการดำเนินเรื่องดี สร้างภาพความการก่อร่างความสัมพันธ์ มากกว่าจะเน้นที่อารมณ์ (แม้ว่าจะต้องยอมรับว่ากระโดดและผ่านไปเร็วจนงงในบางครั้ง .... และก็อยากอ่านอารมณ์ในบางครั้งเหมือนกัน) คนหนึ่งเริ่มชีวิตแต่งงานด้วยความต้องการลูก และคนหนึ่งเริ่มด้วยการเสียสละตัวเอง (เพื่อไม่ให้ Daemon โดดเดี่ยวหรือแปลกแยก) และดังนั้น สัมพันธภาพความเป็นเพื่อนลงลึกระหว่างทั้งสองคน แม้จะมีความรู้สึกใด ๆ ตามมา ก็เต็มไปด้วยความระแวง และคำถามที่ไม่กล้าตอบกันทั้งคู่ ความเปราะบางนี้มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ อย่างตอนที่จะคลอด Surreal ระแวงและระวังสวัสดิภาพของลูกที่เพิ่งเกิดจนทำร้าย Daemon และฝ่ายชายก็คิดว่า เป็นความจงใจของเธอ และส่วน Surreal ก็คิดไปว่าการที่ Daemon เลี่ยงไปจากการบาดเจ็บ เป็นเพราะต้องการเลี่ยงตัว Surreal เอง หรือแม้แต่หลังจากนั้นก็ยังมีคำถามต่อไปว่าหลังจากที่ ได้สิทธิความเป็นพ่อ อีกฝ่ายจะยังอยากคงสภาพแต่งงานอยู่ไหม

สรุปแล้ว การที่เด็กเกิดมาก็เพราะ Jaenelle ต้องการให้เกิด และก็ต้องการให้ฝันของทั้งคู่ (การได้เห็น Jaenelle ภาคที่ไม่มีบาดแผล และไม่มีเรื่องเลวร้ายในชีวิต และเป็นที่รักของทุกคน) และของตัวเอง (ทิ้งส่วนหนึ่งของตัวเองไว้) เป็นจริง และก็เป็นการหมุนวนกลับมาของทุกอย่าง ... เหมือนเป็นการเริ่มเรื่องใหม่ที่โศกเศร้าและบาดแผลน้อยกว่าไว้

ส่วนตัวอีกนิด มองว่า Surreal เป็นตัวเลือกที่ถูก และส่วนหนึ่งอาจจะถูกกว่า Jaenelle ถ้าพล็อตเรื่องไม่ได้วางไว้เช่นนั้น เพราะจากต้นจนจบ เจ้าตัวเป็นคนที่เข้าใจและรู้จัก Daemon ดีที่สุด (ดูจากแม้แต่ตอนที่เธอให้คำปรึกษา Jaenelle เกี่ยวกับเขาได้) ไม่ใช่แค่ Daemon ในฐานะที่เป็น Daemon ด้านดี แต่เป็นในฐานะ The Sadist ด้านมืดด้วย .... และการเลือกตัดสินใจเช่นนี้ของ Surreal ก็เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญเพราะเธอเลือกที่จะเสียสละไม่ให้ Daemon ต้องโดดเดี่ยว และตัดสินใจพลาดเหมือนที่ Saetan เคยเป็น

(แต่บางทีการพูดแบบนี้ก็คงไม่ถูก เพราะคนสองคนอยู่ด้วยกัน ผลลัพท์ความสัมพันธ์ไม่เคยเท่ากันอยู่แล้ว)

รู้สึกว่าเป็นความเป็นจริงที่ขมขื่น Bittersweet reality. Everything good comes to an end … and starts again. คิดว่าคงชอบ เพราะอ่านเรื่องนี้ไปสองรอบ คืนละรอบสองคืนติด

ปล. เหมือนเล่มนี้ที่อ่านเป็นเล่มเดียวที่พูดเรื่องทิศทางในอนาคตที่จะเป็นต่อไป สิ่งนี้มีเริ่มในเล่ม ..... แต่ก็ดูเหมือนการปรับสภาพเป็นปกติ ขณะที่เล่มนี้พูดเรื่องสิ่งที่จะเกิด ... การเริ่มต้น การแต่งงาน และใช้ชีวิตครอบครัว (ตัว Anne เองก็พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้เช่นกันในเวบของเธอ )

คนเขียนโตขึ้น และคนอ่านก็โตขึ้น?

Friday, 7 October 2011

ชอบ Dragon Kin 5 มากก

ไม่ไหวแล้ว ชอบสุด ๆ คิดว่าจะเขียนรีวิว แต่ขอไปอ่านอีกรอบก่อนดีกว่า
ชอบ ชอบ ชอบบบ

Sunday, 5 June 2011

Kiss of Snow by Nalini Singh

เพราะว่าเป็นเรื่องในชุด Psy/Changeling และเป็นเรื่องของ Sienna

-คำเตือน- ไม่คิดว่าวิจารณ์ในฐานะ Romance แต่ประการใด

**กำลังคิดว่าควรซื้อ Kindle ดีไหม

ชนิด : Paranormal Romance

ชุด : Psy/Changeling, Book 10

เล่มนี้พูดถึง Sienna สาวชาว Psy ผู้มีพลัง X ระดับ Cardinal กับ Hawke จ่าฝูงของ SnowDancer

จากเล่มอื่น ๆ แม้ Sienna จะเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจังกว่าเด็กในวัยเดียวกัน และกับคนที่โตกว่า แต่ Sienna มักจะตามก่อกวนรังควาน Hawke อยู่เสมอ และที่สำคัญ ถึงตัว Hawke จะใจเย็น และมีเหตุผลตามนิสัยคิดดีดลูกรางแก้ว หาก Sienna ก็เป็นคนเดียวที่ทำให้ตัวจ่าฝูงอารมณ์เสียได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ทั้งคู่จะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มคิดว่า Sienna เด็กเกินไป และเขาเชื่อว่าคนที่เป็น คู่ ของตัวเองตายไปแล้ว จนไม่คิดที่จะดึงสาว Psy เข้ามาอยู่ด้วยกัน

