Friday, 15 September 2017

มู่กั๋วหวางโฮ่ว โดย หย่งช่าง

- ปัจจบัน เรื่องนี้ยังไม่จบ ดำเนินถึงตอนที่ 37 ใน Dek-D อยู่ - 

"มู่กั๋วหวางโฮ่ว" เป็นนิยายภาคต่อมาจาก "เสี่ยงหวางเฟย" โดยมีตัวละครรองจากภาคที่แล้วมาเป็นตัวละครหลักในภาคนี้ ตอนแรก อืม คิดว่าจะไม่อ่านแล้วเชียว อะไร ทำไมต้องมีภาคต่อด้วยคะ? แต่เผอิ๊ญข่มความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวก็เลยเอาน่า อ่านดูหน่อย แล้วเป็นไง?? อ่านแล้วติดกว่าภาคเดิมอีกค่ะ คราวนี้

เรื่องราวตอนแรกในเรื่องดำเนินไปอย่างเรื่อย ๆ เรียบ ๆ ก็จริง แต่สิ่งที่สร้างสีสันยิ่งกว่าการดำเนินเรื่องตอนนี้คือตัวละครนี่แหละ "ฮั่วอี้หราน" นางเอกเราย้อนยุคมาจากปัจจุบันกลับไปสู่ดินแดนในอดีตที่มีพลังวิเศษและเทพอสูรพร้อมมิชชั่นตามหาพี่ชายและพี่สะใภ้ จากโลกที่คุ้นเคยไปก็เหนื่อยยากอยู่แล้ว แต่ทว่า ความเหนื่อยเฮือกก็พร้อมขึ้นเมื่อนางกลับไปและอยู่ในร่างของนางโจรที่มีค่าหัว และเทพเจ้าน้อยผู้ถูกส่งมาช่วยคุ้มครองนางก็ดูจะเป็นภาระมากกว่าจะช่วยเหลืออะไรได้จริง ส่วน "มู่ไป๋หลิว" คุณพี่พระเอกก็ไม่ธรรมดา เจ้าผู้ครองแคว้นที่มีฉากหน้ายิ้มแย้ม และท่าทีเรียบง่ายสบายใจ แต่ไม่มีใครรู้ว่าข้างในใจเป็นอย่างไร แต่ภาคนี้ พี่เขามาพร้อมปัญหาในชีวิต เมื่อไปก่อคดีทำสงครามกับทั่วหล้า จนทำให้แคว้นถูกลงโทษและตัวเองถูกจำกัดความสามารถในการใช้พลังยุทธ์ก็ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นเสมือนเสือที่ถูกหักเขี้ยว นกที่ถูกเด็ดปีก 

เมื่อสองคนมาเจอกันในสภาพแปลกประหลาด ความระแวงที่มีต่อกันก็ทำให้ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ในช่วงแรก แต่กลับขำขันอย่างน่าประหลาด เพราะตรรกะที่มีต่างกัน ฮั่วอี้หรานมองโลกตามความเป็นจริง และยิ่งเมื่อนางมาจากอนาคต คำพูดคำจารวมไปถึงวิธีคิดจึงล้ำยุคและตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ส่วนมู่ไป๋หลิวในฐานะเจ้าครองแคว้นและผู้มีความสามารถก็มีมุมมองและเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง ดังนั้น เมื่อมาอยู่ด้วยกัน แต่ละคนได้เปิดหูเปิดตารับรู้ความคิดและความเชื่ออีกฝ่าย และที่สำคัญด้วยความที่ทันกัน ก็ทำให้เกิดวาจาเสียดสีประชดประชันแบบแปลกๆ ที่รู้กันอยู่สองคนเสียด้วย

สิ่งที่ดีที่สุด เกิดเมื่อ สองคนเริ่มเปิดใจเข้าหากัน และเริ่มรับรู้และเข้าใจตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น มู่ไป๋หลิวได้แรงจูงใจในการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการกระทำของตนเอง ส่วนฮั่วอี้หรานก็ได้หลักประกันในการดำเนินชีวิต การที่คนสองคนที่ไม่เคยต้องพึ่งใครหันมาไว้วางใจอีกฝ่ายก็ทำให้เรื่องราวงดงามยิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดในการดำเนินเรื่อง 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออ่านเสี่ยงหวางเฟยมาก่อน ในช่วงแรก การเปิดตัวของมู่ไป๋หลิวจะเห็นภาพของเจ้าตัวในฐานะเจ้าผู้ครองแคว้นอันดับหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ มีสองชีพจรสองธาตุในร่างกาย เป็นเทพโอสถ และเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดี ดูสุขม เยือกเย็น ขณะเดียวกันก็มีความอบอุ่นอ่อนโยน ดูเป็นคนที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบ แต่ทว่า ภาพลักษณ์นี้ก็ไม่ได้คงอยู่ตลอด เมื่อจริง ๆ แล้ว เนื้อในของเจ้าตัวทะเยอะทะยานและพร้อมจะก่อสงครามสร้างความวุ่นวายเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ (ถึงแม้ว่าเอาเข้าจริง จะไม่ได้เริ่มต้นเอง แต่เป็แบบจับพลัดจับพลูก็ตาม) จนถูกลงโทษจากรอบด้าน ทั้งถูกผนึกพลังยุทธ์ และถูกริบคืนโลหิตของเทพอสูร จนไม่สามารถใช้พลังได้ และแคว้นกลายเป็นสถานที่ถูกสาป จากที่บอกว่าอากาศดี มีแค่ฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วง กลับเป็นอากาศร้อนแห้งแล้ง ฝนไม่ตก เพาะปลูกไม่ขึ้น

