Thursday, 14 April 2016

บุปผาสีชาด

คงจะออกแนวสวนกระแสกับชาวประชา เพราะว่าอ่านแล้วไม่ชอบ ถึงขนาดที่ว่า นั่งคิดว่าเสียเวลาอ่านอะไรอยู่เนี่ย อ่านเท่าไหร่ถึงจะเป็นจุดพีคที่คนอ่านบอกว่าสนุกเสียที

หนังสือเล่าถึงนางเอกที่พยายามแก้แค้น และมีการปูพื้นว่ามีความงดงาม เฉลียวฉลาด และเก่งรอบด้านจนถึงขั้นเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้น แต่ส่วนตัว นอกจากความงามแล้ว ไม่เห็นสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะ ความเฉลียวฉลาดนะ ซึ่งพอมองว่าคุณสมบัตินี้ต้องมาพร้อมกับความเยือกเย็นจนสุขุมพอที่จะมองเห็นและเข้าใจสถานการณ์รอบด้าน ก็ไม่เห็นว่าเธอจะฉลาดตรงไหน ยิ่งเมื่อหลังถวายตัว จริง ๆ สิ่งที่เกิดก็คือใช้ความงาม และการออดอ้อนเป็นการปูทางให้ตัวเอง ส่วนนิยามความฉลาดที่พูดมา ที่อ่านเจอจะเป็นแนวว่า ทำอะไรลงไป หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วก็จะมีคนมาเตือนว่าทำไม่ถูก ซึ่งเธอก็จะรับรู้ และเปลี่ยนแนวทาง ถ้ามองว่าความฉลาดคือยอมรับจุดอ่อนตัวเอง แล้วความฉลาดในแง่อดทนสุขุมล่ะ? แม้ปากจะบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรกับคนใช้ แต่หลัก ๆ เป็นเร่งวันรอว่าเมื่อไหร่ฮ่องเต้จะรักตัวเองอยู่เท่านั้น โดยไม่ได้อดทนว่าเพิ่งถวายตัว ต้องเก็บไปทีละขั้นเลย

อีกอย่างคือแม้บอกว่านางเอกความเลือดเย็น อำมหิต บอกว่าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ นอกจากการยอมถวายตัว (ซึ่งในแง่หนึ่งอาจจะดีที่ว่ามีร่มเงาให้อาศัย) ก็ไม่เห็นเลยนะ นอกเหนือจากเวลาทำโทษบ่าวไพร่ที่อาศัยความรุนแรง (โบยเป็นส่วนใหญ่) ก็เท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ทุกคนทีหนทางของตัวเอง วิธีนี้อาจจะถูกต้องสำหรับทางเลือกของตัวเอกในเรื่องก็ได้ แต่อ่านไป 2 เล่มแล้วไม่รักจริง ๆ ขอโทษนะหนังสือ T_T
 

Saturday, 9 April 2016

ผลาญ 4+5

-อาจสปอยส์-

เล่ม 4

เล่มนี้บ้าซื้อ e-book ก่อน เพราะรอเล่มหนังสือไม่ไหว บ้าบอจริง ๆ แต่ก็ไม่ผิดหวังนะ เพราะถ้าตัดจากเล่ม 2 ดีไม่ดี อาจจะสนุกที่สุดเลยก็ได้ ทั้งการแก้แค้น แล้วก็พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างตัวพระ-นาง ช่วงที่ชอบมากคือช่วงแย่งเสบียงทหาร เจี่ยงหร่วนเป็นนางเอกที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชัดว่า ฉลาดเพราะฉลาดจริง ๆ ไม่ใช่ฉลาดเพราะคนเขียนบอกว่าฉลาด แล้วก็ไม่ใช่ซื่อ เป็นคนดีจนถูกคนอื่นหาประโยชน์ (โดนไปแล้วหนึ่งชาติ ชาตินี้ก็ไม่ควรจะซ้ำอย่างเดิมใช่ไหม) แต่ก็ขัดใจนิดนึงที่ตัวร้าย (อยู่บ้าง) ที่ทรยศนางเอกไม่ใช่คนที่อยากให้เป็น และก็รู้สึกว่าเรื่องมีน้ำหนักน้อยไป เป็นแค่การสร้างปูเรื่องให้ดูซ่อนเงื่อนมากกว่ามีผลจริง ๆ