แต่ Sienna ย่อมไม่คิดจะให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ Hawke คนเดียวแต่อย่างใด และเล่มนี้ก็เป็นการย่นระยะระหว่างทั้งคู่ให้หมดไป ซึ่งในขณะเดียวกัน เหล่า Psy ที่ต้องการให้พวก Psy เป็นใหญ่ก็คิดจะกำจัดฝูง SnowDancer และ DarkRiver ซึ่งแกร่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นหนามชิ้นใหญ่ให้หมดไป

ย่อได้ประหลาดที่สุดในโลก อย่างที่บอกไป ว่าชอบ Sienna ด้วยความที่ชอบตัวเอกที่เก่ง แกร่ง และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สนุกก็คือ ความเชื่อมั่น และความกล้าที่จะออกไปท้าทายโลก และสู้ในสิ่งที่ตัวเธอเชื่อ ... ซึ่งรวมไปถึงการสู้เพื่อให้ได้ความสนใจและความเคารพจากคนที่เธอคิดว่าเธอรักด้วย

ที่ผ่านมา เราเห็นภาพ Sienna จากมุมมองของคนอื่น ๆ เสมอ ภาพในเล่มแรก (Slave to Sensation) ที่เธอทะเลาะกับ Hawke ทำให้เราคิดว่าเธอเป็นเด็กชอบหาเรื่อง ชวนทะเลาะ หากแต่เล่มต่อ ๆ มา เราเห็น Sienna มากขึ้น และเห็นถึงความจริงจัง และความมีวินัยในตัวเอง ซึ่งเล่มนี้ก็เปิดให้รู้ว่าในฐานะเด็กในความคุ้มครองของ Ming LeBon ตัว Sienna ถูกบังคับให้เป็นผู้ใหญ่เกินวัย และเพื่อการเอาชีวิตรอด เธอก็ต้องเข้มงวดกับตัวเองอย่างที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้ว สิ่งนี้ก็มาตอบปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยของทั้งคู่ได้ เพราะโลกทัศน์ที่เธอมอง และการเข้าใจโลกไม่ได้ต่างจากผู้ใหญ่เลย และอาจจะพูดได้ว่า เธอมองโลกและเข้าใจได้ลึกซึ้งถึงมุมมองที่โหดร้ายกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองผ่านโลกและคิดด้วยมุมมองของ Councilor ซึ่งเหล่า Changeling ไม่สามารถทำได้ ชัดที่สุดคือตอนที่เธออ่านสถานการณ์และคาดเดาได้ว่าพวก Psy วางแผนจะฆ่าเด็ก ๆ Changeling ในฝูงให้หมด (ซึ่งจากมุมมองที่ต่างนี้ก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการคาดการณ์ เป็น unthinkable act เกินจะกล่าวในความรู้สึกของมนุษย์ Changeling)

หนังสือเปิดประเด็น X-Psy มาจากเล่มก่อน ๆ และเล่มนี้ก็เป็นการตอบปัญหาว่า X-Psy คืออะไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็คือ (สปอยล์) [X จากคำลาตินว่า exardesco ซึ่งมีความหมายว่า ลุกไหม้/ เผาไหม้ (to blaze up) หน้า 144 เพราะกลายเป็นว่าพวกนี้จะมีพลังเหลือเฟือที่จะปลดปล่อยเป็นพลังงานไฟ และเพราะการมีพลังเหลือเฟือจนควบคุมไม่ได้นี่เองที่ทำให้พลังนั้นกลับมาทำร้ายและเผาไหม้ตัวเองที่เรียกว่า synergy] อย่างที่ประวัติศาสตร์ของชาว Psy บอกว่า ไม่มี X-Psy คนใดเลยที่จะอายุยืนพ้นช่วงวัยรุ่น และก็ไม่เคยมี X-Psy ที่เป็น Cardinal อย่าง Sienna อีกด้วย

ชอบวิธีแก้ปัญหา X-Psy ที่มีในเล่ม ซึ่งแม้จะเป็นทางออกที่ง่าย แต่ก็น่ารักและดูสมจริงอย่างมาก อย่างที่ Alice Eldridge นักวิจัยและค้นคว้าเรื่อง Psy บอกไว้ว่า Valve ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะ Psy ที่มีพลังอันตรายมักจะแปลกแยกตัวเองออกมา เพราะเชื่อว่าการควบคุมตัวเอง และ Silence จะช่วยให้คุมตัวเองอยู่ หากแต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ดีกว่าก็คือ การมีใครสักคนให้พึ่งพา และเป็นตัวกัน/กรองพลังให้ อย่างที่ (สปอยล์) [ Walker ผู้มีศักดิ์เป็นลุง แต่เสมือนพ่อเป็นให้ Sienna ซึ่งเป็นจุดดีอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่เป็น Hawke เพราะนอกเหนือจะเป็นการเพิ่มภาระ (หรืออีกนัยหนึ่ง ความไม่มั่นคง) ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลฝูงให้เจ้าตัวแล้ว ก็ยังฉีกกรอบเรื่องรักที่พระเอกจะต้องเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง โดยการให้ความสำคัญในระดับเท่ากันไปที่ครอบครัว]

และจุดที่น่ารักอีกอย่างก็คือ (สปอยล์) [การที่สุดท้ายแล้วพลังที่เหลือเฟือของ Sienna กลับมาเป็นพลังงานให้ทุกคนผ่านทาง “เครือข่าย” คอรบครัว และฝูง ซึ่งเป็นการ “ผลาญ” พลังเพื่อให้ X-Psy อยู่ในระดับสมดุล อย่างที่ X-Psy ซึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวจะไม่มีวันทำได้] ซึ่งก็ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวด้วยนกสองตัวอย่างมาก (สปอยล์) [อย่างที่ Lara ผู้รักษาในฝูงดีใจที่พลังเหลือเฟือเหล่านั้นกลับมาช่วยให้ทุกคนในฝูง – แม้แต่คนที่ใกล้ตายจากการต่อสู้กับ Psy- กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ]