ในเรื่องเสี่ยงหวางเฟย ไม่ได้พูดถึงส่วนของมู่ไป๋หลิวไว้มาก ในฐานะที่เป็นตัวละครรอง แต่ใน “มู่กั๋วหวางโฮ่ว” นั้น เวลาเริ่มต้นที่แคว้นมู่ในช่วงหลังสงคราม และตัวมู่ไป๋หลิวที่เผชิญปัญหารอบด้านอย่างหนัก ทั้งส่วนตัวเอง ก็มีสุขภาพที่ถดถอยและพลังยุทธ์ที่เสื่อมโทรม และกับตัวแคว้นก็มีเรื่องความทุกข์ยากของคนในแคว้น และการคิดก่อกบฎและการต่อต้านจากขุนนางน้อยใหญ่ มีความรู้สึกว่าว่าภาพของมู่ไป๋หลิวก็คือภาพของเสือบาดเจ็บที่กำลังตกยาก เจ็บแต่ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอได้ และที่สำคัญก็กำลังถูกความรู้สึกสงสัยตัวเองกัดกินอยู่ลึก ๆ เสียด้วย และดังนั้น การที่มีตัวละครอย่างอี้หรานเข้ามา ก็เลยเป็นการเปลี่ยนสมการในเรื่องนี้ไป เพราะส่วนตัวเรื่องรัก ไม่ว่าจะเป็นแนวอดีต หรือปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติใด มักเริ่มต้นที่พระเอกที่สมบูรณ์แบบเข้ามาช่วยนางเอกที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรื่องนี้ พระเอกไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถูกทำให้สมบูรณ์แบบโดยนางเอก เพราะในมุมมองส่วนตัว ฐานะชาติกำเนิดของมู่ไป๋หลิวเป็นแค่ลูกนางกำนัล (หรืออย่างที่คนเขียนเคยพูดไว้เองในคอมเมนต์ว่า “ลูกที่พ่อไม่รัก”) ทำให้แสวงหาความสำเร็จเพื่อที่จะเป็นหลักพิสูจน์ตัวเองอยู่เนืองๆ และเมื่อเกิดจุดสะดุดครั้งใหญ่ในชีวิตเข้า ก็กลายเป็นจุดกัดกร่อนจิตใจ ซึ่งในแง่นี้ ส่วนตัวอี้หรานเอง แม้จะหลงยุคมาอยู่คนเดียวตามลำพัง แต่อี้หรานเข้มแข็งพอและสามารถที่จะอยู่พึ่งพาตัวเองโดยไม่มีมู่ไป๋หลิวได้ แต่การที่ได้รู้จักกัน และได้ใกล้ชิดพอจนเริ่มเห็นปัญหาของมู่ไป๋หลิว ทำให้อี้หรานเลือกที่จะให้ และจุนเจือความรู้สึกทางจิตใจของมู่ไป๋หลิวไว้ ซึ่งถ้าเปลี่ยนตัวละครเป็นตัวอื่นก็ไม่สามารถทำอย่างหญิงสาวได้ และในแง่นี้ก็ทำให้เรื่องนี้สมบูรณ์แบบในตัวเอง

ซึ่งส่วนตัว บทที่ชอบที่สุดในเรื่องบทหนึ่งก็คือ บทที่ 33 มู่ไป๋หลิวกำลังพร่ำโทษตัวเองว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้แคว้นใกล้ล่มสลาย อี้หรานกลับมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและบอกมู่ไป๋หลิวว่า "เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรให้เสียใจ ทำสงครามแล้วอย่างไร แคว้นถูกสาบแช่งแล้วอย่างไร ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ตราบนั้นก็ค่อยๆ หาวิธีแก้กันไป ..." 

และเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ก็ทำให้เห็นการเติมเต็มที่อี้หรานมีให้กับมู่ไป๋หลิว โดยเฉพาะเปลี่ยนนิสัยเสือเจ็บ (ถึงแม้ในเรื่องจะเรียกว่า “หมาป่าห่มหนังแกะ” ก็เถอะ) ที่ต้องระแวงรอบข้างไปสู่ความกล้าที่จะเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเอง และให้น้ำหนักกับการพึ่งพิงและพึ่งพาอีกฝ่ายขึ้นมา อย่างที่มู่ไป๋หลิวพูดว่า “ ... ข้าเคยแบกทุกอย่างไว้บนบ่าจนวันหนึ่งพบว่า การให้ผู้อื่นช่วยแบกบ้างนั้นมิได้แย่เกินไป บ่อยครั้งยังช่วยขบคิดได้ ... นางมองเห็นในจุดที่ข้ามองไม่เห็น ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจึงเรียกว่าสามีภรรยา” (เสี่ยวหวางเฟย เล่มสอง หน้า 218) และ “นิสัยถูกตีจนฟันหักฝืนกลืนลงท้อง เจ็บแต่ไม่ยอมปริปากข้าก็เคยเป็น เมื่อพบฮั่วอี้หรานจึงรู้ว่าโอดครวญบ้าง นางก็จะทะนุถนอมข้า นั่นเป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเลยทีเดียว” (หน้า 219)

อย่างไรก็ตาม เมื่ออี้หรานมองโลกตามความเป็นจริง และมองว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปเพราะต้องพึ่งพากัน และพร้อมจะจบเมื่อทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์อย่างที่ตัวเองต้องการ ทำให้หญิงสาวไม่เห็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นว่ากำลังถูกให้ทำให้แปรเปลี่ยนไปทางทิศทางอื่นได้ ขณะที่มู่ไป๋หลิวเริ่มตกหลุมรักอี้หรานมาแบบเรื่อย ๆ จากความแน่วแน่ มุ่งมั่น และเข้มแข็งแบบที่มีแต่ฮั่วอี้หรานเท่านั้นจะมี  จนถึงขั้นอยากให้มาอยู่ข้างๆ กัน ด้วยการใช้ความปลอดภัยมาเป็นตัวล่อหลอก และดังนั้น การรอให้ฮั่นอี้หรานเข้าใจความรู้สึกของฝ่ายชาย ก็เป็นความลุ้นสำหรับคนอ่าน และความสงสัยสำหรับตัวละครในเรื่องคนอื่นเช่นกัน 