เล่ม 5

เล่มนี้ทั้งสนุกแล้วก็ไม่สนุกไปพร้อมกัน บางทีเพราะพอรู้สึกว่าหนังสือจะจบแล้วก็เลยคาดหวังไว้ว่ามันจะต้องสนุกแบบเกินร้อย แล้วก็เน้นตัวเอกแบบจริงจัง พอช่วง 1/3 เล่มแรกไปเน้นที่อย่างอื่นก็เลยรู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหมือนเป็นฝ่ายให้ตัวร้ายกระทำอยู่นาน ส่วนการแก้แค้น รู้สึกเขียนไม่ค่อยดีให้รีบ ๆ จบ ๆ ไป จะได้เน้นที่การปูทางให้องค์ชายทั้งหลายต่อสู้กันเป็นรูปธรรมแบ่งฝ่ายมากขึ้น และการครองบัลลังค์ได้ฮ่องเต้องค์ใหม่แทน  แต่จะว่าไป ถ้าไม่ลำเอียงต้องอ่านเรื่องนางเอก ช่วงสู้กันก็สนุกนะ เพราะว่ามีตัวแปรที่มองไม่เห็น (หรือจริงๆ ควรเขียนว่าตัวพลิกกระดาน) อยู่หลายตัวพอสมควร เอาเถอะ ... ไปอ่านอีกรอบ อาจจะได้ข้อสรุปที่เปลี่ยนความรู้สึกก็ได้

ปล. ชอบคู่พี่ชาย แต่หงุดหงิดว่า คนเขียนเขียนแค่แตะ ๆ แล้วก็ไม่ได้ลงอะไรต่อลึกซึ้ง กลายเป็นว่าเรื่องของสาวใช้ยังไม่มีน้ำหนักมากกว่า (ทำอย่างนี้ได้อย่างไร) แล้วก็ขอบอกว่า สงสารตัวร้ายที่อุตส่าห์คิดการร้ายใหญ่โต แต่ดันมามีเจ้าหนี้รายใหญ่ถึง 2 คนเดียวก็หนักแล้ว นี่มาเป็นแพ็คคู่ ดูอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้สถานเดียว

(เพิ่ม 13.04.16)

มีหลายคนบ่นว่าจริง ๆ ผลาญเน้นการแก้แค้นแบบที่ให้นางเอกเก่งคนเดียว จนถึงขั้นไม่สมจริง แต่ส่วนตัวมองว่านี่คือเสน่ห์ของเรื่องนะ เหมือนกับที่ชอบ ชายาฯ ในแง่ที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” จริงจัง ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่านางเอกเก่ง เพราะว่าเก่งจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะคนเขียนบอกให้เก่ง แล้วคนอ่านจะต้องรับรู้และรู้สึกร่วมตาม วิธีคิด (หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือ วิธีแก้เกม และคิดโต้กลับล่วงหน้า) ทำได้สนุก และน่าพอใจ โดยเฉพาะในเล่ม 2 ช่วงที่รับมือกับตระกูลหลี่ และเล่ม 4 เมื่อมีการสับเปลี่ยนเสบียง เจี่ยงหร่วนทั้งคิดการณ์ไกล และวางแผนอย่างแม่นยำ และเลือดเย็น ถ้าจะมองว่า ไม่ได้ฉลาดจริง แต่ว่าเก่งได้เพราะเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า การแก้สถานการณ์อาจจะไม่ได้หมดจดขนาดนี้ก็ได้ เพราะการแก้มือ (หรือให้ชัดว่าการแก้แค้น) ไม่ได้ทำแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ พอหอมปากหอมคอ แต่เป็นถึงระดับที่ถ้าไม่ให้อีกฝ่ายหมดโอกาสขาดที่ยืนในสังคม เป็นการฆ่าทางอ้อม ก็เป็นการฆ่าทางตรงเลย ยังไง ๆ ก็เป็นเรื่องจีนที่ชอบที่สุด และอ่านซ้ำได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งอยู่ดี เพราะว่าองค์ประกอบและมิติหลายอย่างในเรื่อง ถูกจริตส่วนตัว และซึ่งเมื่อใช้คำนี้ ก็เป็นเรื่องของลางเนื้อชอบลางยาตามมา