ส่วนตัว ไม่ค่อยชอบความคิดและทัศนคติของ Hawke ในเล่มนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนช่วงแรก) เท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวผลัก Sienna ออกไปตลอดเวลา ด้วยการอ้างเหตุผลความไม่เหมาะสมทั้งหลายทั้งปวงมาประกอบ แต่พอตัวสาวเจ้าคิดจะออกห่างและตัดใจ ก็ยอมไม่ได้ แล่นไปอาละวาดทุกที โดยเฉพาะเมื่อ Sienna ออกไปเที่ยวกับเพื่อน และมีคนมาสนใจ (ซึ่งก็สนุกและขบขันที่ในที่สุด Sienna ก็ใช้จุดอ่อนนี้ของ Hawke ให้เขา แล่น ไปตามการวางแผนของเธอได้) ซึ่งทำให้น่ารำคาญ ภาพหมาหวงก้าง (ไม่ได้ดูถูก Hawke เพราะ Hawke เป็นหมาป่าอยู่แล้ว) ที่เกิด ความเป็น alpha ทั้งในฐานะทัศนคติและตำแหน่งก็ยิ่งทำให้ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและเรียกร้องมีสูง อย่างภาพที่ใช้ผ้าชุบน้ำ เช็ด” Sienna เพื่อลบกลิ่นผู้ชายอื่นก่อนจะเปิดปากคุย (หรืออีกนัยหนึ่งทะเลาะ) โดยที่ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมอบสิ่งเดียวกันกลับไปที่ Sienna ในตอนแรก

ซึ่งฉากที่ชอบมากก็คือ ตอนที่ Sienna ระเบิดอารมณ์ใส่เขาว่า ความเชื่อที่ว่ามี คู่ อื่นไม่ได้ เพราะคิดว่า คนที่เชื่อว่าเป็น คู่ ของตัวเองตายไปแล้ว เป็นแค่ความเชื่อเพื่อปิดกั้นตัว Hawke จากความเจ็บปวดที่เจ้าตัวไม่อยากให้มีอีก และเป็นความคิดจากส่วนมนุษย์ของ Hawke แทนที่จะเป็นส่วนหมาป่าอย่างที่เขาเชื่อว่าเป็น ซึ่งแม้จะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดไหน แต่สุดท้าย Hawke ก็มองเห็นว่าตัวเอง ขลาด ไปอย่างที่ Sienna คิดไว้จริง ๆ

อย่างไรก็ดี ความเด็ดขาดของ Hawke ก็ทำให้เกิดนิสัย all-or-nothing แบบแปลก ๆ นั่นคือ ตอนแรกที่คิดว่า Sienna เด็กกว่า และเขาเชื่อว่า ตัวเองรักใครไม่ได้อีกแล้ว ก็ปฎิเสธ Sienna ชนิดหัวชนฝา แต่พอตัดสินใจได้ และคิดจะไล่ตาม ก็ไล่ตามชนิดกัดไม่ปล่อย และเป็นการรักแบบทุ่มสุดตัว ช่วงตอนใกล้จบเป็นช่วงที่ Sienna หนีออกไปจากฝูง เพราะกลัวว่าพลังที่ควบคุมไม่ได้ของตัวเองจะทำร้ายคนในฝูง และ Hawke ไล่ตามไปเจอหลังจากนั้น คำพูดแรกที่เขาเอ่ยปากมาก็คือ “You. Left. Me.” กลับกลายเป็นว่าคนที่อ่อนไหวและยึดติดกับความสัมพันธ์มากกว่าก็คือ ตัวเขาเอง และคนที่เป็นจริงมากกว่าก็คือ Sienna

นอกเหนือจากฉากนี้ก็มีหลายครั้งขณะที่ทั้งสองสวีทหวานอยู่ด้วยกัน และถูกขัดขวางด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในฝูง และคนที่ปรับอารมณ์กลับมาเป็นโหมดจริงจังได้ก่อนก็คือ Sienna อย่างเช่น เมื่อ Hawke รู้สึกผิดที่วิ่งออกมาจัดการกับปัญหาเลย และโทรไปหา Sienna คำพูดแรกที่เธอถามก็คือ เกิดปัญหาอะไรขึ้นไหม โดยที่ไม่มีการพูดโยงไปถึงเรื่องของทั้งคู่ก่อนหน้าเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Hawke อิจฉาและคาดหวังความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกับคู่ของตนอย่างที่ Lucus กับ Sasha มี โดยเฉพาะเมื่อตำแหน่ง alpha ทำให้มีน้อยคนที่จะกล้าท้าทายหรือแม้แต่ทัดทานเจ้าตัว ซึ่งก็ทำให้ต้องการคนมาท้าทาย ขณะที่อยู่เคียงข้างทัดเทียมไปด้วยกันลึก ๆ อยู่ และก็กลายเป็นว่าคนที่ตอบสนองความต้องการนี้ของเขาก็ได้ก็คือเธอ

สิ่งหนึ่งที่ต่างจากเล่มอื่นก็คือ มีเรื่องของคู่รองที่มีอยู่และจบอยู่ในเล่มชัดเจน ต่างจากเล่มอื่นที่มักจะเป็นการเกริ่นนำเพื่อนำไปสู่คู่อื่นในเล่มใหม่ ดังที่แรงดึงดูดและความผูกพันระหว่าง Walker กับ Lara ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกทำให้คิดว่าจะเกิดเรื่องสั้นของทั้งคู่ต่อไป แต่กลายเป็นว่า จบในเล่มนี้ไปพร้อมกัน (เกิด Mating Bond ระหว่างทั้งคู่ขึ้นเลย)

อย่างไรก็ตาม คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุด และน่ารักที่สุดในหนังสือเล่มนี้ก็สายสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และขยายวงกว้างขึ้น เริ่มจากการเป็นพันธมิตรระหว่างฝูง DarkRiver กับ SnowDancer ซึ่งแข็งแกร่งและกระจายวงกว้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ทั้งกับฝ่าย Shine Foundation ซึ่งเป็นพวก Psy กลายพันธุ์ (พวกที่ deflect มา และมีส่วนผสมเป็นมนุษย์ธรรมดามากขึ้น) ฝ่าย Council ที่ไม่เชื่อในเรื่อง Silence อย่าง Nikita กับ Anthony หรือแม้กระทั่งกับ Changeling ฝูงอื่น อย่างที่ Slave to Sensation ในเล่มแรกเปิดประเด็นมาด้วยมุมมองฝูง DarkRiver ที่มอง SnowDancer ว่าแตกต่างและเย็นชา ก่อนที่มิตรภาพของทั้งสองจะแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ จากการมีผลประโยชน์ร่วม และศัตรูกลุ่ม จนถึงขั้นที่เป็นการเล่าเรื่องผ่านฝูง SnowDancer ในช่วงหลัง ถึงขั้นที่ทั้งสองกลายเป็นกลุ่มเดียวกันอย่างแท้จริง