การใช้ภาษาของมู่กั๋วหวางโฮ่ว ไม่ได้หนักไปทางคำเยอะ เน้นการบรรยายพรรณามากความ แต่จะเป็นคำน้อยแต่เห็นภาพชัด คำพูดสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง และนั่นก็ทำให้ภาษา เมื่อประกอบกับเนื้อเรื่อง มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการเสียดสีประชดประชันแบบเงียบๆ ให้หัวเราะขำได้เรื่อย ๆ  ดังเช่น บทคนเล่นงิ้วออกโรงว่าความแทนมู่ไป๋หลิว (บทที่ 8) ยิ่งไปกว่านั้น ตัวละครหลากหลายที่มีตรรกะของตัวเองก็พร้อมทยอยออกมาสร้างความวุ่นวายเป็นระยะ ๆ ทั้งความคิด การกระทำ และคำพูดที่คาดไม่ถึงก็ทำให้นั่งอมยิ้มอารมณ์ดีไปได้ 

ปัจจุบันมีถึงตอนที่ 37 และก็ยังดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ ก็ได้แต่ลุ้นให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาไปได้ก้าวหน้ามากขึ้น และที่สำคัญ ส่วนตัว อยากเห็นอาการตกหลุมรักแบบฉุดไม่ขึ้นของมู่ไป๋หลิวเป็นพิเศษ ถ้าได้เห็นคนที่ทำตัวนิ่งเฉย ไม่ทุกข์ร้อนกับความเป็นไปของโลกรอบข้าง และคนที่พร้อมมีสติรับมือกับทุกอย่าง มาร้อนรนเพราะตกอยู่ในห้วงรักบ้างก็คงสนุกดี ตอนนี้มีแค่หน้ายิ้มพูดเนียน ๆ หน้านิ่งอยู่แค่นั้น (โถ ถ้าเป็นคนอื่นจะกัดว่าหมาหยอกไก่ เผอิญเป็นพี่หลิวก็เลยไม่กล้าพูด) ก็ได้แต่รอลุ้นว่าจะมีวันนั้น และถ้า มีก็ให้มาถึงไว ๆ

ปล. มีจุดหนึ่งตอนท้ายเล่ม “เสี่ยวหวางเฟย” ที่พอมู่ไป๋หลิวรู้ว่าอี้หรานสามารถกลับไปหาครอบครัวได้ และเจ้าตัวก็ถึงกับอาการหลุดจนหมากที่กำลังจะเดินร่วงหลุดจากมือ (เสี่ยวหวางเฟย เล่มสอง หน้า 219) แต่นั่นแหละ จากมุมมองเล่มนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งมู่ไป๋หลิวและฮั่วอี้หรานเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กน้อยในเรื่องก่อนหน้า และก็ทำให้อยากรู้เรื่องราวของคนคู่นี้โดยตรงมากกว่าเดิม

ปล. อีกครั้ง เพราะว่าปมของเรื่องคือการย้อนอดีตชาติ และทั้งอี้หรานและมู่ไป๋หลิวก็มีบทบาทของตัวเองอยู่ในชาติที่เหลือด้วยเช่นกัน ก็เลยสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้น จะมีการพูดถึงชาติอดีตไหม โดยเฉพาะเมื่อ อย่างน้อยในชาติที่สอง มู่ไป๋หลิวก็เป็นคนที่ยังพึงใจกับไป๋หรงซิงเช่นเดิม หากแต่คนที่แต่งกับเขาก็คือ อี้หราน

ปล. อีกครั้ง ตามธรรมเนียมที่ไม่ได้ใช้นานเวลาวิจารณ์หนังสือ ต้องมีเพลงกำกับ 

อืม ความรู้สึกของ มู่ไป๋หลิว นึกถึง  Addicted To You ของ Avicii นะ

I don't know just how it happened,
I let down my guard...
Swore I'd never fall in love again
But I fell hard.

Guess I should have seen it coming,
Caught me by surprise...
I wasn't looking where I was going,
I fell into your eyes.

You came into my crazy world like a cool and cleansing wave.
Before I, I knew what hit me baby you were flowing through my veins...

I'm addicted to you,
Hooked on your love,
Like a powerful drug
I can't get enough of,
Lost in your eyes,
Drowning in blue
Out of control,
What can I do?
I'm addicted to you!

ส่วนความรู้สึกของอี้หราน ยังนึกไม่ออกนะ ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ อืม ถ้าให้เลือก คงเป็น Count on Me ของ Bruno Mars นะ

Oh uh-huh
If you ever find yourself stuck in the middle of the sea
I'll sail the world to find you
If you ever find yourself lost in the dark and you can't see
I'll be the light to guide you

We find out what we're made of
When we are called to help our friends in need

โปรดสังเกตว่ามันคือคำว่า “friend” ใช่ค่ะ เป็นแค่พันธมิตรในเฟรนด์โซน พยายามต่อไปนะพี่หลิว!!