จุดเดียวในเรื่องที่ไม่ชอบก็คือ การที่คุณเธอทำเฉยชากับคนอื่น เพราะคิดว่าจะเป็นการตัดความสัมพันธ์เพื่อช่วยคนที่รัก ไม่ได้เกิดผลดีอะไรตามมาเลย ในกรณีตระกูลเจ้า สุดท้ายยังมีเรื่องให้กลับไปต่อกันได้ (แม้ว่าจะเป็นหลังถูกครหาว่าได้ดีเป็นองค์หญิงแล้วลืมญาติมิตร) แต่สำหรับเพื่อนก็ทำให้เพาะสร้างโอกาสให้กลายเป็นตัวร้ายไปเพราะว่าเรื่องนี้ได้อีก





Saturday, 12 December 2015

Movie: Point Break

เหมือนเดิม เขียนไว้คิดเอง

The question of how: perspectives and lives

1.
ดู Point Break งวดนี้ ไม่ได้มีแค่โต้คลื่นสนุกสนานต่อไป แต่เป็นการไล่ล่าเล่นกีฬา extreme แบบสุดโต่งเพื่อไล่ตามและรับรู้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ  กลุ่มคนที่เห็นความเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นความเป็นไปได้กลุ่มนี้ทำให้คิดถึง บทความที่เคยอ่านบทหนึ่ง คนเขียนแบ่งธรรมชาติเป็น 2 กลุ่ม คือ beautiful กับ sublime อันแรกเป็นแค่ สวย แค่ก็สวย นิ่ง เพราะว่า มนุษย์ควบคุมได้ ขณะที่ ธรรมชาติแบบ sublime นั้น มนุษย์ควบคุมไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นจุดที่ทำให้มนุษย์ชื่มชมและหลงใหลธรรมชาติแบบนี้เช่นกัน มนุษย์สร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์หลายหลาก แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่นายของทุกอย่าง จริงไหม?

2.
พระเอกจับทาง กลุ่ม “โจร” ได้ เพราะคิดแบบที่โจรคิด ด้วยตรรกะนักกีฬา extreme เก่า เคยมีคนที่อยากจำแค่สิ่งที่ต้องจำ เพราะว่าสิ่งที่เหลือรกสมอง แต่ใครเป็นคนกำหนดว่า อะไรมีค่าชวนจำ และอะไรมีค่าควรลืม สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อาจเป็นประโยชน์ก็ได้ ทุกอย่างมีที่และเวลาของมัน ซึ่งถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญแบบพระเอก คงตามไปที่กลุ่มโจรไม่ได้

3.
ทุกคนมีแนวคิดของตัวเอง ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรผิด อะไรถูก และดังนั้น การคิดเรื่องคนอื่นก็ควรจะมองด้วยมุมมองที่เป็นธรรม ซึ่งก็คือ ผ่านมุมมองเรา มุมมองเขา และมุมมองต่อไปหลาย ๆ คน ดูให้ครบ จึงจะดี

4.
แอบคิดไปว่า พฤติกรรมปล้นมาแจกคนจนแบบโรบิน ฮู้ด ในเรื่อง มันช่างฉาบฉวย ดูตอบแทนสังคม แต่จะได้ประโยชน์ไหม? การแจกเพชรแจกทองด้วยการโปรยลงมาจากท้องฟ้านี่ ขอตั้งคำถามว่า 1. ชาวบ้านจะเก็บได้หมด หรือตกหล่นไปไหม 2. ได้เงินเปล่า ๆ มา คงใช้แบบถลุงภายในวันเดียว เอาไปตั้งศูนย์อาชีไ สร้างบ่อน้ำ ทำถนนจะดีกว่าไหม? แต่เป็นนามธรรมเกินไป ไม่เหมาะกับธรรมชาติหนังแอคชั่นเนอะ

5.
เล่นกีฬา extreme แบบ extreme ชีวิตมีค่าน้อยไปไหม? ตายง่ายกันเหลือเกิน มีความเชื่อในหนังเกี่ยวกับ Ozaki Ordeal ซึ่งสรุปแบบไม่ไหว้หน้า คือ เล่นท้าทายเสี่ยงตายมันให้ได้ 8 ที่ 8 อย่าง ครบแล้วจะบรรลุ ซึ่งในแง่หนึ่ง ถ้าพยายามทำในสิ่งที่ยากจะทำได้นี่ อย่างน้อยจิตใจก็จะเข้มแข็ง แข็งแกร่งขึ้น และหลังจากนั้น เมื่อจิตใจนิ่งแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้ใช่ไหม? แต่ถ้าเราไล่ตามสิ่งที่เราไขว่คว้าอยู่จนได้ ชีวิตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร หรือเราจะเกิดเป้าหมายใหม่ขึ้นมา