หนังสือเปิดตัว Alice Eldridge เอาไว้ในเล่มก่อน ๆ ในฐานะที่เป็นคนเขียนวิจัยเรื่อง E-Psy ที่ช่วยให้ Sasha เข้าใจตัวเธอและพลังของเธอมากขึ้น และการเปิดประเด็นว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ (แต่ถูกทำให้หลับหลังจากเริ่มค้นคว้าเรื่อง X-Psy) ก็น่าจะมีประเด็นต่อ ๆ มา โดยเฉพาะการบรรยายลักษณะของเธอทำให้รู้สึกสงสัยเรื่องความเป็นไปได้ที่เธอจะเป็นตัวเอกในเล่มต่อ ๆ ไป (คู่กับ Riaz?)

ตัวคนเขียนบอกว่าเล่มนี้เป็นเล่มจบของภาค (arch) แรก แต่ส่วนตัวไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ นอกเหนือจากการเปิดประเด็นว่า การหลบซ่อนตัวของครอบครัว Lauren ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป (จากการใช้พลังของ Sienna เพื่อช่วยฝูงที่กำลังตกเป็นรองฝ่าย Psy) และเป็นการสร้างความหวังและความน่าจะเป็นที่มีต่อเหล่า Psy อื่น ๆ โดยเฉพาะพวก Arrow ด้วย

ทั้งชุดก็ยังยืนยันว่า Branded by Fire เป็นเล่มที่ชอบที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะความที่ท้ายที่สุดแล้วก็ตอบโจทย์ในใจได้พอดี

สุดท้าย เมื่อถึงเวลาให้คะแนน ให้คะแนนที่ B- เพราะไม่ค่อยชอบทัศนคติของ Hawke ในช่วงตอนต้นอย่างมาก และไม่ชอบที่หลาย ๆ อย่างเป็นรูปแบบมากเกินไป

และสำหรับเพลงประกอบเล่ม ขอเลือกให้ E.T. ของ Katy Perry feat. Kanye West ซึ่งคงไม่มีเพลงไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

[Kanye West] = Hawke
I got a dirty mind
I got filthy ways
I'm tryna Bath my Ape in your Milky Way
I'm a legend, I'm irreverent
I be reverand
I be so fa-a-ar up, we don't give a f-f-f-f-ck
Welcome to the danger zone
Step into the fantasy
You are not invited to the otherside of sanity


[Katy Perry] = Sienna

They say be afraid
You're not like the others
Futuristic lover
Different DNA
They don't understand you

Your from a whole other world
A different dimension
You open my eyes
And I'm ready to go
Lead me into the light

Kiss me, ki-ki-kiss me
Infect me with your love and
Fill me with your poison

Take me, ta-ta-take me
Wanna be a victim
Ready for abduction

Boy, you're an alien
Your touch so foreign
It's supernatural
Extraterrestrial









Saturday, 4 June 2011

ห่างหายไปนาน

1. พบว่าเขียนรีวิวค้างไม่จบอยู่หลายเล่มมาก (ซึ่งก็คิดว่าจะพยายามต่อให้จบ ถ้ายังไม่ลืม)

2. อ่านหนังสือไป แต่จำไม่ได้ว่าอ่าน เพราะขาดการรีวิว (ที่แปลว่าการจดบันทึกอย่างเป็นทางการ)

3. เปลี่ยนโหมดแฟนตาซีในเมือง เป็นเรื่องรักเหนือจริงไปอย่างงง ๆ

4. เวลาอ่านหนังสือน้อยลง เพราะต้องไปทำงาน

Tuesday, 20 July 2010

Darkness Calls by Marjorie M. Liu

ซื้อเล่มสองมาเพราะชอบเล่มหนึ่ง


ชนิด : Urban Fantasy/ Huntress/ Demon
ชุด : Hunter Kiss, Book /
สำนักพิมพ์ : Ace (Jun 30, 2009)
จำนวนหน้า : 320หน้า

จากความวุ่นวายเล่มที่แล้ว เล่มนี้เปิดฉากมาเหมือนจะปกติ ยกเว้นแต่ว่า มีคนจากโบสถ์มาตามหาตัว Grant คนรักของ Maxine และขอให้เขาเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเหลือคนที่เคยเป็นเพื่อนของ Grant ซึ่งแม้สถานการณ์จะอันตราย แต่ Grant ก็ไม่มีทางเลือก และตัว Maxine เองก็ต้องปล่อยให้ Grant ไป ในระหว่างนั้นเอง ปู่ของ Maxine ก็เตือนเธอถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ Grant และเปิดมิติให้เธอเดินทางไปหา Grant ในอีกทวีป

หากแต่ Mr. King ก็ยังตามล่าตัว Maxine อยู่ และอันตรายที่ตามมาก็มีมากกว่าที่ทั้งคู่คาดคิดไว้มากนัก ทั้งหมดจึงต้องหนีการไล่ล่าไปเรื่อย ๆ