Sunday, 30 July 2017

ว่าด้วยสามชาติสามภพสองภาค

หลังอ่านเจาเหยาฯ จบ ความบ้าแนวเทพเซียนก็กำเริบ ไปขุดเอาเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่ได้อ่านเป็นปีมาอ่าน ก็เลยไปถึงปฐพีไร้พ่ายซ้ำ กับสามชาติสามภพทั้งสองภาค เฮ้อออ .. เหนื่อยใจกับสามชาติสามภพนิดนึงว่าทำไมต้องมีเรื่องให้ดราม่าแบบที่ไม่ควรดราม่าขนาดนั้น ส่วนตัวมองว่าพระเอกไม่ว่าจะคนไหนก็มีปัญหาการสื่อสารนะ จะรักกันเป็นคู่ชีวิตก็ต้องพูดให้อีกฝ่ายรู้เรื่องเข้าใจว่าตัวเองคิดอย่างไร ทำอย่างไร ไม่ใช่ว่าทำไปเพราะคิดว่าดีกับอีกฝ่ายแบบลับหลัง แล้วพอเค้ามารู้ความจริงทีหลังก็เกิดทะเลาะกันขึ้น จากเรื่องการสื่อสารอย่างเดียว คราวนี้อาจจะลามไปถึงเรื่องความไว้วางใจด้วย ซึ่งจากที่ไม่มีอะไรก็กลายเป็นมีอะไร

ที่สำคัญ พระเอกทั้งสองคนเป็นพวกเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยแสดงความในใจทั้งคู่ โดยเฉพาะตงหัว ถ้าจะมีอะไรก็แชเชือนไปเรื่อย แล้วแบบนี้อีกฝ่ายจะกล้าคิดไปว่าเข้าใจตรงกันรู้สึกแบบเดียวกันหรือ ยิ่งถ้าเกิดมีปมที่เคยเป็นฝ่ายที่เป็นรอง/ ถูกเลือกออก ก็ยิ่งเป็นความไม่แน่ใจ แล้วจะให้คนรอบตัวมาโทษให้นางเอกรับผิดฝ่ายเดียวทีหลังได้อย่างไร ก็เลยหงุดหงิดกับการอวยทำความดีลับหลังของพระเอกขึ้นมา

ก็นั่นแหละ บ่นค่ะ

Saturday, 29 July 2017

เจาเหยา...ใครว่าโลกนี้ไม่มีผี โดย จิ่วลู่เฟยเซียง

ตอนแรกไม่คิดว่าจะอ่านเลย แต่ว่าส่วนตัวชอบพระเอกเงียบ ๆ แนว beta ที่ไม่ค่อยแสดงออกกระโตกกระตาก ก็รู้ตัวอีกทีว่าอีบุ๊คออกแล้ว ก็อ๊ะ ซื้อเลยดีกว่า ไม่ได้ผ่านการคิดตรองใด ๆ เลย

แต่ว่าไม่เสียดายนะ จริง ๆ ถ้าจะเสียดายก็เพราะบ้าไปซื้ออีบ๊ค เพราะพรีไม่ทันมากกว่า ดูแนวโน้มแล้ว อาจจะมีอารมณ์บ้าซื้อหนังสือต่ออีกรอบ

คือว่าพระเอกก็รู้อยู่ว่านางเป็นใคร (ใช่แล้ว เนียนมากก ปิดยังไงก็ไม่มิด) ก็เลยตามใจให้นางมารเราทำตามใจได้สุด ๆ แบบอยากทำอะไรทำ อยากได้อะไรก็หาให้ ส่วนนางมาร (ซึ่งจริง ๆ ก็คือนางเอก) ก็เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าพระเอกโตขึ้นมาก หล่อและดีมาก หน้าตาดี ฉลาด วางแผน และเก่งเทพ ก็เลยทำให้เปลี่ยนมุมมองต่อพระเอกใหม่ และเริ่มมีความรู้สึกดีๆ กลับไป

ช่วงแรก ๆ ยังบ้า ๆ บอ ๆ หาทางตีสนิทกับพระเอกด้วยการอ่อย (นางคิดว่าพระเอกหลงร่างที่นางสิงอยู่ ไม่ได้คิดเลยว่าพระเอกรู้อยู่แล้ว) แล้วก็ขำมาก เพราะไม่เนียนอย่างไม่เนียน และถ้าไม่ใช่เป็นนางเอกก็คงถูกพระเอกฆ่าไปนานแล้ว พอหลัง ๆ เริ่มมีมุมที่เครียดขึ้นหน่อย ทำให้เข้าใจว่าอดีตนางเอกเป็นอย่างไร และเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

คือสรุปว่า ดีเพราะนางเอกเอ๋อๆ แบบเก่งแต่อ่อนต่อโลก และมีมุมมองแปลก ๆ อาทิ อยากเป็นนางมารครองโลก รับคนชั่วมาเป็นศิษย์เผยแพร่ความชั่วร้าย ในแง่หนึ่ง มันมีองค์ประกอบว่าชอบนางเอกเก่ง พึ่งพาตัวเองได้อยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้เลยรู้สึกว่ายิ่งใช่ ส่วนพระเอก คือแอบรักนางเอกมานาน ตอนที่นางเอกตาย เหมือนเสียของรัก และดังนั้น เมื่อนางเอกกลับมาแบบไม่คาดฝัน ก็เลยให้ทำอะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำให้ทำ พอรู้ว่านางเอกมาอยู่ในร่างคนอื่น ก็ไม่ทำอะไรมาก แค่จ้องนางเอกเงียบ ๆ แต่แววตาออก พานางไปกินข้าว ก็ไม่กิน นั่งจ้องนางเอกไปเรื่อย ๆ หรือแค่นางเอกทำอะไรเล็กๆ น้อย ๆ ให้ (อย่างตอนนึงร่ายมนต์กันฝนไม่ให้พระเอกเปียก) ก็มีความสุขไปสามวันเจ็ดวันได้ ชนาดตอนนางเอกย้อนอดีตไปสมัยก่อน หน้าที่ของพระเอกคือเฝ้าประตู และพระเอกก็ทำหน้าที่แบบนั้นจริง ๆ คือไม่ไปไหน ไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ นางเอกจะไปไหน สู้กับใคร เมื่อกลับมาที่สำนัก ก็จะเจอพระเอกรออยู่เป็นคนแรก คือสายโอ๋ สายหลง สายสปอยส์ พอมาผสมกันก็ชนะเลิศ