6.
เราตอบแทนสังคมได้ ด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปลูกต้นไม้ สร้างบ้านให้คนที่ไม่มีบ้าน ไม่ต้องประกาศรักชาติ แต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดน่าจะดีกว่านะ

7.
ยึดเป้าหมายมากไป วิธีการอาจหลุด เช่น หลงไปปล้นแบงค์เองจริง ๆ

8.
Steve Aoki โผล่มาเป็นดีเจ 3 วินาที cameo ของ cameo

9.
พระเอกอาจจะเป็นตัวซวย ใครอยู่กับฮีตายหมด

10.
ชื่อ Bodhi นี่ ต้นโพธิ์ใช่ไหม?

Sunday, 29 November 2015

Movie: Lobster

(จริง ๆ เขียน เพราะบ่นกับตัวเองอยู่)

1.
ในโลกอนาคต สังคม dystopia แห่งนี้ บังคับให้ทุกคนต้องมีคู่ และถ้าไม่มี คนโสดเหล่านี้ต้องเข้าร่วมโครงการจัดหาคู่ใน The Hotel สถานที่ ที่รัฐกำหนด โดยที่ ถ้าหาคู่ไม่ได้ภายใน 45 วัน ก็ต้องกลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก และถูกส่งเข้าป่าไป ซึ่งความรักออกแบบไม่ได้ และยิ่งภายในสภาวะกดดัน การเลือกคู่ และพิจารณาหาคนที่ใช่ยิ่งลำบาก และจอมปลอม หลายคนเลือกที่จะมีคู่ส่งเดช เพื่อให้ไม่ต้องเป็นคนโสด และ –โดยนัย-ตาย 

การดำรงชีพในสังคม ก็เป็นไปด้วยกฎเกณฑ์แบบเดียวกัน การเดินอยู่คนเดียวตามท้องถนน เสี่ยงต่อการถูกจับกุมในข้อหาคนโสด และอาจถูกปฎิบัติไม่ต่างกับการเป็นผู้ก่อการร้ายในสมัยนี้

และหลังจากที่การมีคู่จอมปลอมไม่ได้ผล David ตัวเอกในเรื่อง ก็เลือกทางเลือกใหม่ให้ตัวเอง คือ หนีเข้าป่าไปเสียเลย แต่ในสังคมใหม่ที่เจอ บังคับให้ทุกคนเป็นโสด และการมีคู่จะถูกลงโทษหนัก หนีเสือปะจระเข้เป็นเช่นนี้เอง

2.
ทำไมชีวิตนี้ไม่มีความพอดี ไม่มีทางเลือกที่สามให้เราแล้วหรืออย่างไร? อยู่เป็นโสดก็ถูกจับส่งเข้า The Hotel จะอยู่ในป่าก็มีความรักไม่ได้เสียอีก แต่ก็นั่นแหละ? มนุษย์เป็นสัตว์ที่หาความยุ่งยาก (หรือพูดในแง่ดีก็คือ หาทางออก) ให้ตัวเองได้เสมอ เพราะในที่ ๆ ความรักเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ได้ถูกส่งเสริม ตัวเอกของเราก็มีความรักเข้าจนได้ 

ชอบที่ไม่ต้องพูดว่ารัก แต่ผ่านการกระทำโดยนัย เมื่อตัวเอกบอกว่า อย่าไปรับกระต่าย (อาหาร) จากคนอื่น เพราะจะเป็นหาให้เอง กลับไปเป็นสังคมดั้งเดิมที่ผู้ชายต้องล่าหาอาหารให้ผู้หญิงดีนะ