ย่อเรื่องได้แค่นี้ เพราะจำไม่ได้ และเพราะไม่รู้เรื่อง ในบรรดาหนังสือแนวนี้ที่อ่าน เล่มนี้เป็นความผิดหวังที่สุดเล่มหนึ่ง จากเล่มที่แล้ว ปมปัญหาที่เปิดไว้มหาศาลในเล่มที่แล้ว ไม่ได้ถูกตอบแม้แต่ข้อเดียว และที่สำคัญ ยังเพิ่มความสับสนใหม่ในเล่มนี้เข้าไปเสียด้วย ทุกคนในเล่มมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ และมีความสำคัญยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีการพูดถึงว่าเป็นอะไร และเป็นมาอย่างไร ทำให้คนอ่านสงสัยและสับสนต่อไป ดังเช่น เราได้รู้อดีตเกี่ยวกับครอบครัวของ Maxine และความเกี่ยวข้องของเธอกับปู่แล้ว เล่มนี้ หนังสือยังพูดถึงต่อไปอีก ถึงความสำคัญของปู่ของเธอ ในฐานะที่ “เกือบจะ” เป็นเทพเจ้าในอดีต และเปิดประเด็นใหม่ ถึง Mary หญิงชราจรจัดที่ Grant ดูแลในเล่มที่แล้ว ว่าเป็นคนเลี้ยงดู Grant มาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนซ่อนเขาไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อจะหลีกหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คนของ Grant เจอ ซึ่งทำให้ เขากลายเป็น คนสุดท้ายในตระกูล หรือ The last of his line อย่างที่หนังสือพูดถึงไปมา แต่ไม่บอกความสำคัญหรือนัยใด ๆ จากสิ่งนี้เลย นอกจากนี้ ยังพูดถึงเด็กจรจัดที่ Maxine และ Grant ดูแลว่าเป็นอะไรสักอย่างที่หลงลืมอดีตและที่มาของตัวเอง และต้องคอยหวาดกลัวอยู่เสมอ ฯลฯ

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้น่าผิดหวังยิ่งขึ้นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ เล่มนี้ไม่มีอะไรนอกจากการหลบหลีการไล่ล่า/ ไล่ฆ่าของ Maxine และพวก ซึ่งเป็นการหนีไปเรื่อย ๆ และหอบหิ้วคณะทั้งหลายที่ได้กล่าวมาด้วย กลายเป็น the endless tiring chase of the vague nothingness เพราะนอกจากจะวิ่งไป หนีไปโดยที่ไม่รู้อะไรแล้ว การที่ต้อง “หอบหิ้ว” คนทั้งหมดไปด้วยก็ทำให้วุ่นวายและน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อฉากวิ่งวุ่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านไปเมื่อปีที่แล้วพอดี และที่รีวิววันนี้ก็เพราะเห็นว่าเล่มใหม่ใกล้จะออกแล้ว แต่คิดว่าคงไม่อ่านต่อ เล่มนี้ให้คะแนนที่ D+ (คิดยากมาก เพราะไม่เคยให้คะแนนหนังสือต่ำขนาดนี้มาก่อน นอกจาก Night's Rose)

This Heart Of Mine by Susan Elizabeth Phillips

เรื่องของ Molly น้องสาวต่างแม่ของ Phoebe




(หาปกที่มีไม่ได้)

ชนิด : Romance/ Comtemporary
สำนักพิมพ์ : Avon (February, 2002)
ชุด : Chicago Stars


ตั้งแต่เด็ก Molly แอบชอบ Kevin ผู้เล่นของทีม Chicago Stars มาตลอด แต่เขาไม่เคยเห็นเธอเลย และสิ่งที่เขาสนใจก็มีเพียงฟุตบอลกับกีฬาบ้าระห่ำเท่านั้น อย่างไรก็ดี เธอแอบย่องเข้าหา Kevin .ในคืนหนึ่ง เมื่อทั้งคู่อยู่กันตามลำพังโดยบังเอิญ

ความคิดชั่ววูบมีผลกระทบมากกว่านั้น เมื่อ Molly ท้องขึ้นมา และ Phoebe กับ Dan ก็บีบบังคับให้ Kevin รับผิดชอบกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่านักกีฬาหนุ่มทำลงไป หากหลังแต่งงาน Molly แท้ง และทั้งคู่ก็แยกจากไปกัน ก่อนที่ Kevin จะพบว่า เธออยู่ในสภาวะหดหู่หลังการสูญเสียลูกในท้อง และเมื่อเขาต้องเดินทางไปดูที่ดินของครอบครัว เขาจึงตัดสินใจพา Molly ไปด้วย

ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันทำให้ทั้งคู่ได้เห็นตัวตนของอีกฝ่ายอย่างที่เป็น และก็ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกันจริง ๆ

ในบรรดาสามเล่มที่อ่านคิดว่าตัว Molly เป็นเด็กที่สุด และในแง่หนึ่งก็รับผิดชอบตัวเอง (รวมไปถึงมีความคิดเคารพตัวเอง) น้อยที่สุดด้วย ตั้งแต่เด็ก เธออยากได้ความรักจากพ่อ และพยายามเรียกร้องผ่านการเป็น “เด็กดี” ทั้งจากความประพฤติ และการเรียน ซึ่งแม้ภายหลัง การที่เธอได้รับความรักจากพี่สาวและพี่เขย ซึ่งกลายมาเป็นครอบครัวของเธอจริง ๆ “ปม” ตัวนี้ก็ไม่หมดไป เพราะตัวตนของเธอที่คนรอบข้างรับรู้และเข้าใจก็คือการเป็นเด็กดี -เรียบร้อย เชื่อฟัง และเรียนเก่ง- และดังนั้น ความรับรู้ที่กลายมาเป็นความคาดหวังกลาย ๆ เช่นนี้ก็กดดันเธอจนแสดงออกผ่านพฤติกรรมต่อต้านสังคมอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกดกริ่งเตือนไฟ หรือแม้แต่การบริจาคเงินมรดกส่วนของเธอเพื่อการกุศล ซึ่งทำให้ไม่ชอบที่หนังสืออธิบายว่า การแสดงโต้ตอบสังคมของ Molly เป็นเพื่อทดสอบความรักของพี่สาวและพี่เขยว่าเป็นแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะส่วนตัว มองว่าพฤติกรรมเหล่านี้ของเธอไม่ได้เป็นไปเพราะทดสอบความรัก แต่เป็นเพื่อระบายความคาดหวังที่คนรอบข้างมีต่อตัวตนที่เธอกลายมาเป็นมากกว่า

ดังนั้นแล้ว โดยเนื้อแท้ Molly อาจจะโชคดีกว่าพี่สาว ที่ที่เริ่มต้นชีวิตด้วยจุดสะดุดชีวิตที่น้อยกว่า และภายหลังมีคนให้ความรักและความเอาใจใส่จริง ๆ แต่ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้ก็กลับมากดดันตัวเธอด้วย เมื่อไปเปรียบเทียบกับพี่สาวในแง่ความสำเร็จ แล้วกลายเป็นว่าตัวพี่เองประสบความสำเร็จและพิสูจน์ตัวเองผ่านการเข้ามาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลได้ แม้จะมีการต่อต้านและตั้งแง่ของคนรอบข้าง ความสุขในชีวิตครอบครัว ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ก็มีรูปร่างหน้าตาและมีเสน่ห์ดึงดูดใจสูง