กับอีกอย่างคือ เขียนหลายแง่ดี ตอนแรกดูว่านางเอกเอาแต่ใจ ทำอะไรตามใจฉัน ไม่สนใจใคร แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ มันมีที่ที่ไปเยอะ และถึงแม้นางจะเป็นแบบนั้น แต่ก็มีเป็นชนิดปากร้ายใจดี ใครจะถูกฆ่า ใครจะถูกตราหน้าว่าเลว นางช่วยและหิ้วกลับมาดูแลหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากนิสัยขวางโลกที่ถูกบ่มเพาะมาแบบเจ็บปวด

เล่ม 2 ยังไม่ออก แต่ที่พยายามไปอ่านจีนมา เหมือนเล่ม 2 ขมวดปมมากขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับการ “ตาย” ของนางเอก และที่สำคัญ อดีตและความผูกพันกับพระเอก เท่าที่อ่าน ชอบอยู่อย่างว่า พอนางเอกรู้ตัวว่าตัวเองคิดอย่างไร ก็พุ่งตรงไปเลย โดยที่ไม่มีการอ้อมหลงทาง รู้จักความรู้สึกตัวเองและซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองดี .... เพียงแต่ว่าปัญหาคือ ตามสไตล์ จิ่วลู่เฟยเซียง อีกสักพักมันจะต้องมีอะไรพีค ๆ อัตคัตใจมากระชากอารมณ์แน่ นี่พระเอกกับนางเอกก็ยังไม่ได้สวีทกันมาก แต่พอคิดว่าจะเจอฉากที่อ่านแล้วคนอ่านกระอักเลือดก็เลยแอบหนืดๆ ไม่ได้อ่านแบบเร่ง ๆ อะไรเท่าไหร่ แต่สาธุ ขออะไรหวาน ๆ แบบไม่ตรงขมมากระหว่างทางได้ไหม ก็จะอ่านไปจนกว่าจะเจอ

สปอยส์ตอนที่ชอบนิดดด
.
.
.
.
ชอบที่นางเอกบอกว่า การที่มาเจอพระเอก  และทำให้คนในครอบครัวตาย เป็นเรื่องแย่ ... ก่อนที่พระเอกจะเป็นลูกหมาสลด นางก็บอกว่า คนอื่นในครอบครัวต้องอิจฉานางเพราะนางเป็นคนเดียวที่ได้เจอพระเอก ดูแลปกป้องพระเอก น่ารักนะ  (อยู่เล่ม 2)


ส่วนพระเอก .... การที่รักใครสักคน ก็ทำให้อีกฝ่ายเป็นโลกเป็นจักรวาลของเราได้ แค่นางเอกจะยิ้ม จะโกรธ ก็กระทบพระเอกได้หมด ขนาดขัดคำสั่งพระเอกไม่ยอมอยู่รอ แต่ตามช่วยคนด้วย พระเอกยังบอกเลยว่า ไม่โกรธ เพราะ “ตัดใจไม่ได้” (คำนี้เลย เล่มหนึ่ง หน้า 267 ตามอีบุ๊ค)

คือว่าชอบบบบบบบ นาน ๆ ทีจะเจออะไรที่ลงตัวแบบนี้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเอกที่เก่งเทพแต่เป็นแนว beta ตอนอยู่กับนางเอกเนี่ยยย

Thursday, 14 April 2016

บุปผาสีชาด

คงจะออกแนวสวนกระแสกับชาวประชา เพราะว่าอ่านแล้วไม่ชอบ ถึงขนาดที่ว่า นั่งคิดว่าเสียเวลาอ่านอะไรอยู่เนี่ย อ่านเท่าไหร่ถึงจะเป็นจุดพีคที่คนอ่านบอกว่าสนุกเสียที

หนังสือเล่าถึงนางเอกที่พยายามแก้แค้น และมีการปูพื้นว่ามีความงดงาม เฉลียวฉลาด และเก่งรอบด้านจนถึงขั้นเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้น แต่ส่วนตัว นอกจากความงามแล้ว ไม่เห็นสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะ ความเฉลียวฉลาดนะ ซึ่งพอมองว่าคุณสมบัตินี้ต้องมาพร้อมกับความเยือกเย็นจนสุขุมพอที่จะมองเห็นและเข้าใจสถานการณ์รอบด้าน ก็ไม่เห็นว่าเธอจะฉลาดตรงไหน ยิ่งเมื่อหลังถวายตัว จริง ๆ สิ่งที่เกิดก็คือใช้ความงาม และการออดอ้อนเป็นการปูทางให้ตัวเอง ส่วนนิยามความฉลาดที่พูดมา ที่อ่านเจอจะเป็นแนวว่า ทำอะไรลงไป หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วก็จะมีคนมาเตือนว่าทำไม่ถูก ซึ่งเธอก็จะรับรู้ และเปลี่ยนแนวทาง ถ้ามองว่าความฉลาดคือยอมรับจุดอ่อนตัวเอง แล้วความฉลาดในแง่อดทนสุขุมล่ะ? แม้ปากจะบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรกับคนใช้ แต่หลัก ๆ เป็นเร่งวันรอว่าเมื่อไหร่ฮ่องเต้จะรักตัวเองอยู่เท่านั้น โดยไม่ได้อดทนว่าเพิ่งถวายตัว ต้องเก็บไปทีละขั้นเลย

อีกอย่างคือแม้บอกว่านางเอกความเลือดเย็น อำมหิต บอกว่าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ นอกจากการยอมถวายตัว (ซึ่งในแง่หนึ่งอาจจะดีที่ว่ามีร่มเงาให้อาศัย) ก็ไม่เห็นเลยนะ นอกเหนือจากเวลาทำโทษบ่าวไพร่ที่อาศัยความรุนแรง (โบยเป็นส่วนใหญ่) ก็เท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ทุกคนทีหนทางของตัวเอง วิธีนี้อาจจะถูกต้องสำหรับทางเลือกของตัวเอกในเรื่องก็ได้ แต่อ่านไป 2 เล่มแล้วไม่รักจริง ๆ ขอโทษนะหนังสือ T_T
 