3.
หนังไม่ได้อธิบายกฏเกณฑ์ใด ๆ เอาไว้ แล้วก็เลยเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามต่อ ถ้ามีความรัก จะหนีด้วยกันจากป่าไปเข้า The Hotel อีกครั้ง แล้วกลับไปอยู่เป็นด้วยกันในฐานะสามีภรรยาได้ไหม? แล้วถ้าทุกเมืองเป็นแบบนี้ สถานทิ่อย่าง The Hotel ก็ต้องมีทุกเมืองเลยหรือ? แล้วถ้าคนที่เป็นคู่กับเรา ไม่ได้อยู่ที่ The Hotel A แต่เป็นที่ The Hotel B ล่ะ? เรามักพูดว่าเนื้อคู่ก็ต้องหากันจนเจอ แต่อันนี้อาจจะไม่มีหวัง

4.
การจับคู่ในหนัง เลือกด้วยเกณฑ์ความเหมือนกันบางอย่าง (แล้วก็เป็นบางอย่างที่แปลก เช่น เลือดกำเดาไหล ขากระเผลก สายตาสั้น ฯลฯ) ซึ่งจริง ๆ มันใช้ได้จริงหรือ? ก็รู้ว่าตั้งให้เห็นความเพี้ยนของสังคม แต่ถ้าตาบอดไม่ต้องทำให้ตาบอดเหมือนกันก็ได้ไหม? แล้วจะป้องกันตัวกันอย่างไร เหลือไว้คนนึงดีไหม? ก็เลยขัดใจกับตอบจบพอตัว

อย่างไรก็ตาม ถ้าเจอกันใน The Hotel สภาพแวดล้อมที่ปิดเช่นนี้ ความรักที่เกิดจะเป็นความรักได้หรือ? หรือจะเป็นแค่ความรู้สึกว่ารัก ต้องรัก

5.
ไม่รู้คิดไปเองไหม หนังอเมริกันมักสื่อถึงฉากบนเตียงด้วยการจูบ และมีหรืออาจไม่มี การล้มตัวบนเตียงนอน แต่หนังฝรั่งเศส มักเป็นการเขย่านะ

6.
บทสนทนาในเรื่องแล้งมาก แต่ก็จงใจให้เห็นสภาพแห้งแล้งทางจิตใจของผู้คนใช่ไหม? แต่อาจจะซื้อมาเก็บ เพราะง่าย ๆ โง่ ๆ เอาไว้ฝึกภาษาน่าจะดี

7.
คนที่หมดเวลาใน The Hotel เลือกเป็นสัตว์ โดยไม่สนใจสภาพแวดล้อม ในป่าเขตหนาว เราเห็นอูฐ นกยูง และสัตว์เมืองร้อนอีกมาก

David ตัวเอกในเรื่อง คิดไว้ว่าจะเป็น กุ้งล็อบสเตอร์ ด้วยความที่กุ้งอายุยืนยาว และเจริญพันธุ์ได้ตลอด (ไม่นับว่าเจ้าตัวชอบกีฤาทางน้ำ) ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกเป็นสัตว์อะไร? และด้วยเหตุผลอะไร?

Movie: The 33

1.
"Men know wealth when they understand their mind."
ไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่พอไปดู the 33 สภาพการแบ่งทูน่าหนึ่งกระป๋องให้ผู้ชายตัวโตๆ 30 กว่าคนกิน โดยที่ละลายกับน้ำคนละช้อนนี่ สามารถทำให้การคิดจะเปิดกระป๋องปลาทูน่าแล้วตักกินเล่นๆ นี่ เป็นความฟุ่มเฟือยโดยทันที
"เงินทองคือมายา ข้าวปลาสิของจริง" หลอนเข้ามาในหัวเลย และที่สำคัญ ไม่ต้องเป็นอาหารหรูหรา ไม่ต้องราคาแพง แต่ให้อิ่มท้อง ท้องไม่หิว และต่อชีวิตให้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันได้ก็ดีแล้ว

2.
ทั้งข้าวของฟุ่มเฟือย สุดท้ายในสภาวะเช่นนั้น มันต่างก็ไม่มีประโยชน์กับการต่อชีวิตเราใช่ไหม? เห็นแล้วทำให้สะท้อนคิดถึงสังคมปัจจุบันที่บริโภคนิยม วัตถุนิยมไม่มีที่สิ้นสุด ทรัพยากรจะไม่พอเลี้ยงมนุษย์ก็เพราะเหตุนี้

3.
หนังเปิดไว้หลายประเด็น แต่แปลกที่ติดใจประเด็นบนมากสุด กับอีกอย่างที่คิดคือ โลกเราขาดคนดีที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่นะ ชอบทั้งรัฐมนตรีในเรื่องแล้วก็ทั้ง Mario คนงานอีกคน ที่ไม่ยอมถอดใจ (พอๆ กับทนายใน Bridges of Spies ที่ไม่ยอมแพ้) เราจะเลือกเดินทางที่ง่ายแต่ผิด หรือยากแต่ถูกกันนะ?