การได้พบตัว Kevin อาจจะเป็นการหมุนออกไปจากกรอบที่เธอสร้างขึ้นเพื่อขังตัวเอง การพบกันของทั้งคู่ (หรือเรียกให้ถูก ก็คือ จุดเริ่มที่ Molly เองเริ่มแอบชอบ Kevin) มีอยู่ในเล่มก่อนของชุด ซึ่งไม่ได้อ่าน และดังนั้น ก็ไม่สามารถให้เล่มนั้นเป็นหลักต่อยอดมาได้ แต่ถ้าจะวิเคราะห์ไปเอง เสน่ห์ดึงดูดเธอเข้าไปก็คือ การกล้าที่จะท้าทายกฎระเบียบ และหลุดไปจากความคาดหวังใด ๆ ของคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอแสวงหาอยู่ในใจ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ หรือหากจะแสดงออกมาก็เป็นไปโดยการใช้นิทานของเธอเป็นสื่อ

หลังการพบกัน และได้อยู่ด้วยกัน จะเห็นได้ว่า เธอเริ่มกล้าที่จะสู้เพื่อตัวเอง และลุกขึ้นมาทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อมากขึ้น จุดนี้สะท้อนจากการที่บรรณาธิการของเธอขอร้องเกินกว่าเหตุให้เธอแก้ภาพในนิทานให้เป็นไปตามที่กระแสสังคมเพ่งเล็ง และแม้เธอจะไม่ต้องการทำตาม ก็ไม่สามารถปฎิเสธไปตรง ๆ และกลับต้องมาทุกข์ทรมานใจเอง แต่ภายหลัง เธอก็กล้าจะปฎิเสธและแม้กระทั่งตัดสินใจออกมาพิมพ์เอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปถึงบุคลิกและสิ่งที่สะท้อนอยู่ในใจของ Molly จึงเริ่มเข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงคิดที่จะ “ย่อง” เข้าหาพระเอก ทั้งที่ตอนแรกรู้สึกว่า เป็นความคิดที่ชั่ววูบ และไม่รับผิดชอบ จนถึงขั้นทำให้ไม่ชอบอย่างยิ่งได้ เพราะทั้งนี้ อย่างที่ได้เขียนไปว่า เนื้อแท้ของเธอเป็นคนที่กล้าลุย กล้าได้กล้าเสีย และที่สำคัญ มีความคิดเสี่ยวตายและท้าทายโลกในหัวมากกว่าตัวตนที่เธอเป็นอยู่ และตัวตนที่เธอแสดงออกมากนัก

ขณะที่ Kevin สภาพครอบครัวที่เข้มงวด และการที่ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของครอบครัว ทำให้เขาสร้างวินัยที่เข้มงวด และอยู่ในกรอบที่ตัวเองตั้งไว้เพื่อจะให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จได้ ซึ่งขณะเดียวกันสิ่งนี้ก็กลับมาทำให้เขากดดันตัวเองจนหันไปหากีฬาเสี่ยงตายเป็นทางระบายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับแม่ของตัวเอง และความเข้าใจผิดว่าตัวเองถูกแม่ที่ให้กำเนิดปฎิเสธ ก็ทำให้เจ้าตัวกลัวการผูกมัด และกั้นกรอบตัวเองไว้จากความสัมพันธ์จริงจังใด ๆ ที่เกิดมี โดยหันไปหาความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราวเป็นทางเลือกให้ชีวิต อย่างที่ Molly ค่อนแคะว่า Kevin เลือกคบแต่นางแบบต่างชาติที่ความสามารถการภาษาอังกฤษต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่มากขึ้น และจริงจังขึ้นก็เป็นเรื่องจริง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุคลิกพระเอกทั้งสามเล่มจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากกัน – หน้าตาดี เป็นนักกีฬาดาวรุ่ง ฐานะดี เสน่ห์แรง ความมั่นใจในตัวเองสูง (และลึก ๆ มีปมปิดกั้นตัวเองจากสัมพันธภาพไม่มั่นคงกับแม่ (และพ่อ)ในวัยเด็ก – แต่สิ่งที่ทำให้ Kevin น่ารัก และ “รัก” ได้ก็คือ ความรับผิดชอบที่เขามีต่อ Molly การกระทำของเธอ และผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของ Kevin เลย แต่เขาเลือกที่จะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน หรือแม้แต่การ “ดูแล” เธอจากสภาพหดหู่ที่เกิดหลังการแท้ง ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ เขาสามารถเลือกที่จะเดินหนีได้ และก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาคนอ่านเรื่องมาก (รู้สึกว่าถ้าตั้งชื่อบล็อกภาษาอังกฤษ จะต้องเรียกตัวเองว่า Fussy Reader เป็นแน่)

เพราะความชอบที่ Molly มีต่อ Kevin ทำให้สาวเจ้าแสดงกริยาท่าทีแปลกประหลาด และไม่ใช่ตัวตนเธอตลอดเวลา และสิ่งเหล่านี้มีผลให้มุมมองของ Kevin ที่มีต่อตัวเธอผิดเพี้ยนตามไปด้วย และดังนั้นเงื่อนไขที่ทั้งสองคนจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันที่รีสอร์ทก็ทำให้ทั้งคู่ได้เห็นตัวตนของอีกฝ่ายอย่างแท้จริงด้วย สิ่งที่ชอบก็คือ Molly ตรวจจับอารมณ์และความหงุดหงิดของ Kevin ได้เสมอ (ซึ่งถ้าคิดว่าเธอหลงรักเขาตลอดมา และมองเห็นตัวเขามาตลอดก็ไม่แปลกอะไร) และก็พยายามและหาทางแก้ความเครียดที่เกิดขึ้นได้ทุกครั้ง และสำหรับ Kevin เองก็เป็นคนที่เห็นความบ้าบิ่นกล้าเสี่ยงตายที่แม้แต่พี่สาวและพี่เขย –คนในครอบครัวของเธอ- ก็ไม่เคยเห็นเสียด้วย ดังที่ตอนหนึ่งในหนังสือ Kevin ระลึกถึงสิ่งที่ได้คุยกับ Dan พี่เขยของ Molly และมีความคิดไปอีกทาง

Phoebe and Dan saw brainy Molly, the love r of children, bunnies, and ridiculous dogs. Only he seemed to understand that Molly Somerville’s veins had trouble rushing through them instead of blood.