Saturday, 9 April 2016

ผลาญ 4+5

-อาจสปอยส์-

เล่ม 4

เล่มนี้บ้าซื้อ e-book ก่อน เพราะรอเล่มหนังสือไม่ไหว บ้าบอจริง ๆ แต่ก็ไม่ผิดหวังนะ เพราะถ้าตัดจากเล่ม 2 ดีไม่ดี อาจจะสนุกที่สุดเลยก็ได้ ทั้งการแก้แค้น แล้วก็พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างตัวพระ-นาง ช่วงที่ชอบมากคือช่วงแย่งเสบียงทหาร เจี่ยงหร่วนเป็นนางเอกที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชัดว่า ฉลาดเพราะฉลาดจริง ๆ ไม่ใช่ฉลาดเพราะคนเขียนบอกว่าฉลาด แล้วก็ไม่ใช่ซื่อ เป็นคนดีจนถูกคนอื่นหาประโยชน์ (โดนไปแล้วหนึ่งชาติ ชาตินี้ก็ไม่ควรจะซ้ำอย่างเดิมใช่ไหม) แต่ก็ขัดใจนิดนึงที่ตัวร้าย (อยู่บ้าง) ที่ทรยศนางเอกไม่ใช่คนที่อยากให้เป็น และก็รู้สึกว่าเรื่องมีน้ำหนักน้อยไป เป็นแค่การสร้างปูเรื่องให้ดูซ่อนเงื่อนมากกว่ามีผลจริง ๆ

เล่ม 5

เล่มนี้ทั้งสนุกแล้วก็ไม่สนุกไปพร้อมกัน บางทีเพราะพอรู้สึกว่าหนังสือจะจบแล้วก็เลยคาดหวังไว้ว่ามันจะต้องสนุกแบบเกินร้อย แล้วก็เน้นตัวเอกแบบจริงจัง พอช่วง 1/3 เล่มแรกไปเน้นที่อย่างอื่นก็เลยรู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหมือนเป็นฝ่ายให้ตัวร้ายกระทำอยู่นาน ส่วนการแก้แค้น รู้สึกเขียนไม่ค่อยดีให้รีบ ๆ จบ ๆ ไป จะได้เน้นที่การปูทางให้องค์ชายทั้งหลายต่อสู้กันเป็นรูปธรรมแบ่งฝ่ายมากขึ้น และการครองบัลลังค์ได้ฮ่องเต้องค์ใหม่แทน  แต่จะว่าไป ถ้าไม่ลำเอียงต้องอ่านเรื่องนางเอก ช่วงสู้กันก็สนุกนะ เพราะว่ามีตัวแปรที่มองไม่เห็น (หรือจริงๆ ควรเขียนว่าตัวพลิกกระดาน) อยู่หลายตัวพอสมควร เอาเถอะ ... ไปอ่านอีกรอบ อาจจะได้ข้อสรุปที่เปลี่ยนความรู้สึกก็ได้

ปล. ชอบคู่พี่ชาย แต่หงุดหงิดว่า คนเขียนเขียนแค่แตะ ๆ แล้วก็ไม่ได้ลงอะไรต่อลึกซึ้ง กลายเป็นว่าเรื่องของสาวใช้ยังไม่มีน้ำหนักมากกว่า (ทำอย่างนี้ได้อย่างไร) แล้วก็ขอบอกว่า สงสารตัวร้ายที่อุตส่าห์คิดการร้ายใหญ่โต แต่ดันมามีเจ้าหนี้รายใหญ่ถึง 2 คนเดียวก็หนักแล้ว นี่มาเป็นแพ็คคู่ ดูอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้สถานเดียว

(เพิ่ม 13.04.16)

มีหลายคนบ่นว่าจริง ๆ ผลาญเน้นการแก้แค้นแบบที่ให้นางเอกเก่งคนเดียว จนถึงขั้นไม่สมจริง แต่ส่วนตัวมองว่านี่คือเสน่ห์ของเรื่องนะ เหมือนกับที่ชอบ ชายาฯ ในแง่ที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” จริงจัง ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่านางเอกเก่ง เพราะว่าเก่งจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะคนเขียนบอกให้เก่ง แล้วคนอ่านจะต้องรับรู้และรู้สึกร่วมตาม วิธีคิด (หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือ วิธีแก้เกม และคิดโต้กลับล่วงหน้า) ทำได้สนุก และน่าพอใจ โดยเฉพาะในเล่ม 2 ช่วงที่รับมือกับตระกูลหลี่ และเล่ม 4 เมื่อมีการสับเปลี่ยนเสบียง เจี่ยงหร่วนทั้งคิดการณ์ไกล และวางแผนอย่างแม่นยำ และเลือดเย็น ถ้าจะมองว่า ไม่ได้ฉลาดจริง แต่ว่าเก่งได้เพราะเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า การแก้สถานการณ์อาจจะไม่ได้หมดจดขนาดนี้ก็ได้ เพราะการแก้มือ (หรือให้ชัดว่าการแก้แค้น) ไม่ได้ทำแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ พอหอมปากหอมคอ แต่เป็นถึงระดับที่ถ้าไม่ให้อีกฝ่ายหมดโอกาสขาดที่ยืนในสังคม เป็นการฆ่าทางอ้อม ก็เป็นการฆ่าทางตรงเลย ยังไง ๆ ก็เป็นเรื่องจีนที่ชอบที่สุด และอ่านซ้ำได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งอยู่ดี เพราะว่าองค์ประกอบและมิติหลายอย่างในเรื่อง ถูกจริตส่วนตัว และซึ่งเมื่อใช้คำนี้ ก็เป็นเรื่องของลางเนื้อชอบลางยาตามมา