4.
คิดว่าหนังจะหนักกว่านี้ แต่เน้นการกู้ภัยช่วยเหลือแบบไม่ค่อยกดดัน ใส่ข้อมูลอีกนิดก็เกือบเป็นสารคดีได้แล้ว

5.
เห็นทุนนิยม นายทุนกดขี่เอาเปรียบคนงานเหมือง แต่ทำไมไม่เคยได้ค่าชดเชยใดๆ?

6.
ถ้าสังคมไม่นำรัฐ คนงานเหมืองคงตายจริงๆ

7.
เหมืองถล่มกำลังจะตายยังแบ่งเขาแบ่งเรา การดูถูกคนอื่นทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นจริงหรือ?

Monday, 9 November 2015

Bridges of Spies

“Bridges of Spies = a good story of a good man in a bad time of bad attitude.”

ดีใจที่หนังจบออกมาบวกกว่าที่คิด และก็ทำให้คิดถึงสงครามเย็นในฐานะสภาพสังคมและกรอบความคิดที่เป็นมากกว่าเนื้อหาที่ได้เรียนในหนังสือเรียน เรารู้ว่าเกิดการแบ่งแยกทางอุดมการณ์ของขั้วมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต และความตึงเครียดนั้นก็ส่งผลถึงโลกทั้งโลก และถึงแม้จะเรียนเจาะลึกตอนมหาวิทยาลัย แต่เราเด็กเกินไปที่จะเห็นผลลัพธ์ของมันจริง ๆ
หนังสะท้อนความตึงเครียดนั้นออกมาชัดเจน และก็ทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่าง ได้เห็นคนดีที่ทำตามหน้าที่ และทำเพราะต้องการทำสิ่งที่ถูกต้อง กับทำให้ตั้งคำถามว่า ถ้าในสมัยนี้ที่สังคมมีบทบาทนำรัฐ การช่วยเหลือเด็กนักศึกษาในเรื่องที่อยู่ผิดที่ผิดเวลาจะกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าปล่อยตายไหม? บางทีคำตอบเรื่องนี้ออกจะชัดใน The 33 นะ (ถ้าปล่อยให้ตาย ขณะที่เป็นประเด็นที่ทั้งโลกจับตามองคงจะถูกประนาม)
ปล. สงครามเย็นคงไม่มีผลอะไรกับสังคมสมัยนี้ที่เศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาแทนที่อุดมการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมการณ์ทางการเมือง

Good movies always make me think long and hard long after watching them. And yes, Bridges of Spies is definitely one of them. (Along with Terminator Genisys for this year actually) It has reshaped my thoughts to see the Cold War period as reality of life, not just facts read in textbooks. What can I say? We are somewhat too young to live in and get affected by the era.
I see a good man who is determined to do his job not just readily but perfectly. And when read that he helped President Kennedy negotiate with President Castro after the invasion of Bay of Pigs, I wondered about another scenario that President Kennedy lived and ‘theoretically’ arranged grander and more peaceful, and much earlier peace negotiation with the USSR.
During the time State led Society, it would be easier to ignore a boy or two, but then? In this era, I bet Society will take a matter in its hand .. as we will see it in the 33.  


Monday, 26 October 2015

The Burning Sky by Sherry Thomas

The book seems promising in the beginning, but then it falls apart with its slow pace and rather unconvincing plot (disguising a girl as a boy in the all-boy school with only short hair and boy dress? And speaking of hiding from enemy’s eyes? I don’t think so!)

The book is told from two different POV’s: that of the mage girl and of the prince boy. However, what makes it difficult to read is there is no clear separation when the view switches from one character to another, and so I feel I need to set back and refocus every time the view changes.

The attraction between the two leading characters is rather annoying. I feel it’s too much too soon. Maybe as a historical romance author, the writer feels it natural to add the element at the beginning of the story, but then it feels forceful, if not fake.


DNF – after the disguise.