[Dan]’d said that Molly was twenty-seven going on forty. Twenty-seven going on seven was more like it. No wonder she’d made a career as a children’s book author. She was entertaining her peer group!
(page 205)


ฉากที่ Kevin รู้ใจตัวเองและกลับไปหา Molly ก็เป็นฉากที่น่ารักอีกฉากหนึ่ง เพราะเจ้าตัวกำลังขับรถสปอร์ตด้วยความเร็วสูง และก็เริ่มรู้สึกตัวว่าความเร้าใจจากความเร็วไม่สามารถแทนที่ความเร้าใจและสนุกสนานจากการอยู่กับเธอได้ และกลับกลายเป็นกลัวความเร็วที่เกิดขึ้น เพราะความผิดพลาดที่อาจเกิดจะทำให้เขาไม่สามารถกลับไปหาเธอ

และดังนั้น ส่วนตัวมองว่าการมาพบกันของคนสองคนที่มีความต้องการและความโหยหาในสิ่งเดียวกัน และอย่างที่จะบอกต่อไปว่า “Put a creature in a cage, it gets restless; put two creatures in a cage, they get content with one another.”

หนังสืออ่านเรื่อย ๆ สนุกใช้ได้ แม้ว่าจะเริ่มเรื่องได้งง ๆ (หรือมิฉะนั้นก็เป็นคนอ่านที่งง ๆ เอง) มีฉากที่น่ารักหลายตอน (อย่างเช่น Kevin พยายามจะเล่นกับเด็กที่มาที่แคมป์ที่กลายมาเป็นรีสอร์ท เพราะไม่อยากให้เด็กเป็นแบบตัวเองในวัยเด็กที่มาที่แคมป์แล้วต้องเหงา เพราะไม่มีเพื่อนเล่นวัยเดียวกัน) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อ่านแล้วสะดุดที่สุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ของ Kevin ที่พยายามมาคืนดีกับลูกชาย และกับผู้ชายอีกคนที่เธอเจอระหว่างนั้น เพราะเวลาอ่านไม่ชอบแบ่งเรื่องแล้วแบ่งสมอง

ถ้าต้องให้คะแนน ให้ที่ B

Monday, 21 June 2010

Natural Born Charmer by Susan Elizabeth Phillips

อ่านเรื่องนี้ เพราะอยากเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานของคนเขียนในช่วง 1990s และปัจจุบัน



Genre : Romance/ Comtemporary
Series : Chicago Stars
Publisher : Avon (April 29, 2008)
No of page : 400


เปิดฉากที่ Dean นักกีฬาดาวรุ่งจากทีม Chicago Stars ซึ่งอยู่ระหว่างพักฟื้นและค้นหาตัวเองหลังการบาดเจ็บขับรถผ่าน Blue ศิลปินสาวในชุดคอสตูมตัวบีเว่อร์ระหว่างทาง และความอยากรู้อยากเห็นที่มาจากความเหงาก็เปิดโอกาสให้เขารับเธอขึ้นรถมา

และเนื่องจาก Blue กำลังถังแตก และไม่มีที่ไป แทนที่เธอจะลงจากรถเมื่อเข้าเมืองได้ ก็ทำให้เธอต้องติดสอยห้อยตาม Dean จากโคโลราโดไปจนถึงฟาร์มของ Dean ในเมืองเทนเนสซี ซึ่งเธอแอบหวังว่าเธอจะหางานได้ และแยกจากเขาไป

หากทว่า คนที่ดูแลบ้านฟาร์มของ Dean กลับเป็นแม่ที่เขาเกลียด และดังนั้น Dean จึงยึด Blue เป็นกันชนระหว่างเขากับแม่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถาโถมก็ทำให้ทั้งคู่ผูกพันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ต้องสารภาพว่าไม่เคยเขียนเรื่องย่อที่เป็นเรื่องรักจริงจังมาก่อน และก็รู้สึกว่า เล่าได้ไม่สวย อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ลงตัวมาก และมากกว่าที่คิดว่าจะเป็นด้วยซ้ำ ส่วนหลักก็เพราะบุคลิกของตัวเอกที่สมจริง และเป็นลักษณะส่วนตัวที่ชอบ - Blue เป็นลูกที่เกิดมากจากแม่นักรณรงค์สังคม และดังนั้น แม่ของเธอก็วิ่งไปออกช่วยเหลือคนทั้งโลกโดยที่แทบจะไม่สนใจลูกตัวเองเลย หญิงสาวจึงเติบโตมาโดยที่เปลี่ยนบ้าน ย้ายครอบครัวไปเรื่อย ๆ และซ่อนความเหงา และเปราะบางของตัวเองไว้ใต้ท่าทีแกร่ง และเกือบกระด้าง เธอแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ และการเติบโตมาโดยพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ก็ทำให้เธอเป็นตัวละครที่รู้คิด และเข้าใจตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน แม้จะมองว่า เธอใช้สมองและเหตุผลคิดเป็น แต่การเติบโตอย่างถูกโยนไปทางข้างไปทางก็ทำให้เธอก็อ่อนโยน และละเอียดอ่อนพอที่จะจับอารมณ์และตอบสนองความรู้สึกของคนรอบข้างได้ และก็ทำให้เราหลงรักเธอได้ง่าย