จุดเดียวในเรื่องที่ไม่ชอบก็คือ การที่คุณเธอทำเฉยชากับคนอื่น เพราะคิดว่าจะเป็นการตัดความสัมพันธ์เพื่อช่วยคนที่รัก ไม่ได้เกิดผลดีอะไรตามมาเลย ในกรณีตระกูลเจ้า สุดท้ายยังมีเรื่องให้กลับไปต่อกันได้ (แม้ว่าจะเป็นหลังถูกครหาว่าได้ดีเป็นองค์หญิงแล้วลืมญาติมิตร) แต่สำหรับเพื่อนก็ทำให้เพาะสร้างโอกาสให้กลายเป็นตัวร้ายไปเพราะว่าเรื่องนี้ได้อีก





Saturday, 12 December 2015

Movie: Point Break

เหมือนเดิม เขียนไว้คิดเอง

The question of how: perspectives and lives

1.
ดู Point Break งวดนี้ ไม่ได้มีแค่โต้คลื่นสนุกสนานต่อไป แต่เป็นการไล่ล่าเล่นกีฬา extreme แบบสุดโต่งเพื่อไล่ตามและรับรู้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ  กลุ่มคนที่เห็นความเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นความเป็นไปได้กลุ่มนี้ทำให้คิดถึง บทความที่เคยอ่านบทหนึ่ง คนเขียนแบ่งธรรมชาติเป็น 2 กลุ่ม คือ beautiful กับ sublime อันแรกเป็นแค่ สวย แค่ก็สวย นิ่ง เพราะว่า มนุษย์ควบคุมได้ ขณะที่ ธรรมชาติแบบ sublime นั้น มนุษย์ควบคุมไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทำให้มนุษย์ชื่มชมและหลงใหลธรรมชาติแบบนี้เช่นกัน มนุษย์สร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์หลายหลาก แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่นายของทุกอย่าง จริงไหม?

2.
พระเอกจับทาง กลุ่ม “โจร” ได้ เพราะคิดแบบที่โจรคิด ด้วยตรรกะนักกีฬา extreme เก่า เคยมีคนที่อยากจำแค่สิ่งที่ต้องจำ เพราะว่าสิ่งที่เหลือรกสมอง แต่ใครเป็นคนกำหนดว่า อะไรมีค่าชวนจำ และอะไรมีค่าควรลืม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อาจเป็นประโยชน์ก็ได้ ทุกอย่างมีที่และเวลาของมัน ซึ่งถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญแบบพระเอก คงตามไปที่กลุ่มโจรไม่ได้

3.
ทุกคนมีแนวคิดของตัวเอง ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรผิด อะไรถูก และดังนั้น การคิดเรื่องคนอื่นก็ควรจะมองด้วยมุมมองที่เป็นธรรม ซึ่งก็คือ ผ่านมุมมองเรา มุมมองเขา และมุมมองต่อไปหลาย ๆ คน ดูให้ครบ จึงจะดี

4.
แอบคิดไปว่า พฤติกรรมปล้นมาแจกคนจนแบบโรบิน ฮู้ด ในเรื่อง มันช่างฉาบฉวย ดูตอบแทนสังคม แต่จะได้ประโยชน์ไหม? การแจกเพชรแจกทองด้วยการโปรยลงมาจากท้องฟ้านี่ ขอตั้งคำถามว่า 1. ชาวบ้านจะเก็บได้หมด หรือตกหล่นไปไหม 2. ได้เงินเปล่า ๆ มา คงใช้แบบถลุงภายในวันเดียว เอาไปตั้งศูนย์อาชีไ สร้างบ่อน้ำ ทำถนนจะดีกว่าไหม? แต่เป็นนามธรรมเกินไป ไม่เหมาะกับธรรมชาติหนังแอคชั่นเนอะ

5.
เล่นกีฬา extreme แบบ extreme ชีวิตมีค่าน้อยไปไหม? ตายง่ายกันเหลือเกิน มีความเชื่อในหนังเกี่ยวกับ Ozaki Ordeal ซึ่งสรุปแบบไม่ไหว้หน้า คือ เล่นท้าทายเสี่ยงตายมันให้ได้ 8 ที่ 8 อย่าง ครบแล้วจะบรรลุ ซึ่งในแง่หนึ่ง ถ้าพยายามทำในสิ่งที่ยากจะทำได้นี่ อย่างน้อยจิตใจก็จะเข้มแข็ง แข็งแกร่งขึ้น และหลังจากนั้น เมื่อจิตใจนิ่งแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้ใช่ไหม? แต่ถ้าเราไล่ตามสิ่งที่เราไขว่คว้าอยู่จนได้ ชีวิตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร หรือเราจะเกิดเป้าหมายใหม่ขึ้นมา

6.
เราตอบแทนสังคมได้ ด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปลูกต้นไม้ สร้างบ้านให้คนที่ไม่มีบ้าน ไม่ต้องประกาศรักชาติ แต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดน่าจะดีกว่านะ

7.
ยึดเป้าหมายมากไป วิธีการอาจหลุด เช่น หลงไปปล้นแบงค์เองจริง ๆ

8.
Steve Aoki โผล่มาเป็นดีเจ 3 วินาที cameo ของ cameo

9.
พระเอกอาจจะเป็นตัวซวย ใครอยู่กับฮีตายหมด

10.
ชื่อ Bodhi นี่ ต้นโพธิ์ใช่ไหม?

Sunday, 29 November 2015

Movie: Lobster

(จริง ๆ เขียน เพราะบ่นกับตัวเองอยู่)

1.
ในโลกอนาคต สังคม dystopia แห่งนี้ บังคับให้ทุกคนต้องมีคู่ และถ้าไม่มี คนโสดเหล่านี้ต้องเข้าร่วมโครงการจัดหาคู่ใน The Hotel สถานที่ ที่รัฐกำหนด โดยที่ ถ้าหาคู่ไม่ได้ภายใน 45 วัน ก็ต้องกลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก และถูกส่งเข้าป่าไป ซึ่งความรักออกแบบไม่ได้ และยิ่งภายในสภาวะกดดัน การเลือกคู่ และพิจารณาหาคนที่ใช่ยิ่งลำบาก และจอมปลอม หลายคนเลือกที่จะมีคู่ส่งเดช เพื่อให้ไม่ต้องเป็นคนโสด และ –โดยนัย-ตาย 

การดำรงชีพในสังคม ก็เป็นไปด้วยกฎเกณฑ์แบบเดียวกัน การเดินอยู่คนเดียวตามท้องถนน เสี่ยงต่อการถูกจับกุมในข้อหาคนโสด และอาจถูกปฎิบัติไม่ต่างกับการเป็นผู้ก่อการร้ายในสมัยนี้

และหลังจากที่การมีคู่จอมปลอมไม่ได้ผล David ตัวเอกในเรื่อง ก็เลือกทางเลือกใหม่ให้ตัวเอง คือ หนีเข้าป่าไปเสียเลย แต่ในสังคมใหม่ที่เจอ บังคับให้ทุกคนเป็นโสด และการมีคู่จะถูกลงโทษหนัก หนีเสือปะจระเข้เป็นเช่นนี้เอง

2.
ทำไมชีวิตนี้ไม่มีความพอดี ไม่มีทางเลือกที่สามให้เราแล้วหรืออย่างไร? อยู่เป็นโสดก็ถูกจับส่งเข้า The Hotel จะอยู่ในป่าก็มีความรักไม่ได้เสียอีก แต่ก็นั่นแหละ? มนุษย์เป็นสัตว์ที่หาความยุ่งยาก (หรือพูดในแง่ดีก็คือ หาทางออก) ให้ตัวเองได้เสมอ เพราะในที่ ๆ ความรักเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ได้ถูกส่งเสริม ตัวเอกของเราก็มีความรักเข้าจนได้ 

ชอบที่ไม่ต้องพูดว่ารัก แต่ผ่านการกระทำโดยนัย เมื่อตัวเอกบอกว่า อย่าไปรับกระต่าย (อาหาร) จากคนอื่น เพราะจะเป็นหาให้เอง กลับไปเป็นสังคมดั้งเดิมที่ผู้ชายต้องล่าหาอาหารให้ผู้หญิงดีนะ

3.
หนังไม่ได้อธิบายกฏเกณฑ์ใด ๆ เอาไว้ แล้วก็เลยเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามต่อ ถ้ามีความรัก จะหนีด้วยกันจากป่าไปเข้า The Hotel อีกครั้ง แล้วกลับไปอยู่เป็นด้วยกันในฐานะสามีภรรยาได้ไหม? แล้วถ้าทุกเมืองเป็นแบบนี้ สถานทิ่อย่าง The Hotel ก็ต้องมีทุกเมืองเลยหรือ? แล้วถ้าคนที่เป็นคู่กับเรา ไม่ได้อยู่ที่ The Hotel A แต่เป็นที่ The Hotel B ล่ะ? เรามักพูดว่าเนื้อคู่ก็ต้องหากันจนเจอ แต่อันนี้อาจจะไม่มีหวัง

4.
การจับคู่ในหนัง เลือกด้วยเกณฑ์ความเหมือนกันบางอย่าง (แล้วก็เป็นบางอย่างที่แปลก เช่น เลือดกำเดาไหล ขากระเผลก สายตาสั้น ฯลฯ) ซึ่งจริง ๆ มันใช้ได้จริงหรือ? ก็รู้ว่าตั้งให้เห็นความเพี้ยนของสังคม แต่ถ้าตาบอดไม่ต้องทำให้ตาบอดเหมือนกันก็ได้ไหม? แล้วจะป้องกันตัวกันอย่างไร เหลือไว้คนนึงดีไหม? ก็เลยขัดใจกับตอบจบพอตัว

อย่างไรก็ตาม ถ้าเจอกันใน The Hotel สภาพแวดล้อมที่ปิดเช่นนี้ ความรักที่เกิดจะเป็นความรักได้หรือ? หรือจะเป็นแค่ความรู้สึกว่ารัก ต้องรัก

5.
ไม่รู้คิดไปเองไหม หนังอเมริกันมักสื่อถึงฉากบนเตียงด้วยการจูบ และมีหรืออาจไม่มี การล้มตัวบนเตียงนอน แต่หนังฝรั่งเศส มักเป็นการเขย่านะ

6.
บทสนทนาในเรื่องแล้งมาก แต่ก็จงใจให้เห็นสภาพแห้งแล้งทางจิตใจของผู้คนใช่ไหม? แต่อาจจะซื้อมาเก็บ เพราะง่าย ๆ โง่ ๆ เอาไว้ฝึกภาษาน่าจะดี

7.
คนที่หมดเวลาใน The Hotel เลือกเป็นสัตว์ โดยไม่สนใจสภาพแวดล้อม ในป่าเขตหนาว เราเห็นอูฐ นกยูง และสัตว์เมืองร้อนอีกมาก

David ตัวเอกในเรื่อง คิดไว้ว่าจะเป็น กุ้งล็อบสเตอร์ ด้วยความที่กุ้งอายุยืนยาว และเจริญพันธุ์ได้ตลอด (ไม่นับว่าเจ้าตัวชอบกีฤาทางน้ำ) ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกเป็นสัตว์อะไร? และด้วยเหตุผลอะไร?