Dean เป็นตัวละครที่น่าจะเด่น แต่เพราะลักษณะตัวละครชายในชุด Chicago Stars มีลักษณะคล้ายคลึงกัน – หน้าตาดี เป็นนักกีฬาดาวรุ่ง ฐานะดี เสน่ห์แรง ความมั่นใจในตัวเองสูง (และลึก ๆ มีปมปิดกั้นตัวเองจากสัมพันธภาพไม่มั่นคงกับแม่ (และพ่อ)ในวัยเด็ก - ส่งผลให้ Dean มีบุคลิกเคาะพิมพ์ออกมาด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ Dean แตกต่างจากคนอื่นน่าจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่มีกับ Blue โดยเฉพาะบทสนทนาเชือดเชือนระหว่างกัน และการเขียนที่ลุ่มลึกขึ้น และเพิ่มมิติของตัวละครให้มากขึ้นของ Susan Elizabeth Phillips ซึ่งก็ทำให้การอ่านสามเล่ม It had to be you, This Heart of Mine และ Natural Born Charmer ทำให้จำบุคลิกพระเอกของ Dean ได้มากที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่าง Blue กับ Dean ในเรื่องทำให้อ่านแล้ว เชื่อถึงการเรียนรู้กันและกันของคนสองคน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นกันในช่วงที่แย่ที่สุด และลำบากที่สุด ในช่วงที่ Blue กำลังตกงาน ไร้ทางไป และ Dean เวลาที่กำลังไม่มั่นคง ซึ่งถ้าหากรักกันได้ เพราะช่วงเวลาเช่นนี้ ก็น่าจะดีกว่า การเห็นอีกฝ่ายในช่วงที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นแค่ภาพลวงตามากกว่าความเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การเติมเต็มกันและกันของอีกฝ่าย แม้ผิวเผินทั้งคู่จะดูแตกต่างกัน แต่ลึกลงไปแล้ว สภาพบ้านแตก และพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้ทั้งคู่ปิดตายความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง และอย่างยิ่ง การใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใครสักคน หากการที่ได้พบและรู้จักอีกฝ่าย ก็ทำให้ได้เห็นคนที่มีความต้องการ และโหยหาสิ่งเดียวกัน ซึ่งเหล่านี้แล้วก็ทำให้ทั้งคู่ได้พบคนที่ใช่ เปลี่ยนแปลงไป โดยที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้

ไม่ว่าเชื่อว่าอ่านเรื่องนี้ แล้วจะน้ำตาหยดแปะจนต้องกำทิชชู่ในมือได้ แต่ก็เป็นไปแล้วจากความเปราะบาง และความเหงาภายในของ Blue หนังสือเล่มนี้ยังเหมือนเล่มอื่นในชุดที่แก้โจทย์ความไม่ลงตัวกันในเรื่องครอบครัวอยู่ ส่วนหนึ่งทำให้เรื่องราวของตัวละครลงตัวมากขึ้น และสมจริงมากขึ้น และก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า รายละเอียดที่บางครั้งเพิ่มมากไป เบี่ยงความสนใจและทิศทางที่ควรจะมีให้กับตัวละครหลักมากเกินไป ดังที่ใน Natural Born Charmer พยายามแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่ของ Dean ซึ่งให้ทั้งคู่มีบทบาทมากจนเกือบมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างไม่ควรจะคลายไปอย่างหวานชื่นเสมอไป

ตัวละครหนึ่งซึ่งสนุกที่ได้อ่านก็คือ Nita ผู้หญิงปากร้าย และ (ดูเหมือน) ใจร้ายที่เป็นเจ้าของเมือง เธอเหมือน Blue ตรงที่ซ่อนความเปราะบางและไม่มั่งคง ภายใต้วาจาเราะร้ายและก้าวร้าว หากการได้พบกับ Blue ก็ทำให้เธอได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และเรียนรู้ที่จะรักและผูกพันกับคนรอบข้างอีกครั้งเช่นกัน แม้จะฟังดูอ่อนหวาน แต่การที่ทั้งคู่ซ่อนตัวเองไว้ภายใต้เปลือกนอกผ่านวาจาเชือดเชือนก็ทำให้การปะทะฝีปากระหว่างกัน เป็นสิ่งหนึ่งที่สนุกที่ได้อ่านเสมอ

"And remember to act surprised."
"All I have to do is look at you," Nita said as she took Blue in from head to toe.
(หน้า 332)

“..I won’t live forever, and you know I don’t have anybody else to leave my money to.”
“You’re one of the undead. You will outlive us all.”
(หน้า 333)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นไปผ่านท่าทางที่ดูไม่ถูกชะตา และหาเรื่องกันและกัน ผ่านทางวิธีการของเธอเอง ดังเช่น Nita ตัวเองไปกินข้าวเย็นที่บ้านของ Dean หลังจากที่รู้ว่า Blue จะเป็นคนทำกับข้าว หรือเอาสร้อยเพชรของตัวเองใส่กระเป๋าของ Blue เพื่อให้ตำรวจจับเธอเข้าคุก เพื่อจะรั้งไม่ให้ Blue ออกจากเมืองไป

เห็นได้ว่า Nita ก็รัก Blue และเป็นคนไม่กี่คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องเธอ โดยเฉพาะเวลาที่ Nita คิดว่า Dean เอาเปรียบ Blue อยู่ และเมื่อเวลาผ่านไป Nita ก็เปรียบเสมือนแม่ของเธอจริง ๆ หรือแม้กระทั่ง Blue เอง เมื่อได้เรียนรู้และอยู่ร่วมกันไปก็ทำให้เธออ่านท่าทีของ Nita ออก และรู้ว่า Nita อยากให้หญิงสาวอยู่ด้วยกัน

เล่มนี้อ่านสนุกและอ่านติดพันทั้งเล่ม มีช่วงที่ไม่ชอบก็คือ ทัศนคติของ Dean ที่มีต่อ Blue ตอนใกล้ ๆ จบ ในช่วงที่เขาไม่ยอมบอกให้เพื่อนรู้ว่า Blue เป็นใคร และทำให้เธออยู่ในสภาพกึ่งคนใช้ต่อหน้าเพื่อน หากวันถัดมากลับโกรธที่ Blue ไม่ยอมรับข้อเสนอของเขาที่ให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน และมองว่าเขาเสียสละพอแล้วที่กล้ายื่นข้อเสนอให้เธอ ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะให้คะแนนเท่านั้น แต่ในแง่ที่อ่านแล้วถูกใจ ก็เอาไป B+ แล้วกัน (โดยที่พึงระลึกว่ามาจากความชอบตัวละคร และไม่ได้อ่านแนวนี้เป็นปกติ)

ติดใจรูปแบบหลายอย่างของ Susan Elizabeth Phillips ที่เจอในหนังสือทั้งสามเล่ม และคิดว่าน่าจะได้เขียนถึงในเวลาถัดไป